เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 33 ทฤษฎีเป้าหมายโดดเดี่ยว

ตอนที่ 33 ทฤษฎีเป้าหมายโดดเดี่ยว

ตอนที่ 33 ทฤษฎีเป้าหมายโดดเดี่ยว


ขบวนเจ็ดคนเดินฝ่าไปตามโถงทางเดินอันมืดมิด ทุกคนต่างปิดปากเงียบกริบ มีเพียงเสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำสับสนวุ่นวาย ผสมปนเปไปกับเสียงหัวใจที่เต้นระรัวและใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความลุ้นระทึก

ทุกคนต่างเห็นภาพนั้นเต็มสองตา... ซากศพที่ศีรษะถูกบิดกลับหลังอย่างผิดมนุษย์มนา ยังคงยืนตระหง่านอยู่ตรงปากทางบันได

ร่างของมันถูกความมืดมิดกลืนกินไปจนหมดสิ้น ต่อเมื่อมีแสงไฟจากคนเป็นสาดส่องไปกระทบ จึงจะดูออกว่านั่นไม่ใช่รูปปั้น... แต่เป็นศพคนตาย!

พนักงานทั้งห้าคนที่ถูกข่มขู่ให้ต้องตามจี้หลี่มา ต่างก็หวาดกลัวจนตัวสั่นงันงก แทบไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง

เมื่อครู่นี้ ชายวัยกลางคนที่เดินนำหน้าเผลอกรีดร้องออกมาทันทีที่เห็นศพ จี้หลี่ก็หันขวับกลับมา แล้วยัดกระบอกปืนสีดำทะมึนเข้าไปในปากของเขาอย่างรวดเร็ว ทำเอาชายคนนั้นตกใจกลัวจนแทบจะฉี่ราดกางเกง

นัยน์ตาที่เย็นเยียบไร้ความรู้สึกคู่นั้น แผ่ซ่านแรงกดดันอันเหี้ยมโหดออกมา จนภายในเวลาไม่กี่อึดใจ ก็ไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรอีก ได้แต่เดินตามหลังเขาไปอย่างว่าง่าย

"ผู้... ผู้จัดการครับ ทำไมถึงต้องให้ผมมาด้วยล่ะ... ฝีมือผมก็ไม่ได้เรื่อง เดี๋ยวจะกลายเป็นตัวถ่วงคุณเปล่าๆ นะครับ"

หากเทียบกับพนักงานออฟฟิศคนอื่นๆ หลี่ซิงไม่ได้มองว่าตัวตนของจี้หลี่ลึกลับน่ากลัวขนาดนั้น นั่นทำให้เขายังพอมีความกล้าที่จะเอ่ยปากถาม

อันที่จริง มันก็เป็นอย่างที่เขาพูด ในสถานการณ์ตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็นถงกวน ฉางเนี่ยน หรืออวี๋กัว ทุกคนล้วนมีฝีมือเหนือกว่าหลี่ซิงมากนัก

แต่จี้หลี่กลับไม่เลือกใครเลย เจาะจงจะหนีบเขามาด้วยเพียงคนเดียว เรื่องนี้สร้างความคลางแคลงใจให้หลี่ซิงอย่างมาก

แต่สิ่งที่เขากลัวที่สุดคือ... กิตติศัพท์ความโหดเหี้ยมของจี้หลี่นั้นเลื่องลือไปทั่วสาขาเจ็ดแล้ว หลี่ซิงกังวลจับใจว่าจี้หลี่ตั้งใจจะเอาเขามาเป็น 'ตัวตายตัวแทน' จริงๆ…

ทว่าจี้หลี่กลับทำหูทวนลม ไม่แม้แต่จะใส่ใจคำถามของเขา

"ชั้นสองกับชั้นสามพวกเราค้นดูหมดแล้ว ไม่มีอะไรน่าสงสัย เราจะค้นขึ้นไปทีละชั้น... จนกว่าจะเจอพนักงานสามคนที่เหลือ ไม่ว่าจะรอดหรือเป็นศพไปแล้วก็ตาม"

หลี่ซิงหันไปมองหน้าชายวัยกลางคนที่เดินอยู่ข้างๆ เขาจำต้องกลืนคำถามทั้งหมดลงคอไป ไม่กล้าเซ้าซี้อะไรอีก

จี้หลี่ถือไฟฉายเดินค้นหาไปทีละห้อง โครงสร้างของอาคารแห่งนี้ซับซ้อนอย่างยิ่ง พื้นที่ถูกซอยแบ่งเป็นออฟฟิศของบริษัทเล็กๆ จนขาดความต่อเนื่องและไร้ระเบียบโดยสิ้นเชิง

ซึ่งนั่นก็สร้างความยากลำบากให้กับการค้นหาอยู่ไม่น้อย

ภารกิจในครั้งนี้ เผินๆ เหมือนเป็นการมาช่วยชีวิตพนักงานสามคนที่เหลือ แต่ในใจเขารู้อยู่เต็มอก... การช่วยคนไม่ใช่เป้าหมายหลัก สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้ความตายของสามคนนี้ มาเป็นเบาะแสในการวิเคราะห์และอนุมานหากฎการฆ่าของวิญญาณร้ายต่างหาก

รวมถึง 'ทฤษฎีเป้าหมายโดดเดี่ยว' ที่ว่านั่น ก็เป็นเพียงหมากตาหนึ่งที่จี้หลี่วางเอาไว้

หน้าที่ของหลี่ซิง แน่นอนว่าคือการเป็นตัวตายตัวแทน... แต่ก็ไม่ใช่แค่นั้นเสียทีเดียว

นัยน์ตาของจี้หลี่ทอประกายวาววับ ขณะที่กวาดตามองสอดส่องไปทุกซอกทุกมุม

วิญญาณร้ายมีพลังแยกร่าง... ข้อนี้แทบจะกลายเป็นความจริงที่ไม่อาจโต้แย้งได้แล้ว

แต่วิธีการเลือกเป้าหมายของมัน กลับยังเป็นปริศนา

และคำพูดของบุคลิกที่สองเมื่อก่อนหน้านี้ ก็ทำให้เขาฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

มันพูดว่า "จี้หลี่เป็นยมทูต ไปที่ไหนก็มีคนตายที่นั่น!"

การลงมือครั้งแรกของทั้งสามกลุ่ม จี้หลี่ ถงกวน และฟางเซิ่นเหยียน... คนตายทุกคนล้วนปรากฏขึ้นในบริเวณใกล้เคียงกับพวกเขาเสมอ

เมื่อนำมารวมกับทฤษฎีเป้าหมายโดดเดี่ยว ก็จะสามารถสรุปเป็นข้อสันนิษฐานที่ค่อนข้างชัดเจนได้ว่า…

"วิญญาณร้ายจะเลือกโจมตีพนักงานออฟฟิศที่อยู่ใกล้ตัวพนักงานโรงแรมเป็นอันดับแรก และเงื่อนไขคือ... จำนวนคนที่อยู่ตรงนั้นรวมกันทั้งหมด ต้องมีน้อยกว่าหกคน!"

ทว่า... ขีดจำกัดเรื่องจำนวนคนนี้ ยังต้องอาศัยการทดสอบเพิ่มเติม

เพราะจุดบอดของข้อสรุปนี้ก็คือ ตอนนั้นทางฝั่งของฟางเซิ่นเหยียนมีคนอยู่ห้าคน... แต่ก็ยังถูกจู่โจม

ดังนั้น จี้หลี่ถึงได้ตั้งสมมติฐานขึ้นมาว่า "หกคนขึ้นไปถึงจะไม่ถือว่าเป็นเป้าหมายโดดเดี่ยว" ซึ่งมันก็ยังไม่แน่ว่าจะถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์

การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ จำนวนคนตั้งต้นของกลุ่มพวกเขาก็ปาเข้าไปเจ็ดคนแล้ว แถมในระหว่างที่ค้นหาพนักงานอีกสามคนที่เหลือ จำนวนคนก็จะเพิ่มขึ้นไปอีก

สิ่งที่จี้หลี่ต้องการพิสูจน์มีอยู่สองข้อ หนึ่ง... ทฤษฎีเป้าหมายโดดเดี่ยวเป็นจริงหรือไม่ และสอง... ต้องมีกี่คนถึงจะไม่เข้าข่ายเป้าหมายโดดเดี่ยว และรอดพ้นจากการโจมตีของวิญญาณร้าย

หากสามารถฟันธงได้ล่ะก็... 'ทางรอด' ของภารกิจในครั้งนี้ ก็อาจจะเผยให้เห็นแล้ว

เพียงแต่จนถึงตอนนี้ จี้หลี่ก็ยังแอบรู้สึกว่า 'ทางรอด' นี้มันดูได้มาง่ายเกินไปหน่อย ไม่ค่อยจะสมน้ำสมเนื้อกับระดับความยากของโรงแรมในตอนนี้สักเท่าไหร่... แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ต้องสืบเสาะให้รู้แจ้งอยู่ดี

ปัง!

ในขณะที่ทุกคนกำลังรู้สึกกดดันจนถึงขีดสุดและประสาทสัมผัสตึงเครียดจนแทบขาด จู่ๆ เสียงกระแทกประตูที่ดังสนั่นหวั่นไหวก็ระเบิดขึ้น!

"ผะ... ผี? ผีมาแล้วเหรอ?"

หลี่ซิงร้องเสียงหลง เตรียมจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อหลบอยู่หลังจี้หลี่ แต่คาดไม่ถึงว่าชายวัยกลางคนข้างๆ จะตอบสนองไวเสียยิ่งกว่าพนักงานโรงแรมอย่างเขาเสียอีก

ยังไม่ทันที่หลี่ซิงจะพุ่งออกไป ชายคนนั้นกลับคว้าหมับเข้าที่แขนของเขาไว้แน่น

กลุ่มพนักงานที่เหลือเบียดเสียดตัวสั่นเทาเป็นก้อนเดียวกัน พวกเขาผลักดันกันไปข้างหน้าจนไปชนเข้ากับแผ่นหลังของจี้หลี่

จี้หลี่ที่กำลังเอียงหูฟังเพื่อระบุทิศทางของเสียง กลับถูกคนทั้งหกชนเข้าอย่างจังจนหน้าแทบจะคะมำแนบไปกับกำแพง

สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นมืดครึ้มในพริบตา เสียงเมื่อครู่นี้ดังมาจากจุดที่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก ซ้ำยังเกิดขึ้นและดับลงอย่างรวดเร็ว เขาจึงได้ยินแค่ทิศทางคร่าวๆ เท่านั้น

อุตส่าห์ตั้งสมาธิเงี่ยหูฟัง แต่กลับถูกคนพวกนี้ทำลายจังหวะจนหมด

ทว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลามานั่งหงุดหงิดกับเรื่องพรรณนี้ บุคลิกที่สามในหัวของจี้หลี่ตอบสนองอย่างรวดเร็ว

"ชั้นบน ทิศตะวันออกเฉียงใต้!"

จี้หลี่ตวัดสายตามองคนพวกนั้นแวบหนึ่งโดยไม่พูดอะไร เขาคว้าไฟฉายแล้วพุ่งตัวขึ้นบันไดที่อยู่ใกล้ที่สุดไปยังชั้นบนทันที

ชั้นห้า!

ที่นั่นมีเสียงกระแทกประตูดังขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่เสียงนั้นกลับทำให้จี้หลี่รู้สึกตะหงิดใจ

จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจว่า ทำไมหลังจากที่ตึกไฟดับถึงยังมีพนักงานอีกสามคนไม่ยอมลงไปข้างล่าง ความเป็นไปได้มีอยู่สองทาง... ไม่ตายไปแล้ว ก็คงจะเผลอหลับไป

เมื่ออิงจากข้อสันนิษฐานเรื่องกฎการฆ่าก่อนหน้านี้ เขามีแนวโน้มที่จะเชื่ออย่างหลังมากกว่า

แต่พนักงานที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวว่ามีผีอยู่ในตึก จะบ้าบิ่นไปกระแทกประตูทำไมตั้งแต่ลืมตาตื่น?

แถมยังกระแทกแรงจนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ชนิดที่ว่าเขาซึ่งอยู่ชั้นล่างยังได้ยินชัดเจนขนาดนั้น

หลี่ซิงและคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านหลังมองตามแผ่นหลังของจี้หลี่ที่พุ่งออกไป พวกเขามองหน้ากันเลิ่กลั่ก

"เอาไงดี... น้องชาย พวกเราจะตามไปไหม?"

หลี่ซิงกัดฟันกรอด ถึงเขาจะไม่ได้หัวไวปานนั้นแต่ก็ไม่ได้โง่ เขาเข้าใจ 'ทฤษฎีเป้าหมายโดดเดี่ยว' ที่จี้หลี่พูดถึงก่อนหน้านี้ดี ตอนนี้จี้หลี่ไปแล้ว ต่อให้พวกเขายืนเฝ้ารออยู่ที่นี่ ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะปลอดภัย

"ไป! ตามเขาไป!"

จี้หลี่ได้ยินเสียงฝีเท้าดังไล่หลังมา ก็รู้ได้ทันทีว่าคนพวกนั้นตามมาแล้ว ซึ่งนั่นไม่ได้ผิดไปจากที่เขาคาดการณ์ไว้เลย

"หัวมุมฝั่งซ้าย เดินตรงเข้าไปสุดทาง ฉันได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้!"

จี้หลี่ขมวดคิ้ว บนชั้นห้านี้เขาไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยแม้แต่น้อย แต่เจ้านี่ก็ยังคงบอกทิศทางให้เขาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อมาถึงหน้าผนังกระจกใสบานหนึ่ง จี้หลี่ก็หยุดฝีเท้าลง เขายกไฟฉายในมือขึ้น สาดแสงทะลุกระจกเข้าไปมองดูภายใน

ในขณะเดียวกัน เขาก็หันกลับไปมองกลุ่มคนที่เดินตามมาจนเกือบจะถึงตัวเขาแล้ว

และกระซิบกับหลี่ซิงเสียงแผ่ว "พามาสี่คน"

หลี่ซิงหนังตากระตุก ในเมื่อตามมาถึงขั้นนี้แล้ว จะให้ทำเป็นหูหนวกตาบอดก็คงไม่ได้ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วหันไปพูดกับชายวัยกลางคน

"พวกเราไปกันเถอะ"

ทางฝั่งของจี้หลี่ค่อยๆ รวมตัวกันจนครบหกคน และถ้านับรวมผู้หญิงที่อยู่หลังกำแพงกระจกนั่นเข้าไปด้วย ณ เวลานี้และสถานที่นี้ พวกเขาจะมีกันถึงเจ็ดคน

หาก 'ทฤษฎีเป้าหมายโดดเดี่ยว' เป็นความจริงล่ะก็ ตอนนี้ถือเป็นสถานการณ์ที่พวกเขามีจำนวนคนอยู่รวมกันมากที่สุดแล้ว

วิญญาณร้าย... ยังจะกล้าลงมืออีกไหม?

จบบทที่ ตอนที่ 33 ทฤษฎีเป้าหมายโดดเดี่ยว

คัดลอกลิงก์แล้ว