เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 35 "คนเป็น" สามคน

ตอนที่ 35 "คนเป็น" สามคน

ตอนที่ 35 "คนเป็น" สามคน


"กะ... เกิดอะไรขึ้น? ผมเป็นอะไรไป?!"

หลี่ซิงนอนคว่ำอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกพรวดพราดขึ้นมาจากพื้น เขาถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ

อันที่จริงเขาจำเหตุการณ์เมื่อครู่ได้แม่นยำทุกกระเบียดนิ้ว แผ่นหลังของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบไปหมดแล้ว!

ชายวัยกลางคนมองดูหลี่ซิงที่ค่อยๆ ก้าวเข้ามาใกล้ เขาตกใจกลัวจนถอยกรูดไปด้านหลัง

"พวกคุณมันตัวประหลาดอะไรกันเนี่ย..."

จี้หลี่ไม่สนใจความวุ่นวายของคนพวกนั้น เขาเริ่มเดินวนสำรวจศพชายร่างอ้วนท้วมอย่างละเอียด

ไม่มีข้อกังขาใดๆ สภาพศพนี้ตรงกับรูปแบบการถูกวิญญาณร้ายสิงร่างเพื่อบังคับให้ฆ่าตัวตายทุกประการ

ยิ่งไปกว่านั้น ดูจากสภาพแล้ว เขาตายมาได้สักพักใหญ่ นั่นหมายความว่าเสียงกระแทกประตูเมื่อครู่นี้... ไม่ได้มาจากเขาอย่างแน่นอน

แล้วใครกันล่ะที่เป็นคนกระแทกประตู?

จี้หลี่พลันนึกถึงความเป็นไปได้หนึ่งขึ้นมา... หรือว่าจะเป็นผี?

ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้!

มีแต่เสียงกระแทก ไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า บางทีสถานการณ์แบบนี้อาจจะสอดคล้องกับรูปแบบการเคลื่อนไหวของวิญญาณร้ายมากกว่า

จี้หลี่หันไปมองประตูที่อยู่ไม่ไกลนัก ที่นี่อาจจะไม่มีผีอยู่แล้ว

พวกเขายังคงมาช้าไปก้าวหนึ่ง ผู้ชายคนนี้หมดประโยชน์ที่จะใช้ทดสอบ 'ทฤษฎีเป้าหมายโดดเดี่ยว' ไปแล้ว

ขณะที่กำลังจะหันหลังกลับ จู่ๆ หน้าจอโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างศีรษะศพก็สว่างวาบขึ้นมา แสงไฟแยงตาจนต้องหรี่มอง

ข้อความจากวีแชต (WeChat) เด้งขึ้นมาบนหน้าจอ

"เหล่าเซวีย ทางนายเป็นยังไงบ้าง?"

ข้อความสั้นๆ เพียงประโยคเดียว ทว่าจี้หลี่กลับสังเกตเห็นว่า เหนือข้อความนี้ขึ้นไปยังมีข้อความที่ยังไม่ได้อ่านอีกถึงเจ็ดข้อความ!

เรื่องราวชักจะวุ่นวายขึ้นเรื่อยๆ เสียแล้ว

จี้หลี่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา พยายามจะเปิดอ่านข้อความที่ยังไม่ได้อ่านเหล่านั้น แต่มันกลับติดรหัสผ่าน

เขาเริ่มปวดหัวหนึบ เจ้าของข้อความนี้ต้องเป็นพนักงานที่เหลือรอดอยู่อย่างแน่นอน

ตอนนี้เขาต้องการพนักงานที่พลัดหลงมาเพื่อทดสอบกฎการฆ่านั้นอย่างเร่งด่วน ในจำนวนสามคน ตอนนี้ตายไปแล้วหนึ่งคน เหลืออีกแค่สองคนเท่านั้น

จี้หลี่ลองสุ่มรหัสผ่านอยู่สองสามครั้ง แต่ก็ไม่สามารถปลดล็อกโทรศัพท์ได้ และในจังหวะที่เขากำลังจนปัญญาอยู่นั้นเอง…

หน้าจอก็สว่างวาบขึ้นพร้อมกับข้อความใหม่ที่เด้งเข้ามา

"เหล่าเซวีย ถ้านายยังเห็นข้อความนี้อยู่ รีบพาเสี่ยวฉีขึ้นมาสบทบกับฉันที่ชั้นดาดฟ้าชั้นสิบแปดด่วนเลย!"

จี้หลี่เห็นดังนั้นก็ลอบถอนหายใจยาว ดูเหมือนว่าศพนี้ก็คือเหล่าเซวียนั่นเอง

พนักงานสามคนที่เหลือรู้จักกันเป็นอย่างดี พวกเขาคือ เหล่าเซวีย เสี่ยวฉี และคนที่ส่งข้อความมา

ดูทรงแล้ว คนส่งข้อความน่าจะรับรู้ถึงสถานการณ์บางอย่างภายในตึกตอนนี้แล้ว และบางที... อาจจะเคยเผชิญหน้ากับวิญญาณร้ายมาแล้วด้วยซ้ำ

จี้หลี่โบกมือเรียกคนอื่นๆ แล้วมุ่งหน้าตรงไปยังชั้นสิบแปดทันที

ส่วนเสี่ยวฉีที่ควรจะอยู่กับเหล่าเซวีย ตอนนี้จะอยู่ที่ไหนก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปตามหาอีกต่อไปแล้ว

เพราะในแผนการของจี้หลี่ มีคนพลัดหลงแค่คนหนึ่งให้ใช้เป็นหนูทดลอง... ก็เพียงพอแล้ว

เพียงแต่เขายังคงไม่แน่ใจว่า... สิ่งที่กระแทกประตู แต่กลับไม่มีเสียงฝีเท้าเดินออกไปเลยนั้น... มันคือตัวอะไรกันแน่…

เสียงฝีเท้าของเหล่าพนักงานค่อยๆ ห่างออกไป มุ่งหน้าสู่ชั้นสิบแปด ภายในออฟฟิศแห่งนี้จึงว่างเปล่าไร้ผู้คนโดยสมบูรณ์

ทว่าหากเลื่อนสายตาไปที่มุมห้อง จะพบกับกล่องกระดาษขนาดกลางใบหนึ่งที่วางแอบอยู่มุมนั้นอย่างไม่สะดุดตา

ในวินาทีนี้เอง จู่ๆ ก็มีเสียงสั่นสะเทือนดังมาจากภายในกล่อง... ปัง! มือข้างหนึ่งทะลวงทะลุกล่องกระดาษออกมา!

ทว่าฉากชวนขนลุกนี้... กลับรอดพ้นสายตาของพวกจี้หลี่ไปอย่างน่าเสียดาย

……

"นี่คงนับได้ว่าเป็นการลงมือครั้งที่สองของพวกเรา"

"ถ้าเราช่วยชีวิตคนที่ส่งข้อความมาได้ บางทีอาจจะใช้กฎพวกนั้นหาทางรอดจากการถูกวิญญาณร้ายจู่โจมได้"

บุคลิกที่สามวิเคราะห์อยู่ในหัวของจี้หลี่

สถานการณ์ตอนนี้ไม่ได้ซับซ้อนอะไร กฎการฆ่าของวิญญาณร้ายพอจะคาดเดาเค้าโครงได้แล้ว

นั่นคือการไล่ล่าพนักงานที่อยู่ใกล้ตัวพนักงานโรงแรม และตกเป็นเป้าหมายโดดเดี่ยว

การมาของจี้หลี่ในครั้งนี้ หนึ่ง... เพื่อทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ว่าจำนวนกี่คนถึงจะเข้าข่ายเป้าหมายโดดเดี่ยว สอง... เพื่อหาวิธีช่วยเหลือ

แต่ไอ้วิธีการช่วยที่ว่านี่ ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรนักหนา การสิงร่างบังคับให้ฆ่าตัวตาย ดูเผินๆ เหมือนจะโหดเหี้ยมและไร้ทางแก้ แต่จริงๆ แล้วจุดอ่อนของมันก็ชัดเจนมาก

ขอเพียงแค่เขาทำให้คนที่ถูกจู่โจมสูญเสียมือทั้งสองข้างไปซะ... ก็อาจจะหลีกเลี่ยงความตายรูปแบบนี้ได้อย่างเด็ดขาด

ชั้นสิบแปดใกล้เข้ามาเรื่อยๆ สีหน้าของจี้หลี่ก็ค่อยๆ เคร่งเครียดขึ้น

อาศัยแสงสลัวในโถงทางเดิน เขามองดูขั้นบันไดที่ถูกเหยียบผ่านไปทีละชั้นๆ รู้สึกอยู่ลึกๆ ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล แต่ก็หาต้นตอไม่ได้

ท่ามกลางความรู้สึกพิลึกพิลั่นนี้ เขาและคนอีกหกคนก็มาถึงชั้นสิบแปด!

เพิ่งจะก้าวพ้นบันไดมาถึงโถงทางเดิน จี้หลี่ก็ยกมือขึ้นขวางคนที่ตามมาด้านหลังทันที เขายกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปาก แล้วกระซิบเสียงแผ่ว

"ฉันจะล่วงหน้าไปก่อน หลี่ซิง พวกนายเฝ้าอยู่ตรงปากทางบันได อย่าให้หมอนั่นหนีไปได้"

ถ้าหลี่ซิงไม่รู้มาก่อนว่าภารกิจของพวกตนคือการมาปกป้องพนักงานล่ะก็ เขาคงต้องคิดว่าคำพูดประโยคนี้ของจี้หลี่ คือการสั่งให้ไปดักรอฆ่าปิดปาก ถอนรากถอนโคนแน่ๆ

จี้หลี่ไม่สนใจท่าทีของเขา ชายหนุ่มดึงเสื้อผ้าให้เข้าที่ แล้วเดินตรงดิ่งเข้าไปในโถงทางเดินอันเงียบสงัด

เขากวาดตามองซ้ายขวาท่ามกลางห้องออฟฟิศที่เรียงรายอย่างสะเปะสะปะ เงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวที่อาจดังมาจากทุกซอกทุกมุม โดยมีบุคลิกที่สามซึ่งมีประสาทสัมผัสฉับไวที่สุดคอยช่วยสอดส่องอีกแรง

"ตึกไฟดับแท้ๆ แต่เขากลับไม่โผล่มาให้พวกเราเห็นเลย นี่แสดงว่าเขาไม่ได้แค่เห็นผีเท่านั้น แต่ยังอาจจะแอบเห็นตอนที่พวกเราใช้กำลังข่มขู่พนักงานด้วยซ้ำ"

บุคลิกที่สามอธิบายสิ่งที่อยู่ในหัวไปพลาง สอดส่องสายตาหาเป้าหมายไปพลาง

จี้หลี่พยักหน้า เอ่ยเสียงแผ่ว "เขาเป็นคนที่ระแวดระวังตัวสูงมาก ป่านนี้คงแอบซ่อนตัวอยู่มุมไหนสักแห่งเพื่อรอเหล่าเซวียมาสมทบ"

"แต่ตอนนี้เขายังไม่รู้ว่าเหล่าเซวียตายไปแล้ว และโทรศัพท์ก็ตกอยู่ในมือพวกเรา ไม่แน่ว่าพอได้ยินเสียงฝีเท้า เขาอาจจะกำลังเดาอยู่ก็ได้ว่าคนที่มาใช่เหล่าเซวียหรือเปล่า!"

จี้หลี่เข้าใจดีว่าสถานการณ์มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะตรงกับที่บุคลิกที่สามวิเคราะห์ เขาล้วงโทรศัพท์ของเหล่าเซวียออกมาดู บนหน้าจอยังคงไม่มีข้อความใหม่ใดๆ

นั่นยิ่งเป็นการยืนยันว่า... ผู้ชายคนนั้นรู้ตัวแล้วว่ามีคนกำลังมา

จี้หลี่ขมวดคิ้ว ทำยังไงถึงจะทำให้ผู้ชายคนนั้นปักใจเชื่อว่าเขาคือเหล่าเซวีย และยอมโผล่หัวออกมาเอง…

ทันใดนั้น หัวคิ้วของเขาก็คลายออก นอกเหนือจากเสียงฝีเท้าแล้ว เขาก็เริ่มผิวปาก!

และท่วงทำนองที่ผิวออกมานั้น... ก็คือบทงิ้วอันแสนเศร้าและโหยหวนที่เพิ่งจะได้ยินในออฟฟิศเมื่อครู่นี้นี่เอง

คนคนนี้รู้จักกับเหล่าเซวียเป็นอย่างดี และการที่เหล่าเซวียยังอุตส่าห์เอาพาวเวอร์แบงก์มาต่อลำโพงเพื่อเปิดเสียงงิ้วฟังทั้งๆ ที่ตึกไฟดับ ก็แสดงว่าเหล่าเซวียต้องคลั่งไคล้การฟังงิ้วเข้ากระดูกดำ

คนที่ส่งข้อความมาไม่มีทางไม่รู้เรื่องนี้ มีเพียงการใช้เสียงเพลงนี้เท่านั้น ที่จะยืนยันตัวตนท่ามกลางพื้นที่อันกว้างขวางของชั้นสิบแปดได้!

"ขวามือ!"

บุคลิกที่สามตอบสนองทันควัน แทบจะวินาทีเดียวกับที่จี้หลี่เริ่มผิวปาก ภายในช่องทางเดินฝั่งขวาตรงหัวมุมด้านหน้า ก็พลันมีเสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้น

เสียงนั้นดังทึบและเร่งรีบ... ราวกับกำลังร้อนรนสุดขีด!

นัยน์ตาของจี้หลี่วูบไหว เขาไม่มัวรีรอ ชักปืนออกมาจากด้านหลังเอว แล้วรีบพุ่งตัวสุดฝีเท้าตรงไปยังหัวมุมนั้นทันที

"เหล่าเซวีย! ในตึกนี้มีผี!"

ท่อนแขนของจี้หลี่เพิ่งจะยกขึ้น ปลายกระบอกปืนก็กระแทกเข้าที่หน้าอกของอีกฝ่ายอย่างจัง ขัดจังหวะคำพูดของชายคนนั้นจนชะงักงัน!

อาศัยแสงสว่างอันน้อยนิด จี้หลี่มองเห็นใบหน้าที่ซีดเผือด เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ และบิดเบี้ยวไปด้วยความหวาดผวาถึงขีดสุด

"กะ... แกมันไอ้ฆาตกรนี่!"

ชายคนนั้นร้องลั่น เตรียมจะหันหลังวิ่งหนี จี้หลี่เองก็ตอบสนองไวปานสายฟ้าแลบ มือข้างหนึ่งของเขาพุ่งออกไปคว้าหมับเข้าที่หัวไหล่ของอีกฝ่ายทันที

แต่ว่า…

มีบางสิ่งบางอย่าง... ที่ไวกว่าพวกเขาทั้งคู่หลายเท่านัก

ในเสี้ยววินาทีที่ชายคนนั้นหันหลัง มือทั้งสองข้างของเขาก็ถูกยกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว... อาการบอกเหตุก่อนตายที่เหมือนกับเหยื่อทุกคนก่อนหน้านี้เป๊ะ!

กระทั่งความตื่นตะลึงบนใบหน้ายังไม่ทันได้จางหายไป ศีรษะของเขาก็เริ่มบิดกลับไปทางซ้ายอย่างควบคุมไม่ได้แล้ว!

สีหน้าของจี้หลี่เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง!

จบบทที่ ตอนที่ 35 "คนเป็น" สามคน

คัดลอกลิงก์แล้ว