เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 9 ตัวตนของเจ้าของห้อง

ตอนที่ 9 ตัวตนของเจ้าของห้อง

ตอนที่ 9 ตัวตนของเจ้าของห้อง


"ที่พูดมามันหมายความว่ายังไง?"

คำพูดของบุคลิกที่สามฟังดูพิลึกพิลั่น จี้หลี่พอจะเดาความหมายออกอยู่บ้าง แต่เขาก็ยังอยากฟังคำอธิบายที่ชัดเจนกว่านี้

"ความหมายก็คือ ในวินาทีที่ประตูห้อง 701 ปิดลง มีประตูอีกบานปิดลงพร้อมกัน เสียงสองเสียงนั้น... ดังซ้อนทับกันจนแทบจะเป็นเสียงเดียว!"

จี้หลี่กะพริบตา บานประตูไม้เนื้อแข็งตรงหน้าดูมืดมิดและลึกลับขึ้นมาในสายตาของเขา

ทว่าในพริบตานั้นเอง!

เลือดสีแดงฉานจำนวนมหาศาลก็ทะลักออกมาจากช่องว่างทั้งสี่ด้านของบานประตู! มันไหลทะลักด้วยความเร็วที่ผิดปกติ เพียงกะพริบตาก็ย้อมบานประตูจนแดงเถือก และกำลังพุ่งทะยานเข้ากลืนกินจี้หลี่!

ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างกำลังจะฉุดกระชากเขาให้จมดิ่งลงสู่ห้วงมหาสมุทรสีเลือด!

ในจังหวะที่ม่านตาของจี้หลี่หดเกร็งถึงขีดสุด จู่ๆ ก็มีมือข้างหนึ่งมาวางแหมะลงบนไหล่ของเขา!

"เฮือก..."

จี้หลี่เพิ่งจะได้สติกลับคืนมา บานประตูตรงหน้ายังคงปิดสนิท ไร้ซึ่งรอยเลือดใดๆ ส่วนพื้นกระเบื้องใต้ฝ่าเท้าก็ยังคงสะอาดสะอ้านเหมือนเดิม

"นายกำลังมองอะไรอยู่?"

ใบหน้าดูเป็นมิตรของฟางเซิ่นเหยียนโผล่เข้ามาในครรลองสายตา ทว่าน้ำเสียงกลับทื่อกระด้างและไร้อารมณ์ ซึ่งเป็นบุคลิกอันแสนจะขัดแย้งในแบบของเขา

จี้หลี่สะบัดหัวไล่ความมึนงง ย้ำเตือนตัวเองว่าภาพสยดสยองเมื่อครู่เป็นเพียงแค่ภาพหลอน

"ไม่มีอะไร... พวกนายเข้าไปสำรวจโครงสร้างห้องกันก่อนเถอะ"

ฟางเซิ่นเหยียนมองจี้หลี่ด้วยสายตาคลางแคลงใจ ก่อนจะพาติงเมี่ยวซินและเฉาหยวนที่ยังคงทำตัวไม่ถูก เดินลึกเข้าไปในห้อง

ส่วนอวี๋กัวถือสมาร์ตโฟนเดินนำเข้าไปในห้องน้ำแล้ว การ "ไลฟ์สดล่าท้าผี" ของเขายังคงดำเนินต่อไป

ภายในห้องนั่งเล่นของห้อง 701 จึงเหลือเพียงจี้หลี่ที่ยืนประจันหน้ากับบานประตูอันว่างเปล่าเพียงลำพัง

"แกแน่ใจนะ?" จี้หลี่เดินหน้าตายเข้าไปใกล้ประตู แล้วเริ่มชะโงกส่องดูที่ตาแมว

"ประสาทสัมผัสทั้งห้าของฉันน่าจะไวกว่านายกับไอ้สอง มั่นใจถึงแปดส่วน!" บุคลิกที่สามพูดความจริง สังเกตได้จากภารกิจโลงศพครั้งก่อน การมีอยู่ของเจ้านี่ช่วยอุดช่องโหว่เรื่องทักษะการสังเกตของจี้หลี่ได้เป็นอย่างดี

"ฉันไม่เชื่อหรอก!" บุคลิกที่สองผู้ชอบทำตัวเป็นปรปักษ์กับบุคลิกที่สามเสมอ โพล่งขึ้นมาอย่างหยาบกระด้าง

"แกบอกว่าได้ยินเสียงประตูปิดพร้อมกันสองบาน ในเมื่อเสียงมันดังซ้อนทับกันได้ แปลว่าประตูบานนั้นต้องอยู่ใกล้กับพวกเรามากๆ! แต่ชั้นเจ็ดนี้มันมีแค่ห้อง 701 กับ 702 แล้วฉันก็คอยสังเกตอยู่ตลอดว่าประตูห้อง 702 มันปิดสนิท ไม่เคยถูกเปิดออกเลยสักนิด! เรื่องที่แกพูดมันไม่มีเหตุผลเอาซะเลย!"

จี้หลี่ฟังพวกมันสองตัวเถียงกันโดยไม่พูดแทรก เขาเพียงค่อยๆ แนบใบหน้าลงบนบานประตูที่เย็นเฉียบ

นัยน์ตาของเขาทาบทับลงบนช่องตาแมวที่ค่อนข้างขุ่นมัว

ภาพโถงทางเดินที่มองเห็นบิดเบี้ยวไปเล็กน้อย ราวกับโลกทั้งใบถูกทำให้พร่ามัว แต่ก็ยังถือว่ามองเห็นได้ชัดเจน

ฝั่งห้อง 702 นั้นเงียบสงัดราวกับป่าช้า บนบานประตูสีเข้มมีตุ๊กตาหมีสีชมพูเตะตาแขวนอยู่ และมันก็ไม่ได้ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย

เนิ่นนานผ่านไป จี้หลี่หันหลังกลับ กวาดสายตามองห้องนั่งเล่นที่สะอาดสะอ้านจนเหมือนไม่มีคนอยู่ ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว "ที่พวกแกพูดมาก็มีเหตุผลทั้งคู่ รอดูสถานการณ์กันต่อไปก่อนแล้วกัน"

โครงสร้างของห้อง 701 เป็นแบบสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น

ทุกซอกทุกมุมดูธรรมดามาก ไม่มีอะไรสะดุดตาเป็นพิเศษ จี้หลี่เดินสำรวจไปทั่วห้องนั่งเล่น หากจะให้เจาะจงหาจุดที่ผิดปกติสักจุด คงมีแค่อย่างเดียว…

นั่นคือห้องนี้มันสะอาดเกินไป

แต่ความสะอาดที่ว่า ไม่ได้หมายความว่าข้าวของเครื่องใช้ดูใหม่เอี่ยม

ทว่าการจัดวางข้าวของทุกชิ้นในห้องนี้ ล้วนพิถีพิถันเรื่องความเป็นระเบียบเรียบร้อยสุดๆ!

ของทุกอย่างถูกจัดวางเข้าที่เข้าทางอย่างพอดิบพอดี และไร้ซึ่งฝุ่นผงแม้แต่ไรเดียว ผ้าคลุมบนโซฟาก็เรียบกริบไม่มีรอยยับย่น

แต่เมื่อสังเกตจากผนังและเพดานที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองซีด ก็พอจะเดาได้ว่าคนที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่น่าจะเป็นพวกสูบบุหรี่จัด และคงอยู่มานานพอสมควรแล้ว

จี้หลี่เอามือลูบด้านบนของโทรทัศน์แล้วถูนิ้วไปมา พลางลอบคาดเดาในใจว่าเจ้าของห้องนี้... จะเป็นคนแบบไหนกันแน่

ในขณะเดียวกัน อวี๋กัวก็ถือสมาร์ตโฟนเดินมุดออกมาจากห้องน้ำ

"พี่น้องครับอย่าเพิ่งผิดหวังกันนะ! ถึงห้องนี้จะดูไม่เหมือนบ้านผีสิงเลยสักนิด แต่ผมเอาเกียรติเป็นประกันเลยว่า เดี๋ยวจะต้องมีเรื่องสยองขวัญสุดขีดเกิดขึ้นที่นี่แน่นอน!"

"เฮ้ยๆๆ! อย่าเพิ่งหนีกันสิครับ! จะย้ายไปดูไลฟ์สาวห้องข้างๆ ทำไมเล่า อย่าเพิ่ง..."

สีหน้าของอวี๋กัวหมองลง เขาปิดโทรศัพท์มือถือ มองจี้หลี่แล้วถอนหายใจยาว "ที่นี่ดูไม่เหมือนบ้านผีสิงเลยสักนิด..."

"ผมค้นในห้องน้ำจนทั่วแล้ว ไม่มีอะไรเกี่ยวกับผีสักอย่าง ตอนนี้คนดูหนีไปหมดแล้ว!"

เขาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างหมดอาลัยตายอยาก "ถ้าไม่ได้เห็นผีสามตนบนชั้นสองของโรงแรมกับตา ผมคงไม่มีทางเชื่อเรื่องที่คุณเล่าแน่ๆ"

จี้หลี่ไม่ตอบอะไร เขาเพียงล้วงซองบุหรี่ออกมาจากกระเป๋า หยิบขึ้นมาคาบไว้ที่ริมฝีปากมวนหนึ่ง แล้วลุกเดินตรงไปยังห้องครัว

สภาพภายในครัวดูไร้ชีวิตชีวายิ่งกว่าห้องนั่งเล่น กระเบื้องสีหม่นเย็นเยียบสะท้อนใบหน้าของจี้หลี่ บรรยากาศอ้างว้างเงียบเหงา บ่งบอกชัดเจนว่าไม่มีใครเข้ามาจุดเตาทำอาหารที่นี่มานานมากแล้ว

จี้หลี่ขมวดคิ้ว อัดควันบุหรี่เข้าปอดพลางผลักบานหน้าต่างครัวออกไป สายลมยามค่ำคืนพัดเส้นผมยาวสยาย สีหน้าของเขาดูมืดแปดด้านยิ่งกว่าเดิม

"อีเมลของโรงแรมระบุไว้ชัดเจน…คนที่หกซึ่งจะมาแทนที่ จะรออยู่ที่สถานที่ทำภารกิจ แต่ที่นี่กลับ...ว่างเปล่า"

จี้หลี่เดินกลับออกมาจากครัวด้วยความว่างเปล่า ขณะเดียวกันอีกสามคนก็เพิ่งเดินออกมาจากห้องนอน พนักงานทั้งห้ากลับมารวมตัวกันกลางห้องนั่งเล่นอีกครั้ง

ฟางเซิ่นเหยียนมองจี้หลี่ที่ถูกโอบล้อมด้วยม่านควัน อาการอยากบุหรี่ก็กำเริบขึ้นมา เขาจุดบุหรี่สูบพลางเอ่ยขึ้น

"ห้องนอนทั้งสองห้องอยู่ในสภาพปกติ พวกเราค้นดูทุกซอกทุกมุมแล้ว ไม่เจออะไรผิดสังเกตเลย..."

"แต่ฉันคิดว่า... เจ้าของห้องนี้น่าจะเป็นคู่รักหรือสามีภรรยาที่อาศัยอยู่ด้วยกัน"

จี้หลี่ชะงัก ประโยคนั้นดึงความสนใจของเขาได้ทันที เขาเงยหน้าขึ้นมองฟางเซิ่นเหยียน "ลองว่ามาสิ"

"ในบรรดาห้องนอนทั้งสองห้อง ห้องนอนเล็กไม่มีคนอยู่เลย สังเกตได้จากตู้เสื้อผ้าที่ว่างเปล่า แต่ในห้องนอนใหญ่ มุมหนึ่งของผ้าปูเตียงมีคราบเหงื่อจางๆ ทิ้งไว้ แถมในตู้ก็มีเสื้อผ้าผู้ชายกับผู้หญิงแขวนปะปนกันอยู่ ปกติแล้วผู้ชายจะเหงื่อออกเยอะกว่า ถ้านอนถอดเสื้อบนเตียง นานวันเข้ามันก็จะเป็นคราบสะสม!"

ระหว่างที่ฟางเซิ่นเหยียนกำลังอธิบาย จี้หลี่สังเกตเห็นติงเมี่ยวซินพยักหน้าเห็นด้วยอย่างหนักแน่น ในเมื่อคนที่มีประสบการณ์ชีวิตคู่ทั้งสองคนยืนยันตรงกัน ข้อสันนิษฐานนี้ก็ไม่น่าจะพลาด

"แต่ดูจากสภาพแล้ว พวกเขาเหมือนกำลังจะย้ายบ้าน ข้าวของเครื่องใช้ในห้องถูกเก็บกวาดครั้งใหญ่ไปแล้วชัดๆ"

"ไม่ถูก..."

จู่ๆ อวี๋กัวที่ปิดปากเงียบมาตลอดก็แทรกขึ้น คิ้วของเขาขมวดมุ่น "ที่คุณพูดมามันไม่ถูก!"

"ทำไมล่ะ?"

"เพราะในห้องน้ำ... ผมเจอของใช้ส่วนตัวแค่ชุดเดียว และมันเป็นของผู้ชายร้อยเปอร์เซ็นต์!"

อวี๋กัวมองฟางเซิ่นเหยียนที่กำลังก้มหน้าก้มตาสูบบุหรี่ ก่อนจะชี้มือไปทางประตูหน้า

"บนชั้นวางรองเท้าไม่มีรองเท้าเหลืออยู่เลยสักคู่ ผมลองคุ้ยถังขยะในห้องน้ำดูแล้ว แม้แต่ซองพลาสติกยังถูกทิ้งไปเกลี้ยง ข้าวของทุกอย่างที่พอจะใช้ระบุตัวตนได้ถูกลบเลือนไปหมด"

ใบหน้าซีดขาวของฟางเซิ่นเหยียนฉายแววสับสน เขาตามความคิดนี้ไม่ทัน

"เขาหมายความว่า ในเมื่อข้าวของทุกชิ้นในห้องนี้ถูกทำความสะอาดและเก็บกวาดไปหมดแล้ว... ทำไมถึงจงใจเหลือร่องรอยทิ้งไว้แค่ในห้องนอนใหญ่ กับของใช้ผู้ชายในห้องน้ำล่ะ?" จี้หลี่ขยี้ก้นบุหรี่ทิ้ง แล้วหยัดกายลุกขึ้นจากโซฟา

ประโยคของจี้หลี่ดึงให้ทุกคนดำดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความเงียบงัน

จี้หลี่ลอบมองอวี๋กัวด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดา เขาไม่คิดเลยว่าชายหนุ่มที่ดูเผินๆ เหมือนติดเล่นไม่จริงจังคนนี้ จะมีไหวพริบและความคิดที่ฉับไวขนาดนี้

"ห้องนี้คือสถานที่ทำภารกิจ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราพบเจออาจเป็นเบาะแสสำคัญ ข้าวของที่หลงเหลืออยู่ในบ้านตอนนี้... บางทีมันอาจจะเป็นคำใบ้ที่โรงแรมจงใจทิ้งไว้ให้พวกเรา!"

ฟางเซิ่นเหยียนดันกรอบแว่นตา นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นเอ่ย

"ใช้สำหรับวิเคราะห์... ตัวตนที่แท้จริงของเจ้าของห้องนี้!"

จบบทที่ ตอนที่ 9 ตัวตนของเจ้าของห้อง

คัดลอกลิงก์แล้ว