- หน้าแรก
- ผู้จัดการโรงแรมอาถรรพ์
- ตอนที่ 10 เริ่มต้นการถ้ำมอง
ตอนที่ 10 เริ่มต้นการถ้ำมอง
ตอนที่ 10 เริ่มต้นการถ้ำมอง
"ใช่เลย ๆ!"
อวี๋กัวตบมือฉาดใหญ่ ก่อนจะพุ่งเข้าไปหาฟางเซิ่นเหยียนพร้อมรอยยิ้มเริงร่า แล้ววางมือพาดบ่าอีกฝ่ายอย่างถือวิสาสะ
จี้หลี่กระชับเสื้อโค้ตกันลมให้เข้าที่ ก้มหน้าเดินตรงไปยังทิศทางของห้องนอนใหญ่พลางเอ่ยขึ้นว่า "เจ้าของห้องนี้น่าจะเป็นผู้ชาย และอาจจะมีรสนิยม... พิเศษสักหน่อย"
ได้ยินดังนั้น คนอื่น ๆ ที่เดินตามมาก็หันมองหน้ากันด้วยความงุนงง มีเพียงแววตาของฟางเซิ่นเหยียนเท่านั้นที่ทอประกายวาบขึ้นชั่วครู่
จี้หลี่มองห้องนอนที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมประหลาด เขาขมวดคิ้ว รู้สึกระคายเคืองจมูก มันเป็นกลิ่นหอมหวาน... หวานเลี่ยนจนชวนคลื่นไส้
เขาเปิดประตูตู้เสื้อผ้าออกอย่างแผ่วเบา ด้านในมีเสื้อผ้าหลากหลายรูปแบบหล่นกระจัดกระจาย มีทั้งของชายและหญิง
จี้หลี่ไม่พูดอะไร เขาสวมถุงมือเงียบ ๆ หยิบเสื้อผ้าในตู้ออกมาจัดระเบียบ แล้ววางเรียงบนเตียงทีละชิ้น เสื้อผ้าและกางเกงหลากสีหลายสไตล์กองทับซ้อนกันอยู่บนเตียง ชายผ้าบางส่วนห้อยตกลงมาเรี่ยพื้น มองดูราวกับซากศพไร้กระดูก
ฝั่งซ้ายคือเสื้อผ้าผู้ชาย ฝั่งขวาคือเสื้อผ้าผู้หญิง
จี้หลี่ขยี้จมูก ชี้นิ้วไล่ไปทีละกองแล้วเอ่ยเสียงเรียบ "พวกนายสังเกตเห็นอะไรไหม"
เฉาหยวนซึ่งยืนอยู่รั้งท้ายชะโงกหน้าขึ้นมามอง ก่อนจะพึมพำด้วยความประหลาดใจ "เสื้อผ้าผู้หญิงมีแค่ครึ่งเดียวของเสื้อผ้าผู้ชาย... แถมส่วนใหญ่ยังเป็นชุดชั้นในด้วย!"
ฟางเซิ่นเหยียนพยักหน้า กล่าวด้วยน้ำเสียงเจือความรู้สึกผิด "ฉันมัวแต่ถูกเสื้อผ้าที่สุมเป็นกองในตู้เบี่ยงเบนความสนใจ เลยไม่ได้วิเคราะห์ให้ถี่ถ้วน"
จี้หลี่โบกมือเป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร จากนั้นก็เดินวนดูเสื้อผ้าเหล่านั้นอยู่สองสามรอบ "ตอนนี้แทบจะฟันธงได้แล้วล่ะ เจ้าของห้องเป็นผู้ชาย... แถมยังเป็นไอ้โรคจิตวิปริตด้วย!"
เมื่อได้ยินประโยคนั้น ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะปรายตามองกองเสื้อผ้าผู้หญิงที่วางระเกะระกะอีกครั้ง
ติงเมี่ยวซินถึงกับหน้าแดงก่ำ ยกหลังมือขึ้นปิดปากด้วยความรู้สึกพะอืดพะอม เธอถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "งะ... งั้นเสื้อผ้าผู้หญิงพวกนี้..."
จี้หลี่หยุดเดินแล้วพยักหน้า "น่าจะขโมยมา"
อวี๋กัวเดินสำรวจรอบห้องอย่างไม่คิดอะไรมาก ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนขอบเตียงแรง ๆ จนโครงเตียงสั่นคลอน เสียง "เอี๊ยด" ดังลั่น ขัดจังหวะบทสนทนาของกลุ่มจี้หลี่
อวี๋กัวชะงักไป เขามองใบหน้าซีดเผือดของจี้หลี่แล้วรีบเด้งตัวลุกขึ้นยืน "ผมแค่ขอนั่งแป๊บเดียวเอง ทำไมเตียงนี่มันไม่ทนเอาซะเลย"
เขาคลำหมอนที่รองอยู่ใต้ก้นเมื่อครู่ สัมผัสได้ถึงของแข็งบางอย่าง จึงตัดสินใจดึงปลอกหมอนออก สมุดบันทึกปกดำเล่มหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในมือ
จี้หลี่กับฟางเซิ่นเหยียนก้าวเข้าไปใกล้ ส่วนเฉาหยวนและติงเมี่ยวซินไม่กล้าขยับเขยื้อน ได้แต่ยืนปักหลักอยู่ที่เดิม
อวี๋กัวเปิดสมุดดูผ่าน ๆ ตอนแรกเขายังไม่ใส่ใจนัก แต่ยิ่งอ่านลึกลงไป สีหน้าของเขาก็ยิ่งย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ!
ฟางเซิ่นเหยียนเดินเข้าไปหาด้วยความงุนงง "เกิดอะไรขึ้น"
อวี๋กัวส่งสมุดบันทึกในมือให้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "นี่มัน... ไดอารี่ถ้ำมองของไอ้โรคจิตนั่น!"
บทสนทนาของทั้งสองคนดังเข้าหูจี้หลี่ ทว่าเขากลับไม่ได้ซักไซ้ต่อ เขาเลือกที่จะเดินวนสำรวจรอบหัวเตียงแทน ก่อนจะหรี่ตาลง ราวกับค้นพบสิ่งผิดปกติบางอย่าง
จี้หลี่โบกมือไล่ฟางเซิ่นเหยียนกับอวี๋กัวให้ถอยไปด้านข้าง จากนั้นก็ออกแรงดันเตียงอย่างสุดกำลัง ช่องว่างระหว่างหัวเตียงกับกำแพงเผยให้เห็นประจักษ์แก่สายตา
เขาต้องตกตะลึง เมื่อพบว่ามีแสงสลัวสายหนึ่งลอดผ่านรอยแยกบนกำแพงฝั่งนั้นออกมา!
อวี๋กัวเงยหน้าขึ้นมองจี้หลี่ "ได้เบาะแสสำคัญเร็วขนาดนี้เลยเหรอ"
จี้หลี่ไม่มีเวลามาสนใจคำถามนั้น เขาร้องเรียกฟางเซิ่นเหยียนกับเฉาหยวนทันที ชายทั้งสี่รวมอวี๋กัวด้วยช่วยกันออกแรงยกเตียงทั้งหลังย้ายไปไว้อีกฝั่ง
บัดนี้ บนกำแพงทิศตะวันออก บริเวณที่เคยถูกหัวเตียงบังไว้ได้ปรากฏแก่สายตาทุกคนอย่างชัดเจน
"ติงเมี่ยวซิน ไปปิดไฟห้องนอนซะ"
จี้หลี่ไม่กล้าผลีผลาม เขาไม่รู้ว่าลำแสงประหลาดนี้สาดส่องมาจากไหน และไม่รู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่หลังกำแพง ได้แต่ระมัดระวังทุกฝีก้าว
ติงเมี่ยวซินรับคำเสียงแผ่ว เธอเดินไปที่ประตู กดสวิตช์ปิดไฟ แล้วถอยไปยืนพิงกรอบประตู ไม่กล้าขยับเขยื้อน
คนเป็นทั้งห้าชีวิตในห้อง "701" จมดิ่งลงสู่ความมืดมิด ทว่าลำแสงที่ลอดผ่านกำแพงทิศตะวันออกกลับยิ่งสว่างวาบขึ้น!
"นั่นมันรูนี่นา..." เฉาหยวนนวดขมับ อดไม่ได้ที่จะก้าวเท้าไปข้างหน้า แต่จี้หลี่ก็ยกแขนขวางเอาไว้ทันควัน
"ดูจากโครงสร้างโถงทางเดินด้านนอกแล้ว ห้องนอนใหญ่ของ 701 น่าจะใช้กำแพงร่วมกับห้อง 702" น้ำเสียงเย็นเยียบของจี้หลี่ดังขึ้นช้า ๆ ท่ามกลางความมืด อธิบายสถานการณ์ตรงหน้า
"ตอนนั้นฉันสังเกตเห็นหน้าห้อง 702 มีตุ๊กตาสีชมพูแขวนอยู่ที่ประตู เดาว่าคนเช่าน่าจะเป็นหญิงสาว และถ้าเอาไปเชื่อมโยงกับเสื้อผ้าผู้หญิงที่ไอ้โรคจิตห้อง 701 ขโมยมาล่ะก็..."
แสงนั้นตกกระทบเลนส์แว่นตาของฟางเซิ่นเหยียนจนสะท้อนประกายเย็นเยียบ เขาเอ่ยต่อเสียงแผ่ว "ห้อง 701 มีผู้ชายโรคจิตวิปริตอาศัยอยู่ ห้องนอนของเขาใช้กำแพงร่วมกับห้อง 702 เพียงแผ่นเดียว... เขาเจาะกำแพงตรงหัวเตียงให้ทะลุ ก็เพื่อที่จะได้ถ้ำมองหญิงสาวคนนั้นตอนเลิกงาน อาบน้ำ และเข้านอน... ในยามวิกาล"
แม้น้ำเสียงของฟางเซิ่นเหยียนจะราบเรียบ แต่คนอื่น ๆ ที่ได้ฟังต่างก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้!
จี้หลี่ยืนอยู่ไม่ไกล สายตาของเขาจ้องเขม็งไปยังรูบนกำแพงบานนั้น ก่อนจะเอ่ยสั่งฟางเซิ่นเหยียน
"อ่านเนื้อหาในไดอารี่ออกมา..."
ฟางเซิ่นเหยียนสูดลมหายใจเข้าลึก เขาใช้น้ำเสียงทุ้มต่ำและแผ่วเบา ค่อยๆ ถ่ายทอดถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความบาปหนาและโสมมออกมาทีละประโยค!
"นับตั้งแต่วินาทีที่คนคนนั้นย้ายมาอยู่ห้องข้าง ๆ ฉันก็จมดิ่งอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
ฉันเป็นโรคประหลาด ถ้าไม่ได้เห็นหน้าเธอแม้แต่วินาทีเดียว ร่างกายฉันมันเหมือนถูกไฟนรกแผดเผา ร้อนรุ่มไปถึงเครื่องใน!
ฉันอยากจะเห็นทุกอิริยาบถของเธอทุกวัน ทุกเวลา ฉันเลยเจาะรูที่กำแพงฝั่งตะวันออก
ฉันนอนห้อง 701 เธอนอนห้อง 702
ฉันเฝ้ามองเธอ... แล้วเธอจะสัมผัสได้ถึงฉันไหมนะ?"
"บางทีคนในห้องนั้นอาจไม่เคยระแคะระคายถึงเรื่องพวกนี้เลย เธอยังคงใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวตามปกติ และคงคิดแค่ว่าตัวเองวางเสื้อผ้าที่หายไปทิ้งไว้ผิดที่ผิดทาง
โดยไม่รู้ตัวเลยสักนิด... ว่ามีดวงตาขุ่นมัวมันเยิ้มคู่หนึ่ง กำลังแอบจ้องมองชีวิตของเธออยู่ทุกวันทุกเวลา!
"กรี๊ด!!"
ในขณะที่ทั้งห้าคนกำลังก้าวเท้าขยับเข้าไปใกล้รูบนกำแพงอย่างลืมตัว เสียงกรีดร้องโหยหวนและพร่าเลือนก็ดังแว่วมาอย่างกะทันหัน!
ต้นเสียงมาจากห้อง "702" ที่อยู่ห่างออกไปเพียงกำแพงกั้น!
จี้หลี่ลังเลชั่วครู่ เขาก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ ตอนนี้เป็นเวลา 2 ทุ่ม 32 นาที แล้ว ตามทฤษฎี... ผีสางอาจโผล่มาได้ทุกเมื่อ
"ลุยดิวะ! จะปอดแหกไปทำไม ไม่เข้าถ้ำเสือจะได้ลูกเสือเหรอ ห้องข้าง ๆ ต้องมีเรื่องแน่!" บุคลิกที่สองยุแยงจี้หลี่อยู่ในหัว มันส่งเสียงโวยวายด้วยความหุนหันพลันแล่น
"ไม่ได้นะ! ฉันตะหงิดใจกับห้อง 702 มาตั้งแต่แรกแล้ว ดูทรงแล้วเป้าหมายของภารกิจครั้งนี้ก็คือสองห้องที่ติดกันนี่แหละ ขืนบุ่มบ่ามเข้าไปมีหวังตายแน่!" บุคลิกที่สามพยายามร้องห้ามจี้หลี่อย่างสุดความสามารถ คัดค้านหัวชนฝา
ฟางเซิ่นเหยียนกระแอมไอเบา ๆ เหงื่อผุดซึมตามหน้าผาก แต่เขาก็ยังคงพลิกหน้ากระดาษอย่างรวดเร็ว เพื่อค้นหาข้อมูลที่เป็นประโยชน์นอกเหนือจากคำพรรณนาเพ้อเจ้อของไอ้โรคจิต แล้วอ่านออกเสียงมา
"เธอจะกลับมาถึงห้องเวลา 6 โมงเย็น 34 นาทีตรงของทุกวัน ตุ๊กตาสีชมพูที่หน้าประตูกับเคสมือถือของเธอเป็นลายเข้าชุดกัน น่าเสียดายที่ฉันพลิกแผ่นดินหาทั่วเน็ตก็ยังไม่เจอแบบเดียวกันเลย
ฉันเฝ้ามองเธอ... มองดูเธอใช้ชีวิตมานานแสนนาน
นิสัยของเธอคือชอบเปิดหน้าต่างห้องนอนทิ้งไว้ก่อนออกไปทำงานทุกเช้า ซึ่งมันเปิดทางสะดวกให้ฉัน…
ทำให้ฉัน... แอบเข้าไปนอนหลับบนเตียงของเธอได้ กอดเสื้อผ้าของเธอไว้ และหยิบฉวยทุกอย่างที่ฉันอยากได้กลับมา..."
พฤติกรรมวิปริตที่บันทึกไว้ในไดอารี่ทวีความรุนแรงและโรคจิตขึ้นเรื่อย ๆ
และในขณะเดียวกัน เสียงทะเลาะวิวาทจากห้องข้าง ๆ ก็ยิ่งดังกึกก้อง ราวกับมีชายหญิงคู่หนึ่งกำลังปะทะอารมณ์กันอย่างรุนแรง ทั้งเสียงร้องไห้คร่ำครวญของผู้หญิง และเสียงตวาดกร้าวของผู้ชาย ล้วนดึงทึ้งเส้นประสาทของคนทั้งห้าคนให้ตึงเครียดจนแทบขาดผึง!
ในจังหวะที่ทุกคนกำลังทำตัวไม่ถูก จี้หลี่ก็โพล่งขึ้นมา
"อวี๋กัว เอาโทรศัพท์นายไปอุดไว้ที่รูนั่นซะ!"
อวี๋กัวชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว เขาวิ่งพรวดไปที่กำแพงฝั่งตะวันออก นำโทรศัพท์มือถือที่ใช้สำหรับไลฟ์สดจ่อเลนส์กล้องแนบสนิทไปกับรอยแยกนั้น
ภาพที่ปรากฏผ่านรูกลมทึบแสง เป็นภาพโทนสีขาวเย็นยะเยือกที่ดูพร่าเลือน ราวกับกำลังดูม้วนวิดีโอขาวดำเก่า ๆ
จี้หลี่กลั้นหายใจทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ ดวงตาจ้องเขม็งไปยังเหตุการณ์ในห้องข้าง ๆ อย่างไม่กะพริบ ยิ่งดู ขนหัวของเขาก็ยิ่งลุกซู่!
ที่นั่น... ก็เป็นห้องนอนเหมือนกัน
ผู้หญิงในชุดกระโปรงยาวนอนสยายผมเผ้ากระเซอะกระเซิงอยู่บนเตียง มองไม่เห็นใบหน้าของเธอเลยแม้แต่น้อย ทว่าศีรษะของเธอกลับบิดเบี้ยวผิดรูปอย่างน่าสยดสยอง เป็นสัญญาณชี้ชัดว่าเธอได้สิ้นลมหายใจไปแล้ว!
"นี่มัน..." ติงเมี่ยวซินแข้งขาอ่อนแรง ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น เธออ้าปากกว้างเตรียมจะกรีดร้อง แต่โชคดีที่ฟางเซิ่นเหยียนเอามือตะครุบปากเธอไว้ได้ทัน
เฉาหยวนกับอวี๋กัวถึงกับเหงื่อแตกพลั่ก พวกเขาเป็นแค่คนธรรมดาทั่วไป ผียังไม่ทันได้เห็น กลับต้องมาเป็นพยานรู้เห็นในคดีฆาตกรรมเสียก่อน จะไม่ให้สติแตกได้อย่างไร!
ฟางเซิ่นเหยียนชะงักงันไปเนิ่นนาน เขาไม่อ่านบันทึกต่อ ทั่วทั้งห้อง 701 จึงตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า
จี้หลี่ยังคงกลั้นหายใจจนอึดอัดแน่นหน้าอก ลมหายใจจุกอยู่ที่คอหอยไม่กล้าผ่อนออก เหตุการณ์เกิดขึ้นกะทันหันมาก แม้เขาจะไหวตัวทัน แต่ก็ยังช้าไปก้าวหนึ่ง หญิงสาวคนนั้นตายไปแล้ว... เขาพลาดช่วงเวลาลงมือและหน้าตาของฆาตกรไปอย่างน่าเสียดาย!
แต่ในใจของเขามั่นใจเต็มร้อยว่า นี่ไม่ใช่แค่คดีฆาตกรรมธรรมดาแน่นอน ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเกี่ยวพันกับวิญญาณร้ายที่ยังไม่เผยตัวออกมา!
แขนของอวี๋กัวเริ่มเมื่อยล้า แต่จี้หลี่ยังอยากรอต่อไป เพื่อดูว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อจากนี้หรือไม่ เพราะขึ้นชื่อว่าการฆาตกรรม ย่อมต้องตามมาด้วยการอำพรางศพ
1 นาที... 2 นาที…
5 นาทีผ่านไป จี้หลี่ทนกลั้นหายใจต่อไปไม่ไหวแล้ว ทว่าเมื่อเวลาล่วงเลยไป ในห้องข้าง ๆ ที่มองผ่านรูนั้น นอกจากร่างไร้วิญญาณของผู้หญิงที่เพิ่งตาย ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ เกิดขึ้นอีกเลย!
หลังจากรอคอยมาพักใหญ่ ในที่สุดคนอื่น ๆ อีกสี่คนก็ลอบถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ อย่างไรเสีย สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญหน้าก็ไม่ใช่ฆาตกร แต่เป็นผีต่างหาก
มีเพียงจี้หลี่ที่แลบลิ้นเลียริมฝีปากแห้งผาก การพลาดเบาะแสสำคัญไปทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดใจไม่น้อย
ฟางเซิ่นเหยียนเงยหน้าขึ้นมองสีหน้าของแต่ละคน ก่อนจะพับสมุดบันทึกปิดลง เขาทอดสายตามองไปยังรูที่เชื่อมกับห้อง 702 แล้วอ่านเนื้อหาหน้าสุดท้ายออกมาทีละคำอย่างชัดเจน
"เธอจับได้แล้วว่าฉันแอบดู
ฉันตายแล้ว... ฉันจะไปหาเธอ..."
"ปัง!"
จู่ ๆ ก็มีเสียงกระแทกทึบ ๆ ดังลั่นมาจากกำแพงห้องข้าง ๆ!
อวี๋กัวสะดุ้งสุดตัวจนแขนสั่น โทรศัพท์มือถือที่แนบอยู่กับรูก็พลอยสั่นไหวไปด้วย
แต่ถึงอย่างนั้น ท่ามกลางความมืดมิด จี้หลี่ก็ยังคงมองเห็นฉากที่ทำให้วิญญาณของเขาต้องสั่นสะท้าน!
ดวงตาข้างหนึ่งที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย... มันทั้งขุ่นมัว เลื่อนลอย ทว่าแฝงความอาฆาตมาดร้ายไว้อย่างเปี่ยมล้น กำลังจ้องเขม็งผ่านรูถ้ำมองนั้น... สบตากับเขาพอดี!