- หน้าแรก
- ผู้จัดการโรงแรมอาถรรพ์
- ตอนที่ 39 หน้าจอสีเลือด
ตอนที่ 39 หน้าจอสีเลือด
ตอนที่ 39 หน้าจอสีเลือด
ภายใต้สายตาของพวกพนักงานโรงแรม สีหน้าของก่วนผิงซีดสลับคล้ำ แสงไฟสว่างโร่สาดส่องให้เห็นหยาดเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผากของเขาอย่างชัดเจน
เขากำหมัดแน่น กัดฟันกรอดหมายจะเอ่ยปากพูดอะไรอีกสักสองสามประโยค แต่มื่อกวาดตามองพวกพนักงานโรงแรมแล้ว สุดท้ายเขาก็ยอมคลายฝ่ามือออก
"คุณพูดเองนะว่า ถ้าผมรู้สึกถึงอันตรายเมื่อไหร่ ก็ให้หยุดมือได้ทันที"
ถงกวนพยักหน้ารับอย่างจริงจัง บนใบหน้าไม่ปรากฏแววตื่นตระหนกต่อแผนการที่กำลังจะเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
"ใช่ ถ้าคุณรู้สึกว่าสถานการณ์เริ่มไม่ชอบมาพากล ส่งสายตาบอกฉางเนี่ยนได้เลย เธอจะช่วยดึงคุณออกมาให้พ้นขีดอันตรายโดยเร็วที่สุด"
สิ้นคำพูด ฉางเนี่ยนก็ก้าวเท้าออกไปยืนขนาบข้างอยู่ตรงกลางระหว่างคนทั้งสอง เธอกวาดตามองซ้ายขวา ไม่เอ่ยปากห้ามปรามใดๆ ทว่าพร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนการตัดสินใจของถงกวนอย่างเต็มที่... สิ่งนี้ดูเหมือนจะกลายเป็นความเคยชินสำหรับเธอไปเสียแล้ว
ถงกวนผ่อนคลายร่างกาย ยืนจ้องหน้าก่วนผิงเขม็ง เมื่อเขาส่งสัญญาณ ทั้งสองก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาจ่อที่ศีรษะของตัวเองพร้อมกัน
การกระทำเช่นนี้... ไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย
การจงใจล่อให้วิญญาณร้ายมาสิงร่าง มองผิวเผินอาจดูเป็นแผนการที่บ้าบิ่นจนน่าขนลุก ทว่ามันก็เป็นกุศโลบายชั้นยอดที่จะช่วยทลายทางตัน และใช้พิสูจน์ความกำกวมของข้อมูลภารกิจได้เป็นอย่างดี
น่าเสียดายที่จนถึงวินาทีนี้ จี้หลี่ก็ยังไม่ได้ติดต่อมาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล
ทว่าฟางเซิ่นเหยียนที่เอาแต่ปิดปากเงียบมาตลอด นัยน์ตาพลันวูบไหว เขาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจต่อสายหาจี้หลี่…
ในขณะเดียวกัน แผนการของถงกวนและก่วนผิงก็เริ่มดำเนินการ
แขนของทั้งสองยื่นเหยียดออกไป ก่อนจะค่อยๆ โค้งงอ เลียนแบบท่าทางของพนักงานที่ตายไปเมื่อตอนเที่ยงคืน... สองมือของพวกเขาค่อยๆ เอื้อมไปคว้าศีรษะของตัวเอง
สองมือของถงกวนนิ่งสนิท บนใบหน้าไม่ปรากฏร่องรอยความตื่นตระหนกให้เห็นเลยแม้แต่น้อย เขายังคงส่งสายตาให้กำลังใจก่วนผิงที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เป็นเชิงบอกว่าไม่ต้องเกร็ง
ก่วนผิงนับว่าเป็นคนที่มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวที่สุดในหมู่พนักงานทั้งหมด การที่เขากล้าฝากความเชื่อใจไว้กับถงกวน ทั้งที่ยังอยู่ในสภาวะกึ่งเชื่อกึ่งสงสัยและมืดแปดด้านเช่นนี้... ก็นับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว
การเคลื่อนไหวดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ทว่าขณะที่ฉางเนี่ยนจับจ้องมองคนทั้งสองสลับกันไปมา เธอกลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
ท่อนแขนของก่วนผิงไม่ได้มีอาการแข็งทื่อเลยแม้แต่น้อย สีหน้าก็ยังคงดูเป็นปกติ ศีรษะที่เอียงพับลงมาเล็กน้อยในตอนนี้ ล้วนเกิดจากการที่เขาค่อยๆ ออกแรงบิดมันด้วยตัวเองทั้งสิ้น
ส่วนถงกวนที่อยู่อีกฝั่ง อาการก็เป็นแบบเดียวกันไม่มีผิดเพี้ยน!
ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งจะทดสอบทฤษฎีนี้กับตัวเองไปหมาดๆ ทันทีที่สองมือแตะโดนศีรษะ แขนขาก็จะเกิดอาการชาหนึบและแข็งทื่อ
ทว่าพอลงมือปฏิบัติจริงในครั้งนี้ เขากลับไม่หลงเหลือความรู้สึกประหลาดคล้ายถูกสิงร่างแบบนั้นอีกแล้ว!
ฉางเนี่ยนลอบถอนหายใจ แผนการนี้ล้มเหลวไม่เป็นท่าตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม
วิญญาณร้ายไม่ได้เข้ามาสิงร่างเลยสักนิด แม้กระทั่งถงกวนที่มีสถานะเป็นถึงพนักงานโรงแรม ก็ยังสูญเสียความรู้สึกถูกสิงร่างนั่นไปเสียดื้อๆ ในระหว่างที่ลงมือทำ
ทว่าเธอกลับรู้สึกโล่งอกอย่างประหลาด ตอนที่ถงกวนเสนอแผนการนี้ขึ้นมา เธอสัมผัสได้ถึงความทะแม่งๆ มาตลอด ราวกับว่ากำลังจะมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้น ก่อนหน้านี้เธอไม่มีจังหวะจะเอ่ยปากทัดทาน ในเมื่อตอนนี้แผนกำลังจะล้มเหลวไม่เป็นท่า เธอก็หมดห่วงไปเปลาะหนึ่ง
ทางฝั่งฟางเซิ่นเหยียนยังคงถือสายรอจี้หลี่ ทว่าก็ไร้วี่แววคนรับ
อวี๋กัวเห็นท่าทีของอีกฝ่ายจึงชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ พลางแอบชำเลืองมองหน้าจอโทรศัพท์
"สถานการณ์เป็นไงบ้าง? จี้หลี่ม่องเท่งไปแล้วรึไง?"
ฟางเซิ่นเหยียนตวัดสายตาดุใส่ ยังไม่ทันที่เขาจะอ้าปากด่า จู่ๆ ก็มีเสียงกระแสไฟฟ้าช็อตดังบาดแก้วหูดังแทรกขึ้นมาจากลำโพงกระจายเสียงเหนือหัว
คล้ายกับมีใครบางคนจงใจเปิดระบบกระจายเสียงอันเก่าคร่ำคร่าจนวงจรไฟฟ้าเกิดการรวน
ทว่าเสียงรบกวนนั้นดังอยู่เพียงไม่นาน น้ำเสียงทุ้มต่ำ แหบพร่า และเย็นเยียบจนชวนให้รู้สึกขนลุกก็ดังลอดออกมาผ่านลำโพง
ทันทีที่พวกพนักงานโรงแรมได้ยิน ต่างก็จำได้ขึ้นใจในทันทีว่า... เจ้าของเสียงนั้นคือจี้หลี่ที่หายหัวไปนานเกือบ 3 ชั่วโมงนั่นเอง!
"ถงกวน หยุดสิ่งที่นายกำลังทำอยู่เดี๋ยวนี้ สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว!"
ไม่ต้องรอให้จี้หลี่ออกคำสั่ง ถงกวนก็ชะงักมือไปก่อนแล้ว การที่เขาสัมผัสไม่ได้ถึงอาการแข็งทื่อที่ควรจะเกิดขึ้นเสียที ก็ทำให้เขาตระหนักได้ดีว่าแผนการนี้ล้มเหลวไม่เป็นท่า
ศีรษะของเขาถูกบิดไปจนถึงเก้าสิบกว่าองศา แทบจะถึงขีดจำกัดที่ร่างกายมนุษย์จะทนรับไหว ทว่ากลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ เกิดขึ้น... นี่เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าแผนการของเขาไม่ได้ผล
เมื่อได้ยินเสียงของจี้หลี่ เขาก็ทิ้งแขนทั้งสองข้างลงแนบลำตัว แหงนหน้าขึ้นมองลำโพงกระจายเสียง สลับกับกล้องวงจรปิดบริเวณนั้นที่กำลังหมุนปรับทิศทาง
ในใจของเขากระจ่างแจ้งไปกว่าครึ่งแล้ว ถงกวนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเปล่งเสียงตอบกลับไปว่า
"ดูเหมือนคุณจะค้นพบอะไรบางอย่างเข้าแล้วสิ"
น้ำเสียงเย็นเยียบของจี้หลี่ดังตอบกลับมาอีกครั้ง
"ถือซะว่านี่คือการรายงานผลการปฏิบัติงานครั้งที่สอง ตั้งแต่ภารกิจของพวกเราเริ่มต้นขึ้นก็แล้วกัน"
……
ภายในล็อบบี้ชั้นหนึ่ง มีเพียงเสียงสนทนาระหว่างจี้หลี่กับถงกวนดังก้อง ถือเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ของทั้งสองฝั่ง
เมื่อข้อมูลมากมายถูกนำมาปะติดปะต่อกัน สีหน้าของแต่ละคนก็แปรเปลี่ยนไปต่างกัน
เมื่ออวี๋กัวได้ยินว่าพนักงานทั้งห้าคนที่พาไปตายพร้อมกันในคราวเดียว เขาก็ตกใจจนแทบกัดลิ้นตัวเอง โพล่งออกมาว่า "มิน่าล่ะ ฝั่งพวกเราถึงสงบเงียบมาตลอด ที่แท้มันก็จ้องเล่นงานฝั่งนายอยู่นี่เอง!"
สีหน้าของฟางเซิ่นเหยียนดูย่ำแย่ลง เขาขยับแว่นตาบนสันจมูกด้วยความเคยชิน ในใจกำลังครุ่นคิดคำนวณถึงข้อมูลอีกชุดที่จี้หลี่บอกมา
"ขอเพียงถูกสิงร่าง ก็จะถูกฆ่าตายแบบไร้ทางแก้"
ข้อสรุปนี้เป็นความจริงที่ไร้ช่องโหว่โดยสิ้นเชิง เพราะมันแลกมาด้วยชีวิตคนตั้งมากมายบนชั้นสิบแปด ความแม่นยำย่อมชัดเจนในตัวอยู่แล้ว
แต่สิ่งที่ฟางเซิ่นเหยียนกำลังขบคิดอยู่ในตอนนี้ก็คือ... ทำไมก่อนหน้านี้ตอนที่อวี๋กัวทดสอบจำลองการตายกับตัวเองถึงสองครั้ง ถึงสามารถหยุดยั้งได้ทันเวลา…
แล้วแผนการรนหาที่ตายขั้นสุดยอดของถงกวนกับก่วนผิงล่ะ... ทำไมวิญญาณร้ายถึงยังไม่ยอมลงมือสักที…
จุดน่าสงสัยทั้งสองข้อนี้ แท้จริงแล้วสามารถรวบยอดเป็นคำถามเดียวกันได้ นั่นก็คือ... ในสายตาของวิญญาณร้าย มันใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการแยกแยะความแตกต่างระหว่าง 'พนักงานโรงแรม' กับ 'พนักงานทั่วไป' ?
ถงกวนลอบถอนหายใจ ก่อนจะเล่าสถานการณ์ทางฝั่งของตัวเองให้จี้หลี่ฟังจนหมดเปลือก
ปลายสายของจี้หลี่เงียบงันไปพักใหญ่ คล้ายกับกำลังครุ่นคิดถึงข้อสันนิษฐานของถงกวนที่ว่า 'ข้อมูลภารกิจมีความคลุมเครือ และอาจจะผิดพลาด'
ไม่นานนัก น้ำเสียงเย็นเยียบก็ดังลอดผ่านลำโพงมาอีกครั้ง
"เกี่ยวกับปัญหาเรื่องข้อมูลภารกิจ... ความจริงวิธีพิสูจน์ที่ง่ายที่สุดได้ปรากฏขึ้นแล้ว ทำตามที่ฉันบอก ขอแค่พวกพนักงานโรงแรมอย่างเราถอนตัวออกมา แล้วปล่อยให้พนักงานทั่วไปทั้งหมดรวมกลุ่มกันอยู่ภายในชั้นหนึ่ง จากนั้นก็คอยดูว่าจะยังมีคนตายอีกไหม... นี่แหละคือแผนการที่ดีที่สุด"
"เพราะกฎการฆ่าแบบแพร่กระจายคำสาปที่ฉันค้นพบ ต้นตอมันอยู่ที่ตัวพวกเราเอง ขอเพียงพวกเราอยู่ให้ห่างจากพนักงาน พวกเขาก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อ แต่ในทางกลับกัน… หากพวกเราถอยห่างออกมาแล้วพวกเขายังตาย และตอนอยู่ใกล้พวกเขาก็ตาย นี่ก็ถือเป็นการงัดกลยุทธ์ช่วยเหลือทุกวิถีทางออกมาใช้จนหมดหน้าตักแล้ว… ถ้ามันยังเป็นการฆ่าแบบไร้ทางแก้อีก… นั่นก็แปลว่าไม่ต้องสงสัยอะไรแล้ว ข้อมูลภารกิจที่พวกเราเห็นมาตลอดคือเรื่องโกหก!"
ถงกวนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาถูกคำพูดของจี้หลี่โน้มน้าวเข้าให้แล้ว แผนการนี้เรียกได้ว่าลึกล้ำแยบยลถึงขีดสุดจริงๆ
ทั้งสามารถใช้พิสูจน์ 'ทางรอด' และยังสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลภารกิจได้ในคราวเดียว... ดีกว่าแผนการที่เขาเสนอไปก่อนหน้านี้อย่างเทียบไม่ติด
แผนการของจี้หลี่ คือการวางหมากจัดการภาพรวมของสถานการณ์ทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์แบบ!
ถงกวนหันไปมองฉางเนี่ยน ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา "เธอมีความเห็นว่ายังไง?"
ฉางเนี่ยนสะบัดผมหางม้าด้านหลังเบาๆ "ไม่มีปัญหา"
จากนั้นถงกวนก็หันไปมองฟางเซิ่นเหยียนกับอวี๋กัวที่อยู่ด้านหลัง ซึ่งทั้งสองคนก็ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ
แผนการถูกนำมาปฏิบัติจริงทันที พนักงานโรงแรมทั้งสี่คนบนชั้นหนึ่งรีบถอนตัวออกจากล็อบบี้อย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงกลุ่มพนักงานทั่วไปที่กำลังยืนหน้าซีดเผือดด้วยความงุนงงและทำอะไรไม่ถูก
ขณะเดียวกัน ทางฝั่งของจี้หลี่ที่อยู่ภายในห้องกล้องวงจรปิดบนชั้นสิบแปด เขากำลังจ้องเขม็งไปที่หน้าจอมอนิเตอร์ตรงหน้า... นี่คือข้อสันนิษฐานสุดท้ายของเขาแล้ว
ถ้าแผนนี้ไม่สำเร็จ ก็คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องไปตามหาตัว 'เสี่ยวฉี' คนที่จนป่านนี้ก็ยังไม่โผล่หัวมา... แต่กลับเป็นกุญแจสำคัญที่อาจช่วยทะลวงทางตันของภารกิจในครั้งนี้!
ทว่าจี้หลี่กลับไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่า หลี่ซิงที่นั่งหดตัวอยู่ตรงมุมห้อง หลังจากได้ยินบทสนทนาและข้อสันนิษฐานระหว่างเขากับถงกวนทั้งหมดแล้ว…
สีหน้าของหมอนั่นในตอนนี้กลับแฝงความรู้สึกอันซับซ้อนยากจะคาดเดาถึงขีดสุด ในห้วงภวังค์... คล้ายกับว่าเขานึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ แต่ก็คล้ายกับว่าลืมเลือนอะไรบางอย่างไปเช่นกัน
โดยเฉพาะตอนที่ได้ยินคำว่า 'ข้อมูลภารกิจ' เขาก็ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้ออย่างเลื่อนลอย คลำหาโทรศัพท์มือถือที่โรงแรมแจกให้
เรื่องชวนขนลุกก็คือ... จังหวะที่เขาพยายามจะหยิบมันออกมา หน้าจอโทรศัพท์กลับสว่างวาบขึ้นมาเอง!
และบนหน้าจอที่ถูกเนื้อผ้าบดบังอยู่นั้น โปรแกรมรวมถึงภาพพื้นหลังเดิมกลับอันตรธานหายไปจนหมดสิ้น ทว่าสิ่งที่โผล่ขึ้นมาแทนที่... กลับเป็นฝ่ามือที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดสดๆ!
ปลายนิ้วของหลี่ซิงกำลังจะแตะโดนตัวเครื่องโทรศัพท์ ในขณะเดียวกัน... ฝ่ามือสีเลือดในหน้าจอก็กำลังจะตะกุยทะลุกระจกออกมา!
ภายในจอและนอกจอ ฝ่ามือทั้งสองข้าง... กำลังจะทาบทับประสานเข้าด้วยกัน...