- หน้าแรก
- ผู้จัดการโรงแรมอาถรรพ์
- ตอนที่ 24 ผู้มาใหม่นาม 'ถงกวน'
ตอนที่ 24 ผู้มาใหม่นาม 'ถงกวน'
ตอนที่ 24 ผู้มาใหม่นาม 'ถงกวน'
น้ำเสียงของฟางเซิ่นเหยียนราบเรียบเป็นปกติ ในเมื่อที่นี่คือโรงแรม สถานะของพวกเขาย่อมอยู่เหนือพวกวิญญาณร้าย จึงไม่มีอะไรต้องกังวลว่าจะถูกทำร้าย
"เชี่ยเอ๊ย โคตรโชคดีเลยว่ะ"
กลับเป็นอวี๋กัวเสียอีกที่ตื่นเต้นจนแทบจะกระโดดโลดเต้น โพล่งคำพูดแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยออกมา
ในบางครั้ง บุคลิกที่สองก็มีนิสัยคล้ายกับอวี๋กัวไม่มีผิด แต่สิ่งที่มันพูดออกมานั้น... เลอะเทอะกว่าเยอะ
"เหอะ! ไอ้ผีถ้ำมองนั่นหน้าตาอุบาทว์จะตาย ต่อให้ประเคนให้ฟรี ๆ ข้าก็ไม่เอาหรอกโว้ย!"
ฟางเซิ่นเหยียนดันแว่นตาให้เข้าที่ ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา
"วันแรกที่เจอ ฉันก็ลากตัวมันกลับไปชั้นสองแล้ว มันก็ยอมเชื่อฟังแต่โดยดีนะ แต่พอวันที่สองมันก็ยังมาอีก และคืนที่สามมันก็ยังมาเหมือนเดิม ตื้อซะจนฉันเริ่มจะทำตัวไม่ถูกแล้วเนี่ย"
จี้หลี่ขมวดคิ้วมองฟางเซิ่นเหยียน การที่ผีถ้ำมองจะมีรสนิยมแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอก
แต่การที่มันแหกกฎโรงแรม ออกมาด้อม ๆ มอง ๆ ฟางเซิ่นเหยียนตรงเวลาเป๊ะ ๆ ทุกวันแบบนี้ต่างหาก... ที่ทำให้จี้หลี่คาดไม่ถึง
ปกติแล้ว ตั้งแต่มีฟางเซิ่นเหยียนกับอวี๋กัว พวกเขาก็จะผลัดกันไปเดินตรวจตราที่ชั้นสองอยู่เสมอ
และโดยทั่วไปแล้ว หลังจากการเดินตรวจตรา พวกผีก็จะไม่ค่อยมีความคิดอยากจะออกมาเพ่นพ่านข้างนอกอีก
จู่ ๆ จี้หลี่ก็นึกถึงมือซ้ายของฟางเซิ่นเหยียน รอยสักบนหลังมือที่มาจากผีถ้ำมองตัวนั้น!
"หรือว่า... จะเป็นเพราะรอยสักนี่..."
แต่เขาไม่ได้พูดสิ่งที่คิดออกไป ทำเพียงแค่เอ่ยปลอบใจเรียบ ๆ
"ยังไงที่นี่ก็คือโรงแรม ไม่เป็นไรหรอก"
เขาบิดขี้เกียจ ล้วงซองบุหรี่ออกมาแบ่งให้ฟางเซิ่นเหยียนมวนหนึ่ง แล้วคาบบุหรี่เดินนำลงไปยังห้องโถงชั้นหนึ่ง
คราวนี้กลางโถงมีเก้าอี้หกตัวถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า ล้อมวงอยู่รอบโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง
ดูเหมือนว่าพอมีคนเยอะขึ้น การบริการของโรงแรมก็จะถูกยกระดับตามไปด้วย
จี้หลี่ไม่ได้คิดอะไรมาก เขาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวที่ใกล้ที่สุด ฟางเซิ่นเหยียนกับอวี๋กัวก็นั่งลงขนาบข้างซ้ายขวาตามลำดับ
คู่มือสำหรับพนักงานใหม่สามเล่มถูกวางเตรียมไว้บนโต๊ะ ทั้งสามคนนั่งรอเวลาบ่าย 2 โมงตรงอย่างเงียบ ๆ
……
เมื่อเข็มนาฬิกาเรือนใหญ่บอกเวลา บ่าย 2 โมงตรง แสงสีขาวสว่างจ้าก็สาดส่องลงมาจากเพดานโถงอย่างกะทันหัน
จี้หลี่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เฝ้ามองแสงสีขาวที่ค่อย ๆ จางลง เผยให้เห็นร่างของคนสองคน
พวกเขาเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง และที่สำคัญคือเดินทางมาถึงพร้อมกัน ท่าทีที่ดูสนิทสนมกันนั้น ทำให้เดาได้ไม่ยากว่าพวกเขาอาจจะเป็นสามีภรรยา หรือไม่ก็คู่รักกัน
ชายหนุ่มส่วนสูงราวหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร แม้รูปร่างจะไม่ได้กำยำล่ำสัน แต่ก็ดูสูงโปร่งและสง่างาม
เครื่องหน้าอาจจะไม่ได้โดดเด่นสะดุดตา แต่ก็คมคายชัดเจน โดยเฉพาะความองอาจที่แฝงอยู่ตรงหว่างคิ้วนั้น ทำให้ร่างที่ไม่ได้ดูบึกบึน กลับดูแผ่ซ่านกลิ่นอายที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยได้อย่างน่าประหลาด
ส่วนผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น
ผมยาวสลวยถูกมัดรวบเป็นหางม้าดูทะมัดทะแมง เธอสวมชุดทำงานช่าง ดูจากหน้าตาแล้วอายุน่าจะยังไม่มาก
ใบหน้าจิ้มลิ้มดูเป็นมิตร แต่สไตล์การแต่งตัวและบุคลิกกลับดูเท่และทะมัดทะแมงอย่างบอกไม่ถูก
ดวงตาของอวี๋กัวเป็นประกาย ผู้มาใหม่คู่นี้ถือว่าดูดีมีชาติตระกูลไม่เบา
อย่างน้อยในสายตาของเขา รูปร่างหน้าตาของสองคนนี้ก็ดูดีกว่าตอนที่พวกเขาสามคนโผล่มาที่นี่ครั้งแรกเป็นไหน ๆ
แต่ฟางเซิ่นเหยียนกลับขมวดคิ้วมุ่น เขามองชายหนุ่มที่มีดวงตาเรียวรีดุจหงส์ นัยน์ตาคู่นั้นเปล่งประกายเจิดจ้า และแม้จะอยู่ต่อหน้าพลังเหนือธรรมชาติอย่างชัดเจนขนาดนี้ แววตาของเขากลับไม่ฉายแววหวาดหวั่นเลยแม้แต่น้อย
และกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของทั้งสองคน... ช่างดูเที่ยงธรรมและตรงไปตรงมา
เขากระซิบข้างหูจี้หลี่ด้วยความลังเล "สองคนนี้... ดูไม่ชอบมาพากลแฮะ"
ไม่ต้องรอให้เขาเตือน จี้หลี่ก็ดูออกว่าคู่รักตรงหน้าแผ่กลิ่นอายบางอย่าง... ที่ทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไร ชายหนุ่มคนนั้นกลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นมาก่อน เขากวาดสายตามองพวกเขาทั้งสามคน ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่จี้หลี่อย่างแม่นยำ
"คุณคือผู้จัดการชั่วคราวของสาขาเจ็ดใช่ไหม?" น้ำเสียงของชายหนุ่มทุ้มต่ำและมีเสน่ห์
ประโยคนั้นทำเอาลมหายใจของจี้หลี่สะดุดไปชั่วขณะ ส่วนฟางเซิ่นเหยียนกับอวี๋กัวก็ถึงกับสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่พร้อมกัน
"เป็นไปได้ไงวะ? ทำไมหมอนี่ถึงมีปฏิกิริยาแบบนี้ล่ะ?"
บุคลิกที่สองงงเป็นไก่ตาแตก
"หรือว่า... เขาเคยเป็นพนักงานของโรงแรมมาก่อน?"
บุคลิกที่สามตั้งข้อสงสัย
จี้หลี่หรี่ตาลง เขายังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ เพียงแต่ยื่นมือไปหยิบบุหรี่ขึ้นมามวนหนึ่ง แล้วส่งให้ชายคนนั้น
ทว่าชายหนุ่มกลับยิ้มบาง ๆ พลางส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนจะจูงมือหญิงสาวข้างกายให้นั่งลงบนเก้าอี้
เขาไม่ได้รับบุหรี่จากจี้หลี่ แต่กลับล้วงซองบุหรี่ของตัวเองออกมาจากกระเป๋าเสื้อแทน
"ผมชื่อถงกวน ส่วนนี่ฉางเนี่ยน ภรรยาของผม พวกเรามาจากสาขาสิบเอ็ด ของโรงแรมเทียนไห่ และผม... ก็เคยเป็นผู้จัดการชั่วคราวของสาขานั้น!"
"ซี๊ด..."
จี้หลี่ไม่คิดไม่ฝันเลยว่า พนักงานใหม่ที่ถูกส่งมาในครั้งนี้จะมีโปรไฟล์ที่ไม่ธรรมดาขนาดนี้ แบบนี้จะเรียกว่าหน้าใหม่ก็คงไม่ถูกนัก
ผู้ชายที่ชื่อถงกวนคนนี้ ทั้งภูมิหลังและบุคลิกช่างโดดเด่นไม่เหมือนใคร เห็นได้ชัดเลยว่าเขาต้องเป็นคนที่ผ่านภารกิจสยองขวัญมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
จี้หลี่เพิ่งจะเข้ามารับตำแหน่งที่สาขาเจ็ดได้ไม่นาน เขาแทบจะไม่รู้อะไรเลยด้วยซ้ำว่าโรงแรมเทียนไห่มีสาขาย่อยทั้งหมดกี่แห่ง
พอได้ยินว่าถงกวนเคยเป็นถึงผู้จัดการชั่วคราวของสาขาสิบเอ็ด ก็ทำเอาเขาแอบหวั่นใจอยู่ลึก ๆ... อำนาจของเทียนไห่มันจะยิ่งใหญ่ขนาดไหนกันแน่!
ถงกวนกวาดสายตามองทุกคนในห้องโถง
"ดูเหมือนว่าสถานการณ์ของสาขาเจ็ดก็ไม่ได้ดีไปกว่าสาขาสิบเอ็ดสักเท่าไหร่หรอกนะ เหลือคนอยู่แค่นี้ คงเพิ่งจะเข้ามารับช่วงต่อได้ไม่นานล่ะสิ ไม่ต้องเดาให้เสียเวลาหรอก... สาขาสิบเอ็ดน่ะ ปิดตัวลงไปแล้ว"
ฟางเซิ่นเหยียนขยับแว่นตา เขารู้สึกว่าวิธีการแสดงออกของถงกวนนั้น แตกต่างจากพวกเขาราวฟ้ากับเหว
ทุกอย่างที่ผู้ชายคนนี้แสดงออกมา... มันดู 'ปกติ' เกินไป
ถงกวนดูเหมือนคนธรรมดาทั่วไปที่ปากกัดตีนถีบดิ้นรนมาจากจุดต่ำสุด แต่กลับยังคงรักษาความซื่อตรงและตัวตนที่แท้จริงเอาไว้ได้
ในขณะที่พนักงานทั้งสามคนที่เหลือรอดอยู่ของสาขาเจ็ด... แทบจะหาคนปกติไม่ได้เลยสักคน
"แล้วทำไมถึงปิดตัวลงล่ะ?"
"ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แค่ว่า หลังจากที่ผมกับภรรยาเพิ่งจะนำทีมพนักงานทำภารกิจเลื่อนขั้นเป็นโรงแรมสองดาวสำเร็จ จู่ ๆ เทียนไห่ก็ประกาศปิดสาขาสิบเอ็ดแบบกะทันหัน! พนักงานทั้งหกคนรวมถึงผม ถูกจับคู่แบ่งออกเป็นสามกลุ่ม แล้วส่งไปประจำการตามสาขาต่าง ๆ"
ถงกวนจ้องหน้าจี้หลี่เขม็งในขณะที่ตอบคำถามของฟางเซิ่นเหยียน
จี้หลี่เม้มปากแน่นก่อนจะอัดควันบุหรี่เข้าปอดเฮือกใหญ่
ทั้งถงกวน และฉางเนี่ยนผู้เป็นภรรยา ไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปอย่างแน่นอน
ถงกวนมีท่าทีนิ่งสงบ เยือกเย็น และไม่ยอมอ่อนข้อให้ใคร ส่วนฉางเนี่ยนก็แสดงให้เห็นถึงความเยือกเย็นที่เหนือกว่าติงเมี่ยวซินอย่างเทียบไม่ติด
เธอเอาแต่นั่งเงียบ ปล่อยให้สามีเป็นคนเจรจาจัดการทุกอย่าง แสดงให้เห็นถึงความเชื่อใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าสามีของเธอจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าได้
"ผู้ชายที่นำทีมเลื่อนขั้นเป็นระดับสองดาวได้สำเร็จงั้นเหรอ..."
จี้หลี่มองผู้ชายตรงหน้าที่ดูเผิน ๆ เหมือนจะเป็นมิตร แต่แท้จริงแล้วกลับมีวาทศิลป์เป็นเลิศ พลางลอบถอนหายใจในใจว่า... หมอนี่รับมือยากชะมัด
เขาเหลือบมองฟางเซิ่นเหยียน ก็เห็นอีกฝ่ายทำหน้าเรียบเฉยพลางส่ายหน้าเบา ๆ
จี้หลี่รู้ดีว่า ฟางเซิ่นเหยียนเองก็เริ่มกังวลกับการปรากฏตัวของถงกวนเช่นกัน
เขาหัวเราะหึ ๆ พ่นควันบุหรี่ออกมาเป็นวง ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน
"เอาเป็นว่า... ยินดีต้อนรับนายกับภรรยาก็แล้วกัน"
ถงกวนลุกขึ้นยืน จ้องมองจี้หลี่ด้วยสายตาที่แสดงออกถึงความเท่าเทียมกัน
คนหนึ่งแผ่กลิ่นอายมืดมนเย็นเยียบ อีกคนแผ่กลิ่นอายเที่ยงธรรมตรงไปตรงมา สองมือของบุรุษที่แตกต่างกันสุดขั้วยื่นออกมาจับกันอย่างเป็นทางการ
……
ในขณะนั้นเอง อวี๋กัวที่นั่งเงียบมาตลอดก็ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ เขาวิ่งปรี่ไปกลางโถง ชะเง้อคอมองซ้ายมองขวา
"เดี๋ยวสิ ไม่ใช่ว่าต้องมีพนักงานใหม่สามคนหรอกเหรอ? แล้วอีกคนหายไปไหนล่ะ?"
ขาดคำ แสงสีขาวสว่างวาบก็สาดส่องลงมายังจุดที่เขายืนอยู่พอดี
จี้หลี่หันไปมอง ก็เห็นร่างของอวี๋กัวถูกกลืนหายไปในแสงสีขาวนั้น ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
เมื่อแสงสว่างจางหายไป สีหน้าของจี้หลี่ก็กลายเป็นกระอักกระอ่วน
เพราะอวี๋กัวโดนพนักงานใหม่ที่เพิ่งถูกส่งมาร่วงทับเข้าอย่างจัง ตอนนี้เขากำลังโดนเท้าคู่หนึ่งเหยียบย่ำอยู่ใต้ฝ่าเท้า พลางร้องโอดโอยอย่างน่าสงสาร