เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 44 นัยน์ตาสีเทาหม่น

ตอนที่ 44 นัยน์ตาสีเทาหม่น

ตอนที่ 44 นัยน์ตาสีเทาหม่น


"ชั้นห้า เป็นสถานที่ที่สำคัญมาก ตอนเกิดเหตุ เสี่ยวฉีกับเหล่าเซวียน่าจะอยู่ใกล้ๆ กัน ส่วนชายผู้ส่งข้อความนั่นยังไม่แน่ชัด จำเสียงกระแทกประตูที่พวกเราได้ยินตอนนั้นได้ไหม? มีแค่เสียงกระแทก แต่ไม่มีเสียงฝีเท้า ตอนนั้นพวกเราเดาว่าเป็นฝีมือของวิญญาณร้าย แต่ดูจากตอนนี้แล้ว เป็นไปได้สูงกว่าว่านั่นจะเป็นการกระทำของเสี่ยวฉี"

จี้หลี่สับเท้าลงบันไดอีกฝั่ง มุ่งหน้าตรงไปยังชั้นห้าอย่างรวดเร็ว

เสียงของบุคลิกที่สามพูดรัวเร็วในหัว ตอนนี้ทุกอย่างวกกลับมาที่ความผิดปกติของชั้นห้าในตอนนั้นอีกครั้ง

หลังจากไล่หลี่ซิงไปแล้ว ถึงจี้หลี่จะยังไม่เข้าใจว่าทำไมหมอนั่นถึงรับปากอย่างว่าง่ายขนาดนั้น แต่อย่างน้อยข้างกายก็มีภัยคุกคามลดลงไปหนึ่ง เขาจะได้ตามหาเบาะแสของ 'ทางรอด' ได้อย่างอิสระและสะดวกใจมากขึ้น

เขาได้ยินดังนั้น จึงล้วงโทรศัพท์ของเหล่าเซวียออกมาจากอกเสื้อ เขาไม่มีรหัสผ่านจึงปลดล็อกหน้าจอไม่ได้ ทำได้เพียงจ้องมองสายที่ไม่ได้รับซึ่งโชว์หราอยู่บนหน้าจอที่สว่างวาบ

"เสี่ยวฉี... ไม่รู้หรือไงว่าเหล่าเซวียตายไปแล้ว..."

จี้หลี่คิดยังไงก็คิดไม่ตก หากเป็นไปตามที่บุคลิกที่สามบอก คนที่กระแทกประตูตอนนั้นน่าจะเป็นเสี่ยวฉี แต่ทำไปเพื่อจุดประสงค์อะไร แล้วทำไมถึงไม่มีเสียงฝีเท้าเลย จุดนี้เขาก็ยังหาคำตอบไม่ได้

ถ้าเสี่ยวฉียังอยู่บนชั้นห้า คนคนนั้นก็ไม่มีทางที่จะไม่เห็นศพของเหล่าเซวีย

แล้วจะโทรเข้าเครื่องของเหล่าเซวียอีกทำไม นี่มันขัดกับหลักวิธีคิดของคนปกติชัดๆ…

"เรื่องราวลึกๆ คงต้องรอให้พวกเราหาเสี่ยวฉีให้เจอก่อน ถึงจะรู้ความจริง"

จี้หลี่พยายามซ่อนเร้นร่องรอยของตัวเองให้มากที่สุด ลึกๆ แล้วเขาก็ยังวางใจเรื่องความผิดปกติของหลี่ซิงไม่ได้

เขารู้สึกอยู่ตลอดว่าผู้ชายคนนี้มีกลิ่นอายที่เปลี่ยนไปตั้งแต่ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ความรู้สึกนี้มันดูเลื่อนลอย เรียกได้ว่าเป็นแค่สัญชาตญาณล้วนๆ

การผลักไสหลี่ซิงไปหาพวกถงกวน ก็ถือเป็นการหยั่งเชิงดูเช่นกัน

ถ้าฝั่งเขาคว้าน้ำ แต่อย่างน้อยถงกวนก็ยังช่วยเขาทดสอบความผิดปกติของหลี่ซิงได้

จนถึงตอนนี้ เขายังมืดแปดด้านเกี่ยวกับข้อมูลภารกิจที่แท้จริง หลี่ซิงน่าสงสัยก็จริง แต่ตราบใดที่ยังไม่ถึงวินาทีสุดท้าย หมอนั่นก็อาจจะมีประโยชน์ขึ้นมาก็ได้

"ชั้นห้าเงียบมาก เสียงร้องงิ้วก่อนหน้านี้หยุดไปแล้ว ชัดเจนเลยว่าที่นั่นมีคนอยู่"

จี้หลี่ก้าวเข้าสู่อาณาเขตของชั้นห้าแล้ว บุคลิกที่สามเอ่ยเตือนขึ้นมาได้จังหวะ

ท่ามกลางเสียงฝีเท้า จี้หลี่ยืนหันหลังให้แสงสว่าง ทอดมองเงาของตัวเองที่ทอดยาวออกไป บนพื้น... คล้ายกับมีเงาสามสายวูบไหวอยู่รำไร

ตอนนั้นเองจี้หลี่ถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า บุคลิกที่สองไม่ได้ปริปากพูดอะไรมานานมากแล้ว

รวมถึงตอนที่ได้รับภารกิจ น้ำเสียงที่มันเอ่ยออกมาก็ดูเหนื่อยล้าเต็มทน

จี้หลี่ขมวดคิ้วมุ่น เขายังคงสับสนกับคุณลักษณะทางร่างกายของตัวเองมาตลอด ถ้าบุคลิกที่สองเกิดความผิดปกติอะไรขึ้นมา เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่านั่นจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย

"บุคลิกที่สอง ทำไมช่วงนี้แกถึงเงียบไปเลย?"

จี้หลี่เอ่ยปากถาม ทว่ากลับไร้เสียงตอบรับจากบุคลิกที่สอง สถานการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำเอาเขารู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาตงิดๆ

โดยเฉพาะตอนที่เขาเงยหน้าขึ้นมองโถงทางเดินอันมืดมิดและลึกล้ำ ตรงสุดปลายทางอันสลัวรางนั้น... ราวกับมีขุมพลังอันชั่วร้ายสุดขีดกำลังรอคอยเขาอยู่

สัญชาตญาณความคุ้นเคยที่มีต่อวิญญาณร้ายอย่างประหลาด ผุดขึ้นมาในใจอีกครั้ง สองเท้าของเขาชะงักกึกทันที

"บุคลิกที่สอง?"

บุคลิกที่สามก็สัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากล มันจึงเริ่มส่งเสียงเรียกบุคลิกที่สองในหัว

"หายไปแล้วเหรอ? หรือว่าหลับใหลไปแล้ว?"

จี้หลี่ไม่รู้เลยว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป แต่ภายในร่างกายของเขากำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

นิ้วก้อยซ้ายเริ่มกระตุกเกร็งอย่างควบคุมไม่ได้ อาการแบบเดียวกับตอนที่เขาอยู่ในล็อบบี้โรงแรมก่อนเริ่มภารกิจไม่มีผิดเพี้ยน

ฉับพลันนั้นเอง เสียงแผดร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนาก็ดังก้องขึ้นในหัวของจี้หลี่ เป็นเสียงที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน ทว่ากลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด

"ใน... ในร่างกายของฉันมีอะไรบางอย่างเพิ่มเข้ามา!"

จี้หลี่ชาชินกับการอดทนต่อความเจ็บปวด ทว่าความรู้สึกคล้ายวิญญาณถูกฉีกกระชากในครั้งนี้มันรุนแรงเกินไป

เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าศีรษะของตัวเองราวกับถูกขวานยักษ์จามผ่าซีก มีบางสิ่งบางอย่างกำลังชอนไชชำแรกเข้ามาในสมองของเขาอย่างบ้าคลั่ง!

ขณะเดียวกัน ภายในร่างกายของเขาก็มีบางสิ่งบางอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ลึกที่สุด กำลังพยายามต่อต้านขุมพลังแปลกปลอมนั้นเช่นกัน!

ขุมพลังทั้งสองฝ่ายใช้ร่างกายและวิญญาณของจี้หลี่เป็นสมรภูมิรบ เริ่มต้นการแย่งชิงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย

เขาทรุดเข่าลงกับพื้นเสียงดังตุบ สองมือบีบกุมศีรษะเอาไว้แน่น ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด!

"จี้หลี่! จี้หลี่! ฉันเห็นเงาคน..."

"ใคร?!"

"หน้าตามันเหมือนนายมาก... แต่ก็ไม่เหมือนซะทีเดียว... มัน... คือพวกเรางั้นเหรอ?"

จี้หลี่ทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดราวกับวิญญาณปริแตก เขาฟังคำพูดของบุคลิกที่สามอย่างเลื่อนลอย พลางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย

โถงทางเดินเบื้องหน้าว่างเปล่าไร้ผู้คน มีเพียงความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด ทว่าท่ามกลางการมองเห็นที่พร่ามัว เขาได้ยินเสียงฝีเท้า…

เป็นเสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดังกังวานใส... มีบางสิ่งบางอย่างกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เขา!

จี้หลี่ไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่า ศีรษะที่แหงนขึ้นเพียงครึ่ง นัยน์ตาที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายคู่นั้น หลังจากได้ยินคำพูดของบุคลิกที่สาม... จู่ๆ มันก็เริ่มเปลี่ยนสี!

จากสีดำสนิทในตอนแรก ค่อยๆ มีประกายสีเทาหม่นผุดพรายขึ้นมา…

สีสันแห่งความอ้างว้างและเย็นชา ปลุกเร้าขึ้นมาในดวงตาของเขา!

ทว่า!

วินาทีต่อมา ฝ่ามือข้างหนึ่งกลับตบลงบนไหล่ของจี้หลี่!

"ครืน!"

โลกของจี้หลี่พลันเงียบสงัด การต่อสู้แย่งชิงภายในสมองราวกับล่าถอยหายไปในวินาทีที่ฝ่ามือนั้นประทับลง หรือบางทีอาจจะยุติลงไปแล้ว!

ข้างหูไร้เสียงของบุคลิกที่สาม มันเงียบกริบราวกับป่าช้าและหยุดพูดไปแล้ว

แต่บุคลิกที่สองที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ทว่ายังคงแฝงเอกลักษณ์ความเกรี้ยวกราดเฉพาะตัว กลับส่งเสียงขึ้นมาเงียบๆ

"บัดซบเอ๊ย ทำไมฉันถึงหลับไปอีกแล้วเนี่ย? บุคลิกหลักกับบุคลิกที่สาม ตอนนี้สถานการณ์เป็นไงบ้าง? เอ๊ะ? ยัยหนูนี่ใครวะ?"

จี้หลี่หลุดพ้นจากการดิ้นรนทุรนทุราย ทว่ากลับสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงความอ่อนแอของร่างกาย เลือดลมปั่นป่วนจนแทบจะพังทลายลงในห้วงภาพลวงตาเมื่อครู่นี้

เขาเงยหน้าขึ้นอย่างเหม่อลอย เส้นผมปรกระหน้าผาก สายตาปะทะเข้ากับร่างที่ยืนอยู่เบื้องหน้า เจ้าของฝ่ามือที่วางแหมะอยู่ข้างกายเขา

นั่นคือเด็กผู้หญิงหน้าตาจิ้มลิ้มคนหนึ่ง เธอกอดตุ๊กตาหมีสีเทาเอาไว้ในอ้อมแขน รูปร่างสูงแค่ร้อยสามสิบกว่าเซนติเมตร ดูอายุราวๆ เจ็ดแปดขวบ ยืนอยู่ตรงนั้นและกำลังแตะไหล่ของจี้หลี่

ภาพที่เห็น... ดูราวกับว่าเธอต่างหากที่เป็นผู้ใหญ่ผู้น่าเกรงขาม และกำลังใช้ฝ่ามือเล็กๆ ปลอบประโลมจี้หลี่... เด็กน้อยที่กำลังคุกเข่าหลงทางอยู่บนพื้น

"คุณลุงคะ คุณลุงเห็นคุณพ่อของหนูไหม?"

น้ำเสียงของเด็กหญิงใสกระจ่างราวกับน้ำพุ ดังกังวานไปทั่วโถงทางเดิน คล้ายกับดอกไม้แรกแย้มที่ชโลมจิตใจให้ชุ่มชื่น ใบหน้าอันไร้เดียงสานั้นสะท้อนอยู่ในแววตาของจี้หลี่

แต่พอพูดจบ เธอกลับผงะถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยความหวาดกลัว เธอเห็นดวงตาของจี้หลี่…

มีแสงสีแดงวาบผ่าน!

"เมื่อกี้มันเป็นภาพลวงตาหรือเปล่า ฉันรู้สึกได้ว่า ในร่างกายของฉันนอกจากพวกแกสองตัวแล้ว... เหมือนจะยังมีอีกวิญญาณหนึ่งซ่อนอยู่! เมื่อกี้มันกำลังต่อสู้แย่งชิงกับขุมพลังอีกสายหนึ่ง!"

จี้หลี่หรี่ตามองเด็กหญิงที่ผงะถอยหลัง เขาไม่ได้สนใจเธอเป็นอันดับแรก แต่กลับเอ่ยถามบุคลิกที่สามเสียงแผ่ว

"ฉันก็ไม่รู้ เรื่องภายในร่างกาย บางทีพวกฉันที่เป็นแค่บุคลิกรองอาจจะรับรู้ได้ไม่ลึกซึ้งขนาดนั้น ฉันแค่เห็นผู้ชายคนหนึ่ง สวมชุดคลุมสีดำ หน้าตาเหมือนนายแทบจะถอดแบบกันมา... ยกเว้นแค่อย่างเดียว นัยน์ตาของมันเป็นสีเทา!"

"คุณลุงคะ คุณลุงเห็นคุณพ่อของหนูไหม?"

เด็กหญิงที่ดูอายุราวสิบขวบกอดตุ๊กตาหมีแน่นขึ้นเรื่อยๆ เธอหวาดกลัวจี้หลี่มาก ทว่าก็ยังเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกล้าๆ กลัวๆ ดูเหมือนว่าคนที่เธอจะพึ่งพาและเอ่ยถามได้... มีเพียงจี้หลี่เท่านั้น

จี้หลี่ถึงเพิ่งจะตั้งใจพินิจพิจารณาเด็กหญิงตรงหน้า ในใจเขาเริ่มกระจ่างแจ้งอะไรบางอย่าง ทว่าก็ยังแฝงไปด้วยความกังขา

"หนูชื่ออะไร?"

"หนูชื่อเซวียฉี... คุณลุงเรียกหนูว่าเสี่ยวฉีก็ได้ค่ะ..."

จบบทที่ ตอนที่ 44 นัยน์ตาสีเทาหม่น

คัดลอกลิงก์แล้ว