- หน้าแรก
- ผู้จัดการโรงแรมอาถรรพ์
- ตอนที่ 31 การรวมตัวของทั้งสามฝ่าย
ตอนที่ 31 การรวมตัวของทั้งสามฝ่าย
ตอนที่ 31 การรวมตัวของทั้งสามฝ่าย
จี้หลี่ถึงกับชะงักงัน วินาทีที่แล้วเขายังได้ยินเสียงตะโกนร้องขอความช่วยเหลือดังทึบๆ มาจากในลิฟต์อยู่เลย ทว่าพอเปิดประตูลิฟต์ออกในวินาทีต่อมา กลับพบเพียงซากศพที่ตายสนิทไปแล้วถึงสามร่าง!
"แกนี่มันเป็นยมทูตชัดๆ ไปที่ไหนก็มีคนตายที่นั่น" บุคลิกที่สองคำนวณจำนวนผู้เสียชีวิตในตอนนี้ ซึ่งกว่าครึ่งล้วนตายอยู่รอบตัวจี้หลี่ทั้งสิ้น มันจึงเอ่ยค่อนขอดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
"ผี... มันใช้วิธีไหนฆ่าคนได้เงียบเชียบขนาดนี้กัน..." บุคลิกที่สามตั้งข้อสงสัย อันที่จริงนับตั้งแต่พนักงานชายคนแรกตาย มันก็เอาแต่ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้มาตลอด
ต่อให้วิญญาณร้ายจะมีพลังแยกร่าง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะสังหารพนักงานได้ตามอำเภอใจโดยไม่มีลางบอกเหตุใดๆ ล่วงหน้าเลย ไม่อย่างนั้น ภารกิจในครั้งนี้ก็คงถึงทางตัน ไม่มีทางคลี่คลายได้แน่
สีหน้าของจี้หลี่มืดครึ้มลงถึงขีดสุด บุคลิกที่สองพูดถูก เขาแทบจะเดินไปเหยียบความตายในทุกที่ที่ก้าวผ่าน
ตอนนี้มีคำถามผุดขึ้นมาสองข้อ... ผีตัวนี้ซ่อนอยู่ที่ไหน? และมันแทรกซึมเข้าไปในร่างของคนเป็นเพื่อลงมือฆ่าได้อย่างไร?
เขาหันไปมองเครื่องแต่งกายของศพทั้งสาม ชุดยูนิฟอร์มสีน้ำเงินบ่งบอกชัดเจนว่า ช่างซ่อมบำรุงสามคนที่หายตัวไปและไม่ได้ลงไปรวมกลุ่มที่ชั้นใต้ดิน ก็คือคนที่ติดแหง็กอยู่ในลิฟต์ตัวนี้... และพวกเขาก็เพิ่งจะสิ้นใจไปหมาดๆ
ในเมื่อเป็นแบบนี้... ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาตามหาอีกต่อไป
จี้หลี่ล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากอกเสื้อ แสงสว่างโทนเย็นสาดกระทบใบหน้าจนเขารู้สึกระคายเคืองตาเล็กน้อย ชายหนุ่มกดโทรออกหาฟางเซิ่นเหยียนทันที
รอเพียงไม่นานปลายสายก็ตอบรับ จี้หลี่เป็นฝ่ายชิงถามขึ้นก่อน "ทางนายแน่ใจใช่ไหมว่าจะกู้ระบบไฟฟ้ากลับมาได้?"
ฟางเซิ่นเหยียนปรายตามองแผ่นหลังของช่างซ่อมบำรุงทั้งสามที่กำลังวุ่นวายกับการซ่อมแซม สลับกับมองมีดพกในมือของตนเอง ก่อนจะให้คำตอบที่คลุมเครือกลับไป "ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน"
จี้หลี่ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอะไร การซ่อมแซมด้วยฝีมือมนุษย์... ใช่ว่าจะเอาชนะพลังอำนาจของวิญญาณร้ายได้เสมอไป
ทว่าลึกๆ แล้วเขากลับรู้สึกเสียดาย หากระบบไฟฟ้ากลับมาใช้งานได้ การมุ่งหน้าไปยังห้องควบคุมกล้องวงจรปิดจะทำให้เขากุมสถานการณ์ภาพรวมไว้ในมือได้ทั้งหมด หรือกระทั่งข้อสงสัยสองข้อเกี่ยวกับวิญญาณร้ายก่อนหน้านี้ ก็อาจจะมีช่องทางให้สืบหาความจริงได้
แต่ในเมื่อตอนนี้ยังไม่รู้ชะตากรรมว่าไฟจะมาหรือไม่ แผนการของเขาจึงชะงักงันลงกลางคัน จี้หลี่ไม่เซ้าซี้ถามอะไรต่อ เพียงกำชับให้อีกฝ่ายระวังตัว แล้วจึงกดตัดสายไป
ทันทีที่สายนี้เพิ่งจะตัดไป โทรศัพท์จากถงกวนก็สายซ้อนเข้ามาพอดิบพอดี จี้หลี่พ่นลมหายใจยาว ภาวนาในใจขอให้เป็นข่าวดี ก่อนจะกดรับสาย
"ฉันจี้หลี่"
"จี้หลี่ ทีมของผมกับทีมของฟางเซิ่นเหยียนจัดการต้อนพนักงานส่วนใหญ่จากชั้นบนลงไปรวมกันที่ล็อบบี้ชั้นหนึ่งหมดแล้ว แต่จำนวนคนยังขาดอยู่อีกเยอะ... ผมขอเสนอให้พวกเราทั้งสามทีมไปรวมตัวกัน"
น้ำเสียงของถงกวนทุ้มต่ำและหนักแน่น ไม่ได้เผยให้เห็นถึงความสั่นคลอนจากการที่มีคนตายติดๆ กันในเวลาอันสั้นเลยแม้แต่น้อย
จี้หลี่ไม่ได้ตอบรับอะไร เขาหันกลับไปมองร่างไร้วิญญาณทั้งสามที่เย็นชืดไปแล้วอีกครั้ง ก่อนจะกดตัดสาย แล้วสับเท้าเดินลงบันไดไป
……
ล็อบบี้ชั้นหนึ่งในเวลานี้เนืองแน่นไปด้วยผู้คน พนักงานในชุดยูนิฟอร์มสีดำแต่ละคนต่างมีสีหน้าตื่นตระหนกหวาดกลัว ทว่ากลับไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรออกมาเลยแม้แต่คำเดียว
ลำแสงจากอาคารฝั่งตรงข้ามที่สาดส่องทะลุกระจกเข้ามา ช่วยขับไล่ความมืดมิดออกไปได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทุกคนต่างนั่งหดคอซุกตัวเข้าหากัน บรรยากาศรอบด้านเงียบสงัดจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มตก
จะมีก็เพียงมุมตะวันตกเฉียงใต้เท่านั้นที่ถูกเว้นว่างไว้ ไม่มีใครกล้าเฉียดกรายเข้าไปใกล้ เพราะตรงนั้น... มีร่างของพนักงานหญิงรายแรกที่ถูกยิงดับอนาถนอนจมกองเลือดอยู่
ถงกวนยืนหันหลังให้ประตูกระจก ร่างกายซีกหนึ่งกลืนหายไปกับความมืดมิด แผ่นหลังของเขาตั้งตรงสง่างาม มือข้างหนึ่งคีบบุหรี่ ส่วนอีกข้างกำลังกดโทรศัพท์มือถือเพื่อบันทึกจำนวนคนและข้อมูลของพนักงานทั้งหมดในล็อบบี้
ฉางเนี่ยนมองดูภาพตรงหน้า เธอใช้หนังยางรวบมัดผมยาวที่สยายอยู่ให้ทะมัดทะแมง ก่อนจะเดินเข้าไปหาถงกวน
"ผีคราวนี้... ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ"
ถงกวนไม่ได้หันไปมองเธอ เขายังคงง่วนอยู่กับงานในมือพลางเอ่ยเสียงเรียบ "พลังแยกร่าง... แทบจะก้าวข้ามขีดจำกัดของภารกิจระดับหนึ่งดาวไปแล้ว ฉันก็แปลกใจเหมือนกันว่าทำไมมันถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้"
ฉางเนี่ยนแค่นหัวเราะหยัน ก่อนจะตวัดสายตาค้อนขวับใส่ถงกวน "ก่อนเริ่มภารกิจ ใครกันนะที่กล้าคุยโวว่าภารกิจนี้หมูๆ เป็นไงล่ะ หน้าแตกเลยสิ? พลังแยกร่าง กับพนักงานสี่สิบสามคน... ถ้ามันนึกครึ้มอยากจะฆ่าให้เหี้ยน แค่ 3 ชั่วโมงก็เกินพอที่จะล้างบางทุกคนแล้ว!"
เธอเอ่ยถึงความเป็นจริงอันโหดร้าย ทว่าสีหน้ากลับไร้ซึ่งความหวาดหวั่นใดๆ ราวกับว่าเธอยังคงไม่แยแสต่อสถานการณ์วิกฤตที่อยู่ตรงหน้า
หรือจะพูดให้ถูกก็คือ... เธอเชื่อมั่นในตัวผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างกายอย่างเต็มเปี่ยม แม้ว่าถ้อยคำที่เพิ่งจะเอื้อนเอ่ยออกไป จะเป็นการพูดจาประชดประชันความมั่นใจของเขาก็ตาม
"ต่อให้มันจะเก่งกาจแค่ไหน นี่ก็เป็นแค่ภารกิจระดับหนึ่งดาวของโรงแรม ต่อให้มีพลังแยกร่าง ก็ใช่ว่าจะไร้เทียมทานจนหาทางแก้ไม่ได้ ฉันเชื่อว่า... แค่เราหากฎการฆ่าของมันให้เจอ หรือหาช่องโหว่ของมันให้พบ แค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำลายภารกิจนี้ได้แล้ว!"
ถงกวนจดรายชื่อยาวเหยียดลงในลิสต์ เขากวาดตามองหมายเลขลำดับ ซึ่งมาหยุดอยู่ที่หมายเลข 33
"จี้หลี่น่าจะมาถึงแล้ว" เขานวดคลึงลำคอที่เริ่มแข็งเกร็ง สายตามองทะลุฝูงชนไปยังความมืดมิดตรงบันได
เมื่อได้ยินดังนั้น ร่างของฉางเนี่ยนก็สะท้านไปเล็กน้อย เธอล้วงเอาสมุดบันทึกเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อด้วยท่าทีครุ่นคิด ก่อนจะเปิดดูผ่านๆ แล้วเอ่ยขึ้น
"จี้หลี่เพิ่งเข้ามาในโรงแรมตอนต้นเดือนตุลาคมปีนี้ ดูจากบันทึกการทำภารกิจพวกนี้แล้ว เขาผ่านภารกิจมาสามครั้งด้วยตัวคนเดียว ลงมือทำภารกิจคนเดียวสามครั้ง ลากจูงตัวเองขึ้นมาจนถึงระดับหนึ่งดาวได้... ผู้ชายคนนี้ ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ"
ระหว่างที่พูด สายตาของเธอก็ทอดมองไปยังร่างของผู้ที่ถือว่าเป็น 'ผู้ตายรายแรก' ในทางทฤษฎี... หญิงสาวที่ถูกจี้หลี่ลั่นไกสังหารด้วยปืน
"ตอนที่พวกเราเพิ่งจะมาถึงสาขาสิบเอ็ด ตอนนั้นโรงแรมก็อยู่ระดับหนึ่งดาวอยู่แล้ว แถมยังมีผู้จัดการชั่วคราวคุมอยู่ด้วย พอเขาตาย นายถึงได้เข้ารับตำแหน่งแทน เอาเข้าจริง พวกเราเองก็เพิ่งจะผ่านภารกิจมาแค่สามครั้งเหมือนกัน แถมยังไม่เคยลุยเดี่ยวเลยสักครั้ง"
น้ำเสียงของฉางเนี่ยนเจือความทอดถอนใจ เธอหวนนึกถึงอดีตสหายที่เคยร่วมเป็นร่วมตาย ซึ่งตอนนี้ไม่รู้ว่าถูกจับแยกย้ายไปอยู่สาขาไหนบ้างแล้ว
ถงกวนพยักหน้ารับ "จี้หลี่คนนี้... โหดเหี้ยมอำมหิต เห็นแก่ตัวขั้นสุด เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เขายอมทำทุกวิถีทางโดยไม่เลือกวิธี"
พูดถึงตรงนี้ เขาก็หันกลับไปมองอวี๋กัวที่กำลังยืนคุยกับหลี่ซิงอยู่ด้านหลัง
"ฟางเซิ่นเหยียนคนนั้นก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน ฉันมองออกเลยว่าสไตล์การทำงานของเขาคล้ายคลึงกับจี้หลี่แบบสุดขั้ว ฉันแค่คิดไม่ตกว่า ทำไมคนดูซื่อๆ อ่อนโยนอย่างอวี๋กัว ถึงต้องไปจับกลุ่มคลุกคลีกับพวกนั้นด้วย"
ฉางเนี่ยนยกมือป้องปากหัวเราะเบาๆ "บางที... คนประเภทนี้นี่แหละ ถึงจะเอาชีวิตรอดในโลกโสมมแบบนี้ได้"
ถงกวนแค่นเสียงหยันขึ้นจมูก "คนเรา ถ้าต้องมีชีวิตรอดด้วยสภาพแบบนั้น จะยังเรียกตัวเองว่าคนได้อยู่อีกเหรอ? ฉันเชื่อแค่ว่าในความมืดมิดยังมีความยุติธรรมซ่อนอยู่ ไม่ต้องพึ่งพาเล่ห์เหลี่ยมสกปรก ฉันก็พารอดกลับไปได้เหมือนกัน"
ฉางเนี่ยนถลึงตาค้อนใส่ ก่อนจะยกมือขึ้นทุบไหล่เขาไปหนึ่งที "ไม่แน่ว่า อาจจะเป็นฉันต่างหากที่พานายรอดกลับไป"
"ครึกครื้นกันดีนี่ คนมากันเกือบครบแล้วสินะ"
จังหวะนั้นเอง จี้หลี่ก็เดินทอดน่องเข้ามาในที่สุด ทันทีที่เขาปรากฏตัว ความโกลาหลระคนหวาดผวาก็ลุกลามไปทั่วกลุ่มพนักงาน
พนักงานกลุ่มแรกที่ลงมาถึงที่นี่ ได้นำวีรกรรมสุดโหดของจี้หลี่ไปเล่าปากต่อปากจนกระจายไปทั่วอย่างรวดเร็ว แทบทุกคนในตอนนี้ต่างปักใจเชื่อไปแล้วว่า... พวกจี้หลี่คือกลุ่มโจรผู้ก่อการร้ายดีๆ นี่เอง
จี้หลี่กวาดสายตามองกลุ่มคนมืดฟ้ามัวดินตรงหน้า เขาลอบนับจำนวนในใจเงียบๆ ก่อนจะขมวดคิ้ว
เขาเดินเข้าไปหาถงกวน พร้อมกับกวักมือเรียกอวี๋กัวและหลี่ซิงที่อยู่ด้านหลัง
"ทั้งสามฝ่ายมารวมตัวกันครบแล้ว ถึงเวลาเอาข้อมูลจากปฏิบัติการครั้งแรกมาเทียบกันสักที"