เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 สองเรายิ่งใกล้ชิดสนิทสนม

บทที่ 6 สองเรายิ่งใกล้ชิดสนิทสนม

บทที่ 6 สองเรายิ่งใกล้ชิดสนิทสนม


บทที่ 6 สองเรายิ่งใกล้ชิดสนิทสนม

"เศษเสี้ยวกฎเกณฑ์... เศษเสี้ยวโลก..."

เสิ่นอี้พึมพำในใจ

เขารู้สึกสงสัยใคร่รู้เป็นอย่างมากว่าเศษเสี้ยวทั้งสองชนิดนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร จึงดำดิ่งสติสัมปชัญญะลงสู่ทะเลวิญญาณในตันเถียน

ในฐานะผู้สืบทอดที่ได้รับความโปรดปรานที่สุดแห่งตำหนักอมตะและตระกูลเซียนนิรันดร์ ภายในทะเลวิญญาณของเสิ่นอี้ย่อมไม่ขาดแคลนของวิเศษล้ำค่าต่างๆ

แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตามากที่สุดในเวลานี้ ก็คือเศษเสี้ยวทั้งสี่ชิ้นที่ลอยล่องอยู่อย่างเงียบสงบเหนือใจกลางทะเลวิญญาณ

แบ่งเป็นเศษเสี้ยวกฎเกณฑ์ที่ถูกห้อมล้อมด้วยกลิ่นอายแห่งความโกลาหล และบรรจุวิถีแห่งเต๋านับไม่ถ้วนของฟ้าดินไว้สองชิ้น

รวมถึงเศษเสี้ยวโลกที่ส่องประกายแสงของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวนับหมื่นพัน ราวกับแฝงเจตจำนงแห่งการเกิดดับของโลกหล้าเอาไว้อีกสองชิ้น

"ระบบ"

"เศษเสี้ยวสองชนิดนี้เอาไว้ทำอะไรกันแน่?"

สิ้นคำถามของเสิ่นอี้ หน้าจอระบบก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของเขา

[สิ่งของ: เศษเสี้ยวกฎเกณฑ์ (เฉพาะตัวร้าย)]

[ประโยชน์ที่หนึ่ง: ใช้งานโดยตรง สามารถช่วยให้หยั่งรู้พลังแห่งกฎเกณฑ์ และยกระดับพลังบำเพ็ญเพียรได้]

[ประโยชน์ที่สอง: รวบรวมเศษเสี้ยวกฎเกณฑ์ครบแปดชิ้น สามารถสุ่มรับกฎเกณฑ์เต๋าระดับสูงสุดที่สมบูรณ์ได้หนึ่งสาย]

แววตาของเสิ่นอี้ทอประกายตื่นเต้นขึ้นมาวูบหนึ่ง มูลค่าของเศษเสี้ยวกฎเกณฑ์นี้ล้ำค่าเกินกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก

ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าพอดูดซับโดยตรงแล้วจะสามารถยกระดับพลังบำเพ็ญของตัวเองได้ แต่นี่มันถึงขั้นเอาไปแลกเปลี่ยนเป็นกฎเกณฑ์เต๋าระดับสูงสุดได้เลยงั้นหรือ?!

ต้องรู้ก่อนว่า หากต้องการก้าวไปสู่จุดสูงสุดของการฝึกบำเพ็ญและบรรลุมรรคผลเป็นมหาจักรพรรดิ จำเป็นจะต้องแตกฉานในกฎเกณฑ์เต๋าที่สมบูรณ์หนึ่งสาย

ยิ่งกฎเกณฑ์เต๋าที่ฝึกฝนอยู่ในระดับสูงมากเท่าไหร่ ระดับพลังของมหาจักรพรรดิที่บรรลุได้ก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น

เขาสามารถพึ่งพากฎเกณฑ์เต๋าระดับสูงสุดสายนี้เป็นก้อนอิฐเบิกทาง เพื่อบรรลุเป็นมหาจักรพรรดิผู้ไร้เทียมทานได้อย่างแน่นอน

"ในเมื่อเศษเสี้ยวกฎเกณฑ์ล้ำค่าถึงเพียงนี้ แล้วไอ้เศษเสี้ยวโลกนี่จะเป็นของวิเศษแบบไหนกันนะ?"

เสิ่นอี้มองไปยังหน้าจอข้อมูลของเศษเสี้ยวโลกด้วยความคาดหวัง

[สิ่งของ: เศษเสี้ยวโลก (เฉพาะตัวร้าย)]

[ประโยชน์: รวบรวมเศษเสี้ยวโลกครบแปดชิ้น สามารถสุ่มแลกของวิเศษระดับโกลาหลได้หนึ่งชิ้น]

"ซี๊ดด..."

แม้แต่คนที่จิตใจสงบนิ่งดั่งผิวน้ำและมีความรู้กว้างขวางอย่างเสิ่นอี้ ยังอดไม่ได้ที่จะม่านตาหดเกร็ง แล้วสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง

นี่มัน... ถึงขั้นเอาไปแลกของวิเศษระดับโกลาหลได้เลยหรือเนี่ย?!

"ของวิเศษระดับโกลาหลงั้นหรือ..."

เสิ่นอี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ต่อให้มีสภาพจิตใจและวิสัยทัศน์กว้างไกลระดับเขา ในเวลานี้ก็ยากที่จะรักษาสภาพจิตใจให้สงบนิ่งได้อย่างสมบูรณ์

ตระกูลอมตะเสิ่นและตำหนักอมตะที่เขาสังกัดอยู่ มีรากฐานที่หยั่งลึกจนยากจะหยั่งถึง อาวุธระดับจักรพรรดิไม่ใช่ของหายากอะไรนักสำหรับพวกเขา

ทว่าของวิเศษระดับโกลาหล ต่อให้เป็นตระกูลเสิ่นที่ได้ชื่อว่าอมตะนิรันดร์และรุ่งเรืองมาอย่างยาวนาน ก็ใช่ว่าจะควักออกมาได้ง่ายๆ

ดูท่าเขาคงต้องขยันไปไล่ล่าพวกตัวเอกแห่งโชคชะตาให้มากขึ้น เพื่อสะสมเศษเสี้ยวโลกมาแลกของวิเศษระดับโกลาหลชิ้นนี้เสียแล้ว

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถึงเวลาแล้วจะแลกได้ของวิเศษแบบไหนออกมา?

ส่วนเศษเสี้ยวกฎเกณฑ์นั้น จะเลือกนำไปแลกเป็นกฎเกณฑ์ระดับสูงสุดหรือดูดซับโดยตรง คงต้องรอดูสถานการณ์ในวันหน้าค่อยว่ากันอีกที

ท้ายที่สุดแล้ว ด้วยระดับพลังของเสิ่นอี้ในตอนนี้ ก็ยังห่างไกลจากระดับมหาจักรพรรดิอยู่มากนัก

สุดท้าย เสิ่นอี้ก็เบนสายตาไปยังรางวัลจากการสังหารตัวเอกคนแรก...

อาวุธระดับจักรพรรดิที่เสียหาย ฉินยาวปู้ซื่อ (ไร้เทียมทาน) (Note : ฉินหรือกู่ฉิน เป็นเครื่องดนตรีชนิดเครื่องสายของจีน)

ตัวฉินดูเก่าแก่โบราณ มีสีทองหม่น ด้านบนว่างเปล่า นอกเหนือจากรอยร้าวสองสามรอยแล้ว ก็ไม่มีสายฉินเลยแม้แต่เส้นเดียว

เมื่อปลายนิ้วของเสิ่นอี้ลูบไล้ไปตามตัวฉินอย่างแผ่วเบา ความทรงจำที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้าช่วงหนึ่งก็หลั่งไหลเข้ามาในหัว

"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้..."

"สายฉินไม่ได้ขาดหายไป แต่จำเป็นต้องใช้พลังวิญญาณของตัวเองสร้างขึ้นมาต่างหาก"

เสิ่นอี้ขยับความคิดเพียงเล็กน้อย พลังวิญญาณบริสุทธิ์สายหนึ่งก็ถูกส่งเข้าไปในตัวฉิน

เจิ้ง…

เสียงฉินที่ดังแว่วมาคล้ายมีคล้ายไม่มี กระเพื่อมไหวอยู่ภายในทะเลวิญญาณ

สายฉินเจ็ดเส้นที่ราวกับเกิดจากการถักทอของแสงดาวบริสุทธิ์และลวดลายเต๋า ปรากฏขึ้นมาตามลำดับจากหัวจรดท้ายและขึงจนตึงเปรี๊ยะ

ระหว่างที่พวกมันสั่นสะเทือนเบาๆ กลิ่นอายจักรพรรดิที่แผ่ซ่านออกมาก็ทำให้จิตวิญญาณของเสิ่นอี้สัมผัสได้ถึงแรงกดดันและการสั่นพ้องของวิญญาณเป็นระลอก

เสิ่นอี้สัมผัสได้ว่า ปัจจุบันเขาสามารถรีดเร้นอานุภาพของมันออกมาได้อย่างมากก็แค่หนึ่งในหมื่นเท่านั้น

แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น มันก็เพียงพอที่จะให้เขาสังหารข้ามระดับใส่ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปได้อย่างง่ายดายแล้ว

นี่ถือเป็นไพ่ตายใบหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย

อาวุธระดับจักรพรรดิชิ้นนี้ทำให้เขาถูกใจจริงๆ

เสิ่นอี้ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ถอนสติสัมปชัญญะออกจากทะเลวิญญาณ แล้วก้มมองม้วนไผ่หยกขาวที่สลักความทรงจำของกู้หานเอาไว้

แม้ว่าความทรงจำของไอ้กู้หานจะมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง แต่ก็ยังมีข้อมูลที่มีมูลค่าอยู่ไม่น้อย

เนิ่นนานผ่านไป เสิ่นอี้ก็เดินออกมาจากคุกใต้ดิน เขาแหงนหน้ามองขอบฟ้าที่ถูกย้อมด้วยสีดำดุจน้ำหมึก

ใช้เวลากับไอ้กู้หานไปตั้งมากมายโดยไม่รู้ตัว

โชคดีที่ผลตอบแทนช่างคุ้มค่านัก

"เอาล่ะ..."

"เรื่องของไอ้กู้หานก็ถือว่าจบลงไปเปลาะหนึ่งแล้ว ถึงเวลาที่ต้องไปจัดการกับคู่หมั้นของตัวเองเสียที"

เส้นทางตัวร้ายของเขาเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น...

……

ราตรีเงียบสงัด หมู่ดาวกะพริบแสง

ภายในห้องนอนของกู้ชิงเสวี่ย ณ ลานเรือนด้านหลังตระกูลกู้

เสิ่นอี้ถอดชุดยาวประจำตำแหน่งผู้สืบทอดที่ใส่อยู่เป็นประจำออก แล้วเปลี่ยนมาสวมชุดนอนผ้าไหมสีขาวราวหิมะ เผยให้เห็นกล้ามเนื้อหน้าอกที่เรียงตัวสวยงามรำไร

เสิ่นอี้นั่งตัวตรงอยู่หน้าโต๊ะ

ในมือถือแผ่นหยกขาวที่สลักความทรงจำของกู้หาน สัมผัสวิญญาณกำลังค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับพันธมิตรสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองเมฆอัสดงกับตระกูลกู้อย่างละเอียด

ฉับพลันก็สัมผัสได้ถึงเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังมาจากนอกประตู

ปลายนิ้วของเสิ่นอี้ขยับเล็กน้อย แผ่นหยกขาวในมือก็กลายสภาพเป็นลำแสง พุ่งหายเข้าไปในแขนเสื้ออย่างเงียบเชียบ

จากนั้น เขาหยิบตำราเรื่องเล่าลี้ลับที่เคยไปเจอมาจากแผงลอยในโลกมนุษย์เมื่อนานมาแล้วออกมาจากแหวนมิติ ประคองไว้ในมือ แล้วพลิกอ่านอย่างเงียบๆ

แทบจะในเวลาเดียวกัน บานประตูก็ถูกผลักเปิดออกเบาๆ

กู้ชิงเสวี่ยที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จจากสระน้ำหลังเรือน เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ

นางเปลี่ยนมาสวมชุดนอนทรงหลวมแบบเดียวกับเสิ่นอี้

ผิวพรรณเนียนนุ่มเปล่งประกายสีชมพูระเรื่อจากการอาบน้ำ ส่วนโค้งเว้าของหน้าอกและสะโพกที่พอเหมาะพอเจาะ ขับเน้นทรวดทรงอรชรของดรุณีแรกรุ่นให้ดูงดงามน่าหลงใหล

ปอยผมสองสามเส้นที่ยังเปียกชื้นแนบสนิทอยู่ข้างลำคอขาวระหง หยดน้ำที่เกาะตัวอยู่ตรงปลายผมเป็นระยะ ลากผ่านลงไปตามคอเสื้อที่เปิดกว้างเล็กน้อย แล้วกลืนหายไปในเงาของร่องอกอย่างเงียบเชียบ

กู้ชิงเสวี่ยช้อนสายตาขึ้น มองไปยังเสิ่นอี้ที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะ

ภายใต้แสงเทียน เสิ่นอี้ที่กำลังถือตำราอ่านดูเป็นกันเองมากขึ้น ลดทอนความสง่างามสูงศักดิ์แบบปกติลงไปบ้าง เส้นผมสีดำขลับปล่อยสยาย เติมแต่งความผ่อนคลายและดูเป็นธรรมชาติขึ้นอีกหลายส่วน

ท่าทางเช่นนี้ของเสิ่นอี้ ทำเอานางเผลอมองจนเหม่อลอยไปชั่วขณะ...

เสิ่นอี้เห็นกู้ชิงเสวี่ยมองมาที่ตนตาไม่กะพริบ มุมปากก็ยกยิ้มบาง น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยขัดความคิดของนาง

"เจ้ากำลังมองอะไรอยู่หรือ ถึงได้เหม่อขนาดนี้?"

"ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ..."

"ข้าให้สาวใช้เตรียมน้ำอุ่นไว้ใหม่แล้ว ท่านรีบไปอาบน้ำเถอะเจ้าค่ะ"

กู้ชิงเสวี่ยเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ไม่กล้าสบตาเสิ่นอี้ตรงๆ นางแสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือยกมือขึ้นทัดปอยผมที่ไม่ได้ร่วงหล่นลงมาสักนิดไว้หลังใบหู

"รบกวนแม่นางกู้แล้ว"

เมื่อได้ยินคำตอบของเสิ่นอี้ กู้ชิงเสวี่ยก็ยกมือปิดปากหัวเราะคิกคัก

มุมปากของนางโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มแสนหวาน แฝงไปด้วยความซุกซนและหยอกล้อเล็กน้อย

"เสิ่นอี้..."

"ท่านเป็นคนบอกเองว่าไม่ชอบธรรมเนียมพิธีรีตองจอมปลอมพวกนี้ ถึงได้อนุญาตให้ข้าเรียกชื่อท่านตรงๆ เวลาอยู่กันตามลำพังแท้ๆ"

"แล้วทำไมเมื่อครู่ถึงยังเกรงใจ เรียกข้าว่าแม่นางกู้อีกล่ะเจ้าคะ"

"ที่นี่ไม่มีคนนอกแล้ว ท่านเรียกข้าว่าชิงเสวี่ยตรงๆ ก็ได้เจ้าค่ะ"

เมื่อเห็นท่าทางซุกซนน่ารักของกู้ชิงเสวี่ย เสิ่นอี้ก็คลี่ยิ้มบาง ก่อนจะเปลี่ยนสรรพนามใหม่

"นั่นก็จริง"

"ถ้างั้นก็รบกวนชิงเสวี่ยแล้ว"

"รีบ... รีบไปเถอะเจ้าค่ะ เดี๋ยวอุณหภูมิน้ำจะเย็นเสียก่อน..."

เสียงของกู้ชิงเสวี่ยเบาหวิวราวยุงบิน ปลายนิ้วเรียวที่ใช้ทัดผมเมื่อครู่อดไม่ได้ที่จะหดเกร็ง แล้วจิกชายแขนเสื้อเบาๆ

ทั้งที่ตัวเองเป็นคนเอ่ยปากขอเองแท้ๆ ทั้งที่มันก็แค่สรรพนามเรียกขานธรรมดาๆ แท้ๆ...

ทว่าพอเสิ่นอี้เรียกชื่อของนางออกมาจริงๆ ความร้อนผ่าวแห่งความขวยเขินที่ยากจะอธิบายกลับพุ่งปรี๊ดขึ้นมาบนใบหน้าของนางในชั่วพริบตา

เสิ่นอี้ไม่ได้พูดอะไรอีก เขาก้าวเท้าเดินไปทางสระน้ำด้านหลัง

จนกระทั่งแผ่นหลังของเสิ่นอี้หายลับออกไปนอกประตู กู้ชิงเสวี่ยก็ยังคงมองตามทิศทางที่เขาจากไปด้วยความอาลัยอาวรณ์

กู้ชิงเสวี่ยในเวลานี้ยังไม่ตระหนักเลยว่า...

ระยะห่างระหว่างนางกับเสิ่นอี้ กำลังแคบลงและสนิทสนมกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนดูเหมือนคู่รักที่กำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความรักเข้าไปทุกที...

จบบทที่ บทที่ 6 สองเรายิ่งใกล้ชิดสนิทสนม

คัดลอกลิงก์แล้ว