- หน้าแรก
- จุติมาเป็นบุตรชายคนโตของนางสนม น้องชายแท้ๆ ของข้า แท้จริงแล้วคือการกลับชาติมาเกิดของจักรพรรดิอมตะ
- บทที่ 3 ตัวเอกที่สุ่มกาชาได้มา
บทที่ 3 ตัวเอกที่สุ่มกาชาได้มา
บทที่ 3 ตัวเอกที่สุ่มกาชาได้มา
บทที่ 3 ตัวเอกที่สุ่มกาชาได้มา
เมื่ออวิ๋นฉิงได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของเขาก็ฉายแววขอบคุณออกมาอย่างพอเหมาะพอเจาะ เขากำหมัดคารวะอีกครั้งแล้วกล่าว "ขอบพระคุณท่านประมุขน้อย" เขาโน้มกายลง แสงแห่งความสำเร็จตามแผนการเลือนหายไปจากส่วนลึกของเนตรซ้อนอย่างเงียบเชียบ
บุรุษที่ผู้อาวุโสสองพรรณนาว่าเป็นคนสุขุมเยือกเย็นมาโดยตลอดนั้น ในใจกลับมีตัวตนขนาดจิ๋วกำลังขีดเขียนบันทึก: "คู่มือพิชิตใจน้องชายจักรพรรดิเซียนของข้า" ขั้นที่หนึ่ง สำเร็จ
บนแท่นพิธีอันสูงตระหง่าน ผู้อาวุโสใหญ่อวิ๋นเช่อค่อยๆ ผ่อนลมหายใจขุ่นมัวออกมาพลางเอ่ยด้วยเสียงทุ้มลึก "สวรรค์คุ้มครองตระกูลอวิ๋นโดยแท้" ในที่สุดผู้อาวุโสสองอวิ๋นหยวนก็ไม่อาจกลั้นเสียงหัวเราะด้วยความเปี่ยมสุขได้อีกต่อไป
สีหน้าของเหล่าผู้อาวุโสท่านอื่นพลันผ่อนคลายลงเช่นกัน สิ่งที่ตระกูลไม่ปรารถนาจะให้เกิดขึ้นที่สุด คือการห้ำหั่นกันเองของสองอัจฉริยะคู่นี้
เหล่าศิษย์สายเลือดรองและบุตรนอกสมรสจำนวนไม่น้อยที่อยู่เบื้องล่าง ในดวงตาของพวกเขาเริ่มจุดประกายแห่งความหวังขึ้นมา นับตั้งแต่อวิ๋นหวงขึ้นกุมอำนาจ ชีวิตของเหล่าคนนอกสายตาในตระกูลนั้นช่างยากลำบากเหลือแสน มีเพียงอวิ๋นลี่เท่านั้นที่มีสีหน้าซับซ้อน ความรู้สึกในใจยากจะอธิบายเป็นคำพูด
อวิ๋นหวงจ้องมองร่างที่ยืนหยัดมั่นคงดุจสนพันปีเบื้องล่าง คลื่นระลอกเล็กๆ ในใจที่เกิดจากความคาดไม่ถึงต่อท่าทีของอีกฝ่ายค่อยๆ สงบลง
เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่ามกลางเสียงเคารพยำเกรง "น้อมส่งประมุขน้อย" ที่ดังระงมไปทั่วบริเวณ ก่อนจะสะบัดชายเสื้อคลุมแล้วจากไปอย่างทระนง
"กายาเต๋าแห่งความโกลาหล เนตรซ้อนโบราณ... น่าสนใจไม่น้อย" อวิ๋นหวงรำพึงในใจ "ดูท่า เจ้าจะน่าสนใจกว่าที่ข้าคาดไว้มากนัก หึ พวกผู้อาวุโสใหญ่ช่างซ่อนเจ้าไว้มิดชิดเสียจริง กลัวว่าข้าจะลงมือกับเจ้าอย่างนั้นรึ?"
"การที่ข้ายกเว้นการคุกเข่าให้เจ้า เป็นเพียงเพราะเห็นว่าพรสวรรค์ของเจ้าพอใช้การได้ ท่าทีก็ถือว่ารู้จักกาลเทศะ จะภักดีหรือคิดคด จะเป็นหยกงามที่ยังไม่เจียระไนหรือเป็นเพียงหินดื้อด้าน ยังต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ข้าจะรอดู"
แม้โดยส่วนตัวอวิ๋นหวงจะรังเกียจพวกบุตรนอกสมรสเพียงใด แต่เขาก็ยังคงชื่นชมในอัจฉริยะที่แท้จริง ในยามนี้ดูเหมือนว่า ในบรรดาคนรุ่นเดียวกัน ผู้เดียวที่พอจะคู่ควรให้เขาชายตามองได้ ก็มีเพียง "พี่ชาย" ผู้นี้เท่านั้น
การปรากฏตัวในตระกูลครั้งแรกของอวิ๋นฉิง เขาได้ประกาศศักดาด้วยวิธีที่สะเทือนเลื่อนลั่น บดขยี้ความกังขาและกระแสต่อต้านจนแหลกลาญ คลื่นระลอกนี้ที่ซัดสาดลงสู่ทะเลสาบแห่งโชคชะตา จะกลับคืนสู่ความสงบในที่สุด หรือจะก่อตัวเป็นมหาวาตภัยโหมกระหน่ำ มีเพียงกาลเวลาเท่านั้นที่จะให้คำตอบ
เมื่อผู้เป็นใหญ่บนบัลลังก์หยกดำจากไป ผลกระทบจากพิธีทดสอบวิญญาณก็ระเบิดออกในหมู่คนรุ่นเยาว์ของตระกูลอวิ๋นทันที
"กายาเต๋าแห่งความโกลาหล เนตรซ้อนโบราณ บรรพชนเอ๋ย ท่านช่างลำเอียงเหลือเกิน พรสวรรค์ระดับนี้สามารถรวมอยู่ในร่างคนเพียงคนเดียวได้จริงหรือ?!"
"เป็นพวกข้าเองที่เป็นดั่งกบในกะลา..."
"บรรพชนคุ้มครอง ภรรยาข้ากำลังตั้งครรภ์ มิกล้าขอให้เหมือนคุณชายใหญ่ ขอเพียงได้เศษเสี้ยวหนึ่งของท่าน ข้าก็พอใจแล้ว ได้โปรดเมตตาด้วยเถิด"
มีทั้งเสียงตกตะลึง เสียงชื่นชม และกระทั่งพวกที่เริ่มกราบไหว้ขอพรกันตรงนั้น อารมณ์ความรู้สึกหลากหลายไหลวนอยู่รอบกายสูงโปร่งของอวิ๋นฉิง
เขายืนนิ่งสงบ อาภรณ์สีนิลไหวพลิ้วโดยไร้กระแสลม ใบหน้าเรียบเฉยดุจบ่อน้ำโบราณ ลึกลงไปในเนตรซ้อน ปราณต้นกำเนิดแห่งความโกลาหลหมุนวนดุจดาราจักร สะท้อนทุกห้วงอารมณ์และระลอกปราณวิญญาณรอบกายได้ชัดแจ้งดั่งลายเส้นบนฝ่ามือ ทว่ากลับไม่อาจทำให้ใจของเขาเกิดแรงกระเพื่อมได้แม้แต่น้อย
"พี่ใหญ่!"
เสียงเรียกที่เปี่ยมด้วยความยินดีอย่างยิ่งล้นดังทำลายความเงียบ ทันใดนั้นเด็กน้อยผู้หนึ่งก็วิ่งถลาเข้ามาตรงหน้าเขาเหมือนลูกสุนัขที่หลุดจากกรง ดวงตาสว่างไสวเป็นประกาย "พี่ใหญ่! ข้างนอกนั่นลือเรื่องของท่านกันให้แซ่ดเลย ท่านเก่งกาจที่สุด!"
สตรีวัยแรกรุ่นที่ยืนอยู่ข้างกัน นางคือบุตรีจากบ้านสามของตระกูลอวิ๋นามว่า อวิ๋นเหยา นางวิ่งตามมาพลางย่อกายคำนับอวิ๋นฉิงอย่างอ่อนช้อย "พี่ใหญ่อวิ๋นฉิง"
อวิ๋นฉิงพยักหน้าเล็กน้อยให้อวิ๋นเหยา ก่อนจะก้มมองน้องชายร่วมอุทรผู้นี้ อวิ๋นซั่ว ร่างเล็กๆ ที่เคยหดตัวด้วยความหวาดกลัวในความทรงจำ บัดนี้ระหว่างคิ้วของเขามีประกายความร่าเริงสมวัยเสียที การกลับมาของเขาในครั้งนี้ จะต้องทำให้ชีวิตของอวิ๋นซั่วในตระกูลมั่นคงขึ้นอย่างแน่นอน
อวิ๋นฉิงยกมือขึ้น ปลายนิ้วลูบเรือนผมนุ่มของอวิ๋นซั่วเบาๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "เป็นเพียงชื่อเสียงภายนอก เส้นทางการบำเพ็ญเพียรนั้น หัวใจสำคัญคือตัวเราเอง เจ้าต้องขยันหมั่นเพียร อย่าได้หลงระเริงไปกับสิ่งเร้า" ขณะเดียวกัน เนตรซ้อนของเขาก็กวาดมองไปยังเด็กสาวข้างกาย เห็นชัดว่าประโยคนี้เขาก็ต้องการเตือนนางด้วยเช่นกัน
"ข้าเข้าใจแล้ว พี่ใหญ่" อวิ๋นซั่วพยักหน้าอย่างขันแข็ง
"เจ้าค่ะ พี่ใหญ่อวิ๋นฉิง" อวิ๋นเหยากดเสียงต่ำ ขอบตาเริ่มแดงระเรื่อเจือแววหวาดวิตก "แต่ว่าพี่ใหญ่ ประมุขน้อยท่านทรงตั้งแง่กับพวกเราที่เป็นบุตรนอกสมรส... ก่อนหน้านี้พี่อวิ๋นลี่เพียงแค่ตอบคำถามช้าไปชั่วอึดใจ ก็ถูกประมุขน้อย... ตันเถียนของพี่อวิ๋นลี่ได้รับบาดเจ็บสาหัส จนถึงยามนี้ก็ยังมิอาจรักษาให้หายขาดได้"
"สำรวมวาจา" อวิ๋นฉิงเอ่ยขัดนางทันควัน สายตาของเขาเงยขึ้นมองไปยังทิศทางที่อวิ๋นหวงจากไปอีกครั้ง ในส่วนลึกของเนตรซ้อนฉายแววระแวดระวังอย่างถึงที่สุด "เจตจำนงของประมุขน้อย ก็คือโองการสวรรค์ของตระกูลอวิ๋น"
อวิ๋นซั่วและอวิ๋นเหยาตกใจกับความเฉียบขาดในน้ำเสียงของเขา จึงรีบปิดปากเงียบทันที
ในจังหวะนั้นเอง ผู้อาวุโสสองอวิ๋นหยวนเดินเข้ามาอย่างช้าๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดีและชื่นชมอย่างไม่ปิดบัง เขากวาดสายตามองอวิ๋นฉิงทั่วร่าง พยักหน้าพลางเอ่ย "จิตใจสงบนิ่งดั่งขุนเขา วางตัวเหมาะสมดุจสายน้ำนิ่งไหลลึก ไม่เลวเลยจริงๆ เจ้าหนูฉิง ทำได้ดีมาก" คำพูดของเขาดูเหมือนเป็นการประเมินการแสดงออกในวันนี้ แต่สายตากลับลอบสบกับผู้อาวุโสใหญ่อวิ๋นเช่อที่ยืนอยู่ไม่ไกลเพียงครู่หนึ่ง
ในดวงตาของผู้อาวุโสทั้งสองต่างสื่อความหมายที่ตรงกัน—สมแล้วที่เป็นดวงวิญญาณที่ถูกคัดสรรโดย "พิธีกรรมลับย้อนรอยวิญญาณ" ช่างเข้ากันได้กับกายาเต๋าแห่งความโกลาหลและเนตรซ้อนโบราณนี้อย่างสมบูรณ์แบบราวกับหยกสลัก เป็นผู้สืบทอดเกียรติภูมิโบราณของตระกูลอวิ๋นได้อย่างไร้ที่ติ
"ผู้อาวุโสสองชมเกินไปแล้ว ฉิงละอายใจมิกล้ารับ" อวิ๋นฉิงโค้งคำนับด้วยท่าทีนอบน้อม
"หึ เจ้าเด็กเจ้าเล่ห์จอมเสแสร้ง ตามข้ามาเถอะ 'ตำหนักฉิงอวี่' ของเจ้าเตรียมการไว้เนิ่นนานแล้ว" อวิ๋นหยวนหัวเราะในลำคอ สะบัดแขนเสื้อแล้วเดินนำไป
อวิ๋นฉิงกล่าวลาอวิ๋นเหยา ก่อนจะหิ้วคออวิ๋นซั่วเดินตามผู้อาวุโสสองผ่านหมู่ตำหนักอันวิจิตรตระการตา ทุกย่างก้าวที่ผ่านไป ไม่ว่าจะเป็นองครักษ์หรือศิษย์ในตระกูล ทุกคนต่างรีบก้มกายคารวะด้วยความเคารพยำเกรง
เมื่อก้าวเข้าสู่ "ตำหนักฉิงอวี่" พื้นที่ภายในกว้างขวางโอ่โถง คานแกะสลักเสาทาสีงดงามด้วยศิลปะโบราณผสานความหรูหราอันล้ำสมัย ปราณแห่งฟ้าดินหนาแน่นจนแทบจะควบแน่นเป็นรูปธรรม ไม่ด้อยไปกว่าถ้ำบรรพกาลหุนตุ้นที่เขาบำเพ็ญเพียรมานับสิบปีเลยแม้แต่น้อย
หลังจากส่งผู้อาวุโสสองและสั่งให้เหล่าข้ารับใช้ถอยออกไป เหลือเพียงอวิ๋นซั่วที่กำลังสำรวจตำหนักด้วยความตื่นตาตื่นใจ
อวิ๋นฉิงยืนอยู่ริมหน้าต่างเพียงลำพัง มองดูหมอกวิญญาณที่ลอยล่องอยู่ภายนอก โลกใบนี้ช่างแตกต่างจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินครามในชาติก่อนที่เขาถวิลหาโดยสิ้นเชิง
ตระกูลอวิ๋นแห่งแดนบูรพามีรากฐานเก่าแก่เกินหยั่งถึง และวิชาลับที่เรียกว่า "พิธีกรรมลับย้อนรอยวิญญาณ" ก็คือหนึ่งในความลับที่ดำมืดที่สุดของตระกูล
วิชานี้สามารถดึงดูดดวงวิญญาณที่เข้ากันได้ดีที่สุดจากกระแสธารแห่งกาลเวลาอันไร้สิ้นสุด มาสถิตในสายเลือดระดับสูงสุดของตระกูล หรือที่คนทั่วไปมักเรียกขานกันว่า ผู้ข้ามมิติ!
ทั้งเขาและอวิ๋นหวง ต่างก็ไม่ใช่ดวงวิญญาณดั้งเดิมของโลกใบนี้
เรื่องของอวิ๋นหวงนั้นยังเป็นปริศนา แต่ตราประทับวิญญาณของอวิ๋นฉิงนั้นมาจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินครามดวงหนึ่ง หลังจากถูกเลือกโดยพิธีกรรมลับ เขาก็ทะลุมิติมาจุติในครรภ์ ณ มหาภพอันกว้างใหญ่ที่ผู้แข็งแกร่งคือผู้กำหนดกฎเกณฑ์แห่งนี้
ยามที่เขาถือกำเนิด กายาเต๋าแห่งความโกลาหลและเนตรซ้อนโบราณพลันตื่นขึ้นพร้อมกัน ก่อเกิดปรากฏการณ์สวรรค์สะเทือนดินสะท้านไปทั่วทั้งตระกูล ผู้อาวุโสสองอวิ๋นหยวนจึงนำตัวเขาไปเก็บตัวในถ้ำบรรพกาลหุนตุ้น ตัดขาดจากโลกภายนอกเพื่อขัดเกลาพลัง
การบำเพ็ญเพียรอย่างหนักในแดนลับนานนับสิบปี ทำให้อวิ๋นฉิงมีระดับพลังที่เหนือล้ำกว่าคนรุ่นเดียวกันไปไกล ทว่าจากการปะทะกับอวิ๋นหวงเพียงสั้นๆ ในวันนี้ เขารู้ดีว่าช่องว่างระหว่างพวกเขายังคงห่างไกลดุจฟ้ากับดิน
สัมผัสได้ถึง "ชะตาสวรรค์" ที่พันผูกอยู่บนตัวของอวิ๋นหวง ซึ่งเจิดจรัสดุจหมู่ดาวและยากจะสั่นคลอน อวิ๋นฉิงทอดสายตามองไปยังทิวเขาอันไกลโพ้น เนตรซ้อนลึกล้ำยากจะคาดเดา: ‘เขาไม่ได้เป็นเพียงบุตรแห่งสวรรค์ธรรมดา... แต่คือ กายาอมตะจุติ!’