เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 46 ในห้วงเวลานั้น

ตอนที่ 46 ในห้วงเวลานั้น

ตอนที่ 46 ในห้วงเวลานั้น


"ในที่สุดก็เข้าเรื่องสักที"

จี้หลี่คิดในใจ บทสนทนาไม่ได้ยาวนัก ข้อมูลที่เป็นประโยชน์จริงๆ ล้วนอยู่ช่วงท้าย

"แกส่งบ้าอะไรมาให้ฉันดูวะ? ทำไมมันแวบขึ้นมาแล้วก็หายไปเลย?"

"ไม่น่าจะใช่นะ ในมือถือฉันก็ยังมีอยู่นี่ ดูแค่แวบเดียวก็พอแล้ว แกมองเห็นของในรูปชัดไหม?"

"มองไม่ค่อยชัด แกส่งมาอีกทีสิ"

"..."

"คราวนี้ก็ยังแวบหายไปเหมือนเดิม แต่... ฉันเหมือนจะเห็นมือข้างหนึ่ง..."

"ใช่! มือข้างหนึ่งนั่นแหละ ฝ่ามือที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด!"

มือ…

ไม่รู้ว่าทำไมมือถือของเหล่าเซวียถึงประมวลผลรูปภาพนั้นไม่ได้ ทำให้จี้หลี่ในตอนนี้ไม่สามารถมองเห็นเนื้อหาที่แท้จริงของรูปภาพผ่านบันทึกการสนทนาได้

แต่เขาก็ได้รับข้อมูลที่ค่อนข้างสำคัญมาแล้ว... ฝ่ามือเปื้อนเลือด!

และเมื่อเขาเลื่อนดูบันทึกการสนทนาถัดไป เขาก็ปะทะเข้ากับรูปภาพที่โหดเหี้ยมอำมหิตจนถึงขีดสุด

คราวนี้ มือถือของเหล่าเซวียสามารถแสดงภาพได้อย่างชัดเจน

มันเป็นภาพของชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าแข็งทื่อและซีดเผือด ร่างกายของเขาหันหลังให้กล้อง ทว่าศีรษะกลับถูกบิดกลับมาประจันหน้ากับเลนส์กล้องอย่างผิดธรรมชาติจนเกินมนุษย์!

มือทั้งสองข้างยังไม่ทันทิ้งตัวลงแนบลำตัว ค้างคาอยู่ในท่าทางอันน่าสะพรึงกลัวนั้น

สภาพการตาย... เหมือนกับทุกคนไม่มีผิดเพี้ยน!

ใช้มือทั้งสองข้างของตัวเอง... บิดคอจนหักสะบั้น!

"เหล่าเซวีย... เหล่าเซวีย... พี่สวี เขา..."

"ทำไม... ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้..."

"เลิกพูดได้แล้ว รีบมาหาฉันเร็วเข้า ฉันสังหรณ์ใจว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ ต้นเหตุของหายนะมันมาจากรูปฝ่ามือสีเลือดนั่นแหละ!"

บันทึกการสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้

เนื้อหาที่เหลือ มีเพียงข้อความเร่งเร้าที่เสี่ยวหลี่ (ผู้ชายส่งข้อความ) ส่งหาเหล่าเซวียอย่างต่อเนื่อง ลากยาวมาจนถึงวินาทีที่จี้หลี่มาถึง

จี้หลี่ลดมือถือลง สูดลมหายใจเข้าลึก

เกี่ยวกับความลับระหว่างคนทั้งสาม เขาพอจะปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้เกือบสมบูรณ์แล้ว

เริ่มจากเสี่ยวหลี่และพี่สวีไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่ง มองเห็นปฏิบัติการค้นหาของพวกถงกวน และได้แอบถ่ายรูปเอาไว้รูปหนึ่งในตอนนั้น

และในรูปนั้นเอง เขาจะต้องถ่ายติดปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติเข้าอย่างแน่นอน

แต่เขาไม่ได้ปิดบังเรื่องนี้ไว้ กลับรีบติดต่อไปหาเหล่าเซวียเพื่อให้รีบหาที่หลบภัย!

ทว่ารูปถ่ายใบนี้กลับแฝงไปด้วยคำสาปที่คนเป็นไม่อาจต้านทานได้ ใครก็ตามที่ได้เห็นรูปถ่ายใบนี้ จะต้องถูกตามล่าสังหารอย่างโหดเหี้ยม

พี่สวีคือคนแรกที่ตกเป็นเหยื่อ เสี่ยวหลี่สัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากล จึงรีบเรียกให้เหล่าเซวียพาเสี่ยวฉีมาสมทบ

แต่ด้วยสัญชาตญาณความเป็นพ่อ เหล่าเซวียไม่อยากให้เสี่ยวฉีต้องมาพัวพันกับเรื่องนี้ หลังจากจัดการซ่อนตัวเสี่ยวฉีเสร็จ เขาก็เตรียมจะมุ่งหน้าไปยังชั้นสิบแปด

แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง เขายังไม่ทันได้ออกก้าวเดิน ก็ต้องมาจบชีวิตลงภายในห้องทำงานเสียก่อน

นี่คือความลับที่ซ่อนอยู่ระหว่างพวกเขาทั้งสามคน!

ต้นตอของทุกสิ่งทุกอย่าง ก็คือรูปถ่ายที่ติดภาพฝ่ามือสีเลือดนั่น!

การแพร่กระจายของคำสาป ก็เริ่มต้นจากตรงนั้น!

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ จี้หลี่ก็รู้สึกราวกับม่านหมอกในใจถูกปัดเป่าให้สลายไป จนถึงตอนนี้การตายของทุกคนล้วนไร้ค่า

แต่มีเพียงความตายของพวกเหล่าเซวียเท่านั้น ที่สามารถนำพาข่าวสารอันเป็นจริงที่สุดมาให้ได้

ฝ่ามือสีเลือดในรูปถ่ายต่างหากล่ะ คือแก่นแท้และต้นตอแห่งการแพร่กระจายของคำสาป!

ขอเพียงตามหามันให้พบ และได้เห็นมันด้วยตาตัวเอง บางที... จี้หลี่อาจจะมีโอกาสขุดคุ้ยหาความจริงที่แท้จริงได้

รวมไปถึงข้อมูลภารกิจที่แท้จริง และ 'ทางรอด' ที่แท้จริงด้วย!

"คุณลุงคะ คุณลุงยังจะพาหนูไปหาคุณพ่ออยู่ไหม..."

ในขณะที่จี้หลี่กำลังจมอยู่ในห้วงความคิด น้ำเสียงกล้าๆ กลัวๆ ของเสี่ยวฉีก็ดังแว่วเข้าหู ดึงสติเขาให้ตระหนักได้ว่ายังมีคนอีกคนอยู่ข้างกาย

เขาหันไปมองเด็กหญิงตัวน้อยที่สูงแค่ระดับหน้าท้องของเขา พลางรู้สึกหนักใจ

ประโยชน์ของเสี่ยวฉี จริงๆ แล้วไม่ได้มีมากมายขนาดนั้น ในฐานะเด็กคนหนึ่ง เธอช่วยจี้หลี่ได้แค่นี้ก็สุดกลืนแล้ว

หลังจากนี้ จี้หลี่จะต้องมุ่งหน้าไปยังชั้นสิบแปด เพื่อตามหาศพของเสี่ยวหลี่ หรือก็คือผู้ชายส่งข้อความนั่น

ตอนนั้นเขาไม่ได้ค้นมือถือเพื่อตรวจสอบหาความผิดปกติ ในเมื่อตอนนี้เขารู้แล้วว่าอะไรคือต้นตอที่แท้จริงของคำสาป เขาก็ควรจะไปดูให้เห็นกับตาว่ารูปถ่ายใบนั้นมันถ่ายติดอะไรมากันแน่

การพาเสี่ยวฉีไปด้วย ย่อมเป็นผลดีกว่า

ในสถานการณ์ที่เข้าตาจนและบีบคั้นถึงขีดสุดเช่นนี้ บางทีเสี่ยวฉีอาจจะกลายเป็น 'ตัวตายตัวแทน' ช่วยรับเคราะห์แทนจี้หลี่ได้…

แต่เมื่อจี้หลี่มองเด็กหญิงที่ยังไม่ประสีประสาคนนี้ เขากลับไม่อยากทำแบบนั้น

ไม่ว่าจะเป็นเพราะสัญชาตญาณแห่งความเป็นมนุษย์ หรือปัจจัยทางจิตวิทยาก็ตาม เขาก็ไม่ค่อยจะเต็มใจนัก

จี้หลี่แม้จะเลือดเย็น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไร้มนุษยธรรม การที่เขาฆ่าคนพวกนั้น เป็นเพราะเขารู้สึกว่าในเมื่อถูกม้วนเข้ามาพัวพันกับภารกิจแล้ว ก็หมายความว่าไม่มีใครบริสุทธิ์ผุดผ่องอีกต่อไป

แต่เสี่ยวฉี... เธอถูกเหล่าเซวียพาเข้ามาในตึกนี้ ตัวเธอเองไม่ได้มีสิทธิ์เลือกหรือมีอำนาจตัดสินใจอะไรเลย

จี้หลี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงหยิบโทรศัพท์ของโรงแรมออกมาเตรียมจะกดโทรหาถงกวน

คิดไปคิดมา มีแค่ถงกวนเท่านั้นที่เหมาะจะรับช่วงดูแลเด็กคนนี้ต่อ และหมอนั่นก็เป็นเพียงคนเดียวในกลุ่มที่มีจิตใจเมตตาอยู่บ้าง

แต่ในจังหวะที่จี้หลี่ถือโทรศัพท์อยู่นั้น เขาก็รู้สึกได้อีกครั้งว่านิ้วก้อยซ้ายของตัวเองมีอาการกระตุกอย่างไม่ทราบสาเหตุ

ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว และทุกครั้งก็ล้วนเกิดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

จี้หลี่ขบคิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลึกๆ แล้วเขาสัมผัสได้ว่านี่คือสัญญาณเตือนจากบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายในวิญญาณหรือร่างกายของเขา

เขาลังเลอยู่ชั่วครู่ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจกดโทรออกหาถงกวน

ทว่ารออยู่นานสองนาน... ก็ยังไม่มีคนรับสาย

จี้หลี่เดาะลิ้นอย่างขัดใจ หันมองทะลุกำแพงลงไปยังทิศทางของชั้นล่าง ตามหลักแล้วตอนนี้ถงกวนน่าจะอยู่กับหลี่ซิงสิ

หรือว่าทางฝั่งนั้นจะเกิดเรื่องพลิกผันขึ้น?

จนถึงตอนนี้ เขาก็ยังไม่เฉลียวใจเลยสักนิดว่า โทรศัพท์ของตัวเองนั่นแหละที่มีปัญหา…

โทรศัพท์ของโรงแรมเป็นตัวแทนเจตจำนงของโรงแรม ความคิดที่ว่ามันไม่มีวันทำงานผิดพลาดได้ฝังรากลึกอยู่ในใจของพนักงานทุกคนมาตลอด จี้หลี่เองก็เช่นกัน

จี้หลี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทอดมองสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังของเสี่ยวฉี สุดท้ายก็โน้มตัวลงใช้มือลูบไหล่ของเธอเบาๆ

"เสี่ยวฉี หนูอุ้มตุ๊กตาหมีแล้วเดินลงบันไดไปนะ หนูจะเจอผู้ชายผมสั้นกับผู้หญิงมัดผมหางม้า พวกเขาเป็นเพื่อนของคุณพ่อหนู หนูแค่เล่าเรื่องทางฝั่งฉันให้พวกเขาฟัง แล้วพวกเขาจะพาหนูไปหาคุณพ่อเอง"

นี่คือคำพูดที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่จี้หลี่จะนึกออกแล้ว

เสี่ยวฉีจ้องมองดวงตาของจี้หลี่ สลับกับมองโทรศัพท์ของเหล่าเซวียในมือเขา เธอพยักหน้ารับเงียบๆ แล้วหันหลังเดินจากไป

ทว่าในวินาทีที่เธอกำลังจะก้าวพ้นประตูห้อง จู่ๆ เธอก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหันขวับกลับมาถาม

"คุณลุงคะ ทำไมตาของคุณลุงถึงมีหลายสีจังเลยคะ?"

คำถามนี้ทำเอาจี้หลี่ชะงักกึก เขายกมือขึ้นสัมผัสเบ้าตาตัวเองโดยสัญชาตญาณ "สีอะไร?"

"ตอนที่หนูเจอคุณลุงครั้งแรก ตาของคุณลุงเป็นสีดำค่ะ แต่หลังจากนั้น ตาของคุณลุงก็มีแสงสีแดงวาบขึ้นมา แล้วก็หายไปทันที จนถึงตอนนี้... ตาของคุณลุงเป็นสีเทาผสมกับสีดำ... ดูขุ่นมัวไปหมดเลยค่ะ"

จี้หลี่ขมวดคิ้วมุ่น เขาไม่รู้ตัวเลยว่าดวงตาของตัวเองเปลี่ยนไป แต่คำพูดของเสี่ยวฉีกลับทำให้เขารู้สึกกระวนกระวายใจอย่างประหลาด

ต้นสายปลายเหตุของเรื่องทั้งหมดนี้ ทำให้เขานึกย้อนไปถึงการต่อสู้แย่งชิงภายในหัวเมื่อครู่นี้

ตอนที่เพิ่งก้าวขึ้นมาบนชั้นห้า เขาตกอยู่ในสภาวะเหม่อลอยคล้ายวิญญาณหลุดลอยไปชั่วขณะ ตอนนั้นเขายังไม่สามารถบรรยายความรู้สึกนั้นออกมาเป็นคำพูดได้

รู้แค่ว่ามีพลังลึกลับบางอย่างในร่างกาย กำลังต่อสู้แย่งชิงกับขุมพลังแปลกปลอมจากภายนอก ก่อนที่ทุกอย่างจะยุติลง

แต่พอมานึกดูตอนนี้ ในที่สุดเขาก็หาคำคุณศัพท์ที่เหมาะสมมาอธิบายความรู้สึกในตอนนั้นได้แล้ว

"สั่นสะท้าน หวาดผวา!"

และนั่นไม่ได้เป็นความหวาดกลัวต่อขุมพลังแปลกปลอมจากภายนอกเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน... สิ่งที่เขากลัวคือพลังวิญญาณที่กำลังตื่นขึ้นมาภายในร่างกายของเขาต่างหาก!

เขาไม่รู้ว่าพลังนั้นมีต้นกำเนิดมาจากไหน ทว่าความตื่นตระหนกที่ฝังรากลึกถึงแก่นวิญญาณนั้น เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต

จี้หลี่ไม่เคยคิดเลยว่า จิตใจอันแข็งแกร่งและไร้ความหวาดหวั่นมาตลอดชีวิตของเขา จะต้องมาหวาดกลัวบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ภายในจิตใจของตัวเองแบบนี้

"คนที่ฉันเห็น... ผู้ชายที่หน้าตาถอดแบบมาจากนายเป๊ะๆ นัยน์ตาของมัน... ก็เป็นสีเทา..."

บุคลิกที่สามเอ่ยขึ้นมาเงียบๆ มันตระหนักได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังเปลี่ยนไป

จี้หลี่หรี่ดวงตาที่ทอประกายสีดำสลับเทาหม่น ทอดสายตามองความมืดมิดยามค่ำคืนอย่างเงียบงัน หลังจากความสับสนงุนงงพัดผ่านไปชั่วครู่ ความรู้สึกอ้างว้างเดียวดายบางอย่างก็ผุดขึ้นมาแทนที่

"ตอนที่ฉันขึ้นมาถึงชั้นห้า... บางทีฉันอาจจะเห็นจุดเปลี่ยนเข้าแล้วก็ได้ เป็นจุดเปลี่ยน... ที่ปลุกให้ใครอีกคนในใจฉันตื่นขึ้นมา นัยน์ตาของมันกำลังหลอมรวมเข้ากับนัยน์ตาของฉัน ในห้วงเวลานั้น... ฉันจะยังเป็นฉันอยู่ไหม... ฉันจะยังเป็นจี้หลี่อยู่อีกหรือเปล่า..."

จบบทที่ ตอนที่ 46 ในห้วงเวลานั้น

คัดลอกลิงก์แล้ว