- หน้าแรก
- ผู้จัดการโรงแรมอาถรรพ์
- ตอนที่ 18 ความแตกต่างของภารกิจ
ตอนที่ 18 ความแตกต่างของภารกิจ
ตอนที่ 18 ความแตกต่างของภารกิจ
ภายในโถงทางเดินที่ว่างเปล่า มีเพียงเสียงฝีเท้าของคนสามคนดังก้องสะท้อนสลับกันไปมา
จี้หลี่วิ่งตามรอยเลือดบนพื้น พลางหนีตายลงไปชั้นล่างอย่างรวดเร็ว
"การตายของเฉาหยวน ประวิงเวลาให้เราได้ไม่นานหรอก!"
ฟางเซิ่นเหยียนที่วิ่งตัวปลิวด้วยท่าทางสง่างาม เอ่ยเตือนเสียงเรียบให้ทุกคนได้ยิน
"แม่งเอ๊ย! ทำไมผีตัวนี้หน้าตามันถึงได้อุบาทว์ขนาดนี้วะ อุตส่าห์เจอผีผู้หญิงทั้งที ดันเป็นอีเพิ้งสภาพนี้ซะได้!"
บางทีอาจเป็นเพราะทางรอดอยู่แค่เอื้อมแล้ว บุคลิกที่สองที่เคยเก็บกดอารมณ์ไว้จึงผ่อนคลายลง ตอนนี้ถึงขั้นมีอารมณ์มาพูดจาติดตลก
"ดูจากพฤติกรรมของผี ทางรอดต้องเป็นทางนี้แน่ ๆ ขอแค่พวกเราหาไอ้เสื้อกันฝนเจอ ก็จะทำภารกิจนี้สำเร็จรอดตายชัวร์!"
บุคลิกที่สามเองก็นาน ๆ ทีจะแสดงน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจออกมาให้เห็น
เห็นได้ชัดเลยว่า ภารกิจในระดับโรงแรมหนึ่งดาว ความยากมันคนละเรื่องกับที่ผ่านมาเลย
หากเทียบกับภารกิจผีในกระจกโลงศพที่เคยเจอมา ความซับซ้อนและพิลึกพิลั่นของภารกิจครั้งนี้ ถือเป็นที่สุดเท่าที่จี้หลี่เคยเจอมาเลยก็ว่าได้!
อวี๋กัวที่วิ่งรั้งท้าย คอยเงยหน้าขึ้นมองบันไดชั้นบนเป็นระยะ ๆ เขาหอบหายใจรัวเร็วพลางเอ่ยขึ้น "ไอ้เสื้อกันฝนมันหนีไปได้ไม่ไกลหรอก! มันทิ้งห้อง 702 มาเกิน 5 นาทีแล้ว ถ้ามันคือคนที่หกจริง ป่านนี้มันคงเริ่มเดินย้อนกลับขึ้นมาแล้วล่ะ!"
รอยเลือดลากยาวมาจนถึงชั้นสี่ สีหน้าของจี้หลี่เริ่มฉายแววร้อนรน
ป่านนี้เฉาหยวนน่าจะตายสนิทไปแล้ว พอเส้นตายปะทุขึ้นมาเต็มรูปแบบ เกรงว่าอีกไม่นานวิญญาณร้ายก็จะเริ่มการโจมตีครั้งต่อไป
ตอนนี้พวกเขากำลังเหลือกันอยู่แค่สามคน โดยเฉพาะตอนนี้เขารู้สึกว่า ไม่ว่าจะเป็นฟางเซิ่นเหยียนหรืออวี๋กัว ความสามารถของทั้งสองคนนี้เหนือกว่าพนักงานใหม่ทั่วไปมาก
สติปัญญาอันเฉียบแหลมของฟางเซิ่นเหยียน และความเด็ดขาดในการลงมือของอวี๋กัว เป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในสถานการณ์ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในนรกแบบนี้
จี้หลี่ไม่สนหรอกว่าพวกเขาจะมีเจตนาอะไรแอบแฝง หรือจะมีนิสัยใจคอเป็นอย่างไร ขอแค่เป็นคนที่มีประโยชน์…
ยังไงก็ต้องรักษาชีวิตเอาไว้ให้ได้!
จี้หลี่รู้สึกลังเลขึ้นมานิด ๆ ถ้าผีตามมาทันก่อนที่พวกเขาจะเจอไอ้เสื้อกันฝน เขาควรจะยอมเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อปกป้องใครสักคนดีไหม…
แต่ในวินาทีนั้นเอง จู่ ๆ เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นมาจากโถงทางเดินชั้นล่าง พร้อมกับเสียงครางต่ำ ๆ!
ร่างของจี้หลี่ชะงักกึก เขาวิ่งลงมาหลายชั้นแล้ว ก็ยังไม่เห็นวี่แววของคนเป็นคนอื่นเลย
งั้นเสียงฝีเท้าที่รีบร้อนวิ่งขึ้นบันไดมานี่มัน…
และแล้วก็เป็นอย่างที่คิด! ในขณะที่กลุ่มของจี้หลี่หยุดชะงักอยู่ตรงราวบันไดใกล้กับชั้นสาม ชายหนุ่มท่าทางลนลานในชุดเสื้อกันฝนตัวเก่ง ก็โผล่หน้ามาให้เห็น!
"มาแล้ว ๆ! แม่งเอ๊ย โผล่มาสักทีนะเอ็ง!" บุคลิกที่สองสบถลั่น แม้ว่าตัวมันเองจะไม่รู้จักความเหน็ดเหนื่อยหรือความกดดัน แต่ก็ยังแอบลุ้นระทึกไปกับความเป็นความตายของจี้หลี่
"ฟึ่บ..."
สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านมา ไอ้เสื้อกันฝนก็สัมผัสได้ว่ามีคนยืนอยู่เหนือขึ้นไปไม่กี่ขั้นบันได เขาจึงเงยหน้าขึ้นมองขวับ
ในที่สุดจี้หลี่ก็ได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเหยื่อเคราะห์ร้ายคนนี้เสียที
ใบหน้านั้นขาวซีดแต่กลับดูหล่อเหลาเอาการ หน้าม้าที่ตัดซอยระต้นคอปรกคิ้วหนา เพียงแค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าชายคนนี้ต้องหน้าตาดีมากแน่ ๆ
ทว่าความหล่อเหลานั้น กลับถูกทำลายลงด้วยรอยตอหนวดเคราที่ดูโทรม ๆ และสิ่งที่ชวนให้สะเทือนใจที่สุด ก็คือดวงตาข้างขวาของเขา
ผ้าสีดำผืนหนึ่งถูกพันปิดตาขวาที่บาดเจ็บเอาไว้ แต่เลือดสดยังคงไหลซึมออกมาตามจังหวะการเคลื่อนไหว ย้อมใบหน้าซีกขวาจนแดงฉานไปหมด
มองดูแล้วช่างเหมือนคนที่มีใบหน้าแตกสลายเป็นสองซีก!
"พวกแก!"
เมื่อสบตากัน ไอ้เสื้อกันฝนกลับเป็นฝ่ายโพล่งขึ้นมาก่อน น้ำเสียงของเขาแหลมปรี๊ด คาดว่าสภาพจิตใจคงถูกบีบคั้นจนถึงขีดสุดแล้ว
คนที่เขาจ้องมองเป็นคนแรก... คืออวี๋กัว!
ตาขวาที่บอดสนิทนี้ ก็เป็นผลงานจากมีดอันเฉียบคมของอวี๋กัวนั่นแหละ!
อวี๋กัวสัมผัสได้ถึงความโกรธแค้นของไอ้เสื้อกันฝน เขารีบโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน "เฮ้ย ๆ ๆ! ใจเย็น ๆ น้องชาย พวกเดียวกันทั้งนั้น เรื่องเมื่อกี้มันเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดว่ะ!"
ตอนแรกนึกว่าไอ้เสื้อกันฝนจะพุ่งเข้ามาเอาเรื่อง แต่ใครจะไปคิดว่าพอเขาพูดจบปุ๊บ หมอนั่นก็หันหลังวิ่งเตลิดลงบันไดไปซะงั้น!
จี้หลี่กะพริบตาปริบ ๆ ในเมื่อคนที่หกปรากฏตัวแล้ว เขาจะยอมปล่อยให้หลุดมือไปได้ยังไง
เสี้ยววินาทีที่ไอ้เสื้อกันฝนวิ่งหนี เขาใช้สองมือยันราวบันได แล้วสปริงตัวกระโดดข้ามรั้วกั้นลงไปอย่างคล่องแคล่ว กะจังหวะทิ้งตัวลงไปดักหน้าได้อย่างพอดิบพอดี
จังหวะพอดีเป๊ะ! ร่างของจี้หลี่หล่นทับไอ้เสื้อกันฝนที่กำลังจะวิ่งหนีลงบันไดเข้าอย่างจัง จี้หลี่ใช้แขนขาทั้งสี่เกี่ยวรัดตัวเขาไว้แน่นในทันที
เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงดิ้นรนขัดขืนอย่างรุนแรงจากร่างเบื้องล่าง จี้หลี่ก็เริ่มจะรับมือไม่อยู่
ไม่ต้องรอให้เอ่ยปาก ฟางเซิ่นเหยียนกับอวี๋กัวก็รีบพุ่งพรวดเข้ามาช่วยล็อกตัวไอ้เสื้อกันฝนเอาไว้ทันที
พละกำลังของชายฉกรรจ์สามคน ต่อให้ไอ้เสื้อกันฝนจะดิ้นพล่านอย่างบ้าคลั่งแค่ไหน ก็ไม่มีทางสู้แรงได้เลย
"พวกแกเป็นใครกันแน่วะ! ทำไมถึงต้องคอยตามรังควานฉันครั้งแล้วครั้งเล่าด้วย!" ไอ้เสื้อกันฝนแหงนหน้าแผดเสียงตะโกนอย่างคลุ้มคลั่ง
จี้หลี่ที่พอจะขยับมือได้แล้วไม่ได้ตอบคำถาม เขาเริ่มล้วงค้นตามตัวของอีกฝ่ายแทน
แทบไม่ต้องออกแรงอะไรเลย เขาก็ล้วงเอาโทรศัพท์มือถือสองเครื่องออกมาจากกระเป๋าเสื้อของชายคนนั้น…
เครื่องหนึ่ง คือมือถือเครื่องที่แปะสติกเกอร์ลายการ์ตูนที่จี้หลี่เพิ่งเห็นไปเมื่อครู่
ส่วนอีกเครื่อง... พอพวกจี้หลี่เห็นก็จำได้แม่นยำ
เพราะมันคือโทรศัพท์มือถือที่โรงแรมเทียนไห่แจกให้กับพนักงาน!
"คนที่หก! เป็นนายจริง ๆ ด้วย!" อวี๋กัวกระชากคอเสื้อไอ้เสื้อกันฝนให้ลุกขึ้นจากพื้น แล้วกดร่างเขาอัดก๊อปปี้เข้ากับลูกกรงเหล็กเพื่อกันไม่ให้หนี
"คนที่หกบ้าบออะไร! จะไม่ทันแล้ว! ปล่อยฉันนะเว้ย!"
จี้หลี่ไม่สนใจเสียงโวยวายนั้น เขาหยิบมือถือของโรงแรมขึ้นมาเปิดดูข้อความในอีเมล ก่อนที่สีหน้าจะฉายแววว่า 'เป็นอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด'
【ผู้รับ: เฉินอวี่ พนักงานสาขาเจ็ด โรงแรมเทียนไห่ กรุณาเอาชีวิตรอดในยูนิต 4 ตึก 2 หมู่บ้านซานเหอให้ถึงเวลา 8 โมงเช้าของวันถัดไป แล้วคุณจะหลุดพ้นจากการตามรังควานของวิญญาณร้ายอย่างถาวร ระหว่างนี้ ในแต่ละวันคุณจะได้รับอนุญาตให้ออกจากห้อง 702 ได้เป็นเวลา 10 นาที หากเกินเวลาที่กำหนด จะถือว่าฝ่าฝืนกฎและถูกลบทำลายทันที! ผู้ส่ง: เทียนไห่】
ฟางเซิ่นเหยียนชะโงกหน้าเข้ามาดู "ภารกิจของเขาไม่เหมือนของพวกเราจริง ๆ ด้วย ระบุชัดเจนเลยว่าสถานที่ทำภารกิจคือพื้นที่ทั้งหมดของยูนิต 4!"
จี้หลี่พยักหน้า "บางทีอาจเป็นเพราะเขาเคยเจอกับผีห้อง 701 มาก่อนแล้ว พอได้รับภารกิจจากโรงแรม ก็เลยยอมทำตามด้วยความคิดที่ว่าไม่มีอะไรจะเสียแล้ว"
"พวกนาย..."
ต่อให้ไอ้เสื้อกันฝนจะโง่แค่ไหน ตอนนี้ก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้แล้ว ดูเหมือนว่าชายสามคนตรงหน้าจะมีความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับภารกิจของโรงแรมเทียนไห่ที่เขาได้รับ
จี้หลี่เหลือบมองขึ้นไปชั้นบน ที่นั่นเงียบสงัดจนผิดปกติ ข้อสันนิษฐานที่ว่าการอยู่ข้างกายไอ้เสื้อกันฝนคือทางรอด ยิ่งทวีความชัดเจนและหนักแน่นมากขึ้นเรื่อย ๆ
เขาอธิบายทุกอย่างให้ฟังด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา รวมถึงข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับเรื่องราวของห้อง 701 และ 702 ด้วย
ซึ่งไอ้เสื้อกันฝนก็พยักหน้ายอมรับว่าเป็นความจริง อวี๋กัวจึงยอมคลายมือที่ล็อกตัวออก ไอ้เสื้อกันฝนทรุดตัวลงพิงลูกกรงราวบันไดอย่างหมดอาลัยตายอยาก
"ฉันโดนผีตัวนั้นปั่นประสาทจนใกล้จะบ้าอยู่แล้ว มันเอาแต่สิงอยู่ในห้อง 702 แทบจะตลอดเวลา ไม่เคยขยับไปไหนเลย แถมฉันก็ไม่รู้ด้วยว่าไอ้เวลา 10 นาทีต่อวันที่โรงแรมบอก มันสามารถสะสมยอดไว้ใช้ทีเดียวได้หรือเปล่า ฉันเลยไม่เคยกล้าก้าวเท้าออกจากห้องเลยสักครั้ง ฉันเคยพยายามจะฆ่ามัน... แต่คนจะไปฆ่าผีได้ยังไง... จนกระทั่งวันนี้ จู่ ๆ ตอนที่ฉันกำลังบีบคอมันอยู่ มันก็หายตัววับไปเฉย ๆ! ตอนแรกฉันก็นึกว่ามันกลับไปที่ห้อง 701 แล้ว ฉันคิดว่าฉันหลุดพ้นจากการรังควานของมันสักที... แต่ใครจะไปคิด ว่าผ่านไปแป๊บเดียว... มันก็กลับมาอีก..."
พวกจี้หลี่ฟังถึงตรงนี้ก็พยักหน้าเบา ๆ "ดูเหมือนว่าตอนที่ไอ้เสื้อกันฝนมาเคาะประตูห้อง 701 ก่อนหน้านี้ ก็เพื่อจะมาเช็กให้แน่ใจว่าวิญญาณร้ายไปแล้วจริง ๆ รอยยิ้มตอนนั้น คงเป็นเพราะเขาหลงดีใจคิดว่าขับไล่ผีตัวนั้นไปได้แล้วจริง ๆ ส่วนช่วงเวลาที่ผีหายตัวไป แท้จริงแล้วก็คือตอนที่มันบุกไปที่ห้อง 701... เพื่อลงมือฆ่าติงเมี่ยวซินนั่นเอง..."