- หน้าแรก
- ปั้นตระกูลสู่จุดสูงสุด ผังเครือญาติช่วยข้ากำเนิดจักรวาล
- บทที่ 19: สิ้นสุดวาระห้าปี
บทที่ 19: สิ้นสุดวาระห้าปี
บทที่ 19: สิ้นสุดวาระห้าปี
อันที่จริง 'เคล็ดวิชาชักนำลมปราณ' นั้นถือว่าดีไม่เลว ผู้คนส่วนใหญ่ล้วนฝึกฝนเคล็ดวิชานี้
ทว่าหวังเทียนอวี่อยากจะไปดูว่าเคล็ดวิชาอื่นๆ นั้นเป็นอย่างไร เพื่อเป็นการเปิดหูเปิดตา
'เคล็ดวิชาเบญจธาตุ', 'เคล็ดวิชาเบญจธาตุวัฏจักร', 'เคล็ดวิชาเบญจธาตุทวนวัฏจักร', 'เคล็ดวิชาเบญจธาตุผลาญวิญญาณ'...
อาจารย์ในสำนักศึกษาเคยอธิบายเอาไว้ว่า
ผู้คนส่วนใหญ่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรล้วนมีธาตุทั้งห้าครบถ้วน ดังนั้นเคล็ดวิชาการฝึกตนจึงถูกคิดค้นขึ้นตามหลักเบญจธาตุในร่างกายมนุษย์
แน่นอนว่ายังมีเคล็ดวิชาที่เน้นฝึกฝนเพียงหนึ่งหรือสองธาตุเป็นหลักอยู่ด้วย
แต่มันเป็นวิชาเฉพาะกลุ่มเกินไปและไม่แนะนำให้ฝึกฝน
เคล็ดวิชาเหล่านั้นล้วนมีผลข้างเคียงไม่มากก็น้อย
เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นผู้ที่เกิดมาพร้อมกับธาตุใดธาตุหนึ่งที่ขาดหายไป แต่คนเหล่านั้นมักจะมีชีวิตรอดได้ยาก
ส่วนใหญ่มักจะอายุสั้นตายจากไปตั้งแต่ยังเด็ก เว้นแต่ครอบครัวจะร่ำรวยและสามารถใช้โอสถวิเศษเพื่อต่ออายุขัยให้ได้
เมื่อพวกเขาสามารถบำเพ็ญเพียรได้ด้วยตัวเอง ทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง
คนเหล่านี้เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะฝึกฝนเคล็ดวิชาธาตุเดี่ยวเหล่านั้น
แต่โดยทั่วไปแล้ว พลังต่อสู้ของพวกเขาจะไม่ค่อยแข็งแกร่งนัก และไม่มีค่าพอให้ทุ่มเททรัพยากรฝึกฝนเท่าใดนัก
หลังจากอ่านบทนำของเคล็ดวิชาสองสามเล่มคร่าวๆ หวังเทียนอวี่ก็วางพวกมันลง
'เคล็ดวิชาชักนำลมปราณ' เป็นวิชาที่เริ่มต้นได้ค่อนข้างง่ายและมีความเสี่ยงต่ำ
โดยทั่วไปแล้ว ไม่แนะนำให้ผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณฝึกฝนเคล็ดวิชาอื่น
ผู้ฝึกตนในระดับนี้ยังมีความเข้าใจในการบำเพ็ญเพียรที่ตื้นเขินนัก
การฝึกฝนวิชาอื่นอาจทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ง่าย
ผู้คนส่วนใหญ่มักจะเลือกเคล็ดวิชาหลักอย่างจริงจังก็ต่อเมื่อบรรลุถึงระดับสร้างรากฐานแล้วเท่านั้น
หวังเทียนอวี่เองก็ไม่อยากทำอะไรที่ผิดแปลกไปจากวิถีปกติเช่นกัน
หลังจากเดินดูรอบๆ และทำความเข้าใจคร่าวๆ แล้ว เขาก็เดินไปที่จุดชำระเงิน
"'คัมภีร์รวมคาถาต่อสู้ขั้นหนึ่ง' เล่มละ 1 เหรียญทอง 'พื้นฐานค่ายกลขั้นหนึ่ง' 12 เหรียญทอง รวมทั้งหมดเป็น 22 เหรียญทอง!"
ผู้ฝึกตนวัยกลางคนที่จุดชำระเงินกล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉย จากนั้นก็รอให้หวังเทียนอวี่จ่ายเงิน
หวังเทียนอวี่จ่ายเงินอย่างว่าง่ายและรีบออกจากร้านหนังสือไป
เมื่อกลับมาถึงหอพัก หวังเทียนอวี่ก็ไม่ได้รีบร้อนเปิดอ่านหนังสือทั้งสองเล่มนั้น
เขาเข้าไปในมิติเพื่อบำเพ็ญเพียรทันที
เขามีเวลาบำเพ็ญเพียรในมิติผังตระกูลแค่ช่วงกลางคืนเท่านั้น หวังเทียนอวี่จึงไม่อยากปล่อยเวลาให้เสียเปล่า
วันรุ่งขึ้น
หลังจากเลิกงาน หวังเทียนอวี่ก็เริ่มเปิดอ่าน 'คัมภีร์รวมคาถาต่อสู้ขั้นหนึ่ง'
เขาเพ่งเล็งไปที่ 'วิชาลูกไฟ' และ 'วิชาวายุสัญจร'
ด้วยความเชี่ยวชาญในวิชาควบคุมเพลิงของหวังเทียนอวี่ การฝึกฝนวิชาลูกไฟจึงเป็นเรื่องง่ายดายและราบรื่นอย่างเป็นธรรมชาติ
ส่วนวิชาวายุสัญจรนั้น คล้ายกับการผสมผสานระหว่างวิชาตัวเบาและวิชาวายุโชยเข้าด้วยกัน
มันช่วยให้ร่างกายเบาหวิว ผนวกกับพลังของสายลมเพื่อผลักดันให้เคลื่อนที่ไปได้อย่างรวดเร็ว
เขามีพื้นฐานในคาถาทั้งสองวิชานี้อยู่แล้ว จึงให้ความสำคัญกับการเรียนรู้พวกมันเป็นอันดับแรกโดยปริยาย
ดังนั้น หวังเทียนอวี่จึงดำดิ่งลงสู่ห้วงมหาสมุทรแห่งคาถาอาคมจนไม่อาจถอนตัวได้
ในวันต่อๆ มา หวังเทียนอวี่จะศึกษาคาถาอาคมและค่ายกลในโรงงานหลังจากเสร็จสิ้นการทำงานในช่วงกลางวัน
พอตกกลางคืน เขาก็จะกลับมา กินข้าววิญญาณหม้อใหญ่ จากนั้นจึงเริ่มบำเพ็ญเพียรในมิติ
ในท้ายที่สุด หลังจากกินข้าววิญญาณจนหมด หวังเทียนอวี่ถึงขั้นไปซื้อโอสถรวมปราณและผลชิงหลิงมาลองชิม
โอสถรวมปราณราคาเม็ดละ 1 เหรียญทอง ส่วนผลชิงหลิงราคาผลละ 11 เหรียญทอง
หวังเทียนอวี่เดาะลิ้นในใจ บ้าเอ๊ย มันแพงหูฉี่เลยจริงๆ
แต่สรรพคุณของมันก็ยอดเยี่ยมเช่นกัน
กินหนึ่งเม็ดเทียบเท่ากับการบำเพ็ญเพียรตามปกติของเขาถึงครึ่งเดือน
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเกรงกลัวผลกระทบจากพิษโอสถ ทางที่ดีควรกินโอสถรวมปราณหนึ่งเม็ดในทุกๆ ห้าวัน
ในทางกลับกัน ผลชิงหลิงสามารถกินได้วันละหนึ่งผล
ทว่าสรรพคุณของมันกลับเทียบเท่ากับการบำเพ็ญเพียรตามปกติเพียงประมาณสามวันเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น มันยังไม่สามารถกินร่วมกับโอสถรวมปราณได้ เนื่องจากมีผลข้างเคียงที่ช่วยเร่งการสะสมของพิษโอสถ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
วันหนึ่ง ขณะที่หวังเทียนอวี่นั่งอยู่ในมิติ เขาก็รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนภายในร่างกาย
จากนั้น พลังวิญญาณในมิติก็หลั่งไหลมารวมตัวกันที่ตัวเขาอย่างรวดเร็ว
มันค่อยๆ หยุดลงหลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมง
หวังเทียนอวี่ลืมตาขึ้นช้าๆ
"ระดับกลั่นลมปราณขั้นที่สี่ สำเร็จแล้ว!"
เมื่อลองคำนวณเวลาดูคร่าวๆ ก็พบว่าได้เวลาเริ่มงานพอดี
หวังเทียนอวี่จัดระเบียบเสื้อผ้าหน้าผมเล็กน้อยแล้วส่องกระจกสำรวจตัวเอง
ตอนนี้เขากลายเป็นเด็กหนุ่มวัยสิบหกปีแล้ว
เงาสะท้อนในกระจกเผยให้เห็นดวงตาที่ลึกล้ำและรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
รูปร่างของเขาสูงโปร่งและสง่างาม ผิวพรรณขาวสะอาด เครื่องหน้าคมคายมีมิติ
หากจะบอกว่าเป็น "คุณชายผู้หล่อเหลาหาตัวจับยาก" ก็คงไม่ถือว่ากล่าวเกินจริงแต่อย่างใด
และนี่ก็เป็นปีที่ห้าแล้วที่เขาทำงานในโรงงาน
เมื่อนึกถึงฮูหยินน้อยเสี่ยวเหมิงที่บ้าน หวังเทียนอวี่ก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
เมื่อมาถึงโรงงาน เขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าผู้ดูแลจ้าวก็อยู่ที่นั่นด้วย
วันนี้ยังไม่ถึงกำหนดเวลาส่งมอบงานเสียหน่อย
แม้ในใจจะมีข้อสงสัยบางอย่าง แต่หวังเทียนอวี่ก็เพียงแค่ก้าวไปข้างหน้าเพื่อทักทายเขา จากนั้นก็ยืนรออยู่เงียบๆ ที่ด้านข้าง
เมื่อทุกคนมารวมตัวกันครบแล้ว ผู้ดูแลจ้าวก็กระแอมไอเบาๆ และค่อยๆ เอ่ยปาก
"เรื่องแรก โควตางานของวันนี้ลดลงครึ่งหนึ่ง!"
ทันทีที่เขากล่าวจบ ฝูงชนก็ส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาทันที
ต้องรู้ก่อนนะว่า ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ทาสแรงงานเหล่านี้ไม่เคยได้หยุดพักเลยสักวัน นับประสาอะไรกับการลดโควตางานลงครึ่งหนึ่ง?
"ผู้ดูแลจ้าว นี่เป็นเรื่องจริงหรือขอรับ?"
"ขอบคุณผู้ดูแลจ้าว ข้าจะตั้งใจทำงานให้หนักขึ้นเจ้าค่ะ"
"ผู้ดูแลจ้าวยอดเยี่ยมที่สุด!"
...
กลุ่มคนต่างพากันโห่ร้องยินดี โดยไม่รู้ว่าวันนี้ผู้ดูแลจ้าวเกิดผีเข้าอะไรขึ้นมา
แต่ทุกคนก็ยังรู้สึกดีใจที่โควตางานลดลงครึ่งหนึ่งได้
ทว่าหวังเทียนอวี่กลับสงบนิ่ง บ้าเอ๊ย ก็แค่ลดงานครึ่งเดียวแค่วันเดียวสำหรับทาสแรงงานตลอดห้าปีเนี่ยนะ
แล้วทุกคนกลับทำท่าทางเหมือนได้รับความเมตตาอันใหญ่หลวงเสียอย่างนั้น ช่างน่าพูดไม่ออกจริงๆ สมกับเป็น "กายาศักดิ์สิทธิ์ทาสแรงงานแต่กำเนิด" สินะ?
"เงียบ!"
กลิ่นอายของผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณขั้นปลายของผู้ดูแลจ้าวแผ่ซ่านออกมา
เมื่อนั้นฝูงชนจึงค่อยๆ สงบลง เพื่อรอฟังสิ่งที่เขาจะพูดต่อไป
"พวกเจ้าทุกคนทำงานที่นี่มาครบห้าปีแล้ว ถือว่าครบกำหนดเวลา หากใครต้องการอยู่ต่อหรือจากไป ให้ไปแจ้งที่หวังเทียนอวี่ภายในวันนี้"
"แน่นอนว่าพวกเจ้าส่วนใหญ่ยังคงต้องทำงานชดเชยค่าปรับจากการทำสมุนไพรวิญญาณเสียหายให้เสร็จสิ้นเสียก่อน"
"ดังนั้น ผู้ที่ตั้งใจจะจากไปก็แค่ลงทะเบียนให้เรียบร้อย และสามารถออกไปได้หลังจากทำงานชดเชยเสร็จสิ้น"
"ส่วนผู้ที่ต้องการทำงานในโรงงานต่อไป ก็ขึ้นอยู่กับผลงานของเจ้าในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ในสมุดบัญชีมีบันทึกเอาไว้หมดแล้ว หากไม่ผ่านเกณฑ์ ทางโรงงานก็จะไม่รับพวกเจ้า"
กล่าวจบ ผู้ดูแลจ้าวก็จ้องมองหวังเทียนอวี่อย่างลึกซึ้ง โดยไม่สนใจปฏิกิริยาของฝูงชนแล้วเดินจากไปทันที
ฝูงชนแตกตื่นฮือฮาและเริ่มจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์
"นี่... นี่มันหมายความว่ายังไง ประโยคสุดท้ายของผู้ดูแลจ้าวหมายถึงอะไรกัน?"
"จะหมายความว่าอะไรได้อีกล่ะ? ก็หมายความว่าถ้าปกติตอนทำงานเจ้าทำสมุนไพรวิญญาณเสียหายมากเกินไป ทางโรงงานก็จะไม่จ้างเจ้าอีกไง"
"แต่ผู้ดูแลจ้าวก็ไม่ได้บอกเกณฑ์มาตรฐานเอาไว้นี่นา หลายปีมานี้ดูเหมือนข้าจะทำสมุนไพรวิญญาณเสียหายไปกว่า 2 ครั้ง ไม่รู้ว่าจะผ่านเกณฑ์หรือเปล่า"
"เรื่องนี้... ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน"
...
หวังเทียนอวี่แค่นเสียงเยาะหยันในใจ
"เกณฑ์มาตรฐานงั้นหรือ? มาตรฐานก็คือไม่มีใครผ่านเกณฑ์เลยสักคนไงล่ะ"
เขาเป็นหัวหน้าคุมงาน เขาย่อมรู้สถานการณ์ของทุกคนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเป็นอย่างดี
จากจำนวนคนกว่าหกสิบคน ตลอดห้าปี มีเพียงเขาและหลิวอวี่ซินเท่านั้นที่ไม่เคยทำหญ้าจวี้หลิงเสียหายเลยแม้แต่ต้นเดียว
ส่วนคนอื่นๆ ล้วนทำเสียหายอย่างน้อยสิบกว่าครั้ง บางคนถึงขั้นมากกว่ายี่สิบครั้งด้วยซ้ำ
ดังนั้น ต่อให้พวกเขายากจะอยู่ต่อและทำงานในโรงงานนี้ต่อไป
ก็คงมีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้นที่ผู้ดูแลจ้าวไม่สามารถหาข้ออ้างมาปฏิเสธได้
ส่วนคนอื่นๆ คงจะถูกผู้ดูแลจ้าวไล่ตะเพิดออกไปอย่างขอไปที
ท้ายที่สุดแล้ว หากพวกเขาอยู่ต่อ ทางโรงงานก็จะต้องจ่ายค่าตอบแทนรายเดือน ซึ่งว่ากันว่าได้เดือนละสองหินวิญญาณ
มันจะไปหอมหวานสู้การใช้งานทาสแรงงานแบบฟรีๆ ได้อย่างไร?
และผู้เข้ารับการฝึกที่ไม่เคยทำสมุนไพรวิญญาณเสียหายเลยเท่านั้น จึงจะเป็นผู้ที่ทางโรงงานต้องการเก็บไว้
ท้ายที่สุดแล้ว การทำหญ้าจวี้หลิงเสียหายไปหนึ่งส่วน หมายถึงการสูญเสียเงินไปถึงเจ็ดสิบหรือแปดสิบเหรียญทอง
แม้ราคาต้นทุนที่โรงงานรับซื้อมาอาจจะต่ำกว่านั้น หรือต่อให้เป็นของที่ปลูกเอง แต่มันก็ยังหมายถึงความสูญเสียอย่างน้อยหลายสิบเหรียญทองอยู่ดี
ส่วนความแตกต่างระหว่างคนงานที่มีทักษะความชำนาญกับเด็กใหม่น่ะหรือ
ความจริงแล้วงานของพวกเขามันช่างเรียบง่าย
แค่ลองทำสองสามครั้งก็สามารถเชี่ยวชาญได้แล้ว
แต่กุญแจสำคัญคือสมาธิ สมาธิที่แน่วแน่มั่นคงไม่สั่นคลอนตลอดระยะเวลาห้าปีต่างหาก
หลายคนที่เผลอทำสมุนไพรวิญญาณเสียหาย ส่วนใหญ่เป็นเพราะพวกเขาขาดสมาธิ