- หน้าแรก
- ผู้จัดการโรงแรมอาถรรพ์
- ตอนที่ 28 ปีศาจในคราบมนุษย์
ตอนที่ 28 ปีศาจในคราบมนุษย์
ตอนที่ 28 ปีศาจในคราบมนุษย์
ครั้งนี้ ฟางเซิ่นเหยียนเป็นคนเดินนำหน้าสุด เขาผลักประตูบานกระจกของอาคารป๋อกู่เข้าไปอย่างไม่ลังเล
วินาทีนั้นเอง เข็มนาฬิกาก็บอกเวลา 4 ทุ่มตรงพอดี
พรึ่บ!
กระแสไฟฟ้าทั่วทั้งอาคารตั้งแต่ชั้นสิบเจ็ดดับลงอย่างรวดเร็ว และทันทีที่อวี๋กัวซึ่งเดินรั้งท้ายก้าวพ้นประตูเข้ามา เบื้องหน้าของพวกเขาก็ถูกกลืนกินด้วยความมืดมิดจนมองไม่เห็นสิ่งใด!
บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดจนน่าอึดอัด มีเพียงเสียงสายฝนที่เริ่มสาดเทลงมาอย่างหนักหน่วง กระหน่ำตีบานประตูกระจกจนเกิดเสียงดังก้อง!
ทว่าความเงียบงันนั้นคงอยู่ได้ไม่ถึงเสี้ยววินาที จี้หลี่ก็พลันได้ยินเสียงโวยวายและสบถด่าของพวกพนักงานที่ติดอยู่ตามชั้นต่างๆ ดังแว่วลงมาท่ามกลางความมืด
เขาหันขวับไปมองฝั่งตรงข้ามถนน ที่นั่นยังคงมีแสงไฟสว่างไสว อาคารที่ไฟดับมีเพียงตึกนี้ตึกเดียวเท่านั้น
ความหมายของเหตุการณ์นี้ชัดเจนโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย วิญญาณร้าย... กำลังจะปรากฏตัว!
"ภารกิจของเราคือปกป้องพนักงานสี่สิบสามคนในตึกนี้ เราต้องจำกัดพื้นที่ให้แคบที่สุดและรวมคนไว้ด้วยกัน! จับคู่กันไปตามชั้นต่างๆ แล้วต้อนพนักงานทั้งสี่สิบสามคนลงมารวมกันที่ล็อบบี้ชั้นหนึ่งให้หมด!"
ฟางเซิ่นเหยียนขยับตัวเป็นคนแรก เขาจับคู่กับอวี๋กัวอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนจะพุ่งตรงไปยังบันไดฝั่งตะวันตกแล้ววิ่งขึ้นไปชั้นบน ถงกวนเองก็ไม่ได้คัดค้านแผนการของจี้หลี่ เขาพาฉางเนี่ยนมุ่งหน้าไปทางบันไดฝั่งตะวันออกทันที
ตอนนี้กลางล็อบบี้เหลือเพียงจี้หลี่กับหลี่ซิงที่เอาแต่ยืนขาสั่นพั่บๆ ยังไม่ได้ขยับไปไหน จี้หลี่ยังคงยืนปักหลักอยู่ตรงประตูทางเข้า แผ่นหลังของเขาทาบทับกับความมืดมิดของสายฝนยามค่ำคืน ชายหนุ่มไม่ขยับเขยื้อนไปไหน ซ้ำยังล้วงซองบุหรี่ออกมาจุดสูบหน้าตาเฉย
ทางด้านหลี่ซิงที่รอคอยคำสั่งอย่างใจจดใจจ่อ พอหันไปเห็นอีกฝ่ายยืนพ่นควันสบายใจเฉิบก็อดถามไม่ได้
"ผู้... ผู้จัดการจี้ เราไม่ต้องขึ้นไปตามคนเหรอครับ?"
จี้หลี่ตวัดสายตามองเขา อัดควันเข้าปอดเฮือกใหญ่ แล้วพ่นออกมาเป็นวงกลม "ก่อนหน้านี้นายทำงานอะไร?"
หลี่ซิงชะงักไปเล็กน้อย คาดไม่ถึงว่าจะโดนถามแบบนี้ จึงตอบกลับไปตามสัญชาตญาณ "ก็... พนักงานบริษัทธรรมดาครับ"
"ถ้านายต้องทำโอทีจนดึกดื่น แล้วจู่ๆ ตึกก็ไฟดับ นายจะทำยังไง?"
"จะให้ทำไงได้ล่ะครับ ก็ต้องกลับบ้านสิ..."
พอพูดจบ หลี่ซิงก็ตระหนักถึงบางอย่างได้ในทันที เขากระจ่างแจ้งแล้วว่าเหตุใดจี้หลี่ถึงยืนนิ่งไม่ไหวติง
ความจริงแล้ว แค่ปล่อยให้คู่ของฟางเซิ่นเหยียนกับอวี๋กัว และคู่ของถงกวนกับฉางเนี่ยนขึ้นไปต้อนคนก็เพียงพอแล้ว เพราะถึงอย่างไรคนส่วนใหญ่ก็ต้องแห่ลงมาที่ประตูทางออกเพื่อกลับบ้านอยู่ดี หน้าที่ของพวกเขาสองคน... ก็แค่ดักรอพวกพนักงานที่กำลังจะกลับบ้านอยู่ที่ล็อบบี้ชั้นล่างนี่ก็พอ!
หลี่ซิงอดไม่ได้ที่จะนับถือความเยือกเย็นและหัวไวของจี้หลี่ เขาขยับเข้าไปใกล้แล้วกระซิบถาม
"แต่นั่นคือคนธรรมดาสี่สิบสามคนที่ไม่รู้เรื่องวิญญาณร้ายเลยนะครับ เราจะรั้งตัวพวกเขาเอาไว้ได้ยังไง?"
จี้หลี่ไม่ตอบ เขาเพียงแค่ยืนสูบบุหรี่เงียบๆ ท่ามกลางความมืดมิด รอคอยการมาถึงของเหล่าพนักงานที่กำลังจะเลิกงาน
ผ่านไปเพียงไม่นาน เสียงฝีเท้าสับสนวุ่นวายก็ดังสะท้อนก้องใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จี้หลี่อัดควันเฮือกสุดท้ายก่อนจะทิ้งก้นบุหรี่ ดวงตาของเขาทอประกายวาววับ จับจ้องไปยังความมืดเบื้องหน้าเขม็ง
พนักงานจับกลุ่มกันลงมาทีละสามสี่คน แต่ละคนถือกระเป๋าเอกสารและพากันจ้ำอ้าวตรงดิ่งมาที่ประตูทางออก ในยามนี้ พื้นที่ที่สว่างที่สุดของอาคารคงหนีไม่พ้นล็อบบี้ชั้นหนึ่ง เพราะแสงไฟจากอาคารฝั่งตรงข้ามที่ยังคงเปิดสว่างไสว ได้สาดส่องทะลุกระจกเข้ามาจนเห็นสภาพแวดล้อมภายในอาคารป๋อกู่ได้กว่าครึ่ง
"ซวยชะมัด! หัวหน้าสั่งให้ส่งโปรเจกต์พรุ่งนี้เช้าแท้ๆ ดันมาไฟดับเอาป่านนี้ซะได้!"
"นั่นสิ งานของฉันก็ยังไม่เสร็จเหมือนกัน กว่าจะถ่อถึงบ้านไม่รู้ป่านไหน สงสัยคืนนี้ต้องโต้รุ่งอีกแล้วแน่ๆ"
จี้หลี่เงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าและเสียงบ่นระงมที่ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เขาค่อยๆ ปลดเป้ใบเขื่องวางลงบนพื้น ก่อนจะล้วงมือเข้าไปที่ด้านหลังเอวอย่างเงียบเชียบ
ตึก... ตึก…
เสียงรองเท้าบูทหนังกระทบพื้นกระเบื้องดังขึ้นเป็นจังหวะ จี้หลี่ยืนหันหลังให้แสงสว่างจากภายนอก เงาดำทะมึนทอดยาวลงบนพื้น พาดผ่านไปหยุดอยู่เบื้องหน้าของพนักงานกลุ่มนั้นพอดี
"ทุกท่าน... ชีวิตปกติของพวกคุณได้สิ้นสุดลงนับตั้งแต่คืนนี้แล้ว ถ้ายังอยากมีชีวิตรอดกลับไป พวกคุณต้องทำตามที่ผมสั่ง"
น้ำเสียงเย็นเยียบดังก้องสะท้อนไปทั่วล็อบบี้อันกว้างขวาง หลี่ซิงถึงกับหนังตากระตุก เขาคาดไม่ถึงเลยว่าจี้หลี่จะขวานผ่าซากได้ขนาดนี้ ทว่าในใจก็อดหวั่นวิตกไม่ได้ เพราะเขายังนึกไม่ออกเลยว่าจี้หลี่จะใช้วิธีไหนดักหน้าคนพวกนี้ไว้ แถมจะทำให้พวกเขายอมเชื่อฟังคำสั่งได้อย่างไร
"นายเป็นใครวะ? หลบไปสิเว้ย คนเขากำลังรีบ!"
"มายืนขวางหาพระแสงอะไรเนี่ย ประสาทหรือเปล่า!"
ชายวัยกลางคนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มพนักงานดูร้อนรนอย่างมาก พอเขาเปิดปากบ่น คนอื่นๆ ข้างหลังก็เริ่มเบียดเสียดผลักดันกันไปมา เห็นได้ชัดว่าในสภาพแวดล้อมที่มืดมิดและชวนอึดอัดเช่นนี้ ทุกคนต่างก็อารมณ์เสียกันสุดๆ
"นังนั่นมันด่าฉัน นังผู้หญิงที่อยู่ข้างหลังนั่นแหละ! จี้หลี่ แกจัดการเรื่องนี้ซะ ไม่ต้องไว้หน้าฉัน!" เสียงของบุคลิกที่สองยังคงเกรี้ยวกราด มันคอยสุมไฟใส่จี้หลี่ไม่หยุดหย่อน
จี้หลี่ไม่ได้มีท่าทีโกรธเคือง เขาเพียงแค่ยิ้มบางๆ ก่อนจะค่อยๆ ดึงมือขวาที่ซ่อนอยู่ด้านหลังออกมาในที่สุด
สิ่งที่อยู่บนฝ่ามือนั้น ไม่ใช่มีดพกที่เขาพกติดตัวเป็นประจำ แต่กลับเป็นปืนพกสีดำมะเมื่อมกระบอกหนึ่ง…
พวกพนักงานที่อยู่ไกลออกไปมองเห็นไม่ชัด แต่หลี่ซิงที่ยืนอยู่ด้านหลังกลับเห็นทุกอย่างแจ่มแจ้ง ภาพตรงหน้าทำเอาเขาตกใจจนแทบจะเผลอกัดลิ้นตัวเอง
หลี่ซิงเพิ่งจะอ้าปากเตรียมส่งเสียง ทว่าเสียงกัมปนาทก็ดังสนั่นหู!
ปัง!
ร่างของพนักงานหญิงที่เพิ่งจะปากดีเมื่อครู่ ปลิวกระเด็นลอยละลิ่วไปด้านหลังทันที!
เครื่องสำอางที่แต่งแต้มมาอย่างประณีตเลอะเทอะเละเทะ เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากบาดแผลที่หน้าท้อง กว่าเธอจะรู้สึกตัวและกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดก็ผ่านไปครู่หนึ่งแล้ว
จี้หลี่เป่าเขม่าควันที่ปลายกระบอกปืน ถือมันห้อยต่องแต่งชี้ลงพื้น แล้วค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปหาพนักงานที่เหลือซึ่งตอนนี้สติหลุดกันไปหมดแล้ว
เขาเดินแหวกกลุ่มคนเหล่านั้น ตรงดิ่งไปหยุดอยู่ตรงหน้าพนักงานหญิง พอได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนแสบแก้วหูของเธอ เขาก็ขมวดคิ้ว
ปัง!
เสียงปืนดังขึ้นอีกนัด ปรากฏรูโหว่กลมเกลี้ยงบนหน้าผากของหญิงสาว ร่างของเธอร่วงหล่นลงสู่ห้วงแห่งความตายโดยสมบูรณ์
"กรี๊ดดด!! ปล้น! ฆ่าคนตายแล้ว!"
"เลิกหนีได้แล้ว พวกคุณหนีไม่พ้นหรอก ให้เวลาสามอึดใจ นั่งลงซะดีๆ แล้วอยู่ที่ล็อบบี้นี้ ผมจะไม่ทำร้ายพวกคุณอีก" จี้หลี่กวาดสายตามองคนที่กำลังแตกตื่นหนีตาย พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงดังกังวาน
"อย่านะ! อย่าลั่นไก! เรายอมแล้ว จะทำตามที่คุณสั่งทุกอย่าง!"
เมื่อชายวัยกลางคนคนนั้นเป็นคนเริ่มนำ คนที่เหลือก็รีบนั่งยองๆ กอดเข่ารวมกันอยู่กลางล็อบบี้ด้วยความหวาดกลัว
ส่วนหลี่ซิงที่ยืนดูเหตุการณ์ทั้งหมด หูยังคงอื้ออึง เขาช็อกจนทำอะไรไม่ถูกไปแล้ว
'จี้หลี่... เขาเป็นผู้จัดการก็จริง แต่สรุปแล้วเขายังเป็นคนอยู่หรือเปล่าวะเนี่ย?'
"นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ผมขอสั่งให้พวกคุณปักหลักอยู่ที่นี่ ห้ามขยับไปไหนเด็ดขาด ต่อให้ปวดฉี่ก็ต้องจัดการตรงนี้แหละ เดี๋ยวก็จะมีคนอีกเยอะแยะลงมาเป็นเพื่อน ไม่ต้องกลัวว่าผมจะทำร้ายพวกคุณอีก แต่สิ่งที่ผมจะบอกก็คือ... ในตึกนี้มีบางสิ่งที่น่ากลัวกว่าผมหลายเท่านัก ภัยคุกคามที่แท้จริงไม่ใช่ผม แต่เป็นมันต่างหาก รอให้พวกคุณเห็นมันด้วยตาตัวเองก่อนเถอะ แล้วจะรู้ว่าผมน่ะ... ใจดีแค่ไหน"
รอยยิ้มของจี้หลี่ในสายตาของผู้รอดชีวิตทุกคน ไม่ต่างอะไรกับปีศาจร้ายยามเที่ยงคืน พวกเขาไม่เคยพบเจอกับฆาตกรเลือดเย็นที่คุยเล่นไปพลาง ปลิดชีพคนไปพลางได้อย่างรวดเร็วและหน้าตาเฉยขนาดนี้มาก่อน!
แม้จะฟังคำพูดของเขาไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็ไม่มีใครกล้าขยับเขยื้อน ได้แต่ก้มหน้ารับชะตากรรม
จี้หลี่ไม่มีเวลามานั่งเกลี้ยกล่อมด้วยคำพูดสวยหรู เพื่อให้คนพวกนี้เชื่อฟังทีละคนหรอก พูดอีกอย่างก็คือ มนุษย์ทุกคนมีความคิดและพฤติกรรมเป็นของตัวเอง ต่อให้เขาอธิบายจนปากเปียกปากแฉะ ก็ไม่มีทางควบคุมทุกคนได้ทั้งหมด ในเมื่อเป็นแบบนี้ เขาก็ทำได้เพียงใช้ไม้แข็งเท่านั้น
เขาไม่ได้เพิกเฉยต่อชีวิตคน เขาแค่ให้ความสำคัญกับประโยชน์เบื้องหลังชีวิตนั้นต่างหาก การตายของผู้หญิงคนนั้น แม้จะทำให้โควตาคนที่ต้องปกป้องลดลงไปหนึ่งคน แต่มันก็แลกมาด้วยการควบคุมคนอีกสี่สิบสองคนที่เหลือได้อย่างสมบูรณ์
สไตล์การทำงานของจี้หลี่ มักจะเลือกวิธีที่มีเหตุผลและรวดเร็วที่สุดเสมอ ซึ่งตอนนี้มันก็พิสูจน์แล้วว่าได้ผลลัพธ์ยอดเยี่ยม
และที่สำคัญที่สุด เขาไม่มีเวลาเหลือมากพอที่จะยืนเฝ้าคนพวกนี้อยู่ที่ล็อบบี้ชั้นล่าง
เพราะยังมีงานอีกชิ้นหนึ่ง... ที่เขาต้องไปจัดการด้วยตัวเอง จะปล่อยให้ตกไปอยู่ในมือคนอื่นไม่ได้เด็ดขาด!