เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39 จากการเข่นฆ่าสู่เรื่องทางโลก

บทที่ 39 จากการเข่นฆ่าสู่เรื่องทางโลก

บทที่ 39 จากการเข่นฆ่าสู่เรื่องทางโลก


บทที่ 39 จากการเข่นฆ่าสู่เรื่องทางโลก

ดาบที่จ่ออยู่บนหัวแต่ไม่ยอมฟันลงมาสักทีนั่นแหละ คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด

เพราะถ้ารู้แน่ชัดว่ามันจะตกลงมาเมื่อไหร่ ก็ยังพอจะตัดสินใจได้ว่าจะหลับตารอความตาย จะลุกขึ้นสู้ตาย หรือจะตายตกไปตามกัน

แต่การที่ดาบถูกเงื้อขึ้นสูงแล้วเอาแต่แกว่งไปแกว่งมา ทำให้ลูกแกะที่อยู่ใต้คมดาบเดาใจไม่ถูก ว่าวินาทีต่อไปมันจะฟันลงมา หรือว่าจะปล่อยไป... จะตายก็ไม่ให้ตายดีๆ

พูดง่ายๆ ก็คือ ทำให้คนไม่สามารถทิ้งความหวังลมๆ แล้งๆ แล้วลุกขึ้นมาต่อสู้ได้อย่างเต็มที่นั่นแหละ

นี่แหละคือการทรมานขั้นสุด

และในตอนนี้ พวกเศรษฐีผู้มีอิทธิพลในห้องวีไอพีหมายเลขหนึ่งของหอจุ้ยเซียน ก็กำลังเผชิญหน้ากับการทรมานแบบนั้นอยู่ อาการเหมือนสาวๆ ที่โดนหนุ่มเจ้าชู้ปั่นหัวไม่มีผิด ทุกคนเอาแต่เดินพล่านถอนหายใจไปมาด้วยความกระวนกระวายใจ

อาหารเลิศรสบนโต๊ะ ไม่มีใครแตะเลยสักคำ

"ตกลงท่านนายอำเภอจะเอายังไงกันแน่? ไหนว่าไม่ตรวจบัญชีแล้วไง แล้วทำไมพวกทหารพวกนั้นถึงยังมาเดินเพ่นพ่านอยู่หน้าบ้านพวกเราทุกวันเลยล่ะ"

"ฮึ ใครว่าไม่ตรวจล่ะ ข้าได้ยินมาว่าคืนที่มีการตรวจบัญชี มีผู้ใช้เวทลักลอบเข้าไปเผาสมุดบัญชี ท่านนายอำเภอโกรธมาก ถึงขนาดลงมือฟันหัวเสมียนที่สมรู้ร่วมคิดกับคนนอกด้วยตัวเองเลยนะ ไม่แน่ ตอนนี้อาจจะไม่ต้องตรวจบัญชีแล้ว แต่จะใช้ข้อหาจับกุมผู้ใช้เวทมาเป็นข้ออ้างริบทรัพย์พวกเราเลยก็ได้!"

"นี่... พวกท่านช่างกล้าพูดจริงๆ นะ ตอนนี้เป็นไงล่ะ ไปยั่วโมโหท่านนายอำเภอเข้าให้แล้ว"

"เถ้าแก่เฉิงหมายความว่ายังไง? ตระกูลเฉินของเราเป็นพลเมืองดีที่เคารพกฎหมายของต้าโจว จะไปทำเรื่องคอขาดบาดตายแบบนั้นได้ยังไงกัน"

"เหอะ ตระกูลเฉินของท่าน ใครบ้างล่ะที่ไม่รู้ ก็เป็นพลเมืองดีเก่าแก่จริงๆ นั่นแหละ ได้ยินว่าเมื่อคืนยังแอบส่งคนเอาของขวัญไปให้ท่านนายอำเภอที่เรือนกวางเหมยอยู่เลย ที่ตลกที่สุดก็คือโดนปฏิเสธกลับมาด้วย... ข้าล่ะสงสัยจริงๆ เป็นพลเมืองดีขนาดนี้ ทำไมไม่จ่ายภาษีการค้าที่ค้างชำระเมื่อก่อนให้ครบๆ ไปล่ะ เคารพท่านนายอำเภอขนาดนี้ ทำไมตอนงานเลี้ยงรับบริจาคคราวก่อนถึงไม่บริจาคให้เยอะกว่านี้ล่ะ จะมาร่วมหัวจมท้ายกับพวกเราทำไม? อ้อ ที่แท้ก็ปอดแหกนี่เอง หน้าบ้านพลเมืองดีก็มีทหารชั้นยอดมาเดินลาดตระเวนเหมือนกันสินะ"

"เจ้า... ไอ้แก่ขายปลาเอ๊ย..."

"พอได้แล้ว!" หลิ่วจื่อเหวินที่นั่งหลับตาก้มหน้าเป่าชาอยู่ริมโต๊ะมาตลอด จู่ๆ ก็กระแทกถ้วยชาลงกับโต๊ะเสียงดัง "กึก"

เสียงทะเลาะเบาะแว้งในห้องเงียบลงทันที ทุกคนพากันนั่งลง ดื่มชาเงียบๆ ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกันไป

เศรษฐีหนุ่มหน้ากลมร่างใหญ่คนหนึ่งขมวดคิ้วพูดว่า "ท่านลุงทั้งหลายเลิกทะเลาะกันได้แล้ว อย่าลืมสิว่าวันนี้พวกเรามาทำอะไรกัน"

เศรษฐีที่ดินชราสวมหมวกผ้าโพกหัว หน้าตาเหี่ยวย่นที่นั่งอยู่ด้านหลัง ทำหน้ามุ่ยพูดว่า:

"งานเลี้ยงขอขมามื้อนี้ ถ้าเกิดท่านนายอำเภอไม่มาจะทำยังไงล่ะ? เอาอย่างนี้ดีไหม พวกเราเอาเงินไปส่งให้ที่เรือนกวางเหมยเลยดีกว่า ไปขอขมาถึงที่ ท่านนายอำเภออยากได้เงินไปบรรเทาทุกข์ พวกเราก็ช่วยกันลงขันคนละนิดละหน่อย จ่ายๆ ไปก็สิ้นเรื่อง ปัญหาที่ใช้เงินแก้ได้ มันก็ไม่ใช่ปัญหาหรอก ข้าบอกตั้งนานแล้วว่าอย่าไปงัดข้อกับพวกขุนนางในที่ลับ..."

คำพูดของเศรษฐีที่ดินชราหยุดชะงักไปกลางคัน เพราะหลิ่วจื่อเหวินลุกขึ้นยืนแล้ว และกำลังรินชาให้เขาอย่างมีมารยาท น้ำเสียงของผู้นำตระกูลหลิ่วดูนุ่มนวล แต่คำพูดที่เปล่งออกมากลับไม่ได้นุ่มนวลตามเลยแม้แต่น้อย:

"ท่านลุงอู๋ ปกติแล้วทุกคนให้เกียรติ ยกให้ตระกูลหลิ่วของเราเป็นผู้นำ นายอำเภอหลงเฉิงคนก่อนๆ พวกเราก็ใช้วิธีอดทนกันมาแบบนี้แหละ ผลลัพธ์เป็นยังไง ทุกคนก็เห็นๆ กันอยู่และก็พอใจกันดี ตอนนั้นไม่เห็นท่านลุงอู๋จะบ่นอะไรเลย แต่ตอนนี้พอเจออุปสรรคนิดหน่อย ท่านลุงอู๋กลับพูดแบบนี้ มันไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่นะขอรับ?"

"มะ... ไม่เหมาะสิ" ลุงอู๋ฝืนยิ้มที่ดูแย่กว่าร้องไห้เสียอีก แล้วพูดตะกุกตะกักว่า "แต่ท่านนายอำเภอมีทหารอยู่ในมือนะ..."

"ข้ารู้ดีขอรับ"

หลิ่วจื่อเหวินหลุบตาลง ค่อยๆ เลื่อนถ้วยชาไปตรงหน้าเศรษฐีที่ดินชรา แล้วตบหลังมือเหี่ยวย่นของเขาเบาๆ:

"การต่อสู้แย่งชิงกัน สุดท้ายมันก็หนีไม่พ้นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์และยื่นข้อเสนอกันนั่นแหละ การที่ใต้เท้าโอวหยางท่านนี้ยังไม่สั่งทหารล้มโต๊ะทันที ก็แสดงว่ายังพอมีหวังเจรจากันได้ ยังไม่ถึงขั้นต้องแตกหักกันไปข้าง วันนี้ที่พวกเราจัดงานเลี้ยง ก็เพื่อมาขอขมาไม่ใช่หรือขอรับ แล้วก็เดี๋ยวพวกเราจะบริจาคเงินอีกก้อนหนึ่งในนามของการซ่อมแซมที่ว่าการอำเภอ ลองดูสิว่าใต้เท้าโอวหยางท่านนี้จะพอใจไหม"

"ทุกคนให้เกียรติข้า ข้าย่อมต้องคิดถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของทุกคนอย่างรอบคอบอยู่แล้ว แต่ทว่า..." หลิ่วจื่อเหวินเปลี่ยนน้ำเสียง "ห้ามใครทำตัวขี้ขลาดยอมจำนนเหมือนท่านลุงอู๋เมื่อกี้อีกเป็นอันขาด เพราะนี่ไม่ได้แค่ทำลายผลประโยชน์ของตระกูลหลิ่วเราเท่านั้น แต่มันยังทำลายผลประโยชน์ของทุกคนในที่นี้ด้วย"

"ดะ... ได้"

หลิ่วจื่อเหวินส่งยิ้มสบายๆ ให้ทุกคน ท่าทางเหมือนควบคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมด ทำให้พวกเขารู้สึกผ่อนคลายลงบ้าง

แต่ในใจของหลิ่วจื่อเหวินกลับไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายเลยแม้แต่น้อย และการทะเลาะเบาะแว้งของทุกคนเมื่อกี้ ก็ทำให้เขาตระหนักถึงความอ่อนแอและนิสัยเห็นแก่ตัวของพวกเศรษฐีที่ดินหน้าเลือดพวกนี้

ถ้าเขารู้จักคำว่า 'เพื่อนร่วมทีมห่วย' ล่ะก็ ตอนนี้เขาคงจะแปะคำนี้ไว้บนหน้าผากคนพวกนี้ทุกคนไปแล้ว

ภายในห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง หลิ่วจื่อเหวินจิบชาอย่างใจเย็น คนอื่นๆ เห็นดังนั้นก็เริ่มมีความมั่นใจขึ้นมาบ้าง

ทว่าในเวลานี้ จิตใจของหลิ่วจื่อเหวินกลับหนักอึ้ง

เหตุการณ์วุ่นวายที่คลังฝั่งตะวันออกเมื่อคืนวานนี้ ไม่รู้ว่าผลลัพธ์เป็นยังไงบ้าง สายลับที่ส่งไปก็ไม่รู้ว่าจัดการเผาสมุดบัญชีที่มีเบาะแสทิ้งไปได้หรือเปล่า

คนของหลิ่วจื่อเหวินที่ส่งไปสืบข่าววันนี้ ได้ความมาแค่ว่า คืนนั้นหลังจากที่เซี่ยลิ่งเจียงออกไปตามล่าผู้ใช้เวทที่ลักลอบเข้าไป นายอำเภอโอวหยางก็ไปถึงคลังฝั่งตะวันออกได้ทันเวลา และเป็นคนหิ้วหัวเสมียนชราออกมาด้วยตัวเอง พอฟ้าสางก็เอาไปเสียบประจานที่กำแพงเมือง พร้อมกับสั่งทหารปิดล้อมคลังฝั่งตะวันออกอย่างแน่นหนา ดูเหมือนจะไม่ได้ตรวจบัญชีต่อแล้ว แต่พอเช้าตรู่ก็สั่งเลี้ยงอาหารเช้าทหารกองกำลังเจ๋อชง ราวกับเตรียมการจะทำอะไรสักอย่างที่สำคัญมาก

สองวันมานี้ ผู้กองฉินก็นำทหารไปลาดตระเวนตามตรอกซอกซอยในหลงเฉิง ดูเหมือนจะกำลังตามล่าตัวผู้ใช้เวทที่ลอบเข้าไปในคืนนั้น และก็ดูเหมือนเตรียมพร้อมจะบุกเข้าไปริบทรัพย์บ้านคนได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะบ้านของพวกเศรษฐีและตระกูลใหญ่ในห้องนี้ ทำเอาทุกคนอกสั่นขวัญแขวนไปตามๆ กัน

คืนนั้นตกลงว่าสายลับทำสำเร็จหรือเปล่า? แล้วไอ้โอวหยางเหลียงฮั่นมันคิดจะทำอะไรกันแน่?

หลิ่วจื่อเหวินขมวดคิ้วอยู่ในใจ ความรู้สึกที่สถานการณ์เริ่มหลุดจากการควบคุมแบบนี้ ทำให้เขารู้สึกอึดอัดมาก

ในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่งก็ดังมาจากข้างนอก

หลิ่วจื่อเหวินและพวกเศรษฐีคหบดีรีบวางถ้วยชาลง แล้วลุกขึ้นไปต้อนรับที่ประตูทันที

ทว่าเมื่อประตูห้องเปิดออก คนที่ยืนอยู่ข้างนอกกลับไม่ใช่นายอำเภอหนุ่ม แต่เป็นหัวหน้ามือปราบหนุ่มในชุดสีฟ้าแทน

"นายตำรวจน้อยเยี่ยน? ทำไมถึงมาแค่ท่านคนเดียวล่ะ ท่านนายอำเภอไปไหนเสียล่ะ?" มีคนถามขึ้นด้วยความสงสัย

เยี่ยนลิ่วหลางเดินอาดๆ เข้ามาในห้องอย่างสง่าผ่าเผย ไม่มองซ้ายมองขวา เดินตรงไปกลางห้อง แล้วประสานมือคารวะทุกคนแบบส่งๆ พลางพูดว่า:

"หมิงฝู่งานยุ่งมาก ไม่มีเวลามาหรอก ก็เลยให้ข้ามาถ่ายทอดคำพูดแทน"

หลิ่วจื่อเหวินและคนอื่นๆ ถอนหายใจอย่างโล่งอกทันที ถึงตัวจะไม่มา แต่แค่ไม่ตัดขาดการเจรจาก็พอแล้ว มีคำพูดมาส่ง ก็แปลว่ายังมีเรื่องให้ตกลงกันได้ ถ้าตกลงกันได้ ก็แปลว่ายังมีทางออก

"นายตำรวจน้อยเยี่ยนเชิญนั่งขอรับ เด็กๆ ยกน้ำชามาสิ"

"ไม่ต้องหรอก มีแค่ไม่กี่ประโยค พูดจบข้าก็จะไปแล้ว" เยี่ยนลิ่วหลางส่ายหน้า

"ไม่นั่งคุยกันหน่อยหรือขอรับ?"

"หมิงฝู่สั่งมาว่า เรื่องพวกนี้ไม่มีอะไรต้องปรึกษาหารือกันหรอก และพวกท่านก็ต้องตกลงอย่างแน่นอน" มือปราบชุดฟ้าปรายตามองพวกเศรษฐีและคหบดีในห้องที่กำลังทำหน้างงและอยากรู้อยากเห็นอย่างมีความหมาย

หลิ่วจื่อเหวินสบตากับคนข้างหลัง แล้วหันกลับมาประสานมือคารวะพร้อมกัน:

"ท่านนายอำเภอมีอะไรจะสั่งการ เชิญนายตำรวจว่ามาได้เลยขอรับ!"

เยี่ยนลิ่วหลางชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้ว ก่อนจะหดลงไปนิ้วหนึ่ง:

"เรื่องแรก เงินที่ได้รับบริจาคจากงานเลี้ยงคราวก่อนเจ็ดร้อยแปดสิบก้วน รวมกับเงินที่พวกท่านจะบริจาคในงานเลี้ยงขอขมาครั้งนี้... ประมาณเท่าไหร่นะ?"

หลิ่วจื่อเหวินรีบรับคำ "ได้ยินมาว่าที่พักด้านหลังที่ว่าการอำเภอถูกน้ำท่วมจนพังทลาย อยู่อาศัยไม่ได้แล้ว ทุกคนเป็นห่วงท่านพ่อเมือง คราวนี้เลยตัดสินใจจะบริจาคให้ครอบครัวละหนึ่งร้อยก้วน รวมเป็นหนึ่งพันสามร้อยก้วน มอบให้ที่ว่าการอำเภอเพื่อนำไปใช้ซ่อมแซมที่พัก หวังว่าท่านนายอำเภอจะรับไว้นะขอรับ..."

"เอาล่ะ หนึ่งพันสามร้อยก้วนสินะ" เยี่ยนลิ่วหลางพูดแทรกขึ้นมา แล้วสั่งการต่อ "เงินพวกนี้ พวกท่านต้องเอาไปแลกเป็นเสบียงให้หมด แล้วส่งไปที่ค่ายบรรเทาทุกข์ชานเมือง โดยต้องคิดในราคาโต่วละสิบอีแปะ ซึ่งเป็นราคาตลาดปกติก่อนเกิดน้ำท่วมนะ"

"นี่..."

หลิ่วจื่อเหวิน เถ้าแก่เฉิง ผู้นำตระกูลหลี่ ลุงอู๋ และคนอื่นๆ อดไม่ได้ที่จะเริ่มปรึกษาหารือกัน ตอนนี้เสบียงหลังน้ำท่วมคือของหายากและเป็นที่ต้องการอย่างมาก การขายในราคาโต่วละสิบอีแปะนี่มันแทบจะทำให้ลูกผู้ชายร้องไห้เงียบๆ เลยนะ สีหน้าของทุกคนดูลังเลใจ จนกระทั่งเยี่ยนลิ่วหลางพูดข่มด้วยท่าทีสบายๆ ว่า:

"การที่ทหารจากกองกำลังเจ๋อชงเดินทางมาที่หลงเฉิงในครั้งนี้ ก็เป็นไปตามคำสั่งของใต้เท้าเสิ่น ผู้ตรวจการมณฑล เพื่อมาช่วยเหลือสืบสวนคดีทุจริตข้าวสารในยุ้งฉางจี้หมิน หลายวันมานี้ก็สืบสวนได้ข้อมูลมาพอสมควรแล้ว อีกไม่กี่วันหมิงฝู่ก็จะสั่งให้พวกเขากลับไปรายงานตัวที่เจียงโจวแล้วล่ะ"

หลิ่วจื่อเหวินรีบตัดสินใจทันที "ตกลงขอรับ สองพันแปดสิบก้วน ผู้น้อยจะปัดเศษเพิ่มให้อีกนิดหน่อย จะนำไปแลกเป็นเสบียงในราคาโต่วละสิบอีแปะ พรุ่งนี้เช้าจะส่งไปที่ค่ายบรรเทาทุกข์ชานเมืองทันที หวังว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระของท่านนายอำเภอได้บ้างนะขอรับ"

เยี่ยนลิ่วหลางพยักหน้า ดูเหมือนจะไม่แปลกใจเลย เขาหดนิ้วสุดท้ายลง:

"เรื่องที่สอง หมิงฝู่บอกว่า เทศกาลตวนอู่กำลังจะมาถึงแล้ว นี่เป็นประเพณีสำคัญของดินแดนอู๋เยว่เก่าแก่ของเรา ทุกๆ ปีจะต้องมีการแข่งเรือมังกร กินบ๊ะจ่าง เสียบใบจิงจูฉ่าย และเซ่นไหว้ชวีหยวน ปีนี้ถึงจะมีน้ำท่วม แต่ก็ไม่มียกเว้นหรอกนะ"

"แต่อำเภอข้างเคียงดูเหมือนจะไม่ได้จัดกันเลยนะขอรับ..." เถ้าแก่เฉิงท้วงด้วยความลังเล

"อำเภออื่นในเจียงโจวไม่จัด แต่อำเภอหลงเฉิงของเราจะจัด แถมยังจะจัดให้ยิ่งใหญ่และคึกคักที่สุดด้วย เพื่อให้ทุกคนได้ฉลองเทศกาลเรือมังกรตวนอู่อย่างมีความสุข"

หลิ่วจื่อเหวินและคนอื่นๆ ถึงกับอึ้งไปเลย แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นความระแวง "ท่านนายอำเภอคงไม่ได้กะจะให้พวกเราบริจาคเงินจัดงานเทศกาลอีกหรอกนะขอรับ?"

เยี่ยนลิ่วหลางส่ายหน้า พูดต่อว่า:

"ไม่ต้องให้ทุกคนบริจาคหรอก หมิงฝู่บอกว่า เพิ่งมาอยู่หลงเฉิง จะมัวแต่เอาใจใส่ผู้ประสบภัยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องให้ความสำคัญกับพวกเศรษฐีที่ดินและคหบดีในอำเภอด้วย จะลำเอียงไม่ได้ งานเทศกาลตวนอู่ครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้ราษฎรทุกคนในอำเภอได้เข้าร่วมสนุกด้วยกัน ที่ว่าการอำเภอหลงเฉิงจะเป็นแม่งานจัดเตรียมงานนี้ เพื่อร่วมสนุกกับประชาชน"

หลิ่วจื่อเหวินและคนอื่นๆ มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีใครรีบตอบรับ คาดว่าคงกำลังคิดกันอยู่ว่า นายอำเภอหนุ่มคนนี้กำลังวางแผนอะไรอยู่อีก

จนกระทั่งเยี่ยนลิ่วหลางพยักหน้าแล้วพูดคำว่า "แต่ทว่า" ออกมา พวกจิ้งจอกเฒ่าในห้องถึงได้ร้องอ๋ออยู่ในใจว่า 'มาแล้วไง'

"แต่ทว่า งานเทศกาลตวนอู่ครั้งนี้ อำเภอของเราตั้งเป้าจะจัดให้เป็นงานที่ยิ่งใหญ่และคึกคักที่สุดในมณฑลเจียงโจวเลยนะ เพื่อดึงดูดพ่อค้าและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศให้มาร่วมงาน หลงเฉิงมีการคมนาคมทางน้ำที่สะดวกสบายอยู่แล้ว พอข่าวแพร่ออกไป รับรองว่าคนต้องหลั่งไหลมากันมืดฟ้ามัวดินแน่"

เยี่ยนลิ่วหลางชี้มือไปทางลำธารหูเตี๋ย:

"แต่ก่อนที่จะจัดงานเทศกาล เราต้องซ่อมแซมตัวอำเภอหลงเฉิง สองฝั่งลำธารหูเตี๋ย และท่าเรือเผิงหลางตู้ให้ดูดีเสียก่อน ทุกท่านเห็นด้วยไหม? แถมตอนน้ำท่วมใหญ่คราวนี้ พวกท่านก็น่าจะมีบ้านเรือนเก่าๆ พังทลาย หรือเรือได้รับความเสียหายไปบ้าง ก็ถือโอกาสซ่อมแซมไปพร้อมกันเลย"

หลิ่วจื่อเหวินลองหยั่งเชิงถามดู "จะซ่อมมันก็ต้องซ่อมอยู่แล้วล่ะขอรับ แต่จะซ่อมยังไงล่ะ?"

"แน่นอนว่าไม่ได้ให้พวกท่านบริจาคเงินซ่อมฟรีๆ หรอก หมิงฝู่ตัดสินใจว่าจะอนุญาตให้ชายฉกรรจ์ในค่ายบรรเทาทุกข์ชานเมืองเข้ามาในอำเภอ เพื่อช่วยซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างพวกนี้ แต่ในเมื่อเป็นบ้านเรือนและศาลาของแต่ละบ้าน ย่อมไม่ใช่ที่ว่าการอำเภอที่จะเป็นคนออกเงินให้ แต่ละบ้านต้องจ่ายค่าแรงเอง โดยมีที่ว่าการอำเภอคอยช่วยเหลือและจัดหาคนงานให้

"นอกจากนี้ ในช่วงเทศกาลตวนอู่ ถ้าพวกท่านอยากจะจัดกิจกรรมหรืองานเลี้ยงอะไร ก็สามารถมาขอเบิกตัวชายฉกรรจ์ในกลุ่มผู้ประสบภัยจากที่ว่าการอำเภอไปช่วยงานได้ ขอแค่ไม่ค้างค่าแรงก็พอ"

เมื่อได้ฟังดังนั้น หลิ่วจื่อเหวินและพวกเศรษฐีคหบดีก็ตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ

ความจริงแล้วเป้าหมายของแผนการที่นายอำเภอโอวหยางเสนอมานี้ค่อนข้างชัดเจนและไม่ได้ปิดบังอะไรเลย ทุกคนในห้องล้วนเป็นจิ้งจอกพันปี มองปราดเดียวก็ทะลุปรุโปร่ง นี่มันก็คือ 'นโยบายเอาแรงงานแลกเสบียงอี่กงไต้เจิ้น' ชัดๆ คนรวยออกเสบียง คนจนออกแรง ส่วนทางการก็ค้ำประกันให้ ต่างฝ่ายต่างได้ผลประโยชน์ที่ตัวเองต้องการ

นอกจากนี้ เส้นทางคมนาคมที่เชื่อมต่อระหว่างทะเลสาบอวิ๋นเมิ่งเจ๋อและแม่น้ำฉางเจียงของหลงเฉิง ก็ถือเป็นช่องทางทำมาหากินของพวกเศรษฐีและคหบดีพวกนี้ การใช้งานเทศกาลตวนอู่ดึงดูดพ่อค้าและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศ สามารถช่วยลดผลกระทบอันเลวร้ายจากภัยน้ำท่วม และส่งเสริมการค้าขายสองฝั่งลำธารหูเตี๋ย ซึ่งเป็นผลดีต่อพวกเขาจริงๆ

หลิ่วจื่อเหวิน เถ้าแก่เฉิง ผู้นำตระกูลหลี่ ลุงอู๋ และคนอื่นๆ ต่างก็รู้สึกประหลาดใจมาก นึกไม่ถึงเลยว่านายอำเภอคนใหม่ที่ทำตัวเป็นศัตรูตัวฉกาจ เตรียมจะล้มโต๊ะริบทรัพย์พวกเขาเมื่อไม่กี่วันก่อน จู่ๆ จะโยนแผนการที่ประนีประนอมและดูแลผลประโยชน์ของทุกฝ่ายได้ดีเยี่ยมขนาดนี้ออกมา

นี่มัน... เป็นการยกระดับความคิดจากการเข่นฆ่ากัน ไปสู่ความเข้าใจในเรื่องทางโลกได้ก้าวกระโดดมากเลยนะเนี่ย

เป็นฝีมือของคนๆ เดียวกันจริงๆ เหรอเนี่ย?

เศรษฐีหลายคนในงานแอบรำพึงในใจ

แต่ทว่า อาจจะเป็นเพราะถูกโอวหยางหรงทำให้ขวัญเสียไปแล้ว หรืออาจจะกังวลว่าจะมีหลุมพรางซ่อนอยู่ หรือไม่ก็ธุรกิจของครอบครัวเป็นพวกธุรกิจสีเทาที่ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในส่วนนี้

หลิ่วจื่อเหวินและคนอื่นๆ จึงไม่ได้ให้คำตอบในทันที

เยี่ยนลิ่วหลางเองก็ไม่รีบร้อน เอามือไพล่หลังเดินวนไปวนมาในห้องวีไอพีสุดหรูของหอเยวียนหมิงแห่งนี้ นานๆ ทีก็ปรายตามองสีหน้าของหลิ่วจื่อเหวินและคนอื่นๆ ด้วยท่าทีสบายๆ...

อืม ความจริงท่าทางพวกนี้เขาเพิ่งเรียนมาจากหมิงฝู่เมื่อเร็วๆ นี้นี่เอง อย่างที่หมิงฝู่เคยบอกไว้ว่า... ถ้าจะต้อนคนพวกนี้ให้เข้าคอก เจ้าต้องทำตัวให้ดูนิ่งๆ ลึกซึ้งๆ ให้พวกเขาไปจินตนาการเอาเอง แล้วพวกเขาก็จะประเคนความเหนือชั้นมาให้เจ้าเอง

เมื่อเห็นว่าได้เวลาพอสมควรแล้ว เยี่ยนลิ่วหลางก็หันกลับมาถาม "ทุกท่านตัดสินใจได้หรือยัง?"

หลิ่วจื่อเหวินไม่ได้พูดอะไร ลอบสังเกตสีหน้าของเยี่ยนลิ่วหลางและคนอื่นๆ อย่างเงียบๆ ความจริงแล้วเขาไม่ได้สนใจงานเทศกาลเรือมังกรตวนอู่อะไรนี่เลย ตระกูลหลิ่วไม่ได้พึ่งพารายได้จากการขนส่งสินค้าทางน้ำ ดาบชั้นดีของโรงตีเหล็กกู๋เยว่ยังไงก็ขายออก ต่อให้หลงเฉิงจะเกิดน้ำท่วมใหญ่ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะขายไม่ออก

แต่ถึงแม้จะไม่ได้ผลประโยชน์อะไร แต่มันก็ไม่ได้มีผลเสียอะไรเหมือนกัน จะทำหรือไม่ทำก็ได้

แต่ในตอนนี้ หลิ่วจื่อเหวินต้องการจะซื้อเวลาจากนายอำเภอคนใหม่ที่มีทหารอยู่ในมือ เพื่อรอน้ำไกลมาดับไฟ... ดังนั้น จะยอมไว้หน้าสักหน่อยจะเป็นไรไป อีหยังอีกอย่าง พวกเศรษฐีและตระกูลใหญ่คนอื่นๆ ในห้องดูเหมือนจะสนใจแผนการนี้มาก ถึงตระกูลหลิ่วจะเป็นผู้นำ แต่ก็ไม่ควรไปขัดขวางทางทำมาหากินของพวกพ้อง สู้ตามน้ำไปดีกว่า

หลิ่วจื่อเหวินยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ เถ้าแก่เฉิง ผู้นำตระกูลหลี่ ลุงอู๋ และคนอื่นๆ เป็นฝ่ายเริ่มซักถามข้อสงสัยและปัญหาต่างๆ เยี่ยนลิ่วหลางก็ตอบคำถามทีละข้อตามที่นายอำเภอหนุ่มเคยสั่งไว้ การพูดคุยเป็นไปอย่างราบรื่น

เมื่อเห็นว่าคนอื่นๆ ล้วนเห็นพ้องต้องกัน หลิ่วจื่อเหวินก็วางถ้วยชาลง แล้วเป็นคนออกหน้าเคาะโต๊ะตัดสินใจ:

"ท่านนายอำเภอรักราษฎรดั่งลูกในไส้ แผนการที่เป็นประโยชน์ต่อหลงเฉิงเช่นนี้ ย่อมไม่มีปัญหาอยู่แล้วขอรับ"

"งั้นก็ดี ข้าจะกลับไปรายงานหมิงฝู่ก่อน ส่วนเรื่องรายละเอียดต่างๆ ใต้เท้าเตียวและเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ จะมาหารือกับพวกท่านในภายหลัง"

"นายตำรวจน้อยเยี่ยนเดินทางปลอดภัยนะขอรับ" ทุกคนที่รู้สึกโล่งใจ ต่างก็พากันเดินมาส่ง

เยี่ยนลิ่วหลางพยักหน้ารับ หันหลังเดินออกไป แต่พอเดินไปถึงประตู ก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ มือปราบหนุ่มในชุดสีฟ้าชะงักฝีเท้าแล้วหันกลับมา:

"อ้อ จริงสิ ยังมีเรื่องเล็กๆ อีกเรื่องที่ลืมบอกไป หมิงฝู่บอกว่า ถ้าวันนี้คุยกับพวกท่านได้ลงตัว เพื่อเป็นการแสดงน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ เขาจะยกเลิกคำสั่งควบคุมราคาข้าวทั่วทั้งอำเภอให้"

หลิ่วจื่อเหวินถึงกับชะงักไป นึกว่าตัวเองหูฝาดไปเสียแล้ว "หมายความว่ายังไงนะ?"

"ก็หมายความตามนั้นแหละ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทางการจะไม่ควบคุมราคาข้าวในอำเภอหลงเฉิงอีกต่อไป พวกท่านกลับไปแล้ว ก็สามารถขึ้นราคาได้อย่างสบายใจเลย อยากขายเท่าไหร่ก็ขายได้เลย"

เศรษฐีหนุ่มหน้ากลมร่างใหญ่เอามือปิดปากแกล้งไอ "อะแฮ่มๆ พวกนี้มันเป็นราคาตลาดนะขอรับ พวกเราไม่ได้เป็นคนควบคุมเสียหน่อย มันเป็นราคาที่เกิดจากความต้องการของตลาดต่างหาก ท่านมือปราบพูดล้อเล่นแล้วล่ะ ฮ่าๆๆ"

เยี่ยนลิ่วหลางเลียนแบบสีหน้าของหมิงฝู่ตอนที่สั่งการเรื่องนี้ ยิ้มบางๆ "เอาเถอะ พวกเรามาเชื่อมั่นในกลไกตลาดไปด้วยกันก็แล้วกัน ลาก่อนทุกท่าน"

เขาเดินลงบันไดจากไปอย่างรวดเร็ว

ทิ้งให้พวกเศรษฐีที่ดินและคหบดียืนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ราวกับยังตกอยู่ในความประหลาดใจเหมือนมีลาภลอยตกลงมาจากฟ้า

[จบตอน]

จบบทที่ บทที่ 39 จากการเข่นฆ่าสู่เรื่องทางโลก

คัดลอกลิงก์แล้ว