- หน้าแรก
- ผู้จัดการโรงแรมอาถรรพ์
- ตอนที่ 9 ตัวตนของเจ้าของห้อง
ตอนที่ 9 ตัวตนของเจ้าของห้อง
ตอนที่ 9 ตัวตนของเจ้าของห้อง
"ที่พูดมามันหมายความว่ายังไง?"
คำพูดของบุคลิกที่สามฟังดูพิลึกพิลั่น จี้หลี่พอจะเดาความหมายออกอยู่บ้าง แต่เขาก็ยังอยากฟังคำอธิบายที่ชัดเจนกว่านี้
"ความหมายก็คือ ในวินาทีที่ประตูห้อง 701 ปิดลง มีประตูอีกบานปิดลงพร้อมกัน เสียงสองเสียงนั้น... ดังซ้อนทับกันจนแทบจะเป็นเสียงเดียว!"
จี้หลี่กะพริบตา บานประตูไม้เนื้อแข็งตรงหน้าดูมืดมิดและลึกลับขึ้นมาในสายตาของเขา
ทว่าในพริบตานั้นเอง!
เลือดสีแดงฉานจำนวนมหาศาลก็ทะลักออกมาจากช่องว่างทั้งสี่ด้านของบานประตู! มันไหลทะลักด้วยความเร็วที่ผิดปกติ เพียงกะพริบตาก็ย้อมบานประตูจนแดงเถือก และกำลังพุ่งทะยานเข้ากลืนกินจี้หลี่!
ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างกำลังจะฉุดกระชากเขาให้จมดิ่งลงสู่ห้วงมหาสมุทรสีเลือด!
ในจังหวะที่ม่านตาของจี้หลี่หดเกร็งถึงขีดสุด จู่ๆ ก็มีมือข้างหนึ่งมาวางแหมะลงบนไหล่ของเขา!
"เฮือก..."
จี้หลี่เพิ่งจะได้สติกลับคืนมา บานประตูตรงหน้ายังคงปิดสนิท ไร้ซึ่งรอยเลือดใดๆ ส่วนพื้นกระเบื้องใต้ฝ่าเท้าก็ยังคงสะอาดสะอ้านเหมือนเดิม
"นายกำลังมองอะไรอยู่?"
ใบหน้าดูเป็นมิตรของฟางเซิ่นเหยียนโผล่เข้ามาในครรลองสายตา ทว่าน้ำเสียงกลับทื่อกระด้างและไร้อารมณ์ ซึ่งเป็นบุคลิกอันแสนจะขัดแย้งในแบบของเขา
จี้หลี่สะบัดหัวไล่ความมึนงง ย้ำเตือนตัวเองว่าภาพสยดสยองเมื่อครู่เป็นเพียงแค่ภาพหลอน
"ไม่มีอะไร... พวกนายเข้าไปสำรวจโครงสร้างห้องกันก่อนเถอะ"
ฟางเซิ่นเหยียนมองจี้หลี่ด้วยสายตาคลางแคลงใจ ก่อนจะพาติงเมี่ยวซินและเฉาหยวนที่ยังคงทำตัวไม่ถูก เดินลึกเข้าไปในห้อง
ส่วนอวี๋กัวถือสมาร์ตโฟนเดินนำเข้าไปในห้องน้ำแล้ว การ "ไลฟ์สดล่าท้าผี" ของเขายังคงดำเนินต่อไป
ภายในห้องนั่งเล่นของห้อง 701 จึงเหลือเพียงจี้หลี่ที่ยืนประจันหน้ากับบานประตูอันว่างเปล่าเพียงลำพัง
"แกแน่ใจนะ?" จี้หลี่เดินหน้าตายเข้าไปใกล้ประตู แล้วเริ่มชะโงกส่องดูที่ตาแมว
"ประสาทสัมผัสทั้งห้าของฉันน่าจะไวกว่านายกับไอ้สอง มั่นใจถึงแปดส่วน!" บุคลิกที่สามพูดความจริง สังเกตได้จากภารกิจโลงศพครั้งก่อน การมีอยู่ของเจ้านี่ช่วยอุดช่องโหว่เรื่องทักษะการสังเกตของจี้หลี่ได้เป็นอย่างดี
"ฉันไม่เชื่อหรอก!" บุคลิกที่สองผู้ชอบทำตัวเป็นปรปักษ์กับบุคลิกที่สามเสมอ โพล่งขึ้นมาอย่างหยาบกระด้าง
"แกบอกว่าได้ยินเสียงประตูปิดพร้อมกันสองบาน ในเมื่อเสียงมันดังซ้อนทับกันได้ แปลว่าประตูบานนั้นต้องอยู่ใกล้กับพวกเรามากๆ! แต่ชั้นเจ็ดนี้มันมีแค่ห้อง 701 กับ 702 แล้วฉันก็คอยสังเกตอยู่ตลอดว่าประตูห้อง 702 มันปิดสนิท ไม่เคยถูกเปิดออกเลยสักนิด! เรื่องที่แกพูดมันไม่มีเหตุผลเอาซะเลย!"
จี้หลี่ฟังพวกมันสองตัวเถียงกันโดยไม่พูดแทรก เขาเพียงค่อยๆ แนบใบหน้าลงบนบานประตูที่เย็นเฉียบ
นัยน์ตาของเขาทาบทับลงบนช่องตาแมวที่ค่อนข้างขุ่นมัว
ภาพโถงทางเดินที่มองเห็นบิดเบี้ยวไปเล็กน้อย ราวกับโลกทั้งใบถูกทำให้พร่ามัว แต่ก็ยังถือว่ามองเห็นได้ชัดเจน
ฝั่งห้อง 702 นั้นเงียบสงัดราวกับป่าช้า บนบานประตูสีเข้มมีตุ๊กตาหมีสีชมพูเตะตาแขวนอยู่ และมันก็ไม่ได้ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
เนิ่นนานผ่านไป จี้หลี่หันหลังกลับ กวาดสายตามองห้องนั่งเล่นที่สะอาดสะอ้านจนเหมือนไม่มีคนอยู่ ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว "ที่พวกแกพูดมาก็มีเหตุผลทั้งคู่ รอดูสถานการณ์กันต่อไปก่อนแล้วกัน"
โครงสร้างของห้อง 701 เป็นแบบสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น
ทุกซอกทุกมุมดูธรรมดามาก ไม่มีอะไรสะดุดตาเป็นพิเศษ จี้หลี่เดินสำรวจไปทั่วห้องนั่งเล่น หากจะให้เจาะจงหาจุดที่ผิดปกติสักจุด คงมีแค่อย่างเดียว…
นั่นคือห้องนี้มันสะอาดเกินไป
แต่ความสะอาดที่ว่า ไม่ได้หมายความว่าข้าวของเครื่องใช้ดูใหม่เอี่ยม
ทว่าการจัดวางข้าวของทุกชิ้นในห้องนี้ ล้วนพิถีพิถันเรื่องความเป็นระเบียบเรียบร้อยสุดๆ!
ของทุกอย่างถูกจัดวางเข้าที่เข้าทางอย่างพอดิบพอดี และไร้ซึ่งฝุ่นผงแม้แต่ไรเดียว ผ้าคลุมบนโซฟาก็เรียบกริบไม่มีรอยยับย่น
แต่เมื่อสังเกตจากผนังและเพดานที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองซีด ก็พอจะเดาได้ว่าคนที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่น่าจะเป็นพวกสูบบุหรี่จัด และคงอยู่มานานพอสมควรแล้ว
จี้หลี่เอามือลูบด้านบนของโทรทัศน์แล้วถูนิ้วไปมา พลางลอบคาดเดาในใจว่าเจ้าของห้องนี้... จะเป็นคนแบบไหนกันแน่
ในขณะเดียวกัน อวี๋กัวก็ถือสมาร์ตโฟนเดินมุดออกมาจากห้องน้ำ
"พี่น้องครับอย่าเพิ่งผิดหวังกันนะ! ถึงห้องนี้จะดูไม่เหมือนบ้านผีสิงเลยสักนิด แต่ผมเอาเกียรติเป็นประกันเลยว่า เดี๋ยวจะต้องมีเรื่องสยองขวัญสุดขีดเกิดขึ้นที่นี่แน่นอน!"
"เฮ้ยๆๆ! อย่าเพิ่งหนีกันสิครับ! จะย้ายไปดูไลฟ์สาวห้องข้างๆ ทำไมเล่า อย่าเพิ่ง..."
สีหน้าของอวี๋กัวหมองลง เขาปิดโทรศัพท์มือถือ มองจี้หลี่แล้วถอนหายใจยาว "ที่นี่ดูไม่เหมือนบ้านผีสิงเลยสักนิด..."
"ผมค้นในห้องน้ำจนทั่วแล้ว ไม่มีอะไรเกี่ยวกับผีสักอย่าง ตอนนี้คนดูหนีไปหมดแล้ว!"
เขาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างหมดอาลัยตายอยาก "ถ้าไม่ได้เห็นผีสามตนบนชั้นสองของโรงแรมกับตา ผมคงไม่มีทางเชื่อเรื่องที่คุณเล่าแน่ๆ"
จี้หลี่ไม่ตอบอะไร เขาเพียงล้วงซองบุหรี่ออกมาจากกระเป๋า หยิบขึ้นมาคาบไว้ที่ริมฝีปากมวนหนึ่ง แล้วลุกเดินตรงไปยังห้องครัว
สภาพภายในครัวดูไร้ชีวิตชีวายิ่งกว่าห้องนั่งเล่น กระเบื้องสีหม่นเย็นเยียบสะท้อนใบหน้าของจี้หลี่ บรรยากาศอ้างว้างเงียบเหงา บ่งบอกชัดเจนว่าไม่มีใครเข้ามาจุดเตาทำอาหารที่นี่มานานมากแล้ว
จี้หลี่ขมวดคิ้ว อัดควันบุหรี่เข้าปอดพลางผลักบานหน้าต่างครัวออกไป สายลมยามค่ำคืนพัดเส้นผมยาวสยาย สีหน้าของเขาดูมืดแปดด้านยิ่งกว่าเดิม
"อีเมลของโรงแรมระบุไว้ชัดเจน…คนที่หกซึ่งจะมาแทนที่ จะรออยู่ที่สถานที่ทำภารกิจ แต่ที่นี่กลับ...ว่างเปล่า"
จี้หลี่เดินกลับออกมาจากครัวด้วยความว่างเปล่า ขณะเดียวกันอีกสามคนก็เพิ่งเดินออกมาจากห้องนอน พนักงานทั้งห้ากลับมารวมตัวกันกลางห้องนั่งเล่นอีกครั้ง
ฟางเซิ่นเหยียนมองจี้หลี่ที่ถูกโอบล้อมด้วยม่านควัน อาการอยากบุหรี่ก็กำเริบขึ้นมา เขาจุดบุหรี่สูบพลางเอ่ยขึ้น
"ห้องนอนทั้งสองห้องอยู่ในสภาพปกติ พวกเราค้นดูทุกซอกทุกมุมแล้ว ไม่เจออะไรผิดสังเกตเลย..."
"แต่ฉันคิดว่า... เจ้าของห้องนี้น่าจะเป็นคู่รักหรือสามีภรรยาที่อาศัยอยู่ด้วยกัน"
จี้หลี่ชะงัก ประโยคนั้นดึงความสนใจของเขาได้ทันที เขาเงยหน้าขึ้นมองฟางเซิ่นเหยียน "ลองว่ามาสิ"
"ในบรรดาห้องนอนทั้งสองห้อง ห้องนอนเล็กไม่มีคนอยู่เลย สังเกตได้จากตู้เสื้อผ้าที่ว่างเปล่า แต่ในห้องนอนใหญ่ มุมหนึ่งของผ้าปูเตียงมีคราบเหงื่อจางๆ ทิ้งไว้ แถมในตู้ก็มีเสื้อผ้าผู้ชายกับผู้หญิงแขวนปะปนกันอยู่ ปกติแล้วผู้ชายจะเหงื่อออกเยอะกว่า ถ้านอนถอดเสื้อบนเตียง นานวันเข้ามันก็จะเป็นคราบสะสม!"
ระหว่างที่ฟางเซิ่นเหยียนกำลังอธิบาย จี้หลี่สังเกตเห็นติงเมี่ยวซินพยักหน้าเห็นด้วยอย่างหนักแน่น ในเมื่อคนที่มีประสบการณ์ชีวิตคู่ทั้งสองคนยืนยันตรงกัน ข้อสันนิษฐานนี้ก็ไม่น่าจะพลาด
"แต่ดูจากสภาพแล้ว พวกเขาเหมือนกำลังจะย้ายบ้าน ข้าวของเครื่องใช้ในห้องถูกเก็บกวาดครั้งใหญ่ไปแล้วชัดๆ"
"ไม่ถูก..."
จู่ๆ อวี๋กัวที่ปิดปากเงียบมาตลอดก็แทรกขึ้น คิ้วของเขาขมวดมุ่น "ที่คุณพูดมามันไม่ถูก!"
"ทำไมล่ะ?"
"เพราะในห้องน้ำ... ผมเจอของใช้ส่วนตัวแค่ชุดเดียว และมันเป็นของผู้ชายร้อยเปอร์เซ็นต์!"
อวี๋กัวมองฟางเซิ่นเหยียนที่กำลังก้มหน้าก้มตาสูบบุหรี่ ก่อนจะชี้มือไปทางประตูหน้า
"บนชั้นวางรองเท้าไม่มีรองเท้าเหลืออยู่เลยสักคู่ ผมลองคุ้ยถังขยะในห้องน้ำดูแล้ว แม้แต่ซองพลาสติกยังถูกทิ้งไปเกลี้ยง ข้าวของทุกอย่างที่พอจะใช้ระบุตัวตนได้ถูกลบเลือนไปหมด"
ใบหน้าซีดขาวของฟางเซิ่นเหยียนฉายแววสับสน เขาตามความคิดนี้ไม่ทัน
"เขาหมายความว่า ในเมื่อข้าวของทุกชิ้นในห้องนี้ถูกทำความสะอาดและเก็บกวาดไปหมดแล้ว... ทำไมถึงจงใจเหลือร่องรอยทิ้งไว้แค่ในห้องนอนใหญ่ กับของใช้ผู้ชายในห้องน้ำล่ะ?" จี้หลี่ขยี้ก้นบุหรี่ทิ้ง แล้วหยัดกายลุกขึ้นจากโซฟา
ประโยคของจี้หลี่ดึงให้ทุกคนดำดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความเงียบงัน
จี้หลี่ลอบมองอวี๋กัวด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดา เขาไม่คิดเลยว่าชายหนุ่มที่ดูเผินๆ เหมือนติดเล่นไม่จริงจังคนนี้ จะมีไหวพริบและความคิดที่ฉับไวขนาดนี้
"ห้องนี้คือสถานที่ทำภารกิจ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราพบเจออาจเป็นเบาะแสสำคัญ ข้าวของที่หลงเหลืออยู่ในบ้านตอนนี้... บางทีมันอาจจะเป็นคำใบ้ที่โรงแรมจงใจทิ้งไว้ให้พวกเรา!"
ฟางเซิ่นเหยียนดันกรอบแว่นตา นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นเอ่ย
"ใช้สำหรับวิเคราะห์... ตัวตนที่แท้จริงของเจ้าของห้องนี้!"