- หน้าแรก
- ผู้จัดการโรงแรมอาถรรพ์
- ตอนที่ 42 การตื่นขึ้นของความมืดมิด
ตอนที่ 42 การตื่นขึ้นของความมืดมิด
ตอนที่ 42 การตื่นขึ้นของความมืดมิด
แน่นอนว่าเรื่องนี้ยังมีวิธีแก้อีกแบบหนึ่ง…
นั่นคือพาหลี่ซิงไปหาเสี่ยวฉีให้เจอภายในเวลา 2 นาที แล้วรวมตัวกันทั้งสามคน!
แต่... ความเป็นไปได้มันช่างริบหรี่เสียเหลือเกิน
จี้หลี่มีข้อสันนิษฐานอยู่ในใจตั้งนานแล้ว การตายอันพิลึกพิลั่นของเหล่าเซวีย การหายตัวไปของเสี่ยวฉี และการที่ชายผู้ส่งข้อความล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของวิญญาณร้าย…
ทั้งสามเรื่องนี้จะต้องมีเบาะแสบางอย่างเชื่อมโยงถึงกันแน่ ตอนนี้ผู้ชายสองคนนั้นตายไปแล้ว เหลือเพียงเสี่ยวฉีที่ยังไม่รู้ชะตากรรมเป็นคนสุดท้าย
ทว่าจนถึงวินาทีนี้ จี้หลี่ก็ยังไม่มีเบาะแสแม้แต่นิดเดียวว่าคนคนนั้นซ่อนตัวอยู่ที่ไหน
เมื่อทอดสายตามองภาพโศกนาฏกรรมบนชั้นหนึ่งผ่านจอมอนิเตอร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ฟางเซิ่นเหยียนกับอวี๋กัวไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้อีกต่อไปแล้ว
จี้หลี่ปรายตามองถงกวนและฉางเนี่ยนที่ดูเหมือนกำลังจะรีบวิ่งขึ้นบันไดมา เขาเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนที่ประกายตาจะสาดแสงเย็นเยียบ เขาคว้าหมับเข้าที่ท่อนแขนของหลี่ซิง แล้วพุ่งพรวดออกจากห้องกล้องวงจรปิดทันที!
ไม่มีเวลาให้ลังเลอีกแล้ว ตอนนี้เหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น
ตอนนี้มีคนตายไปมากมายก่ายกอง แต่กลับเป็นการตายเปล่า ในเมื่อข้อมูลภารกิจผิดพลาด การตายของพวกเขาก็ไม่มีคุณค่าพอให้ใช้เป็นเบาะแสได้เลยสักนิด
ยกเว้นเพียงอย่างเดียว... การตายของเหล่าเซวีย!
ตั้งแต่ตอนนั้นจี้หลี่ก็รู้สึกได้แล้วว่าสถานการณ์บนชั้นห้ามันผิดปกติสุดๆ การที่มีคนตายโดยไร้สาเหตุก่อนที่พวกพนักงานโรงแรมจะไปถึงและเข้าใกล้เสียอีก…
ถ้าอย่างนั้นก็มีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้น!
เขาถูกวิญญาณร้ายฆ่าปิดปาก!
ชายผู้ส่งข้อความกับเหล่าเซวียจะต้องไปค้นพบคำใบ้ของ 'ทางรอด' ที่สำคัญมากๆ หรือแม้กระทั่งไปล่วงรู้ข้อมูลภารกิจที่แท้จริงเข้าแน่ๆ ถึงได้ถูกฆ่าตายอย่างกะทันหันตั้งแต่ช่วงต้นของภารกิจแบบนั้น
ตอนนี้ทั้งสองคนถูกฆ่าปิดปากไปหมดแล้ว เหลือเพียงผู้กุมความลับคนสุดท้าย... เสี่ยวฉี!
แต่ขณะที่จี้หลี่สับเท้าวิ่งอย่างเอาเป็นเอาตาย ในใจกลับรู้สึกโหวงเหวงไร้ความมั่นใจ
หากเสี่ยวฉีคือผู้กุมความลับคนสุดท้ายจริงๆ ป่านนี้คนคนนั้นจะยังมีชีวิตอยู่อีกงั้นหรือ?
"ตกลงฉันไปเจออะไรมากันแน่ แล้วฉันลืมมันไว้ที่ไหน!"
สมองของหลี่ซิงปวดหนึบรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมีแมลงร้ายกำลังสูบกินไขกระดูก และกัดกินสติสัมปชัญญะอันน้อยนิดของเขา
พลังลึกลับบางอย่างจากภายนอกกำลังเข้าครอบงำความคิด เกาะกินฝังลึกเข้าไปในกระดูก ทว่าเขากลับไร้เรี่ยวแรงจะต่อต้าน
จี้หลี่สับเท้าวิ่งลงบันไดไปพลาง ลอบสังเกตความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของหลี่ซิงไปพลาง
โดยเฉพาะจังหวะที่เขาหันขวับไปมองชั่วแวบหนึ่ง เขากลับพบว่าใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความหวาดผวาของหลี่ซิง... ในเสี้ยววินาทีนั้นกลับดูเหี้ยมเกรียมดุดันราวกับปีศาจร้าย!
ภาพที่เห็นทำเอาจี้หลี่ใจกระตุกวาบ ตอนนี้เขาอัดแน่นอยู่ติดกับหลี่ซิง ระยะห่างระหว่างพวกเขามีไม่ถึงหนึ่งกำปั้นด้วยซ้ำ!
ถ้าเกิดหลี่ซิงคือวิญญาณร้าย หรือกำลังถูกมันสิงร่างอยู่ล่ะก็... เขาคงไม่มีทางหนีรอดไปได้เลย!
'หรือว่าฉันจะโดนเขาหลอกเข้าให้แล้ว...'
คำถามนี้ดังก้องสะท้อนอยู่ในหัวของจี้หลี่ ตอนนี้เสี่ยวฉีจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ในใจเขาก็ยังคงเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
แผนการควานหาทางรอดที่ปลอดภัยที่สุดของเขา คือการใช้วิญญาณร้ายมากระตุ้นเพื่อปลดล็อกความทรงจำของหลี่ซิง และใช้มันดึงข้อมูลภารกิจที่แท้จริงออกมา
แต่ว่า…
สถานการณ์ของหลี่ซิงมันเป็นอย่างที่หมอนั่นพูดจริงหรือเปล่า?
เขาไม่ใช่วิญญาณร้าย แต่เป็นเพียงคนที่ถูกมันผนึกความทรงจำไว้จริงๆ งั้นหรือ?
ถ้าหากท่าทีปกติธรรมดาทั้งหมดในตอนนี้เป็นเพียงการเสแสร้งของหลี่ซิง และตัวตนที่แท้จริงของเขาคือวิญญาณร้าย... ถ้าอย่างนั้นจุดประสงค์ที่มันเอาแต่ซ่อนเร้นกายมาตลอดคืออะไรกันแน่…
"ติ๊งต่อง ติ๊งต่อง!"
ทันใดนั้น โทรศัพท์เครื่องหนึ่งในกระเป๋าของจี้หลี่ก็แผดเสียงดังลั่น เสียงนั้นกังวานชัดเจนเสียจนทำเอาจี้หลี่สะดุ้งโหยง!
บนตัวของจี้หลี่ในตอนนี้มีโทรศัพท์อยู่สองเครื่อง
เครื่องหนึ่งคือโทรศัพท์ของโรงแรม ส่วนอีกเครื่องคือโทรศัพท์ของเหล่าเซวียที่เขาพกติดตัวไว้ เนื่องจากเขาไม่จำเป็นต้องติดต่อสื่อสารกับใคร จึงไม่ได้พกโทรศัพท์ส่วนตัว
และในตอนนี้... เครื่องที่กำลังแผดเสียงร้องอยู่ก็คือโทรศัพท์ของเหล่าเซวีย!
วินาทีที่จี้หลี่ล้วงโทรศัพท์ออกมา เขาก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ตัวเครื่องกำลังสั่นครืดคราด หน้าจอปรากฏสายเรียกเข้าสายหนึ่ง
ชื่อที่โชว์หลาอยู่บนหน้าจอคือ... "เสี่ยวฉี"!
"ใครโทรมาเหรอ?"
ในขณะที่จี้หลี่กำลังชั่งใจว่าจะกดรับสายตรงนี้ดีหรือไม่ จู่ๆ หลี่ซิงก็หลุดออกจากสภาวะเหม่อลอยทรมาน
ใบหน้าของเขากลับมาดูเป็นปกติ แม้เครื่องหน้าจะไม่ได้มีอะไรผิดเพี้ยนไปจากเดิม ทว่าท่าทีและน้ำเสียงที่เอ่ยถามกลับเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
หลี่ซิง... ไม่เคยกล้าใช้โทนเสียงแบบนี้พูดกับจี้หลี่มาก่อน
นัยน์ตาของจี้หลี่หรี่แคบลง ในขณะเดียวกันสมองก็แล่นฉิวด้วยความเร็วสูงสุด
เสี่ยวฉียังไม่ตาย... แต่ทำไมคนคนนั้นถึงยังไม่ตายล่ะ!
จากเบาะแสของชายผู้ส่งข้อความ คนคนนั้นน่าจะอยู่ทิศทางเดียวกับเหล่าเซวีย แต่ถ้าเหล่าเซวียถูกวิญญาณร้ายฆ่าตายเพราะสาเหตุบางอย่างที่ยังไม่รู้แน่ชัด…
แล้วทำไมมันถึงยอมปล่อยเสี่ยวฉีที่อยู่ด้วยกันไปล่ะ?
โทรศัพท์ยังคงสั่นครืดคราด ทว่าจี้หลี่กลับยังไม่ยอมกดรับสาย เขาลอบปรายตามองหลี่ซิงอย่างแนบเนียน
ถ้าเสี่ยวฉีกุมเบาะแสของทางรอดเอาไว้จริงๆ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะรอดชีวิตมาได้จนถึงตอนนี้ ในฐานะพนักงานทั่วไป คนคนนั้นก็สมควรจะตายตกตามคนอื่นๆ ไปตั้งนานแล้ว
การที่ยังมีชีวิตอยู่ นั่นหมายความว่าต้องมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้วิญญาณร้ายไม่สามารถลงมือได้
"หรือว่าเสี่ยวฉีจะมีความพิเศษบางอย่างในภารกิจครั้งนี้ด้วย?" บุคลิกที่สามที่เงียบหายไปนานกระซิบถ้อยคำนี้แผ่วเบาขึ้นมาในหัว
"หลี่ซิง... ตกลงเป็นคนหรือผีกันแน่…
"พวกเราไม่มีทางรู้ได้เลย แต่ฉันมีความรู้สึกตะหงิดๆ ว่า บางที... ทันทีที่พวกเรารู้ตำแหน่งของเสี่ยวฉี วิญญาณร้ายก็จะพุ่งเป้าไปเล่นงานทันที
"เพื่อความไม่ประมาท ฉันขอเสนอว่าอย่าเพิ่งพาหลี่ซิงไปเจอเสี่ยวฉีเด็ดขาด!
"ขืนหมอนั่นเป็นผีขึ้นมา เสี่ยวฉีจะต้องถูกฆ่าปิดปากในพริบตาเดียวแน่ แล้วความลับของภารกิจ รวมถึงข้อมูลภารกิจที่แท้จริง... พวกเราก็จะไม่มีวันได้มันมาอีกเลย!"
จี้หลี่ฟังบทวิเคราะห์ของบุคลิกที่สาม เขากัดฟันกรอด ตกอยู่ในความลังเลอย่างหนัก
ทิศทางของภารกิจในตอนนี้แบ่งออกเป็นสองทางเลือก หนึ่ง... ตามหาเสี่ยวฉี เพื่อเค้นหาความลับที่ซ่อนอยู่ระหว่างคนทั้งสาม
สอง... เชื่อในคำพูดเรื่องความทรงจำที่ขาดหายไปของหลี่ซิง แล้วพาเขาไปหาเสี่ยวฉี เพื่ออาศัยจังหวะที่วิญญาณร้ายปรากฏตัว ทลายผนึกความทรงจำของเขาออกมา
แต่…
สองทางเลือกนี้ไม่อาจดำเนินควบคู่กันไปได้!
เพราะเขายังดูไม่ออกว่าตัวตนที่แท้จริงของหลี่ซิงคืออะไร ขืนก่อนหน้านี้หมอนั่นแค่แต่งเรื่องหลอกลวง โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้จี้หลี่พาไปหาเสี่ยวฉีแล้วลงมือฆ่าปิดปากล่ะก็…
ถ้าเป็นแบบนั้น โอกาสพลิกกระดานก็จะไม่เหลืออีกเลย
ความเป็นไปได้ทั้งสองทางปะทะกันวุ่นวายอยู่ในหัวของจี้หลี่เพียงชั่วครู่ ก่อนที่หัวคิ้วของเขาจะคลายออก เขาจัดการกดตัดสายของเสี่ยวฉีทิ้ง แล้วหันไปพูดกับหลี่ซิง
"พวกถงกวนสองคนกำลังจะมาถึงแล้ว นายล่วงหน้าไปหาพวกเขาก่อน ไปแจ้งสถานการณ์ทางฝั่งเราให้พวกเขาฟัง"
หลี่ซิงฟังคำสั่งของจี้หลี่อย่างเงียบๆ บนใบหน้าไม่ปรากฏความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนนัก นัยน์ตาของเขาแห้งผากราวกับบ่อน้ำนิ่งสนิท มีเพียงระลอกคลื่นสั่นไหวแผ่วเบา
ตอนที่พูดประโยคนั้น จี้หลี่ค่อยๆ ถอยรักษาระยะห่างจากหลี่ซิงอย่างแนบเนียน ถ้าหลี่ซิงเป็นคนปกติ เขาจะต้องยอมทำตามที่สั่งอย่างแน่นอน
แต่ถ้าเขายังดึงดันที่จะตามจี้หลี่ไปหาเสี่ยวฉีให้ได้... เรื่องนี้คงไม่ชอบมาพากลแล้ว
จี้หลี่รู้สึกไม่มั่นใจนัก เขาเองก็ไม่รู้ว่าหลี่ซิงจะเลือกทางไหน และถ้าหากหมอนั่นเป็นผีจริงๆ จี้หลี่ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะต้องรับมืออย่างไร
สำหรับเขาในตอนนี้ หวังเพียงแค่พวกพนักงานทั่วไปที่อยู่ชั้นล่างจะตายช้าลงสักหน่อย เพื่อช่วยซื้อเวลาให้เขาได้มากขึ้น
"ตกลงครับ!"
สิ่งที่ทำให้จี้หลี่คาดไม่ถึงก็คือ หลังจากเงียบไปชั่วอึดใจ หลี่ซิงกลับรับคำอย่างว่าง่าย แล้วสับเท้าวิ่งลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว
จี้หลี่เตรียมใจแตกหักกับหลี่ซิงไว้พร้อมแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะยอมตกลงอย่างรวดเร็วขนาดนี้
เขาจ้องมองแผ่นหลังของหลี่ซิงด้วยความรู้สึกสับสนงุนงง สถานการณ์ที่ราบรื่นเกินคาดกลับทำให้เขาเกิดความหวาดระแวงขึ้นมาเสียดื้อๆ
ครู่ต่อมา เมื่อเงาของหลี่ซิงลับสายตาไปแล้ว จี้หลี่ก็ชักมีดพกออกมาจากด้านหลังเอว กำมันไว้แน่นในมือ แล้วหันไปเลือกใช้ช่องบันไดอีกฝั่ง
ทว่าจี้หลี่หารู้ไม่ว่า โทรศัพท์ของโรงแรมที่ซุกอยู่ในกระเป๋าด้านซ้ายของเขา จู่ๆ ก็ส่องแสงสีแดงกะพริบวาบขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังปริ่มจะตื่นขึ้นจากการหลับใหล
น่าเสียดาย... ที่ถูกเนื้อผ้าหนาบดบังเอาไว้ เขาจึงไม่อาจสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้เลย