- หน้าแรก
- ราชันย์พลิกแผ่นดิน สร้างมหาอำนาจสเปน
- บทที่ 7: ความขัดแย้งระหว่างออสเตรียและปรัสเซีย
บทที่ 7: ความขัดแย้งระหว่างออสเตรียและปรัสเซีย
บทที่ 7: ความขัดแย้งระหว่างออสเตรียและปรัสเซีย
ในที่สุดการิบัลดีก็ตอบรับคำเชิญของคาร์ลอสในการเข้ามาเป็นผู้เขียนร่วมของหนังสือพิมพ์อิตาลี 24 ชั่วโมงซัน โดยนำเรื่องราวของตนเองมาตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์
แม้ในตอนแรกการิบัลดีจะยังมีความลังเลอยู่บ้าง แต่เมื่อคาร์ลอสได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระเจ้าวิกเตอร์ เอ็มมานูเอลที่สองผู้เป็นบิดา อุปสรรคทั้งมวลก็มลายหายไป
เหตุผลที่พระเจ้าวิกเตอร์ เอ็มมานูเอลที่สองทรงยินยอมให้การิบัลดีตีพิมพ์บทความนั้นเรียบง่ายมาก เพราะอย่างไรเสียคาร์ลอสก็เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ซัน และบทความของการิบัลดีก็ยังต้องผ่านการตรวจสอบ ย่อมไม่มีทางที่เนื้อหาที่เป็นภัยต่อความมั่นคงจะหลุดรอดไปตีพิมพ์ได้
ส่วนเรื่องที่ว่าคาร์ลอสอาจจะถูกการิบัลดีชักจูงจนยอมให้ตีพิมพ์บทความที่สนับสนุนระบอบสาธารณรัฐหรือไม่นั้น พระเจ้าวิกเตอร์ เอ็มมานูเอลที่สองไม่ได้ทรงกังวลเลยแม้แต่น้อย
โลรองต์เป็นบุคลากรที่พระองค์ทรงคัดเลือกมาด้วยพระองค์เอง ความจงรักภักดีต่อราชวงศ์และการสนับสนุนระบอบกษัตริย์ของเขานั้นเป็นที่ไว้วางใจได้
ด้านคาร์ลอสย่อมรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง ในเวลานี้ ทัศนคติของชาวอิตาลีที่มีต่อการิบัลดีนั้นไม่ต่างอะไรกับกลุ่มแฟนคลับที่คลั่งไคล้ดาราคนโปรดในยุคหลัง คำว่าคลั่งไคล้อย่างบ้าคลั่งยังดูจะน้อยเกินไปที่จะอธิบายความรู้สึกนั้น
เมื่อใดที่บทความของการิบัลดีได้รับการตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ซัน หนังสือพิมพ์อิตาลี 24 ชั่วโมงซันจะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในหนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของอิตาลีทันที และจะขยายตัวได้อย่างรวดเร็วเป็นทวีคูณ
บางทีภารกิจที่คาร์ลอสมอบหมายให้โลรองต์อาจจะสำเร็จลุล่วงได้ภายในเวลาไม่ถึงสองปี ซึ่งจะช่วยให้คาร์ลอสมีเวลามากขึ้นในการวางแผนการเรื่องอื่นๆ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานสามเดือนครึ่งก็ล่วงเลยไป
ด้วยบารมีอันมากล้นของการิบัลดี แม้จะมีการตีพิมพ์บทความออกมาเพียงสองตอนในรอบสามเดือนครึ่ง แต่หนังสือพิมพ์อิตาลี 24 ชั่วโมงซันก็ยังคงก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในหนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในราชอาณาจักอิตาลี โดยทำยอดขายต่อวันแตะหนึ่งหมื่นฉบับได้อย่างง่ายดาย
ปัจจุบันหนังสือพิมพ์ซันเริ่มทำกำไรและกำลังขยายกิจการอย่างรวดเร็วโดยอาศัยชื่อเสียงของการิบัลดี
ประกอบกับการที่สำนักพิมพ์ตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมที่เจริญรุ่งเรืองทางตอนเหนือของอิตาลี การขยายตลาดจึงไร้ซึ่งอุปสรรค และคาดว่ายอดขายต่อวันจะทะลุสองหมื่นฉบับภายในปีนี้ จนกลายเป็นหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่อย่างแท้จริง
ยุคสมัยนี้แตกต่างจากยุคหลัง หนังสือพิมพ์คือสื่อที่มีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับผู้คนในการรับรู้เรื่องราวของโลกภายนอก
แม้ว่ายอดขายหนังสือพิมพ์จะมีเพียงหนึ่งหมื่นฉบับ แต่จำนวนคนที่ได้อ่านย่อมมีมากกว่าหนึ่งหมื่นคนแน่นอน หากคำนวณจากขนาดครอบครัวเฉลี่ยสามถึงห้าคนต่อบ้าน จำนวนประชากรที่หนังสือพิมพ์ซันแห่งอิตาลีสามารถส่งอิทธิพลถึงก็เกือบจะแตะห้าหมื่นคนแล้ว
และด้วยการบอกเล่าปากต่อปากในหมู่คนห้าหมื่นคนนี้ ข่าวสารที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ก็สามารถเข้าถึงหูของชาวอิตาลีนับแสนคนได้ในระยะเวลาอันสั้น
นี่คือพลังของกระแสสังคมในยุคที่ความบันเทิงของประชาชนยังไม่พัฒนา พลังของสื่อสิ่งพิมพ์อย่างหนังสือพิมพ์จึงมีพลานุภาพมหาศาล
ผู้ที่ทำหน้าที่ส่งต้นฉบับทั้งสองครั้งคือริชชอตติ บุตรชายคนรองของการิบัลดี ซึ่งคาร์ลอสก็ได้สร้างความสัมพันธ์อันดีกับเขาผ่านการพบปะกันทั้งสองครั้งนี้
คำกล่าวที่ว่า พยัคฆ์ย่อมไม่กำเนิดบุตรสุนัข นำมาใช้บริการอธิบายบุตรชายทั้งสองของการิบัลดีได้อย่างเหมาะสมที่สุด
ในปฏิบัติการทางทหารอันมากมายของการิบัลดี บุตรชายทั้งสองของเขาล้วนมีบทบาทสำคัญ โดยทำหน้าที่เป็นดั่งมือขวาของการิบัลดีมาโดยตลอด
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเทียบกับการิบัลดีที่เริ่มชราภาพลง บุตรชายทั้งสองยังอยู่ในช่วงวัยฉกรรจ์ ซึ่งเป็นช่วงอายุที่มนุษย์มีความพร้อมสูงสุด
พูดกันตามตรง คาร์ลอสค่อนข้างหมายตาบุตรชายทั้งสองของการิบัลดีอยู่ไม่น้อย
แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ถูกนับว่าเป็นอัจฉริยะทางการทหารที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับบิดา แต่ระดับฝีมือย่อมอยู่เหนือมาตรฐานอย่างแน่นอน และจากการที่ได้รับการหล่อหลอมจากของการิบัลดีมาเป็นเวลานาน นิสัยใจคอของพวกเขาจึงไม่ได้คร่ำครึ
น่าเสียดายที่คาร์ลอสยังเด็กเกินไป มิฉะนั้นเขาคงจะพิจารณาเชิญริชชอตติมาดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองทหารเสือรักษาวังของเขาแล้ว
เมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงเดือนมิถุนายน ปี 1866 หัวใจของคาร์ลอสที่เคยสงบนิ่งก็เริ่มเกิดความรู้สึกประหม่าขึ้นมาบ้าง
ข่าวดีก็คือ สงครามออสเตรีย-ปรัสเซียมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นตามหน้าประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน เนื่องจากความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างปรัสเซียและออสเตรียได้เปิดฉากขึ้นแล้วตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม
นี่คือสงครามที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ภายใต้กระแสธารแห่งการรวมชาติเยอรมนี สองมหาอำนาจภายในดินแดนเยอรมันอย่างปรัสเซียและออสเตรียถูกกำหนดให้ต้องสู้รบเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่
โชคดีที่อิตาลียืนอยู่ข้างปรัสเซียซึ่งเป็นผู้ชนะในประวัติศาสตร์ ยิ่งไปกว่านั้น อิตาลียังสามารถคว้าชัยชนะได้โดยไม่ต้องลงแรงมากนัก โดยอาศัยจังหวะที่ออสเตรียกำลังตั้งรับปรัสเซียในการทวงคืนภูมิภาคเวนิสกลับมาอย่างง่ายดาย
ทว่าข่าวร้ายก็คือ กองทัพอิตาลีทำผลงานได้อย่างย่ำแย่เหลือเกินในสงครามครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานความล้มเหลวของอิตาลีล่วงหน้าก่อนจะถึงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สองเสียอีก
หากปรัสเซียไม่ได้แข็งแกร่งอย่างมากในเวลานั้น ราชอาณาจักรอิตาลีที่เพิ่งถือกำเนิดใหม่อาจกลายเป็นเพียงดาวตกที่ผ่านมาและดับสูญไปอย่างรวดเร็วบนคาบสมุทรแอเพนไนน์
สำหรับคาร์ลอสในตอนนี้ ปัญหาที่ยากที่สุดคือจะส่งอิทธิพลต่อพระเจ้าวิกเตอร์ เอ็มมานูเอลที่สองผู้เป็นบิดาอย่างไร
เพราะกองทัพอิตาลีที่พ่ายแพ้อย่างยับเยินในตอนนั้น ถูกนำทัพโดยพระเจ้าวิกเตอร์ เอ็มมานูเอลที่สองนั่นเอง
กล่าวคือ แนวรบทางตอนใต้ประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงจนไม่อาจส่งผลกระทบใดๆ ต่อปรัสเซียในทางเหนือได้เลย มิฉะนั้น สถานการณ์โลกก็อาจจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
คาร์ลอสรู้ดีว่าด้วยความสามารถและสถานะของเขาในปัจจุบัน มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเข้าไปแทรกแซงการดำเนินไปของสงครามออสเตรีย-ปรัสเซียโดยตรง
หากต้องการเปลี่ยนผลงานอันน่าอับอายของอิตาลีในสงครามครั้งนี้ เขาจำเป็นต้องดึงตัวเทพแห่งสงครามที่แท้จริงของอิตาลีอย่างการิบัลดีเข้ามาควบคุมกองทัพอิตาลี
แต่นี่แหละคือปัญหาที่ชวนปวดหัวที่สุด ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่พระเจ้าวิกเตอร์ เอ็มมานูเอลที่สองจะทรงยินยอมให้การิบัลดีมาบัญชาการกองทัพอิตาลี
เมื่อไร้หนทาง คาร์ลอสจึงทำได้เพียงใช้กลยุทธ์อ้อมค้อมเพื่อกู้ชาติ โดยใช้อีกวิธีหนึ่งเพื่อเปิดทางให้การิบัลดีได้เข้าร่วมสงครามล่วงหน้า
เมื่อก้าวเข้าสู่เดือนมิถุนายน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างปรัสเซียและออสเตรียก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น สองมหาอำนาจทางตอนเหนือและตอนใต้ของดินแดนเยอรมันไม่อาจอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้อีกต่อไป ผู้ชนะในความขัดแย้งครั้งนี้จะได้รวมดินแดนเยอรมันทั้งหมดและบรรลุกลยุทธ์การครองความเป็นใหญ่ในยุโรปกลาง
สถานการณ์อันตึงเครียดไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในดินแดนเยอรมันเท่านั้น แต่ยังลามมาถึงอิตาลีที่เป็นพันธมิตรของปรัสเซียด้วย
พระเจ้าวิกเตอร์ เอ็มมานูเอลที่สองทรงเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีไปแล้วถึงสองครั้งเกี่ยวกับสถานการณ์อันตึงเครียดในเยอรมนี และทรงมีบัญชาให้กองทัพอิตาลีเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา
ภายใต้บรรยากาศอันตึงเครียดนี้ คาร์ลอสก็เริ่มลงมือตามแผนการของตนเช่นกัน
"พับผ่าสิคาร์ลอส ลูกรู้ตัวไหมว่ากำลังพูดอะไรออกมา"
ภายในห้องรับประทานอาหารขนาดเล็กอันหรูหราของพระราชวัง พระเจ้าวิกเตอร์ เอ็มมานูเอลที่สองซึ่งกำลังเสวยพระกระยาหารเช้าอย่างสำราญพระทัย บัดนี้ทรงแสดงสีหน้าประหลาดใจอย่างยิ่ง พลางตรัสถามพระราชโอรสองค์โปรดที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างไม่ยากจะเชื่อสายตา
"ลูกทราบดีครับท่านพ่อ" คาร์ลอสพยักหน้ารับ สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะกราบทูลต่อ "เพราะเหตุนั้นเอง ลูกถึงได้เข้าใจว่าเรื่องนี้มีความสำคัญมากเพียงใด"
"พ่อหวังว่าลูกจะมีคำอธิบายที่สมเหตุสมผล มิฉะนั้น พ่อจะพิจารณาเรื่องความปลอดภัยในการที่ลูกไปคลุกคลีกับการิบัลดี" ในช่วงเวลานี้ พระเจ้าวิกเตอร์ เอ็มมานูเอลที่สองทรงดูเหมือนกษัตริย์แห่งอิตาลีมากกว่าบิดาธรรมดา พระองค์ทอดพระเนตรคาร์ลอสด้วยสายตาที่ลุ่มลึกและจริงจัง พลางตรัสเน้นย้ำทีละคำอย่างชัดเจน