เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 29 ผู้ตายรายแรก

ตอนที่ 29 ผู้ตายรายแรก

ตอนที่ 29 ผู้ตายรายแรก


หลี่ซิงมองดูเหล่าพนักงานที่ยอมนั่งยองๆ อยู่บนพื้นอย่างสงบเสงี่ยมด้วยความรู้สึกทำตัวไม่ถูก ทว่าในตอนนั้นเอง เขากลับเห็นจี้หลี่หันหลังเดินออกจากล็อบบี้ แล้วมุ่งหน้าขึ้นบันไดไปชั้นบน

นั่นยิ่งทำให้เขาใจเสียหนักกว่าเดิม จึงรีบตะโกนถามเสียงหลง "ผู้จัดการ! คุณจะไปไหนน่ะ!?"

จี้หลี่ไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง เพียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ตรงนี้ยกให้นายจัดการ ไม่ต้องไปคุมอะไรพวกเขาหรอก นับจากวินาทีนี้ไป... ไม่มีใครเดินรอดออกไปจากตึกนี้ได้หรอก นายแค่เฝ้าอยู่ที่นี่ก็พอ"

"ผม..." หลี่ซิงอ้าปากค้าง แม้ในใจจะหวาดหวั่นจี้หลี่อยู่ลึกๆ แต่อย่างน้อยการมีชายหนุ่มอยู่ด้วยก็พอจะทำให้เขาอุ่นใจได้บ้าง ทว่าตอนนี้ทั้งล็อบบี้กว้างขวางกลับเหลือเขาที่เป็น 'พนักงานโรงแรม' เพียงคนเดียว แล้วเขาจะเอาปัญญาที่ไหนไปคุมพนักงานออฟฟิศพวกนี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง... ในเมื่อเพื่อนร่วมงานของคนพวกนี้เพิ่งจะถูกจี้หลี่เป่ากระหม่อมไปหมาดๆ…

หลี่ซิงมองดูร่างไร้วิญญาณที่เริ่มเย็นชืดซึ่งนอนจมกองเลือดอยู่ไม่ไกลนัก เขาอดไม่ได้ที่จะหดคอด้วยความหวาดเสียว แผ่นหลังแนบชิดติดประตูกระจกจนพูดไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ

ขณะเดียวกัน จี้หลี่ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าสับสนวุ่นวายดังมาจากบันไดชั้นบนถี่ขึ้นเรื่อยๆ พนักงานส่วนใหญ่คงกำลังแห่กันลงมาเพื่อกลับบ้าน ลำพังหลี่ซิงคนเดียวอาจจะข่มขวัญคนพวกนั้นไม่อยู่ แต่จี้หลี่คาดการณ์ไว้แล้วว่า ในเมื่อภารกิจเริ่มต้นขึ้น และสถานที่ถูกปิดตายไว้แค่ภายในอาคารนี้ ไม่ว่าอย่างไรคนพวกนี้ก็ไม่มีทางหนีรอดออกไปได้ และเมื่อออกไปไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องติดแหง็กอยู่ที่ล็อบบี้ชั้นหนึ่งอยู่ดี

อย่างน้อยๆ ศพที่นอนเป็นตอไม้ตรงนั้นก็ยังพอจะใช้ข่มขวัญผู้คนได้อีกพักใหญ่ ในระยะเวลาสั้นๆ นี้คงยังไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาก่อความวุ่นวาย และเมื่อถึงตอนนั้น สองคู่ของถงกวนกับฟางเซิ่นเหยียนก็คงทำภารกิจเสร็จแล้วกลับลงมารวมกันที่ชั้นล่าง ช่องว่างแห่งเวลานี้แหละ คือสิ่งที่จี้หลี่จงใจเหลือไว้ให้ตัวเอง... เขาต้องหาตัวช่างซ่อมบำรุงประจำอาคารให้เจอ

ระบบไฟฟ้า... ต้องกลับมาใช้งานได้ในเวลาที่สั้นที่สุด!

จี้หลี่จ้องมองกลุ่มพนักงานที่เริ่มโผล่หน้าลงมาจากบันได เขาคว้าคอเสื้อผู้ชายคนหนึ่งที่วิ่งผ่านมาได้พอดี ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "แผนกซ่อมบำรุงของตึกอยู่ไหน?"

ชายคนนั้นหน้าตาตื่น เหงื่อแตกพลั่กเต็มหน้า เขาไม่มีกะจิตกะใจจะมาตอบคำถามของจี้หลี่ จึงออกแรงดิ้นรนหมายจะสะบัดให้หลุด ทว่าวินาทีต่อมา เขากลับสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบของปากกระบอกปืนสีดำมะเมื่อม... ที่กำลังจ่อทะลวงขมับของตัวเองอยู่

จี้หลี่ถามย้ำด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ "ผมถามว่า... ตึกนี้มีแผนกซ่อมบำรุงไหม"

ชายคนนั้นถึงกับตัวแข็งทื่อ พนักงานคนอื่นๆ ที่ตามลงมาท่ามกลางความมืดมัวก็มองไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้ พวกเขาจึงวิ่งเบียดเสียดทิ้งชายผู้โชคร้ายเอาไว้ แล้วพากันจ้ำอ้าวลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว

"ย... อยู่ตรงหัวมุมชั้นเจ็ดครับ! ต... แต่ผมไม่แน่ใจนะว่าตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหน พอไฟดับ พวกเขาก็น่าจะรีบไปซ่อมกันแล้ว"

เมื่อได้คำตอบที่ต้องการ จี้หลี่ก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ เขาไม่เซ้าซี้อะไรอีกและยอมปล่อยให้อีกฝ่ายวิ่งหนีไป

จนถึงวินาทีนี้ เขาก็ยังไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดว่าทำไมจู่ๆ ไฟถึงดับลง แม้ความเป็นไปได้สูงสุดคือฝีมือของวิญญาณร้าย แต่จี้หลี่ก็ยังอยากจะลองเสี่ยงดู หากระบบไฟฟ้ากลับมาใช้งานได้ เขาก็จะกุมความได้เปรียบมหาศาล…

ห้องควบคุมกล้องวงจรปิดยังไงล่ะ!

จนป่านนี้ วิญญาณร้ายในตึกมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร และใช้วิธีไหนในการฆ่าคนก็ยังไม่เป็นที่ประจักษ์ อีกทั้งแผนการที่จะต้อนพนักงานทั้งสี่สิบสามคนมารวมกันนั้น เขาก็ไม่ได้ฝากความหวังเอาไว้มากนัก จี้หลี่แทบจะฟันธงได้เลยว่า ยังไงก็รวมคนได้ไม่ครบจำนวนแน่ และพวกที่ตกหล่นพลัดหลงเหล่านั้น... ก็มีสิทธิ์สูงที่จะตกเป็นเหยื่อรายแรกของมัน

สิ่งที่จี้หลี่ต้องการอย่างเร่งด่วนในตอนนี้ คือความได้เปรียบในการควบคุมสถานการณ์ภาพรวม และมองเห็นความเคลื่อนไหวในทุกซอกทุกมุมของตึก!

ทว่าทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าระบบไฟฟ้าจะกลับมาใช้งานได้หรือไม่ กุญแจสำคัญในตอนนี้คือการหาตัวช่างซ่อมบำรุงให้เจอ เพื่อดูว่าพอจะมีลู่ทางกู้ไฟกลับมาได้บ้างไหม

แต่ในขณะที่จี้หลี่กำลังสับเท้าวิ่งขึ้นบันไดอย่างรวดเร็วนั้น จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องและเสียงแตกตื่นโกลาหลดังขึ้น

มันดังมาจากจุดที่ใกล้มาก!

'แย่ล่ะสิ!' จี้หลี่สบถในใจ เขาหันขวับกลับไปมอง และพบว่ากลุ่มพนักงานกำลังแตกฮือถอยห่างออกจากกัน สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่ชายคนหนึ่ง

แผ่นหลังของชายคนนั้นดูมืดทะมึน เท้าข้างหนึ่งก้าวออกไปข้างหน้า ร่างกายโน้มเอียง คล้ายกับว่าเขากำลังอยู่ในท่าวิ่งหนีตาย ทว่าจู่ๆ ร่างนั้นกลับถูกแช่แข็งให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ราวกับถูกสตาฟฟ์ไว้!

ผู้คนที่อยู่รอบข้างต่างมองเขาด้วยสายตาพิศวง ไม่มีใครเข้าใจว่าทำไมจู่ๆ ชายคนนี้ถึงหยุดชะงักไปดื้อๆ เพื่อนร่วมงานที่อยู่ใกล้ๆ จึงเอื้อมมือไปตบไหล่เขาเบาๆ พร้อมกับเอ่ยปากเรียกชื่อสองสามครั้ง…

"เสี่ยวหลิว? นายเป็นอะไรไปน่ะ?"

จี้หลี่ล้วงหยิบโทรศัพท์ของโรงแรมออกมาจากกระเป๋า โทรศัพท์เครื่องนี้ต่างจากโทรศัพท์ทั่วไปตรงที่แบตเตอรี่ของมันไม่มีวันหมด ในสถานการณ์ที่ยังไม่แน่ชัดว่าจะกู้ระบบไฟฟ้ากลับมาได้หรือไม่ การใช้โทรศัพท์เครื่องนี้ย่อมได้เปรียบกว่าโทรศัพท์ธรรมดาทั่วไป

ทันทีที่แสงจากไฟฉายสว่างวาบ จี้หลี่ก็พบว่าชายที่ยืนนิ่งค้างอยู่กับที่คนนั้น... คือพนักงานที่เขาเพิ่งจะถามทางไปเมื่อครู่นี้นี่เอง

จี้หลี่หรี่ตาลงด้วยความสงสัย เขาค่อยๆ ก้าวเข้าไปใกล้อีกสองสามก้าวอย่างเงียบเชียบ สถานการณ์พิลึกพิลั่นเช่นนี้ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นลางบอกเหตุว่าวิญญาณร้ายเริ่มลงมือแล้ว

แต่สิ่งที่เขาคิดไม่ตกก็คือ... ทำไมจู่ๆ ผู้ชายคนนี้ถึงหยุดนิ่งไปเฉยๆ

ทว่าในขณะที่เขากำลังสืบเท้าเข้าไปใกล้นั้น จู่ๆ เขาก็เห็นท่อนแขนของชายคนนั้นยกขึ้นมาคว้าศีรษะของตัวเองเอาไว้ พร้อมกับเสียงกระดูกและข้อต่อลั่นดังกรอบแกรบชวนขนลุก ราวกับว่าร่างกายของเขาเกิดแข็งทื่อขึ้นมาอย่างกะทันหัน แม้แต่จะขยับแขนขาก็ยังดูยากลำบากแสนสาหัส

นัยน์ตาของจี้หลี่หรี่แคบลงจนดูลึกล้ำ ท่าทีที่ผิดมนุษย์มนาของชายคนนั้น ทำให้เขามองเห็นเค้าลางของสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้ในทันที

สองเท้าที่กำลังก้าวเดินไปข้างหน้าเมื่อครู่ เปลี่ยนเป็นค่อยๆ ก้าวถอยหลังกลับ

สองมือของชายโชคร้ายคว้าจับที่ปลายคางและขมับของตัวเอง ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของทุกคนที่มุงดู... เขาออกแรงบิดคอตัวเองสุดแรงเกิด!

กร๊อบ!

ศีรษะของเขาถูกมือของตัวเองบิดจนหักสะบั้น! พละกำลังนั้นมหาศาลเกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะทำได้ คอของเขาถูกบิดหมุนกลับหลังร้อยแปดสิบองศาในแบบที่ผิดสรีระอย่างรุนแรง!

เสียงกระดูกคอถูกฉีกทึ้งจนแหลกละเอียดดังก้อง ใบหน้าที่บิดเบี้ยวไปด้วยความหวาดกลัวและเจ็บปวดแสนสาหัส หันขวับกลับมาอยู่ด้านหลัง... ศีรษะของเขาหมุนกลับด้านโดยสมบูรณ์!

นัยน์ตาเบิกโพลงคู่นั้น... ดวงตาที่จวบจนวาระสุดท้ายก็ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองตายได้อย่างไร กำลังสะท้อนแสงไฟริบหรี่ จ้องเขม็งมาที่จี้หลี่ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังไม่วางตา!

"กรี๊ดดด!!!"

เหล่าพนักงานที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ในที่สุดก็ได้ประจักษ์แก่สายตาถึงการจู่โจมจากสิ่งเหนือธรรมชาติเป็นครั้งแรก พวกเขาวิ่งพล่านแตกฮือหนีตายกันไปคนละทิศคนละทางราวกับแมลงวันหัวขาด ในหัวมีเพียงความคิดเดียวคือ... ต้องหนีออกไปจากสถานที่นรกแตกแห่งนี้ให้เร็วที่สุด

มีเพียงจี้หลี่เท่านั้นที่ยังคงยืนนิ่งดูเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างสงบ เขาเดินวนเวียนสำรวจไปมารอบๆ ศพที่เริ่มแข็งทื่อนั้นอยู่สองสามรอบ ชายหนุ่มยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู เพื่อบันทึกเวลาตายที่แน่ชัด

"4 ทุ่ม 13 นาที 50 วินาที"

"สิงร่างแล้วบังคับให้ฆ่าตัวตายงั้นเหรอ..."

จี้หลี่ย่อตัวลงสัมผัสตามข้อต่อต่างๆ ของผู้ตายรายแรก และพบว่าร่างนั้นแผ่ไอเย็นยะเยือกที่อธิบายไม่ถูกออกมา สัมผัสนี้... ไม่เหมือนกับร่างของคนที่เพิ่งจะสิ้นใจเลยสักนิด แต่มันเหมือนกับซากศพที่ถูกดูดกลืนไอแห่งชีวิตไปจนหมดสิ้นมาเนิ่นนานแล้วต่างหาก!

แขนขาแข็งทื่อราวกับถูกแช่อยู่ในห้องน้ำแข็ง นี่อาจจะเป็นคำตอบว่าทำไมคอของเขาถึงถูกบิดให้หักกระจุยได้อย่างง่ายดายปานนั้น

จี้หลี่รู้สึกมืดแปดด้านเล็กน้อย วิธีการฆ่าของมันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก

การถูกวิญญาณร้ายเข้าสิง แล้วชักใยให้ลงมือฆ่าตัวตาย... เป็นวิธีการฆ่าที่ดูเรียบง่าย ทว่าแฝงไปด้วยความวิปริตและโหดเหี้ยมถึงขีดสุด แต่ดูเหมือนว่า... มันจะสามารถลงมือฆ่าได้เพียงครั้งละหนึ่งคนเท่านั้น ท่ามกลางฝูงชนที่เบียดเสียดกันหนาแน่น มันกลับเจาะจงเลือกแค่ผู้ชายที่ชื่อเสี่ยวหลิวคนนี้

จี้หลี่ไม่ปล่อยให้ตัวเองเสียเวลาอยู่ตรงนี้นานนัก เขาลุกขึ้นแล้วสับเท้าวิ่งตรงไปยังชั้นเจ็ดอย่างรวดเร็ว เพื่อตามหาช่างซ่อมบำรุง การกู้ระบบไฟฟ้ากลับมาให้ได้ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายที่สุดในตอนนี้

ระหว่างที่กำลังวิ่งอยู่นั้น เขาอดไม่ได้ที่จะเหลียวหลังกลับไปมองร่างไร้วิญญาณร่างนั้นอีกครั้ง ท่ามกลางความมืดสลัว สิ่งที่เขามองเห็น... คือดวงตาอันขุ่นมัวของชายผู้นั้น ที่จู่ๆ ก็มีแสงสะท้อนประหลาดวาบผ่านนัยน์ตา ก่อนจะเลือนหายไปในพริบตา

พร้อมกันนั้น คำถามข้อหนึ่งก็พลันผุดขึ้นมาเกาะกุมในจิตใจ

"ผีตนนี้... มันโผล่มาจากไหนกันแน่?"

จบบทที่ ตอนที่ 29 ผู้ตายรายแรก

คัดลอกลิงก์แล้ว