- หน้าแรก
- เส้นทางสู่ความมั่งคั่งของเฮ่อหมิงจู
- ตอนที่ 51: การโต้เถียงบนโต๊ะอาหาร
ตอนที่ 51: การโต้เถียงบนโต๊ะอาหาร
ตอนที่ 51: การโต้เถียงบนโต๊ะอาหาร
ตอนที่ 51: การโต้เถียงบนโต๊ะอาหาร
เฮ่อหมิงจูฉุดสวี่เฉียวยั่นเข้าบ้านมาจนได้
"พี่ใหญ่ พี่รอง ขยับเข้าไปข้างในหน่อยสิคะ เว้นที่ให้พี่เฉียวยั่นกับป้าสะใภ้ใหญ่นั่งด้วย"
พูดไม่ทันขาดคำ เฮ่อหมิงจูก็ก้มลงอุ้ม "หลิงหลิง" ลูกสาวของสวี่เฉียวยั่นขึ้นไปบนเตาคัง พร้อมส่งสัญญาณให้เฮ่อเสี่ยวหัวพาเด็กน้อยไปนั่งตรงกลางระหว่างคุณตาคุณยาย
เฮ่อหมิงกั๋วยังงงๆ อยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขาก็เลือกที่จะฟังน้องสาวก่อน เขาขยับตัวลุกขึ้นและถอยไปนั่งด้านในเพื่อสละที่ว่างให้ ส่วนเฮ่อหมิงจวินมองดูเฮ่อหมิงจู แล้วมองดูครอบครัวของพี่สาวลูกพี่ลูกน้อง สลับกับบรรยากาศที่เห็นตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าบ้านมา เขาก็พอจะเดาสถานการณ์ในบ้านตระกูลสวี่ออกทันที และอดไม่ได้ที่จะแสยะยิ้มออกมา
เขาลุกขึ้นจากเตาคัง สวมรองเท้าเดินอ้อมไปอีกฝั่ง แล้วคว้าหมับเข้าที่แขนของพี่ชาย พร้อมออกแรงดึงเขาให้ลงมาที่พื้นอย่างแรง "มาๆ บนเตาคังที่มันไม่พอนั่งหรอก มีทั้งคนแก่ทั้งเด็ก พวกเราสองคนอายุอานามก็ไม่เด็กไม่แก่ ไปนั่งเก้าอี้เถอะ"
เฮ่อหมิงจวินมาบ้านลุงใหญ่บ่อย เขาจึงเดินไปหยิบเก้าอี้สองตัวจากโถงกลางเข้ามาอย่างคล่องแคล่ว แล้วกดไหล่พี่ชายให้นั่งลงบนเก้าอี้อย่างเลี่ยงไม่ได้
เตาไฟตรงหัวเตาคังกำลังติดไฟอยู่ บนเตาจึงอุ่นสบายมาก การได้นั่งขัดสมาธิบนนั้นมันช่างผ่อนคลายสุดๆ แถมยังอยู่ใกล้กับกับข้าวบนโต๊ะ จะแย่งกินเนื้อก็สะดวก
แต่การนั่งเก้าอี้นั้นเทียบไม่ได้เลยกับนั่งบนเตาคัง ทั้งแข็งทั้งหนาว แถมความสูงก็ไม่พอ จะคีบกับข้าวทีก็ต้องลุกขึ้นยืน บ้านไหนถ้าต้อนรับแขกให้นั่งเก้าอี้นี่แทบจะไม่ต่างจากการไล่แขกทางอ้อมเลย
เฮ่อหมิงจวินตั้งใจลากพี่ชายลงมาน้ำเน่าด้วยกัน บีบให้เขาต้องนั่งเก้าอี้ในฐานะแขกที่มาด้วยกัน บอกเลยว่างานนี้เขาไม่ปล่อยให้ไอ้หมอนี่เสวยสุขแน่นอน!
ปล่อยให้เมียรังแกน้องสาวแท้ๆ แล้วตัวเองคอยรับผลประโยชน์จากการขัดแย้งระหว่างเมียกับน้องสาว... หน้าตัวเมียชัดๆ!
พี่ชายลูกพี่ลูกน้องวันๆ อยู่แต่ในหมู่บ้าน ที่ที่ไกลที่สุดที่เคยไปก็คือในตัวเมือง ทั้งชีวิตเขาไม่เคยเจอนักเลง มาดเท่ที่ผ่านโลกมาอย่างเฮ่อหมิงจวินมาก่อน เขาเลยได้แต่ยอมจำนนไม่กล้าขัดขืน นั่งหน้าเศร้าอยู่บนเก้าอี้
เฮ่อหมิงจวินยังไม่หยุดแค่นั้น เขาตั้งใจถามจี้ใจดำพี่สะใภ้ต่อว่า: "พี่สะใภ้ครับ ผมลากพี่ชายมานั่งเป็นเพื่อนผมแบบนี้ พี่คงไม่มีความเห็นอะไรใช่ไหม?"
คนๆ นี้ดูท่าทางไม่ใช่คนที่จะไปล่วงเกินได้ง่ายๆ พี่สะใภ้จึงพยายามฉีกยิ้มที่ดูเหมือนจะร้องไห้ แล้วตอบเสียงเบา: "มะ...ไม่มีจ้ะ ไม่มีความเห็น..."
เฮ่อหมิงจูกับพี่รองสบตากัน เธอรู้ดีว่าพี่ใหญ่กำลังช่วยกันท่าให้เธออยู่ เธอเกือบจะหลุดขำออกมาแต่ก็พยายามกลั้นไว้สุดชีวิต เธอกดป้าสะใภ้ใหญ่ให้นั่งลงตรงที่ว่างที่เฮ่อหมิงจวินสละให้ ให้นั่งฝั่งเดียวกับลุงใหญ่และเฮ่อหมิงกั๋ว ส่วนตัวเธอเองจูงมือสวี่เฉียวยั่นให้นั่งลงอีกฝั่งของโต๊ะ
ทางซ้ายมือของเฮ่อหมิงจูนั่งข้างพี่สะใภ้จอมหาเรื่อง ส่วนขวามือนั่งข้างสวี่เฉียวยั่น
สวี่เฉียวยั่นทำท่าทางประหม่าอยากจะลุกขึ้น: "ไม่...ไม่เป็นไรจ้ะ พี่ไม่นั่งดีกว่า พวกเธอนั่งเถอะ..."
"นั่งสิคะ ทำไมจะไม่นั่ง พี่กลัวอะไรคะ ในบ้านนี้มีเสือที่ไหนจะมาคาบพี่ไปกินหรือไง?"
เฮ่อหมิงจูใช้หางตาเหลือบเห็นพี่สะใภ้กำลังโกรธจนหัวแทบระเบิด ควันออกหูรำไร เธอจึงยิ้มพลางปลอบ สวี่เฉียวยั่น "ไม่เป็นไรค่ะ มีหนูอยู่ทั้งคน วันปีใหม่ทั้งที พวกเรามานั่งกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันเถอะค่ะ"
ลุงใหญ่ไม่พูดอะไร ถือเป็นการยอมรับการกระทำของเฮ่อหมิงจูโดยดุษฎี ป้าสะใภ้ใหญ่ขยับปากอยากจะพูดบางอย่าง แต่ลุงใหญ่เอื้อมมือมาบีบข้อมือรั้งไว้ใต้โต๊ะ นั่นคือลูกสาวและหลานนอกแท้ๆ ของเขา ลูกชายทำเฉยปล่อยให้เมียรังแกน้องสาว เขาก็อั้นความโกรธไว้จนเต็มอกแล้ว
ถ้าไม่เห็นแก่ว่าลูกสะใภ้เพิ่งคลอด ร่างกายยังอ่อนแอละก็ เขาคงจะสั่งสอนไอ้คู่ผัวเมียไร้ยางอายสองคนนี้ไปนานแล้ว คุณตาคุณยายก็นิ่งเฉย นั่งมองเฮ่อหมิงจูและเฮ่อหมิงจวินร่วมมือกันบีบคั้นคู่ผัวเมียนั้นด้วยสายตาเอ็นดู คุณตาลูบผมเปียของหลานเหลน ส่วนคุณยายก็โอบเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังตัวสั่นด้วยความประหม่าไว้ในอ้อมกอด
เฮ่อหมิงหัวชะโงกหน้ามามองด้วยความสงสัย แล้วถามขึ้นอย่างซื่อๆ "ทำไมผมไม่เคยเห็นพี่เลยล่ะ? พี่ชื่ออะไรเหรอ?"
เด็กน้อยตอบเสียงแผ่ว "หนูชื่อหลิงหลิงค่ะ"
เฮ่อหมิงหัวชี้เข้าหาตัวเอง "ผมชื่อเฮ่อหมิงหัว! ต่อไปพี่ต้องตามผมนะ เดี๋ยวผมจะพาไปเที่ยวเล่นเอง!"
คุณยายยิ้มหัวเราะ: "แหม 'น้าชายน้อย' คนนี้ทำตัวสมเป็นผู้ใหญ่เชียวนะ"
พอได้ยินแบบนั้น เฮ่อหมิงจูก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเด็กสองคนนี้แม้จะรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่ลำดับญาติ ต่างกันลิบลับ เธอหันไปถามสวี่เฉียวยั่น "หลิงหลิงเกิดปีไหนคะพี่?"
สวี่เฉียวยั่นที่กำลังจ้องดูลูกสาวทุกลมหายใจตอบกลับโดยอัตโนมัติ "เกิดปี 78 จ้ะ"
เฮ่อหมิงจูตบมือหัวเราะร่า "ฮ่าๆ น้องเล็กอายุน้อยกว่าหลานนอกปีหนึ่งนะคะเนี่ย! เป็น 'น้าชายน้อย' ของแท้เลย!"
เด็กน้อยสองคนเงี่ยหูฟังผู้ใหญ่คุยกัน พอได้ยินแบบนั้น เฮ่อหมิงหัวก็เพิ่งเข้าใจแจ่มแจ้ง เขาพูดกับหลิงหลิงว่า: "งั้นต่อไปเธอห้ามเรียกชื่อผมเฉยๆ นะ เธอต้องเรียกผมว่าน้า!"
หลิงหลิงเองก็ได้ยินที่เฮ่อหมิงจูบอกว่าเฮ่อหมิงหัวเด็กกว่าเธอปีหนึ่ง วันนี้พวกผู้ใหญ่ใจดีกับเธอมาก ทุกคนดูมีความสุข เด็กๆ มักจะสัมผัสบรรยากาศรอบตัวได้ไว เธอจึงรวบรวมความกล้าเถียงกลับเป็นครั้งแรก: "หนูไม่เรียกน้าหรอก เธอเด็กกว่าหนู เธอต้องเรียกหนูว่าพี่สิ"
เฮ่อหมิงหัวถึงกับเกาหัวแกรก การได้เป็น "น้า" มันดูเท่จะตายไป ในกลุ่มเพื่อนเขาไม่เคยมีใครได้เป็นน้าเลยนะ วันนี้เขายังไงก็ต้องเป็นน้าให้ได้!
"ผมไม่สนหรอก ยังไงผมก็เป็นน้าเธออยู่ดี ต่อไปออกไปข้างนอกผมจะคุ้มครองเธอเอง!"
หลิงหลิงยู่ปากน้อยๆ: "หนูไม่ต้องการให้คุ้มครองหรอก แม่หนูเก่งที่สุดในโลก หนูมีแม่คนเดียวก็พอแล้ว"
สายตาที่สวี่เฉียวยั่นมองลูกสาวนั้นช่างอ่อนโยนเหลือเกิน ราวกับตาน้ำที่อุ่นและใสสะอาด แต่พอได้ยินประโยคถัดมาของลูกสาว เธอก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา
"เฮ่อหมิงหัว เธอห้ามมาบังคับให้ฉันเรียกน้านะ ไม่งั้นฉันจะเรียกเธอว่า 'น้องชายน้อย'!"
เป็ดที่เกือบจะสุกดันจะบินหนีไปต่อหน้าต่อตา เฮ่อหมิงหัวเริ่มลนลาน: "งั้นผมก็จะเรียกเธอว่า 'หลานนอก'!"
"น้องชายน้อย! น้องชายน้อย!"
"หลานนอก! หลานนอก!"
การทะเลาะกันแบบเด็กๆ ของทั้งสองคนทำให้ทุกคนในห้องหัวเราะออกมาเสียงดัง เฮ่อหมิงจูสังเกตเห็นว่า ความทุกข์ระทมบนใบหน้าของพี่สาวเลือนหายไปชั่วขณะ และมีสีหน้าที่ผ่อนคลายปรากฏขึ้นมาแทน
เสียงหัวเราะของเด็กคือยาถอนพิษที่ดีที่สุดในโลก แต่เห็นชัดว่ามีบางคนไม่คิดเช่นนั้น "หนวกหูโว้ย! จะให้กินข้าวกันไหม!"
พี่สะใภ้ฟาดตะเกียบลงกับโต๊ะ ไม่สนใจแขกเหรื่อเต็มบ้าน เธอชี้หน้าด่าสามีตัวเองทันที "ตอนที่แกไปขอนอนบ้านฉัน แกพูดว่ายังไง? แกรับปากกับพ่อแม่ฉันว่ายังไง แกบอกว่าแต่งงานแล้วจะให้ฉันอยู่อย่างสุขสบายกินหรูอยู่สบายใช่ไหม? นี่เหรอชีวิตดีๆ ที่แกพูดถึง?!"
"ฉันแต่งเข้าบ้านแกมาทำงานหนักเหมือนวัวเหมือนควาย กินไม่อิ่มนอนไม่หลับ ทุกวันต้องพากันลงนาทำงานงกๆ กว่าจะได้เมล็ดข้าวมาแต่ละเม็ด แต่แกกลับพาน้องสาวที่แต่งออกไปแล้วมานั่งกินนอนกินฟรีๆ ที่บ้าน! ฉันเป็นข้าทาสบ้านแกเหรอ? หรือฉันถูกขายมาอยู่บ้านแกกันแน่?!"
พี่ชายโดนเมียชี้หน้าด่าโดยไม่ทันตั้งตัว ตอนแรกเขาก็โกรธจัด แต่พอตาเหล่ไปเห็นอะไรบางอย่างเขาก็รีบยอมรับผิดทันที: "ผมผิดเองๆ คุณอย่าโกรธเลยนะ เดี๋ยวถ้าโมโหจนน้ำนมแห้ง ลูกชายเราจะกินอะไร?"
ไม่พูดถึงลูกยังพอทำเนา พอพูดถึงลูกปุ๊บพี่สะใภ้ยิ่งด่ากราด: "แกยังรู้ตัวอีกเหรอว่ามีลูกชาย! ปล่อยให้คนนอกมานั่งกินนอนกินในบ้าน ทั้งกินทั้งห่อ แกกะจะให้ลูกแกอดตายหรือไง?! ในบ้านอุตส่าห์เก็บเงินได้ไม่กี่หยวน แกก็ใจใหญ่เลี้ยงแขกกินเนื้อ แกเฉือนเนื้อฉันไปกินเลยสิ!"
ลุงใหญ่หน้าแดงก่ำ นี่มันแทบจะชี้หน้าด่าหัวเขาอยู่แล้ว ป้าสะใภ้ใหญ่รีบมองไปที่พี่สะใภ้สลับกับคนอื่นๆ พยายามจะเกลี้ยกล่อมด้วยความเงอะงะ แต่ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรให้อารมณ์ของเธอสงบลง
พี่ชายก็ได้แต่เออออตามเมียเพื่อปลอบใจ "ใช่ๆๆ คุณด่าถูกแล้ว บ้านเราผิดต่อคุณเอง"
ตอนพูดเขายังจงใจปรายตามองไปทางพ่อแม่และน้องสาว ราวกับจะบอกว่า "เห็นไหมล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อแม่ลำเอียง บ้านมันจะวุ่นวายขนาดนี้ไหม?"
พอมีคนรับลูก พี่สะใภ้ยิ่งได้ใจ จากเสียงด่ากลายเป็นเสียงโฮ เธอแยกขาออกแล้วถีบเตาคังอย่างบ้าคลั่ง สองมือกวาดปัดป้องและตบลงบนเตาคังเสียงดัง "แปะๆๆ"
"ทำไมชีวิตฉันมันอาภัพแบบนี้! แต่งกับผู้ชายไม่ได้เรื่อง แต่งกับบ้านที่ไม่เห็นแก่ลูกหลาน ฉันอุตส่าห์ลำบากคลอดลูกชายมา ยังสู้ยายเด็กนอกคอกไม่ได้เลย ฉันจะอยู่ไปทำไม ตายไปซะเลยดีกว่า ฮือๆๆๆ!"
เฮ่อหมิงกั๋วถึงกับอ้าปากค้าง เขาไม่เคยเจอ "อีตัวแสบประจำหมู่บ้าน" ที่นั่งด่ากลางตลาดแบบนี้มาก่อน เจอเข้าครั้งแรกถึงกับทำตัวไม่ถูกด้วยความกระอักกระอ่วน
เฮ่อหมิงจวินมองดูอยู่เงียบๆ ด้วยสายตาเย็นชา พอได้ยินพี่สะใภ้ด่ากระทบกระเทียบว่าเป็น "เด็กนอกคอก" สีหน้าของเขาก็เข้มขึ้นทันที ดวงตาเริ่มหรี่ลงอย่างน่ากลัว เด็กน้อยสองคนตกใจขวัญผวา เฮ่อหมิงหัวถอยไปหาพี่ชายพี่สาวตามสัญชาตญาณ ส่วนหลิงหลิงนั่งตัวแข็งทื่อเห็นชัดว่าตกใจมาก อยากจะร้องไห้แต่ก็ไม่กล้าร้อง
คุณยายร้อนรนบอกว่า: "พูดแบบนั้นไม่ได้นะ พูดแบบนั้นไม่ได้..."
คุณตาไม่พูดอะไร ได้แต่ถอนหายใจยาวๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า
ใบหน้าของสวี่เฉียวยั่นซีดเผือด เธอรีบคลานลงจากเตาคังทั้งที่ยังไม่ทันสวมรองเท้า ยืนอยู่บนพื้นดินที่เย็นเฉียบพลางพูดเสียงพร่า: "หนูจะกลับแล้วค่ะ หนูจะไม่อยู่บ้านแล้ว หนูจะกลับเดี๋ยวนี้..."
ทารกในห่อผ้าตกใจจนร้องไห้จ้า หน้าแดงก่ำไปหมด พ่อแม่มัวแต่แสดงละครฉากใหญ่อยู่ ไม่มีใครสนใจจะปลอบลูกเลยสักนิด ป้าสะใภ้ใหญ่รีบเอื้อมตัวไปอุ้มห่อผ้าบนเตาคังขึ้นมาพลางปลอบขวัญ
แต่พี่สะใภ้กลับกระชากลูกคืนไปแล้วผลักป้าสะใภ้ใหญ่อย่างแรง ทำท่าจะอุ้มลูกหนีกลับบ้านเดิม
"ฉันไม่อยู่แล้ว! ฉันไม่อยู่แล้ว! ในเมื่อพวกแกไม่ให้ฉันมีความสุข ก็อย่าหวังว่าใครจะมีความสุข!"
ป้าสะใภ้ใหญ่ไม่ได้ระวังตัว พอโดนผลักก็เสียหลัก หลังส่วนล่างกระแทกเข้ากับมุมโต๊ะบนเตาคังอย่างจัง จนสีหน้าเปลี่ยนด้วยความเจ็บปวด
ในบรรยากาศที่ตึงเครียดถึงขีดสุด ลุงใหญ่ก็ตบโต๊ะเสียงดังปัง! พร้อมตะโกนลั่น:
"พอได้แล้ว!"
ในห้องเงียบกริบทันตาเห็น ลุงใหญ่จ้องเขม็งไปที่ลูกชายและลูกสะใภ้ด้วยความโกรธจัด แล้วด่าออกมาว่า: "จะอยู่ก็อยู่ ไม่อยู่ก็ไสหัวไป! คิดจะมาหาเรื่องไล่น้องสาวตัวเองไปล่ะก็ ข้าไม่มีวันตามใจพวกแกแน่! ออกไปให้หมด ใจแคบขนาดรับน้องสาวตัวเองไม่ได้ ข้าก็ขอถือว่าไม่มีลูกชายอย่างแก! ไป! ไสหัวไปให้หมด!"
คนอารมณ์ดีที่ปกติไม่เคยโกรธใคร พอระเบิดอารมณ์ออกมา ทุกคนในห้องถึงกับอึ้งไปตามๆ กัน พี่สะใภ้ลืมร้องไห้ อ้าปากค้างยืนนิ่งอยู่กับที่ พี่ชายเห็นท่าไม่ดี พอเห็นพ่อโกรธจริงเขาก็รีบหันไปตบหน้าเมียตัวเองหนึ่งฉาด แล้วด่าว่า: "วันปีใหม่แท้ๆ ไม่ยอมให้คนเขากินข้าวดีๆ มีแต่แกนี่แหละที่คอยเสี้ยมให้พี่น้องเขาแตกกัน อีตัวแสบ!"
ไม่ตบก็ดีอยู่แล้ว พอตบลงไปปุ๊บ เหมือนไปเปิดสวิตช์ในตัวพี่สะใภ้ทันที เธอกระโดดขึ้นจากเตาคังอย่างบ้าคลั่ง พุ่งเข้าชนสามีตัวเองแล้วใช้สองมือจิกทึ้งหัวและใบหน้าของเขาอย่างสะเปะสะปะ "แกตบฉันเหรอ? แกกล้าตบฉันเหรอ!"
นี่คือท่ามาตรฐานการต่อสู้ของอีตัวแสบในชนบท แม้จะดูโบราณแต่ได้ผลชะงัด พี่ชายโดนทึ้งจนผมหลุดออกมาสองกระจุก หน้าตาโดนข่วนเป็นทางแดงๆ หลายรอย เขาเจ็บจนหน้าเปลี่ยนสี เริ่มโมโหจนจะง้างมือต่อยคืน แต่ก็โดนใครบางคนล็อกไว้
มือที่แข็งแกร่งราวกับเหล็กหล่อของเฮ่อหมิงจวินบีบเข้าที่ไหล่ของพี่ชาย พลางเยาะเย้ย: "เก่งขึ้นเยอะนี่ ถึงขั้นกล้าตบเมียเลยเหรอ?"
พี่ชายยังกล้าฟ้องด้วยความน้อยใจ: "มันข่วนหน้าผม..."
เฮ่อหมิงจวินขี้เกียจจะเสวนากับไอ้คนหัวทึบคนนี้ พอเห็นพี่สะใภ้โดนกันตัวออกไปแล้ว เขาจึงสะบัดมือปล่อยไหล่พี่ชายด้วยความรังเกียจ พี่สะใภ้พอเห็นว่าเข้าถึงตัวสามีไม่ได้แล้ว ก็หันไปฟุบหน้าลงกับม้วนที่นอนบนเตาคังแล้วร้องไห้คร่ำครวญเสียงดัง
บรรยากาศในห้องกระด้างสุดขีด ไม่มีใครพูดอะไร มีเพียงเสียงร้องไห้เป็นจังหวะเหมือนกำลังร้องลิเกของพี่สะใภ้เท่านั้น ถ้าเป็นแขกทั่วไปในตอนนี้ก็คงต้องขอตัวลากลับบ้านไปแล้ว แต่เฮ่อหมิงจูคิดแล้วคิดว่า เธอจะทิ้งไว้แบบนี้ไม่ได้ ดังนั้นเธอจึงกระแอมเบาๆ เพื่อทำลายความเงียบ
"ลุงใหญ่ ป้าสะใภ้ใหญ่คะ หนูต้องขอโทษด้วยนะคะ เรื่องในวันนี้มันเริ่มมาจากหนูเอง ถ้าหนูไม่รั้นจะให้พี่ เฉียวยั่นกับหลิงหลิงขึ้นโต๊ะกินข้าว เรื่องมันคงไม่บานปลายขนาดนี้"
พอได้ยินคำพูดของเฮ่อหมิงจู เสียงร้องไห้ของพี่สะใภ้ก็ชะงักลง เธอเงี่ยหูฟังทันทีว่าคนอื่นจะพูดว่าอะไรต่อ
ลุงใหญ่พูดด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง: "ไม่เกี่ยวกับหลานหรอก เป็นเพราะลุงเองที่คุมคนในบ้านไม่ได้ หลานๆ นานทีจะกลับมาเยี่ยมบ้านแท้ๆ เฮ้อ... ต่อให้ไม่มีเรื่องวันนี้ ไอ้สัตว์นรกสองตัวนี้มันก็ต้องหาเรื่องอื่นมาไล่เฉียวยั่นไปอยู่ดี"
ป้าสะใภ้ใหญ่เบือนหน้าหนีแล้วใช้หลังมือปาดน้ำตาด้วยความเสียใจ สวี่เฉียวยั่นเดินเข้าไปหา แล้วกุมมือแม่ไว้พลางสะอื้น: "แม่จ๋า..."
ป้าสะใภ้ใหญ่ดึงลูกสาวเข้ามากอดแล้วร้องไห้เสียงเบา: "ลูกที่น่าสงสารของแม่..."
แม่ลูกกอดกันร้องไห้ หลิงหลิงเองก็ร้องไห้พลางคลานจากเตาคังมาซุกอยู่ในอ้อมกอดของยายและแม่
เฮ่อหมิงจูมองดูแล้วขอบตาก็เริ่มร้อนผ่าว เธอนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ: "ทุกบ้านมีปัญหาที่พูดยาก แม้แต่ขุนนางที่เที่ยงธรรมยังตัดสินเรื่องในครอบครัวลำบาก หนูเองก็ไม่ควรเข้ามายุ่ง แต่พี่เฉียวยั่นเลี้ยงหนูมาตั้งแต่เด็ก ตอนหนูไปงมปลาไหลจนตกบ่อโคลน ก็มีพี่เขานี่แหละที่ไม่รังเกียจความสกปรกลงไปลากหนูขึ้นมา ตอนหนูโดนหมาในหมู่บ้านไล่กัด พี่เขาก็เป็นคนแกว่งไม้กวาดไล่หมาให้หนู จนตัวเองโดนหมากัดไปหลายแผล ตอนนี้ที่ขาก็ยังมีแผลเป็นอยู่เลย"
เธอกล่าวว่า: "พี่สาวดีกับหนูมาตั้งแต่เด็ก หนูจะเพิกเฉยยามที่พี่เขาลำบากไม่ได้"
สวี่เฉียวยั่นพูดเสียงแหบใส่เฮ่อหมิงจู: "เฮ่อหมิงจู..."
เธออยากจะบอกว่า เฮ่อหมิงจูอย่ามายุ่งเลย เฮ่อหมิงจูพี่คือลูกสาวที่แต่งออกไปแล้วเหมือนน้ำที่ราดออกไป เฮ่อหมิงจูวันนี้เธอมาออกตัวแทนพี่จนทำให้พี่ชายพี่สะใภ้โกรธ ต่อไปเธอจะกลับมาเยี่ยมญาติฝ่ายแม่ได้ยังไง?
แต่เฮ่อหมิงจูไม่เปิดโอกาสให้เธอได้พูด "พี่คะ ให้หนูพูดให้จบก่อน"
"พี่สะใภ้คะ พี่รังเกียจที่พี่เฉียวยั่นพาลูกมาอยู่บ้านเดิม จนอยากจะกวาดล้างแม่ลูกคู่นี้ออกไปให้พ้นหูพ้นตา แต่พี่เคยคิดบ้างไหมว่า ที่นี่ไม่ใช่บ้านเดิมตามความหมายนั้น แต่นี่คือ 'บ้านของพี่เฉียวยั่น' เขาเติบโตที่นี่ มีญาติพี่น้อง มีเพื่อนพ้อง ไก่และหมาในบ้านรู้จักเขา หินทุกก้อนในทุ่งนาก็รู้จักเขา เขาไม่ใช่แขก แต่เขาคือ 'เจ้าของบ้าน' คนหนึ่งเหมือนกัน"
พี่สะใภ้ลืมร้องไห้ไปเลย เธอลุกขึ้นมาจ้องหน้าเฮ่อหมิงจูด้วยความโกรธ ผัวเมียใจเดียวกัน ต่อให้เพิ่งตบกันมาก็ยังใจตรงกันในเรื่องนี้
พี่ชายรีบเถียงทันที: "เจ้าของบ้านอะไรกัน เขาแต่งงานออกไปแล้ว เขาก็มีบ้านของตัวเองสิ ที่นี่คือบ้านเดิมของเขา นานๆ กลับมาทีก็พอแล้ว แต่นี่จะมาอยู่กินฟรีนอนฟรีเหมือนเป็นสาวโสดได้ยังไง? อีกอย่าง หมู่บ้านก็มีกฎของหมู่บ้าน พ่อแม่แก่ตัวลงผมก็คือคนดูแลบ้าน อย่าเอาเรื่องในเมืองมาขู่กันหน่อยเลย"
คำพูดนี้มันช่างน่ารังเกียจจนเฮ่อหมิงจูต้องระเบิดอารมณ์ใส่เขา: "กินฟรีนอนฟรี? พี่พูดคำนี้ออกมาได้ยังไง ไม่ละอายใจบ้างเหรอ!"
"ตอนพี่เฉียวยั่นยังไม่แต่งงาน เขาลงนาทำงานทุกวัน ในขณะที่พี่ที่เป็นลูกผู้ชายแท้ๆ กลับอู้งานวันเว้นวัน คะแนนงาน ที่เขาหาได้ไม่ได้น้อยไปกว่าพี่เลย ถ้าจะพูดเรื่องกินฟรีนอนฟรี ก็ยังไม่รู้เลยว่าใครกันแน่ที่กินฟรี!"
"ต่อให้แต่งออกไปแล้ว เมล็ดข้าวที่พี่เฉียวยั่นทำนาได้เองนอกจากจะเก็บไว้กินเองในบ้านแล้ว ส่วนที่เหลือเขาก็เอามาให้ทางนี้ตลอด เพราะเขากลัวว่าหลังจากพี่แต่งงานแล้ว คนในบ้านจะเยอะขึ้นจนข้าวไม่พอหน้าพอหลัง ไม่หวังให้พวกพี่จำบุญคุณหรอกนะ แต่อย่างน้อยก็ไม่ควรจะมาเหยียบย่ำกันแบบนี้!"
"ตอนพวกพี่สองคนจะแต่งงานกัน บ้านพี่สะใภ้เรียกค่าสินสอดเพิ่มกะทันหัน ในบ้านไม่มีเงินเหลือเลยสัก เฟินเดียว เที่ยวไปขอยืมญาติไปทั่ว ในที่สุดก็เป็นพี่เฉียวยั่นนี่แหละที่ควักเงินที่เก็บไว้สำหรับเตรียมไปคลอดลูกที่โรงพยาบาลมาให้พวกพี่ใช้ จนตัวเองต้องคลอดลูกกับหมอเท้าเปล่า ที่บ้านเกือบจะตกเลือดตาย — แต่เงินก้อนนั้น พวกพี่ก็ยังไม่เคยคืนเขาเลยสักเฟิน"
"ถ้าจะคิดบัญชีกันจริงๆ ล่ะก็ ข้าวและเงินที่พวกพี่ค้างพี่เฉียวยั่นอยู่น่ะ จะคืนเมื่อไหร่คะ?"
พี่ชายรู้สึกผิดจนพูดไม่ออก แม้แต่พี่สะใภ้ก็หยุดร้องไห้เงียบกริบ
เฮ่อหมิงจูหันไปพูดกับพี่สะใภ้: "พี่เองก็เป็นผู้หญิง แต่พี่กลับดูถูกผู้หญิงด้วยกันเอง พี่เองก็เคยได้รับความลำบากจากการที่ครอบครัวให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาวมามากพอแล้ว แต่พี่ไม่คิดจะเปลี่ยนมัน พี่กลับคิดแต่จะฉุดคนอื่นลงมาในน้ำครำด้วยกัน ให้ผู้หญิงคนอื่นต้องเจอความลำบากแบบที่พี่เคยเจอ"
"พี่เฉียวยั่นไม่ได้ติดหนี้อะไรพวกพี่เลย มีแต่พวกพี่นั่นแหละที่ติดหนี้เขา"
จบตอนที่ 51