- หน้าแรก
- ผู้จัดการโรงแรมอาถรรพ์
- ตอนที่ 21 ชะตาชีวิต
ตอนที่ 21 ชะตาชีวิต
ตอนที่ 21 ชะตาชีวิต
ตอนนี้กระดูกน่องข้างขวาของอวี๋กัวถูกบดขยี้จนแหลกละเอียด ศีรษะของเขาสั่นเทาไม่หยุด เลือดสด ๆ หยดแล้วหยดเล่าซึมออกมาตามไรฟันพร้อมกับความเจ็บปวดรวดร้าว
ผีผู้หญิงที่หมอบคลานอยู่บนพื้น ค่อย ๆ เลื่อนสองมือจากช่วงน่องไต่ระดับสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ มันกำลังจะทำลายความสามารถในการเคลื่อนไหวเฮือกสุดท้ายของเหยื่อเคราะห์ร้ายคนนี้ให้สิ้นซาก!
ต่อให้อวี๋กัวจะพิเศษแค่ไหน เขาก็ยังเป็นแค่คนธรรมดาที่ใจกล้ากว่าชาวบ้านนิดหน่อยเท่านั้น เมื่อต้องเผชิญกับความกดดันทางจิตใจและความเจ็บปวดทางร่างกายที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ภาพตรงหน้าก็เริ่มบิดเบี้ยวกลายเป็นภาพหลอน
เสียขาไปแล้วข้างหนึ่ง... อย่าหวังเลยว่าจะเหลือปัญญาหนีรอดไปได้!
อีกด้านหนึ่ง ฟางเซิ่นเหยียนอาศัยจังหวะเวลาอันน้อยนิดที่อวี๋กัวเอาชีวิตเข้าแลกมาให้ รีบเสียบกุญแจไขบานประตูห้อง 702 ด้วยความเร็วสูงสุด!
กลายเป็นว่าจี้หลี่คือคนเดียวที่ไม่มีอะไรทำ เขามองลงไปยังเพื่อนร่วมทีมที่กำลังทนทุกข์ทรมานอยู่ห่างออกไปเพียงสิบกว่าขั้นบันไดพลางกัดฟันกรอด
เขาปรายตามองฟางเซิ่นเหยียนที่อยู่ข้างกายโดยไม่พูดอะไร หลังจากชั่งใจอยู่เพียงเสี้ยววินาที เขาก็ตัดสินใจกระโดดพรวดลงจากชั้นเจ็ด!
เป้าหมาย... คือจุดที่อวี๋กัวอยู่!
เวลานี้ความสนใจทั้งหมดของวิญญาณร้ายพุ่งเป้าไปที่อวี๋กัว มันจึงไม่ได้สนใจจี้หลี่ที่พุ่งตัวลงมาช่วยในทันที
จี้หลี่พุ่งทะยานลงมา คว้าหมับเข้าที่แขนของอวี๋กัว เส้นเลือดดำปูดโปนขึ้นตามท่อนแขน เขาใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีพยายามออกแรงลากร่างนั้นขึ้นมา!
ในที่สุดอวี๋กัวก็ทนรับความเจ็บปวดไม่ไหว ร่างของเขาทรุดฮวบลงบนขั้นบันไดอย่างหมดเรี่ยวแรง สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนราง นัยน์ตาสีดำขลับของผีผู้หญิงทอประกายเยือกเย็นท่ามกลางความมืดมิด มือของมันยังคงยึดขาขวาของอวี๋กัวเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
ทางด้านจี้หลี่ เขารู้สึกเหมือนแขนทั้งสองข้างกำลังจะหลุดออกจากเบ้า เขาต้องเค้นพลังเฮือกสุดท้ายออกมาสู้แรง เพื่อไม่ให้ผีผู้หญิงลากตัวอวี๋กัวลงไปได้มากกว่านี้!
สถานการณ์ตกอยู่ในสภาวะคุมเชิง
"แกร๊ก!"
ในที่สุดประตูห้อง 702 ก็เปิดออก กลอนประตูแห่ง 'ทางรอด' ถูกปลดล็อกแล้ว ขาดอีกเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น
ฟางเซิ่นเหยียนไม่ได้พุ่งตัวเข้าไปในห้องทันที เขาหันกลับมามองสองคนที่กำลังยื้อยุดฉุดกระชากอยู่เบื้องล่าง ใบหน้าฉายแววลังเล
"อวี๋กัวตายไม่ได้... จี้หลี่ยิ่งตายไม่ได้..."
ฟางเซิ่นเหยียนถอนหายใจ แม้ว่าหลังจากผ่านเหตุการณ์ 'นั้น' มา เขาจะไม่ได้ให้ค่ากับชีวิตคนอีกต่อไปแล้วก็ตาม
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า... ตั้งแต่เหยียบย่างเข้ามาในโรงแรมที่เปรียบเสมือนขุมนรกแห่งนี้ โดยเฉพาะยามที่ต้องเผชิญหน้ากับวิญญาณร้ายและเส้นตายของชีวิต เขากลับรู้สึกหลงใหลมันอย่างประหลาด
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้... คือความตื่นเต้นระทึกขวัญเพียงหนึ่งเดียวที่มาหล่อเลี้ยงชีวิตอันด้านชาของเขา เขายังไม่อยากให้มันจบลงเร็วขนาดนี้
หลังจากความคิดตีกันในหัวเพียงเสี้ยววินาที ฟางเซิ่นเหยียนก็ตัดสินใจทิ้ง 'ทางรอด' ที่อยู่ห่างไปเพียงแค่เอื้อมมือ พุ่งตัวกระโดดลงบันไดไปคว้าหมับเข้าที่หัวไหล่ของจี้หลี่!
ทางด้านจี้หลี่ แม้ว่าแขนทั้งสองข้างจะปวดหนึบจนแทบฉีกขาดและใกล้จะหลุดออกจากเบ้าเต็มที แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงฝ่ามือหนาที่จับลงมา มุมปากของเขาก็ยกยิ้มขึ้นบาง ๆ
เขารู้อยู่แล้วว่า... ฟางเซิ่นเหยียนจะต้องลงมาช่วย!
หากมองตามหลักเหตุผล แม้ฟางเซิ่นเหยียนจะเป็นคนเย็นชาไร้หัวใจ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเป็นคนฉลาด หากเขาอยากจะเอาชีวิตรอดต่อไป เขาก็จำเป็นต้องมีจี้หลี่ และจำเป็นต้องมีอวี๋กัวด้วยเช่นกัน
เหมือนกับที่จี้หลี่ตัดสินใจยอมเสี่ยงชีวิตลงมาช่วยอวี๋กัวเมื่อครู่นี้... ต่างฝ่ายต่างก็มีผลประโยชน์แอบแฝงในการยื่นมือเข้าช่วยเหลือกันทั้งนั้น
เมื่อฟางเซิ่นเหยียนเข้ามาสมทบ สมดุลแห่งพละกำลังที่คุมเชิงกันอยู่ก็เริ่มพังทลายลง อวี๋กัวที่ขาทั้งสองข้างอ่อนปวกเปียกมีสติสัมปชัญญะใกล้จะดับวูบเต็มที หากไม่ใช่เพราะแรงฮึดเฮือกสุดท้ายที่ฝืนทนเอาไว้ เขาคงสลบเหมือดไปนานแล้ว
"กร๊อบ!"
เสียงกระดูกข้อต่อแขนของจี้หลี่ลั่นดังสนั่น! ท่อนแขนทั้งสองข้างของเขาถูกดึงกระชากจนหลุดออกจากเบ้าอย่างสมบูรณ์ จากแรงมหาศาลที่มนุษย์ไม่อาจต้านทาน แต่มันกลับกลายเป็นดั่งเชือกที่ผูกรั้งชีวิตของอวี๋กัวเอาไว้แน่น
และในจังหวะนั้นเอง ฟางเซิ่นเหยียนก็แผดเสียงคำรามลั่นพร้อมกับออกแรงกระชากขึ้นด้านบนสุดแรงเกิด!
ขาทั้งสองข้างของอวี๋กัวถูกแรงดึงมหาศาลบวกกับแรงยึดเกาะของวิญญาณร้าย... กระชากจนฉีกขาดกระจุยออกเป็นชิ้น ๆ!
"ไป! ไป! ไป!"
จี้หลี่ทนมาจนถึงขีดจำกัดแล้ว ตอนนี้น้ำหนักของคนทั้งสองคนตกไปอยู่บนบ่าของฟางเซิ่นเหยียนเพียงคนเดียว
ใบหน้าที่เคยขาวซีดของฟางเซิ่นเหยียนบัดนี้แดงก่ำไปหมด เขาใช้พละกำลังไปมากเกินขีดจำกัดจนเรี่ยวแรงเริ่มถดถอยลงทุกขณะ
ทว่าประกายแห่งความหวังที่จะรอดชีวิตได้ปรากฏขึ้นแล้ว พละกำลังที่เหือดหายไปจึงถูกเค้นกลับมาอีกครั้งในยามเข้าตาจน
ทีละก้าว... ทีละก้าว... แปดขั้นบันได…
ฟางเซิ่นเหยียนลากร่างของชายฉกรรจ์สองคน ทั้งจี้หลี่และอวี๋กัว อาศัยจังหวะเวลาเพียงเสี้ยววินาทีที่วิญญาณร้ายชะงักไป ดึงสองชีวิตให้พ้นขีดอันตรายมาถึงหน้าประตูห้อง 702 ได้อย่างหวุดหวิด!
เวลานี้ ร่างกายของฟางเซิ่นเหยียนเข้ามาอยู่ในห้อง 702 เต็มตัวแล้ว ครึ่งท่อนบนของจี้หลี่ก็เข้ามาอยู่ในห้อง 702 แล้วเช่นกัน ทว่าอวี๋กัวกลับมีเพียงมือข้างเดียวที่พาดอยู่บนขอบประตู
ส่วนผีผู้หญิงตัวนั้น มันคืบคลานเข้ามาประชิดตัวพวกเขาทั้งสามคนแล้ว
จี้หลี่จ้องมองมันอย่างเงียบงัน ทุกคนหมดเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้ขัดขืน ดิ้นรนมาจนถึงขีดจำกัดแล้ว
ตำแหน่งที่พวกเขาอยู่ในตอนนี้ คือจุดที่ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ในทางทฤษฎีถือว่าพวกเขาทั้งสามคนเข้ามาอยู่ในห้อง 702 แล้วไม่มากก็น้อย
แต่เกณฑ์การตัดสินของเรื่องนี้... ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะฟันธง
จี้หลี่อยากจะกระเถิบถอยหลังเข้าไปอีกสักนิ้ว แต่ร่างกายกลับไม่หลงเหลือเรี่ยวแรงใด ๆ อีกแล้ว ทำได้เพียงจ้องมองวิญญาณร้ายที่อยู่ห่างไปแค่คืบ สบตากับมันอย่างพิจารณา
หลังจากเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ร่างกายที่ส่งกลิ่นเหม็นเน่าของผีผู้หญิงก็เหยียบย่ำลงบนร่างครึ่งซีกของอวี๋กัว แต่มันกลับยังไม่ยอมลงมือ
ท่ามกลางเสียงถอนหายใจที่แผ่วเบาราวกับล่องลอยมาจากที่ไกลแสนไกล ร่างของมันก็ค่อย ๆ เลือนหายไป
ก่อนจะกลายสภาพเป็นเงาดำมืด พุ่งทะลุเข้าประตูห้อง 702 ตรงดิ่งไปยังฟางเซิ่นเหยียนที่พิงกำแพงอยู่!
นี่เป็นครั้งแรกที่ฟางเซิ่นเหยียนเจอเหตุการณ์แบบนี้ เขาตกใจจนสะดุ้งเฮือก ก่อนจะเห็นเงาดำนั้นประทับลงบนหลังมือของตัวเอง
กลายเป็นรอยสักรูปดวงตาสีดำสนิท
จี้หลี่เห็นดังนั้นก็ลอบถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก เขาเหลือบมองอวี๋กัวที่สลบเหมือดไปแล้ว ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
"พวกเราทำภารกิจสำเร็จแล้ว รับวิญญาณร้ายมาได้สำเร็จ อาจจะเป็นเพราะนายเป็นคนแรกที่ปลดล็อกทางรอดได้ มันก็เลยถูกเก็บไว้ที่นาย พอเรากลับไปถึงโรงแรม มันก็จะหายไปเอง แต่คาดว่าจนกว่าจะถึง 8 โมงเช้า พวกเราก็ยังคงออกจากห้อง 702 ไม่ได้อยู่ดี ไม่อย่างนั้นมันอาจจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง"
ฟางเซิ่นเหยียนล้วงซองบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าเสื้ออย่างยากลำบาก จุดไฟแล้วยื่นไปจ่อที่ริมฝีปากของจี้หลี่ ก่อนจะจุดให้ตัวเองอีกมวน
แขนทั้งสองข้างของจี้หลี่ทิ้งตัวลงแนบพื้นอย่างหมดสภาพ เขากัดฟันสูบบุหรี่อัดควันเข้าปอด เพื่อบรรเทาความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดค่อนคืน
"ตอนนี้ใกล้จะสว่างแล้ว อีก 2 ชั่วโมงพวกเราก็จะได้กลับโรงแรม ถึงตอนนั้นมันจะรักษาอาการบาดเจ็บทั้งหมดให้เราเอง"
หลังจากผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน มุมมองที่จี้หลี่มีต่อฟางเซิ่นเหยียนและอวี๋กัวก็เริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
เขาปรายตามองเสื้อที่ขาดวิ่นของฟางเซิ่นเหยียน เผยให้เห็นรอยแผลเป็นจากของมีคมหลายรอยบนท่อนแขนนั้น จี้หลี่สูดควันบุหรี่เข้าปอดลึก ๆ ก่อนจะเอ่ยถาม
"เคยพยายามฆ่าตัวตายเหรอ?"
ฟางเซิ่นเหยียนได้ยินดังนั้น แววตาของเขากลับไม่ไหวติง เพียงแต่เบือนหน้าหนีหลบสายตาของจี้หลี่อย่างเงียบ ๆ
"ฉันเคยพยายามฆ่าตัวตายมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยสำเร็จสักที
บางที... คนเราอาจจะต้องยอมรับโชคชะตาล่ะมั้ง ที่ฉันไม่ตายสักที ก็คงเป็นเพราะโชคชะตากำหนดให้ฉันต้องมาอยู่ที่นี่"
จี้หลี่ได้ยินประโยคนั้นก็ถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ เขาหันไปมองอวี๋กัวที่สลบไม่ได้สติอีกครั้ง
ทุกคนต่างก็มีความลับซ่อนอยู่ภายในใจ และความลับเหล่านั้นแหละที่กำหนดโชคชะตาของแต่ละคน
ท่ามกลางความเจ็บปวดจากแขนทั้งสองข้าง และฤทธิ์ชาจาง ๆ จากนิโคติน ความคิดของจี้หลี่ก็เริ่มล่องลอย
เขาหวนนึกถึงตัวเอง
"ในเมื่อคนเรามีโชคชะตากำหนดไว้จริง ๆ แล้วโชคชะตาของฉันล่ะ... มันอยู่ที่ไหนกัน..."