- หน้าแรก
- ตัวร้ายอย่างข้า ทำไมสตรีพวกนี้ถึงรักข้านัก
- บทที่ 9 สายลับสองหน้า
บทที่ 9 สายลับสองหน้า
บทที่ 9 สายลับสองหน้า
บทที่ 9 สายลับสองหน้า
"ฮ่าๆๆๆๆ..."
เสียงหัวเราะของกู้เทียนสยงดังก้องกังวานบาดหูท่ามกลางความเงียบสงัดในลานหน้าเรือนตระกูลกู้
"เพื่อตระกูลกู้งั้นรึ?"
"สมคบคิดศัตรูภายนอก แพร่งพรายความลับตระกูล ผลักไสตระกูลกู้ของข้าลงสู่ขุมนรกที่ไม่อาจผุดเกิด"
"นี่หรือคือสิ่งที่เจ้าเรียกว่าทำเพื่อตระกูลกู้?!"
กู้เทียนสยงก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว พลังวิญญาณรอบกายปะทุพล่าน กดทับจนกู้หย่งอันแทบหายใจไม่ออก
บรรดาผู้อาวุโสในตระกูลที่เพิ่งตามมาสมทบถึงกับชะงักงันอยู่กับที่ ได้แต่เบิกตาโพลงจ้องมองกู้หย่งอันตรงหน้าด้วยความตกตะลึง
กู้หย่งอันเมื่อเห็นว่าเรื่องแดงจนถูกจับได้คาหนังคาเขา ก็หมดปัญญาจะแก้ตัวใดๆ อีก
เพราะอย่างไรเสีย ลับหลังมันก็รับสินบนจากพันธมิตรสามตระกูลใหญ่มาไม่น้อย ทั้งยังขายข้อมูลสำคัญของตระกูลกู้ไปตั้งเท่าไหร่
แถมหนอนบ่อนไส้บางคน ก็ยังเป็นมันนี่แหละที่คอยชักใยแฝงตัวเข้ามาในตระกูลกู้
การทรยศตระกูลกู้เป็นความจริงที่ดิ้นไม่หลุด ไม่ช้าก็เร็วกู้หย่งอันย่อมต้องถูกคิดบัญชีอยู่ดี
เรื่องนี้จะไปโทษใครได้?
ก็คงต้องโทษที่ตัวมันเองเลือกข้างผิด
ตามแผนการของกู้หย่งอัน
ขอเพียงเสิ่นอี้ถอนหมั้น มันก็จะวางแผนสังหารกู้ชิงเสวี่ยและกู้เทียนสยงทันที เพื่อใช้เป็นของกำนัลสวามิภักดิ์
เพื่อแลกกับการสนับสนุนจากพันธมิตรสามตระกูลใหญ่ ดันตัวเองขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำตระกูล
เช่นนี้ตัวมันไม่เพียงได้เป็นผู้นำตระกูลกู้ แต่ยังรักษารากฐานบางส่วนของตระกูลเอาไว้ได้
ต่อให้ตระกูลกู้ต้องตกเป็นเบี้ยล่าง ก็ยังดีกว่าถูกล้างบางจนสิ้นซาก
แต่น่าเสียดาย ที่กู้หย่งอันคิดไม่ถึงเลยว่าเสิ่นอี้ไม่ได้มีความคิดจะถอนหมั้นเลยแม้แต่น้อย
และยิ่งคิดไม่ถึงว่า พันธมิตรสามตระกูลใหญ่ไม่เคยคิดจะปล่อยตระกูลกู้ไปตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
"เด็กๆ!!"
"จับตัวมันไว้! คุมขังในคุกใต้ดิน คุ้มกันให้แน่นหนา!"
"เดี๋ยวข้าจะไปไต่สวนไอ้คนทรยศนี่ด้วยตัวเอง"
กู้เทียนสยงที่โกรธจนตัวสั่นเทิ้ม ข่มจิตสังหารเอาไว้ พุ่งซัดฝ่ามือเข้าใส่จุดตันเถียนของกู้หย่งอันอย่างแรง ทำลายพลังบำเพ็ญเพียรของมันโดยตรง
กู้เทียนสยงสูดหายใจเข้าลึก สงบสติอารมณ์ลงเล็กน้อย ก่อนหันไปถามผู้อาวุโสสามที่อยู่ด้านข้าง
"พวกเจ้าจับคนทรยศคนอื่นๆ ได้หรือไม่?"
ผู้อาวุโสสามรีบโค้งตัวตอบกลับทันที น้ำเสียงแฝงความเหลือเชื่อและความโล่งใจอยู่หลายส่วน
"เรียนท่านผู้นำตระกูล พวกเราจับกุมคนทรยศที่เหลือได้ทั้งหมดแล้วขอรับ"
"เพียงแต่ กระบวนการนั้นราบรื่นจนเกินไป"
"ราบรื่นจนเกินไปรึ? หมายความว่าอย่างไร?"
กู้เทียนสยงขมวดคิ้วแน่น เอ่ยถามต่อ
"ผู้อาวุโสอย่างพวกเราแยกย้ายกันไล่ตามเงาร่างชุดดำเหล่านั้น"
"ในจังหวะที่พวกมันกำลังจะหนีรอด จู่ๆ ร่างเหล่านั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่งอย่างไม่ทราบสาเหตุ"
"เพราะเหตุนี้เอง พวกเราถึงจับกุมพวกมันมาได้อย่างราบรื่นขอรับ"
เมื่อกู้เทียนสยงได้ฟัง ก็นึกขึ้นได้ว่าตอนที่ไล่ล่ากู้หย่งอันเมื่อครู่ ก็เกิดเหตุการณ์คล้ายคลึงกัน
กู้หย่งอันเหมือนสะดุดอะไรบางอย่างเข้า เขาถึงได้เผด็จศึกมันได้ไวขนาดนั้น
ส่วนผู้อาวุโสสามชะงักไปครู่หนึ่ง เรียบเรียงคำพูดใหม่ แล้วรายงานรายละเอียดต่อ
"ส่วนคนสุดท้าย ซึ่งเป็นคนที่มีพลังบำเพ็ญเพียรล้ำลึกที่สุดรองจากผู้อาวุโสใหญ่"
"พวกเราเตรียมใจที่จะต้องรับศึกหนักแล้วเชียว"
"ใครจะรู้ว่าพอมันปะทะกับพวกเราได้ไม่กี่กระบวนท่า จู่ๆ ก็หน้าซีดเผือด พลังวิญญาณทั่วร่างแตกซ่าน ถึงได้ถูกพวกเราจับกุมตัวไว้ได้"
เมื่อฟังคำรายงานของผู้อาวุโสสามจบ กู้เทียนสยงก็ลอบครุ่นคิดในใจ
เขาทอดสายตาไปสุดขอบฟ้า ราวกับสามารถมองทะลุเรือนพักนับไม่ถ้วน ไปเห็นเสิ่นอี้ที่พักอยู่ร่วมกับบุตรสาวของตน
ดูท่าฝีมือแบบนี้ คงหนีไม่พ้นท่านผู้สืบทอดผู้นั้นเป็นแน่
แม้กู้เทียนสยงจะคลุกคลีกับเสิ่นอี้ได้ไม่นานนัก แต่เขาก็พึงพอใจในตัวลูกเขยคนนี้อย่างถึงที่สุดจริงๆ
เสิ่นอี้ไม่เพียงแต่สุภาพเรียบร้อย อ่อนน้อมถ่อมตน แต่ยังมีจิตใจละเอียดอ่อน สติปัญญาเฉียบแหลม และลงมือกระทำการใดก็แนบเนียนไร้ร่องรอย
มิน่าล่ะ ถึงได้รับสมญานามว่าวิญญูชนจากผู้คนมากมายขนาดนี้
คิดถึงตรงนี้ โทสะในใจของกู้เทียนสยงก็ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความปลาบปลื้มใจที่ซับซ้อน
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยสั่งการผู้อาวุโสคนอื่นๆ
"พวกเจ้าถอยไปก่อนเถอะ คุมขังพวกคนทรยศให้ดี"
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ให้จัดระเบียบกิจการตระกูลใหม่ทั้งหมด ห้ามมีความผิดพลาดเด็ดขาด"
เมื่อทุกคนรับคำสั่งและจากไป ภายในลานก็เหลือเพียงกู้เทียนสยงคนเดียว
เขายืนไพล่หลัง ทอดสายตามองดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้าใส่
สามปีมานี้ กู้ชิงเสวี่ยสูญสิ้นพลังบำเพ็ญเพียร ต้องทนแบกรับความขมขื่นและความอัปยศมามากเพียงใด
คนเป็นพ่ออย่างกู้เทียนสยงย่อมเห็นอยู่เต็มตา เจ็บปวดอยู่เต็มอก
เพราะกู้ชิงเสวี่ยคือสมบัติล้ำค่าที่สุดที่ภรรยาผู้ล่วงลับทิ้งไว้ให้
กู้เทียนสยงย่อมทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือกู้ชิงเสวี่ย ต่อให้ต้องล่วงเกินผู้อาวุโสหลายคนก็ตาม
น่าเสียดายที่ทุกอย่างล้วนเปล่าประโยชน์
มาบัดนี้ได้ฝากฝังบุตรสาวสุดที่รักไว้กับเสิ่นอี้ ก็นับว่าปลดเปลื้องเรื่องหนักใจไปได้เปลาะหนึ่ง
การได้แต่งงานกับสามีที่ไร้ที่ติอย่างเสิ่นอี้ นับเป็นวาสนาที่ยัยเด็กบื้อกู้ชิงเสวี่ยสะสมมาถึงสามชาติจริงๆ
มาถึงตอนนี้ กู้เทียนสยงก็ปัดเป่าความกลัดกลุ้มในใจทิ้งไปจนหมด รู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก
สิ่งที่กู้เทียนสยงต้องทำตอนนี้คือปกป้องตระกูลกู้ให้ดี อย่าเอาแต่ปล่อยให้ลูกเขยคนนี้ยื่นมือเข้ามาช่วยอยู่เรื่อย
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเมื่อนานมาแล้ว ตนเคยส่งสายลับเข้าไปแฝงตัวอยู่ในระดับสูงของพันธมิตรสามตระกูลใหญ่ กู้เทียนสยงก็แค่นเสียงเย็นชาในใจ
"เอาสิ..."
"พันธมิตรสามตระกูลใหญ่ส่งหนอนบ่อนไส้มา ข้าก็ส่งหนอนบ่อนไส้ไปเหมือนกัน"
"พันธมิตรสามตระกูลใหญ่ส่งหนอนบ่อนไส้มาล้วงความลับตระกูลกู้ งั้นข้าก็จะให้หนอนบ่อนไส้ของข้าเจาะทะลวงถึงรังมังกรของพวกมัน"
"ฮุบเอารากฐานบรรพบุรุษของพวกมันมาให้หมดเลยแล้วกัน"
เมื่อตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ก็ไม่ลังเลอีกต่อไป
ร่างของกู้เทียนสยงพลิ้วไหวดั่งนกนางแอ่น ออกจากจวนตระกูลกู้อย่างเงียบเชียบ โดยไม่ทำให้เวรยามใดๆ ไหวตัว
ทว่าในเงามืดมุมหนึ่งที่กู้เทียนสยงมองไม่เห็น ดวงตาสีเลือดคู่หนึ่งกำลังจับตาดูเขาอยู่
เจ้าของดวงตาสีเลือดนั้นก็คือเย่จีที่กลืนร่างไปกับเงามืด นางกำลังมองส่งกู้เทียนสยงจากไปอย่างเงียบๆ
จากนั้น เย่จีก็เร้นกายกลายเป็นเงา กลับไปยังห้องนอนของกู้ชิงเสวี่ย เพื่อรายงานสถานการณ์คืนนี้ต่อนายน้อยของตน
"นายน้อยเจ้าคะ..."
"หลังจากจับตัวหนอนบ่อนไส้ของตระกูลกู้ได้หมดแล้ว กู้เทียนสยงก็แอบออกจากตระกูลกู้ไปคนเดียว มุ่งหน้าไปทางนอกเมืองเจ้าค่ะ"
"ต้องการให้บ่าวสะกดรอยตามเขาไปหรือไม่เจ้าคะ?"
เสิ่นอี้ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ปลายนิ้วยังคงม้วนปอยผมข้างแก้มของกู้ชิงเสวี่ยเล่นไปมา
"ปล่อยเขาไปเถอะ"
"กู้เทียนสยงคงไม่ใช่คนทรยศตัวเอ้ของตระกูลกู้เสียเองหรอกมั้ง"
เสิ่นอี้ลอบขำในใจ ปัดความคิดเหลวไหลนี้ทิ้งไปจากหัว
"พี่เย่จี คืนนี้ลำบากท่านแล้ว"
"กลับไปพักผ่อนเถอะ"
ก่อนที่เย่จีจะมุดกลับเข้าไปในเงาของเสิ่นอี้ นางก็ปรายตามองกู้ชิงเสวี่ยที่หลับพริ้มอยู่ในอ้อมอกของเสิ่นอี้อย่างแนบเนียน
สายตานั้นเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาอย่างหาที่เปรียบไม่ได้...
เย่จีรู้ซึ้งถึงนิสัยของนายน้อยตนเป็นอย่างดี
แม้ในสายตาคนนอก เสิ่นอี้จะเด็ดขาดอำมหิตไปสักร้อยล้านส่วนก็ตามที
แต่เวลาที่เสิ่นอี้ปฏิบัติต่อคนข้างกาย มักจะแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนและตามใจอย่างบอกไม่ถูก
ต่อให้ตอนแรกรู้ว่ากู้ชิงเสวี่ยสูญสิ้นพลังบำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นคนไร้ค่า เสิ่นอี้ก็ไม่ได้รังเกียจอะไรมากมาย
ยิ่งไม่มีทางทำตัวเหมือนลูกหลานเศรษฐีเสเพลทั่วไป ที่บุกไปหยามเกียรติถึงหน้าประตูบ้านและบีบบังคับถอนหมั้น
หนำซ้ำตอนนี้กู้ชิงเสวี่ยยังสามารถนอนหนุนอ้อมอกเสิ่นอี้อย่างสบายใจ ซึมซับความอ่อนโยนที่หาได้ยากยิ่งในโลกหล้า
นี่ต่างหากคือเนื้อแท้ของเสิ่นอี้
เย่จีบังคับตัวเองให้เก็บงำความรู้สึก ในฐานะองครักษ์เงาของเสิ่นอี้ นางไม่ควรมีความคิดฟุ้งซ่านเกินจำเป็น
เผ่าเงาปีศาจไม่ควรมีความเป็นตัวของตัวเอง ชะตาลิขิตมาให้เป็นได้แค่เงาของคนอื่นไปตลอดชีวิต
จากนั้น เย่จีก็แปรเปลี่ยนเป็นเงา เร้นกายหายไปจากห้องอย่างเงียบเชียบ
สายตาของเย่จีที่ปรายมองมาก่อนจากไป ใช่ว่าเสิ่นอี้จะไม่รู้ตัว เพียงแต่เขารู้สึกงุนงงนิดหน่อยเท่านั้น
นางไม่ได้เป็นแค่องครักษ์ประจำตัวของเสิ่นอี้ แต่ยังเป็นพี่สาวที่คอยเฝ้าดูเขาเติบโตมาตั้งแต่เด็ก
ความผูกพันระหว่างทั้งสองก้าวข้ามความสัมพันธ์เจ้านายกับลูกน้องธรรมดาไปตั้งนานแล้ว
ทว่าบางครั้ง เสิ่นอี้ก็เดาใจพี่สาวคนนี้ไม่ออกเหมือนกัน
เมื่อเย่จีกลับเข้าไปในเงาของเสิ่นอี้ ภายในห้องก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
เสิ่นอี้ช้อนตาขึ้นมองออกไปนอกหน้าต่างที่มืดมิด
สายตาของเขาราวกับสามารถมองทะลุตึกรามบ้านช่องนับไม่ถ้วน ไปเห็นท่าทีสบช่องเตรียมลงมือของพันธมิตรสามตระกูลใหญ่ และคล้ายกับมองเห็นแผ่นหลังของกู้เทียนสยงที่เพิ่งจากไป
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า พ่อตาของเขาคนนี้ ดึกดื่นป่านนี้แล้วยังจะออกไปทำอะไรอีก...