- หน้าแรก
- ตัวร้ายอย่างข้า ทำไมสตรีพวกนี้ถึงรักข้านัก
- บทที่ 2 ท่านพี่ เตียงของข้าใหญ่มากนะเจ้าคะ
บทที่ 2 ท่านพี่ เตียงของข้าใหญ่มากนะเจ้าคะ
บทที่ 2 ท่านพี่ เตียงของข้าใหญ่มากนะเจ้าคะ
บทที่ 2 ท่านพี่ เตียงของข้าใหญ่มากนะเจ้าคะ
ไม่ได้มาเพื่อถอนหมั้น? นี่คงไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่?
หลังจากสิ้นเสียงของเสิ่นอี้ไปเนิ่นนาน ทว่าความคิดนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของคนตระกูลกู้และกู้ชิงเสวี่ย สลัดอย่างไรก็ไม่หลุด
ความพลิกผันอย่างใหญ่หลวงทำให้ทุกคนยากจะดึงสติกลับมาได้ชั่วขณะ
"เมื่อสามปีก่อน ข้าต้องเก็บตัวฝึกตนแบบปิดตายเพื่อทะลวงคอขวดระดับพลัง จึงไม่อาจล่วงรู้ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับแม่นางกู้ได้ในทันที"
"และไม่อาจรุดไปยังวังเหมันต์จันทราเพื่อทวงคืนความเป็นธรรมให้แม่นางกู้ได้ทันท่วงที ภายในใจของข้าจึงรู้สึกผิดอยู่บ้าง"
"ดังนั้นเมื่อออกจากด่านมาคราวนี้ พอได้ทราบข่าว ข้าจึงรีบเดินทางมายังตระกูลกู้ทันที"
"เรื่องสำคัญอันดับแรก ก็คืออยากจะมาเห็นหน้าแม่นางกู้ด้วยตาตัวเอง"
เสิ่นอี้ยิ้มละมุน สายตาทอดมองไปยังกู้ชิงเสวี่ย ราวกับแสงตะวันอบอุ่นที่ละลายหิมะ นำพาความอบอุ่นที่ซึมลึกไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ
"แน่นอน หากแม่นางกู้รู้สึกว่าสัญญาหมั้นหมายนี้กลายเป็นเครื่องพันธนาการสำหรับเจ้า จะยกเลิกก็ไม่เป็นไร"
"สิทธิ์ในการเลือกอยู่ในมือเจ้า ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับความต้องการของแม่นางกู้ ข้าจะไม่มีวันใช้เรื่องนี้มาบีบบังคับเจ้าเด็ดขาด"
เสิ่นอี้ไม่อยากทำตัวจงใจจนเกินไป ทว่าการเติมดอกไม้บนลายผ้าไหมแม้งดงาม* ก็ยังมิสู้การส่งถ่านไม้กลางพายุหิมะที่ล้ำค่ากว่า**
(*Note : อุปมาว่า การเพิ่มสิ่งดีๆ ให้กับสิ่งที่ดีอยู่แล้ว) (**Note : อุปมาว่า การให้ความช่วยเหลือในยามลำบาก)
ส่วนผู้อาวุโสส่วนใหญ่รวมถึงผู้นำตระกูลกู้ กลับมีท่าทีตื่นเต้นดีใจจนแทบคลั่ง
เหล่าผู้อาวุโสไม่ได้รู้สึกเลยว่าเสิ่นอี้จะหลอกลวงพวกตน
ด้วยฐานะและตำแหน่งของเสิ่นอี้ ไม่มีความจำเป็นต้องถ่อมาปั่นหัวพวกตนเล่นเลยสักนิด
แต่กู้ชิงเสวี่ยไม่ได้ดีใจเหมือนคนอื่นๆ
นางมีสีหน้าซับซ้อน ก้มหน้าเงียบงัน นัยน์ตาเผยให้เห็นถึงความซาบซึ้งใจ ความสงสัย และ... ความระแวดระวังที่มีต่อเสิ่นอี้
บนโลกใบนี้ไม่เคยมีความหวังดีที่ไร้สาเหตุ ของขวัญใดๆ ที่ดูเหมือนจะให้เปล่า เบื้องหลังล้วนอาจติดป้ายราคาที่แสนแพงไว้เสมอ
ปฏิกิริยาของกู้ชิงเสวี่ยไม่ได้เหนือความคาดหมายของเสิ่นอี้
นางร่วงหล่นจากสวรรค์สู่ดินแดนมนุษย์ ตลอดสามปีที่ผ่านมาได้ลิ้มรสความเย็นชาของโลกหล้ามาจนหมดสิ้น แล้วจะลดกำแพงในใจลงอย่างง่ายดายเพียงเพราะคำพูดอ่อนหวานไม่กี่คำได้อย่างไร?
ดูท่าการพิชิตใจธิดาแห่งสวรรค์คนนี้ คงต้องเปลืองสมองของเขาไม่น้อยเสียแล้ว
ทันใดนั้น น้ำเสียงราบเรียบที่ได้ยินเพียงแค่กู้ชิงเสวี่ยคนเดียว ก็ดังขึ้นในหัวของนางโดยตรง นั่นคือการส่งเสียงทางจิตของเสิ่นอี้
"ข้าเองก็รู้สถานการณ์ของตระกูลกู้ในตอนนี้ดี"
"อีกสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองเมฆอัสดงได้จับมือเป็นพันธมิตรกันนานแล้ว และกำลังจ้องตะครุบตระกูลกู้ตาเป็นมัน"
"ที่พวกมันยังไม่กล้าลงมือบุ่มบ่ามจนถึงตอนนี้ สิ่งที่หวาดเกรงก็หนีไม่พ้นสัญญาหมั้นหมายระหว่างเจ้ากับข้า"
"สัญญาหมั้นหมายนี้เจ้ารับปากไว้ก่อนเถอะ"
"รอให้พวกเจ้าผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ แล้วค่อยมาคุยเรื่องสัญญาหมั้นหมายกันใหม่ก็ไม่สาย"
"ถือเสียว่าเป็นการชดเชยที่ปีนั้นข้าไม่ได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือตระกูลกู้ได้ทันท่วงทีก็แล้วกัน"
นางเอกที่โดนถอนหมั้นแบบนี้ จะใจร้อนไม่ได้เด็ดขาด ต้องใช้แผนถอยเพื่อรุก ค่อยๆ ตะล่อมไปทีละก้าว
หลังจากฟังการส่งเสียงทางจิตของเสิ่นอี้จบ กู้ชิงเสวี่ยก็คลายความสงสัยและระแวดระวังในใจที่มีต่อเขาลงไปเล็กน้อย และเพิ่มความสมเพชตัวเองขึ้นมาอีกหลายส่วน
ย้อนกลับไปตอนที่ท่านอาจารย์บอกว่าเสิ่นอี้จะเป็นว่าที่สามีของนาง นางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจและดีใจ
ท้ายที่สุดแล้ว ดรุณีวัยสิบกว่าปีที่กำลังมีความรัก มีใครบ้างไม่อยากให้สามีของตนเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่อ่อนโยนและเอาใจใส่?
ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นคนอย่างเสิ่นอี้ ที่ไม่ว่าจะเป็นชาติตระกูล หน้าตา การอบรมสั่งสอน หรือแม้แต่พรสวรรค์ ล้วนแต่เป็นตัวตนระดับจุดสูงสุดทั้งสิ้น
ก็แค่นางไม่สามารถคว้าความสุขนี้ไว้ได้เองก็เท่านั้น
ช่างเถอะ……
หากสวรรค์ลิขิตให้มี ท้ายที่สุดก็ต้องมี หากสวรรค์ไม่ลิขิตให้มี ก็อย่าได้ดึงดัน (Note : อุปมาว่า สิ่งใดที่เป็นของเราย่อมเป็นของเรา สิ่งใดที่ไม่ใช่ก็ไม่ควรฝืน)
แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไร เสิ่นอี้สามารถถอนหมั้นไปตรงๆ เลยก็ได้ ไม่เห็นต้องทำเพื่อนางหรือตระกูลกู้ถึงเพียงนี้
ในสถานการณ์ที่วังเหมันต์จันทราไม่สนใจไยดี และท่านอาจารย์ของนางก็ไร้ร่องรอยข่าวคราว เสิ่นอี้กลับยังยินดีที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
บุญคุณครั้งนี้ กู้ชิงเสวี่ยแอบจดจำไว้ในใจเงียบๆแล้ว
แม้ว่าสุดท้ายแล้วสัญญาหมั้นหมายนี้จะต้องถูกยกเลิกไป แต่บุญคุณนี้ นางก็ต้องทดแทนให้จงได้
มือกู้ชิงเสวี่ยที่ทิ้งตัวอยู่ในแขนเสื้อกำแน่นขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาฉายแววมุ่งมั่น ก่อนจะเอ่ยปากอย่างเด็ดเดี่ยว
"หากท่านผู้สืบทอดไม่รังเกียจตัวภาระ ชิงเสวี่ย... ก็ไม่มีความปรารถนาที่จะถอนหมั้นเจ้าค่ะ"
"ดี เช่นนั้นก็ไม่ถอนหมั้น"
กู้ชิงเสวี่ยก้าวไปข้างหน้าไม่กี่ก้าว จนแทบจะสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากตัวอีกฝ่าย นางเอ่ยเสียงเบาที่ได้ยินกันแค่สองคน
"ขอบพระคุณเจ้าค่ะ…"
ทั้งสองสบตากันแล้วส่งยิ้ม ความรู้ใจล้วนถูกส่งผ่านความเงียบงัน
กู้เทียนสยงที่พยายามข่มความตื่นเต้นไว้เล็กน้อย เมื่อเห็นทั้งสองสนิทสนมกันถึงเพียงนี้ ใบหน้าก็เปล่งประกายสีแดงระเรื่อ ก่อนจะตื่นเต้นช่วยชงให้เสิ่นอี้จากด้านข้างว่า
"ถ้าเป็นเช่นนี้ ชิงเสวี่ยควรจะเปลี่ยนสรรพนาม เรียกท่านผู้สืบทอดว่า "ท่านพี่" ได้แล้วหรือไม่?"
"อ๊ะ?"
พอได้ยินประโยคนี้ ใบหน้างดงามของกู้ชิงเสวี่ยก็แดงซ่านด้วยความเขินอายในพริบตา
ตั้งแต่เล็กนางก็เอาแต่ตั้งใจบำเพ็ญเพียร ไม่เคยคลุกคลีกับเพศตรงข้ามมากนัก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการมาเอ่ยถ้อยคำสนิทสนมต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้เลย
แต่ในเมื่อยังมีสัญญาหมั้นหมายอยู่ การเรียกขานว่าท่านพี่สักคำก็ดูจะสมเหตุสมผล
หากไม่เรียก กลับจะยิ่งทำให้ผู้คนสงสัย
"ทะ.. ท่านพี่"
เมื่อเห็นกู้ชิงเสวี่ยหน้าแดงก่ำยืนอึ้งอยู่กับที่ เสิ่นอี้ก็ลอบขำในใจ ก่อนจะดึงหัวข้อสนทนากลับเข้าเรื่องหลักอย่างรู้จังหวะ
"ลูกเขยมาเยือนกะทันหันในวันนี้ และยังต้องขอพำนักที่ตระกูลกู้สักสองสามวัน ไม่ทราบว่ายังมีห้องพักรับรองว่างอยู่บ้างหรือไม่ขอรับ"
"ท่านผู้สืบทอดมาเยือนด้วยตัวเองทั้งที แน่นอนว่าต้องมีห้องชั้นยอด..."
พูดไปได้ครึ่งทาง กู้เทียนสยงก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ ห้องรับรองน่ะมีอยู่แล้ว แต่ตอนนี้มันมีที่ที่เหมาะสมกว่าห้องรับรองทั่วไปไม่ใช่หรือไง?
เขาจึงแอบส่งเสียงทางจิตไปบอกกู้ชิงเสวี่ยสองสามประโยคทันที
ติ่งหูของกู้ชิงเสวี่ยแดงเถือกจนแทบจะหยดเป็นเลือดในชั่วพริบตา พวงแก้มที่เดิมทีก็แดงระเรื่ออยู่แล้ว ยิ่งร้อนผ่าวราวกับก้อนเมฆสีเพลิง
นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงเบาหวิวราวกับเส้นไหมเอ่ยว่า
"ท่านพี่..."
"ช่วงนี้ที่จวนมีแขกเหรื่อมากมาย ห้องรับรองที่ว่างอยู่ล้วนมีคนพักเต็มหมดแล้วเจ้าค่ะ"
"หากท่านพี่ไม่รังเกียจ มิสู้... ไปพักที่เรือนของข้าเถิด"
"เตียงในห้องนอนของข้า... ใหญ่มากนะเจ้าคะ..."
กู้ชิงเสวี่ยยิ่งพูดเสียงก็ยิ่งเบาลง
จนท้ายที่สุด ร่างทั้งร่างแทบจะหดเล็กลงเป็นก้อน อยากจะหาหลุมมุดหนีลงไปให้รู้แล้วรู้รอด ท่าทางเหมือนลูกนกกระจอกเทศที่เอาหัวมุดทราย ไม่กล้าสบตากับผู้ใด
น่าอายชะมัด...
ทำไมนางถึงต้องไปฟังคำที่ท่านพ่อบอกด้วยนะ ดันมาพูดจาชวนให้คนเข้าใจผิดต่อหน้าเหล่าผู้อาวุโสตระกูลกู้แบบนี้ แล้ววันหน้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนล่ะเนี่ย
หลังจากได้ยินประโยคนี้ เสิ่นอี้ก็ชะงักไปเล็กน้อย
หา? นี่มันสถานการณ์อะไรกันเนี่ย?
เสิ่นอี้มองไปที่กู้ชิงเสวี่ย เห็นนางแม้ออกอาการเขินอายแต่ก็ไม่ได้มีท่าทีต่อต้านอันใด เขาจึงตอบตกลงไปตามน้ำ
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็คงต้องรบกวน..."
เสิ่นอี้ยังพูดไม่ทันจบ ก็รู้สึกตึงที่ปลายแขนเสื้อ
กู้ชิงเสวี่ยในเวลานี้อับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนีไปนานแล้ว พอเห็นว่าเสิ่นอี้ไม่ได้ปฏิเสธ นางก็คว้าแขนเขา ก้มหน้าก้มตา แล้วรีบจ้ำอ้าววิ่งตรงดิ่งไปยังเรือนของตัวเองทันที
หลังจากเสิ่นอี้ดึงสติกลับมาได้ ก็เผยรอยยิ้มจนใจ แต่ก็ยังคงให้ความร่วมมือ ปล่อยให้นางลากไปแต่โดยดี
เงาร่างทั้งสองคนเดินตามกันไป ก่อนจะหายลับไปตรงหัวมุมประตูด้านนอกอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นทั้งสองคนจากไปแล้ว กู้เทียนสยงก็กวาดสายตามองเหล่าผู้อาวุโสที่มีความคิดแตกต่างกันไป ก่อนจะเอ่ยกำชับกับคนตระกูลกู้ว่า
"เรื่องในวันนี้ ขอให้ทุกท่านที่อยู่ที่นี่ช่วยปิดเป็นความลับไว้ชั่วคราวก่อน"
"ท่านผู้นำโปรดวางใจ พวกเราเข้าใจดี"
ผู้สืบทอดเสิ่นอี้ไม่ได้ถอนหมั้น เรื่องนี้หากแพร่งพรายออกไป จะต้องก่อให้เกิดคลื่นลมลูกใหญ่ในโลกภายนอกอย่างแน่นอน
กู้เทียนสยงรู้ดีอยู่แก่ใจว่า ตระกูลกู้ในตอนนี้ไม่ได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ในบรรดาคนเหล่านี้มีสายลับของตระกูลอื่นแฝงตัวอยู่ไม่น้อย
ข่าวนี้ปิดบังไว้ได้นานเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
ถึงเวลาที่จะต้องติดต่อไปยังสายลับที่เขาแฝงตัวเอาไว้ในกลุ่มพันธมิตรสามตระกูลเสียที
มุมปากของกู้เทียนสยงยกยิ้มเย็นชาที่ยากจะสังเกตเห็น
หากปล่อยให้พวกสายหลักตระกูลกู้ที่ปกติชอบดูถูกพวกเขารู้เรื่องนี้เข้า จะมีสีหน้าน่าดูชมขนาดไหนกันนะ?
ขณะเดียวกัน ณ ห้องลับสำหรับฝึกตนของกู้หาน ทายาทสายหลักตระกูลกู้
"ข้าไม่ยอม..."
"สวรรค์กำลังจะทำลายตระกูลกู้ของข้า..."
สิ้นเสียงร้องโหยหวน กู้หานทายาทตระกูลกู้ที่แอบฝึกวิชาต้องห้าม ก็ธาตุไฟแตกซ่าน วิญญาณแตกดับไปในทันที
เนิ่นนานผ่านไป ร่างไร้วิญญาณที่ควรจะนอนเยียบเย็นอยู่บนพื้น กลับเบิกตาโพลงขึ้นมาอย่างกะทันหัน
"อย่าฆ่าข้า!"
"เป็นความผิดของนังแพศยากู้ชิงเสวี่ยทั้งหมด ข้าเป็นแค่ทาสรับใช้ของตระกูลกู้ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกมันเลยนะ!"
เขาสองมือปัดป่ายตบตีตามร่างกายตัวเองอย่างลุกลน สายตาเลื่อนลอยกวาดมองไปรอบห้องลับที่ดูแปลกตานี้ ภายในใจเต็มไปด้วยความสับสนงุนงง
ตัวเขาไม่ได้ตายเพราะความโกรธแค้นของตระกูลอมตะเสิ่นไปแล้วหรอกหรือ?
แล้วทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้?
วินาทีต่อมา เศษเสี้ยวความทรงจำนับไม่ถ้วนก็หลั่งไหลเข้ามาในหัว นำพาความเจ็บปวดอย่างรุนแรงมาให้
เมื่อความทรงจำหลอมรวมจนเสร็จสิ้น ความเจ็บปวดก็ค่อยๆ หายไป ‘กู้หาน’ ถึงได้ตระหนักว่าตัวเองได้รับโอกาสที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน
"ฮ่าๆๆๆ……"
"คิดไม่ถึงเลยว่า ข้าจะได้เกิดใหม่ย้อนเวลากลับมาเมื่อร้อยปีก่อน แถมยังแย่งชิงร่างของกู้หานทายาทสายหลักตระกูลกู้มาได้อีก"
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าไม่ใช่ทาสชั้นต่ำอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นนายน้อยตระกูลกู้ นามว่ากู้หาน"
ความหวาดผวาในแววตาของกู้หานมลายหายไปจนสิ้น ถูกแทนที่ด้วยความลำพองใจและความโลภที่ยากจะระงับ
"กู้ชิงเสวี่ย เจ้าเป็นของข้า"
เมื่อนึกถึงใบหน้างดงามเหนือโลกหล้าแสนเย็นชาของกู้ชิงเสวี่ย กู้หานก็แลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างหื่นกระหาย
ตามความทรงจำในชาติก่อน เวลานี้เสิ่นอี้คงจะบุกมาหยามเกียรติถึงหน้าประตู และตระกูลกู้คงถูกบีบบังคับให้ถอนหมั้นไปแล้ว
หากอาศัยจังหวะนี้ไปเยือนเพื่อแสดงความหวังดี บวกกับฐานะนายน้อยตระกูลกู้ ย่อมต้องเอาชนะใจนางได้อย่างแน่นอน เผลอๆ อาจจะมี ‘พัฒนาการ’ ที่ก้าวหน้าไปมากกว่านี้ด้วยซ้ำ
พอคิดได้ดังนี้ กู้หานก็ออกจากด่านเก็บตัวทันที โดยไม่สนสายตาประหลาดใจของเหล่าองครักษ์ เขาดึงดันสั่งให้ตั้งขบวนมุ่งหน้าไปยังตระกูลกู้สาขาย่อยที่เมืองเมฆอัสดง
น่าเสียดายที่มันไม่รู้เลยสักนิดว่า ตัวร้ายอย่างเสิ่นอี้กำลังพำนักอยู่ที่ตระกูลกู้ เพื่อรอคอยการมาเยือนของ ‘ตัวเอก’ ที่แย่งชิงร่างเกิดใหม่จากอนาคตคนนี้อย่างใจจดใจจ่อ...