- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอเป็นขุนนางซุกซนบนเตียงฝ่าบาท
- บทที่ 33 น้ำไกลไม่อาจดับไฟใกล้
บทที่ 33 น้ำไกลไม่อาจดับไฟใกล้
บทที่ 33 น้ำไกลไม่อาจดับไฟใกล้
บทที่ 33 น้ำไกลไม่อาจดับไฟใกล้
"ศิษย์น้องมองหน้าข้าตลอดเลย มีอะไรหรือเปล่า?"
บนรถม้า โอวหยางหรงหลับตาพักผ่อน พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เซี่ยลิ่งเจียงลังเลเล็กน้อย "ศิษย์พี่ทำเรื่อง... เกินความคาดหมายของข้าไปหน่อยน่ะ"
นางเลิกม่านรถม้าขึ้น มองดูเหล่าทหารม้าที่คุ้มกันพวกเขากลับที่ว่าการอำเภออย่างเงียบๆ พวกเขาสวมชุดเกราะครบชุด ทั้งดาบ หน้าไม้ เกราะอ่อน เกราะแข็ง แถมยังมีระเบียบวินัยเคร่งครัด นี่คือกองทหารม้าเกราะดำที่เลื่องชื่อของราชวงศ์ต้าโจวเชียวนะ
เซี่ยลิ่งเจียงยังคงรู้สึกอื้ออึงอยู่ในหัว ไม่ใช่ว่านางไม่เคยเห็นโลกกว้างหรอกนะ แต่ทุกอย่างมันเกิดขึ้นกะทันหันเกินไป เรื่องที่ดูเหมือนจะอยู่ไกลตัวจู่ๆ ก็กระโจนเข้ามาอยู่ตรงหน้า ยังไม่ทันได้ตั้งตัวก็โดนถาโถมเข้าใส่เสียแล้ว... มิน่าล่ะ เมื่อกี้พวกเศรษฐีผู้มีอิทธิพลในหอเยวียนหมิงถึงได้ตกใจกลัวจนขาสั่นพั่บๆ เสียกิริยากันหมด
ตั้งแต่ตอนที่โอวหยางหรงเปิดหน้าต่าง 'โชว์ไพ่ตาย' ไปจนถึงตอนที่เขาเอ่ยปากขู่ว่าจะริบทรัพย์ด้วยความสุภาพเรียบร้อย และสะบัดแขนเสื้อเดินลงบันไดจากมา เซี่ยลิ่งเจียงก็เอาแต่เดินตามหลัง มองดูแผ่นหลังอันสงบนิ่งของศิษย์พี่ด้วยความรู้สึกมึนงงและล่องลอย จนกระทั่งเดินตามเขาออกจากประตูหอแล้วขึ้นรถม้ามานั่นแหละ นางถึงเพิ่งจะได้สติกลับมาบ้าง
โอวหยางหรงไม่ได้ลืมตาขึ้น ดูเหมือนกำลังครุ่นคิดเรื่องอื่นอยู่ เขาพูดเปรยๆ ว่า "ดูเหมือนศิษย์น้องหญิงจะยังไม่รู้จักข้าดีพอนะ"
สตรีผู้สูงศักดิ์แห่งตระกูลเซี่ยมีแววตาสับสนเล็กน้อย จ้องมองเขา "ตอนนี้เริ่มรู้จักขึ้นมาบ้างแล้วล่ะ... แต่ทำไมศิษย์พี่ไม่บอกข้าล่วงหน้าก่อนล่ะ?" หรือว่าอยากจะเห็นท่าทางตกตะลึงอ้าปากค้างของนางกันแน่?
ความจริงนางเกือบจะหลุดประโยคหลังออกมาแล้ว แต่ก็กลั้นไว้ได้ทัน เพราะรู้สึกว่าน้ำเสียงมันดูเหมือนผู้หญิงกำลังงอนอ้อนแฟนเกินไปหน่อย
"ลืมบอกน่ะ"
"?"
เซี่ยลิ่งเจียงเหมือนจะเริ่มมีน้ำโหขึ้นมาบ้างแล้ว นางหันหน้าหนี วันนี้ไม่อยากจะคุยกับศิษย์พี่อีกแล้ว แต่โอวหยางหรงกลับลืมตาขึ้นมามองนางยิ้มๆ แล้วยอมสารภาพตามตรง:
"ความจริงข้าก็ไม่ได้คาดคิดเหมือนกันแหละ ว่าพวกเขาจะมากันใหญ่โตโอ่อ่าขนาดนี้ แหม ลิ่วหลางนี่ทำงานเก่งขึ้นทุกวันเลยนะ"
เซี่ยลิ่งเจียงที่กำลังหันหน้าหนีทำตัวหยิ่งๆ อดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองสีหน้าจนใจของเขา หญิงสาวในชุดบุรุษหลุดหัวเราะในลำคอเบาๆ "ที่แท้ศิษย์พี่ก็คาดไม่ถึงเหมือนกันสินะ แต่เมื่อกี้ท่านก็ข่มซะทุกคนอยู่หมัดเลยนะ ดูน่าเกรงขามทีเดียว... วันหลังถ้ามีเรื่องแบบนี้อีก ต้องพาข้าไปด้วยนะ"
โอวหยางหรงอดขำไม่ได้ "ได้สิ คราวหน้าข้าจะเตรียมบทเท่ๆ ระเบิดระเบ้อให้ศิษย์น้องหญิงพูดด้วยเลย"
เซี่ยลิ่งเจียงถลึงตาใส่เขา "เท่ระเบิดระเบ้ออะไรกัน ศิษย์พี่ชอบแต่งคำแปลกๆ อยู่เรื่อยเลย"
ทั้งสองคนต่อปากต่อคำหยอกล้อกันอยู่พักหนึ่ง
เซี่ยลิ่งเจียงก็หันกลับมาถามอย่างจริงจัง:
"สรุปก็คือ ที่ศิษย์พี่ส่งเยี่ยนลิ่วหลางไปเจียงโจว ไม่ใช่แค่ไปคุมการขนส่งเสบียงบรรเทาทุกข์สามพันสือนั่น แต่ยังให้เขาไปขอกำลังทหารมาด้วยเหรอ? แต่... เขาทำได้ยังไงกัน?"
นางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย "แล้วก็ ที่ท่านผู้กองฉินบอกว่ามาช่วยทำคดีนั่นน่ะ ตกลงว่าจะทำคดีอะไร?"
นายอำเภอหนุ่มยิ้มแต่ไม่ตอบ
ความจริงแล้วเขาก็แค่เขียนจดหมายฉบับหนึ่ง แล้วให้เยี่ยนลิ่วหลางเอาไปส่งที่เจียงโจวแค่นั้นเอง
...
"หลงเงิน หลงหญิง หลงอำนาจ มันก็ต้องหลงสักอย่างสิวะ หรือว่าหลงเฉิงของเราจะมีนักบุญมาโปรดจริงๆ?
"ต่อให้เป็นนักบุญ มันก็ต้องอยากได้ชื่อเสียงความดีงามบ้างสิวะ! สรุปว่าไอ้นายอำเภอทั่นฮวาสับปะรังเคนี่มันต้องการอะไรกันแน่?
"มานั่งทำตัวเป็นหญิงผู้รักนวลสงวนตัว เล่นตัวยึกยักอยู่ได้ ให้เกียรติแล้วยังจะทำเป็นเล่นตัวอีก ล้มโต๊ะรึ? ก็แค่อยากได้มากกว่านี้ไม่ใช่รึไงวะ แม่งเอ๊ย!"
หลิ่วจื่อหลินอยู่ในอาการคลุ้มคลั่งอีกแล้ว เขาชี้นิ้วด่ากราดไปทางที่ว่าการอำเภอซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกนอกประตู
แต่ทว่าวันนี้เขาไม่ได้ปาข้าวของทำลายข้าวของเหมือนเคย เพราะคราวนี้พี่ชายทั้งสองคนของเขาอยู่ในห้องด้วย
คนหนึ่งกำลังใช้ผ้าขาวเช็ดดาบอยู่ คือหลิ่วจื่อเหวิน ผู้ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาและท่าทางการแต่งกายที่ดูธรรมดาๆ ค่อนข้างเนิบนาบเชื่องช้า
อีกคนหนึ่งกำลังพิจารณาคนที่กำลังเช็ดดาบ คือชายหนุ่มในชุดหรูหราที่มีใบหน้าซีดเซียวเหมือนคนป่วย
ชายหนุ่มผู้นี้มีดวงตารูปสามเหลี่ยม ซึ่งตามตำรานรลักษณ์ศาสตร์ควรจะเป็นคนที่มีโหงวเฮ้งดุร้าย แต่เขากลับมีเปลือกตาตก วันๆ เอาแต่ทำหน้าตายด้านไร้ความรู้สึก ดูคล้ายกับพยัคฆ์ที่กำลังป่วย
พยัคฆ์ป่วยจ้องมองดาบเลื่องชื่อในมือของหลิ่วจื่อเหวิน พยักหน้าพูดว่า "เพิ่งมารับตำแหน่งก็กล้าขู่จะริบทรัพย์แล้ว ใจกล้าดีนี่"
หลิ่วจื่อหลินหันขวับมาทันที "พี่รอง ตอนที่ข้าโดนเล่นงาน ทำไมท่านไม่รีบจัดการมันตั้งแต่ตอนนั้น ถ้าจัดการไปซะก็สิ้นเรื่อง ตอนนี้เป็นไงล่ะ ไอ้โอวหยางเหลียงฮั่นมันได้คืบจะเอาศอก เห็นพวกเราเป็นลูกพลับนิ่มไปแล้ว มันไม่ได้มีความยำเกรงต่อตระกูลพญามังกรหลิ่วของเราเลยสักนิด!"
วันนั้นที่โดนตั้งศาลเตี้ยกลางถนน สิ่งที่น่าโมโหที่สุดไม่ใช่การโดนยัยตัวแสบนั่นตีจนขาหัก แต่เป็นการที่นายน้อยสามแห่งตระกูลหลิ่วผู้ยิ่งใหญ่อย่างเขา ต้องมาก้มหัวโขกศีรษะให้ทาสรับใช้ชาวอนารยชนต่ำต้อย หลิ่วจื่อหลินรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าจนฟันหักแล้วยังต้องกลืนเลือดตัวเองลงท้องไปอีก
ตอนแรกเขานึกว่าพี่ชายทั้งสองคนคงจะเตรียมแผนรับมือไว้แล้ว พี่ใหญ่ก็บอกเองว่าจะดัดสันดานนายอำเภอหน้าละอ่อนคนนี้สักหน่อย แต่ตอนนี้เป็นไงล่ะ ดันปล่อยให้มันปีกกล้าขาแข็ง จนกล้ากระโดดขึ้นมาจิกตาพวกเราเสียแล้ว!
ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น ยิ่งถอยก็ยิ่งโมโหจนไฟลุก
"แม่งเอ๊ย ตั้งแต่เกิดมาข้าไม่เคยต้องมาทนรับความอัปยศอดสูขนาดนี้มาก่อนเลยนะ พี่ใหญ่ พี่รอง พวกเราเป็นมังกร เป็นพยัคฆ์นะ ไม่ใช่ลูกแกะให้ใครมาเชือดเล่น!"
หลิ่วจื่อเหวินนั่งเช็ดดาบเงียบๆ เขามีสมาธิกับสิ่งที่ทำมาก ใช้ผ้าขาวสะอาดเช็ดถูตัวดาบอย่างพิถีพิถันจนมันขึ้นเงาวับ ราวกับไม่ได้ยินสิ่งที่น้องชายกำลังบ่น
"ไม่เอาเงิน ไม่เอาหญิง ไม่เอาอำนาจ แถมยังไม่เอาแม้แต่ชื่อเสียง ต้องการแค่จะบรรเทาทุกข์แก้ปัญหาน้ำท่วมเท่านั้น" นายน้อยรองแห่งตระกูลหลิ่ว หลิ่วจื่ออัน ส่ายหน้า "จะรับมือกับวิญญูชนผู้เที่ยงธรรมแบบนี้ ใช้ไม้แข็งมันยุ่งยาก ใช้ไม้อ่อนน่ะง่ายกว่าเยอะ"
หลิ่วจื่อหลินเดินพล่านไปมาในห้องด้วยความร้อนใจ "ตอนนี้มันยังจะมาสนอะไรอีกว่าพวกเราจะใช้ไม้อ่อนหรือไม้แข็ง ในเมื่อมันเอาดาบมาจ่อคอพวกเราแล้ว! การตรวจบัญชีมันก็แค่ข้ออ้าง พอไม่พอใจ มันก็พร้อมจะล้มโต๊ะสั่งริบทรัพย์พวกเราได้ทุกเมื่อ! พวกเราต้องรีบไปขอความช่วยเหลือจากผู้มีอำนาจในระดับมณฑลให้มาจัดการมัน..."
หลิ่วจื่ออันไม่สนใจน้องสามที่กำลังลุกลี้ลุกลน หันไปพูดกับพี่ใหญ่ต่อ:
"เรื่องนี้มันมีเงื่อนงำ เขาใช้วิธีไหนถึงได้ไปขอกำลังทหารม้าจากกองกำลังเจ๋อชงเมืองเจียงโจวมาได้ ในมณฑลเจียงหนานทั้งหมดมีกองทหารประจำการอยู่แค่หกแห่งเท่านั้น การจะเคลื่อนกำลังพลตั้งแต่สิบนายหรือม้าตั้งแต่สิบตัวขึ้นไป จะต้องมีหนังสือสั่งการและป้ายคำสั่งตราพยัคฆ์ทองแดงจากราชสำนักส่วนกลาง เขาเป็นแค่นายอำเภอระดับเจ็ดที่ถูกลดขั้นมา จะไปมีเส้นสายใหญ่โตขนาดนั้นได้ยังไง? แล้วถ้าเขามีเส้นสายใหญ่โตขนาดนั้นจริงๆ ทำไมเขาถึงต้องมาขาดแคลนเสบียงและเงินทุนสำหรับบรรเทาทุกข์และแก้ปัญหาน้ำท่วมด้วยล่ะ?"
หลิ่วจื่อเหวินหยุดเช็ดดาบ พยักหน้าตอบ "ส่งคนไปสืบดูแล้ว นี่แหละคือจุดสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ การจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในตอนนี้มันไม่ยากหรอก แต่ที่ยากก็คือ อาจจะมีแผนการที่ใหญ่กว่านี้รอพวกเราอยู่เบื้องหลังนี่สิ"
หลิ่วจื่ออันถามขึ้นมาลอยๆ "หรือว่าคนตระกูลนั้นจะยื่นมือเข้ามาช่วย?"
หลิ่วจื่อเหวินส่ายหน้า "โอวหยางเหลียงฮั่นจะเป็นคนของพวกเขาหรือเปล่า ข้าก็ไม่รู้หรอก แต่ถ้าพวกเขาคิดจะแตะต้องอำนาจทหารแม้แต่นิดเดียว ต่อให้เป็นท่านปราชญ์ตี๋ก็คุ้มกะลาหัวพวกเขาไม่ได้หรอก"
เขาก้มหน้าลงเช็ดดาบต่อ "ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นต่อไปก็แล้วกัน"
หลิ่วจื่ออันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าเห็นด้วย
หลิ่วจื่อหลินอดไม่ได้ที่จะพูดแทรกขึ้นมา "แผนการที่ใหญ่กว่า? ใครหน้าไหนมันจะกล้ายื่นมือเข้ามาแส่ ไม่รู้รึไงว่าตระกูลหลิ่วของเรามีใครคอยหนุนหลังอยู่? รนหาที่ตายชัดๆ! ถ้าเกิดเรื่องนี้ไปทำให้ดาบเล่มนั้นของท่านผู้ยิ่งใหญ่ต้องล่าช้าล่ะก็..."
หลิ่วจื่อหลินหยุดชะงักคำพูดกลางคัน รีบหุบปากแล้วก้มหน้าลงทันที เพราะสายตาของพี่ชายทั้งสองคนตวัดมามองเขาอย่างพร้อมเพรียง คนหนึ่งขมวดคิ้ว ส่วนอีกคนจ้องมองด้วยสายตาเย็นชา
เวลาผ่านไปชั่วอึดใจ หรืออาจจะยาวนานกว่านั้น สามพี่น้องตระกูลหลิ่วก็กลับมาคุยเรื่องเดิมต่อ ราวกับว่าเมื่อครู่นี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลิ่วจื่อเหวินส่งสายตาให้น้องรอง
หลิ่วจื่ออันรับรู้ได้ จึงหันไปพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชากับหลิ่วจื่อหลิน ไอ้ตัวโง่งมเพียงคนเดียวในห้องว่า:
"ยังไม่ยอมรับความจริงอีกรึ? ในสถานการณ์แบบนี้ การมานั่งเกทับกันว่าคนหนุนหลังใครเส้นใหญ่กว่า มันจะมีประโยชน์อะไร? เจ้าคิดว่าโอวหยางเหลียงฮั่นมันไม่รู้รึไงว่าพวกเศรษฐีผู้มีอิทธิพลอย่างพวกเรามีคนคอยหนุนหลังอยู่? แล้วทำไมมันถึงกล้าหักหน้าพวกเราทั้งสิบสามตระกูลพร้อมกันล่ะ?"
"ก็เพราะมันรนหาที่ตายไง!" หลิ่วจื่อหลินกัดฟันกรอด
"ใช่ มันกำลังรนหาที่ตาย" ในที่สุดหลิ่วจื่ออันก็ยิ้มออกมา แต่รอยยิ้มของเขากลับทำให้ใบหน้าดูดุร้ายยิ่งกว่าตอนไม่ยิ้มเสียอีก "แต่มันจะรนหาที่ตายคนเดียวก็เรื่องของมันสิ แต่นี่มันกะจะลากพวกเราลงนรกไปด้วย ไอ้โง่! ตระกูลของเรามีธุรกิจใหญ่โต จะให้ไปตายเป็นเพื่อนมันได้ยังไง?"
"คนอย่างมันเนี่ยนะคู่ควร?"
"แต่มันทำได้"
หลิ่วจื่ออันลูบหน้าตัวเอง รู้สึกเหนื่อยใจกับการสั่งสอนน้องชายคนนี้จริงๆ:
"เพราะคดีข้าวสารในยุ้งฉางจี้หมินหาย ทำให้พวกขุนนางในเจียงโจวที่พวกเราสนิทด้วย ต้องโดนสั่งพักงานไม่ก็ถูกปลดออกจากตำแหน่งกันหมด ตอนนี้ทางมณฑลไม่มีใครว่างพอจะยื่นมือเข้ามาแทรกแซงเรื่องในหลงเฉิงได้ทันทีหรอก แต่โอวหยางเหลียงฮั่นดันมีกองทหารม้าเจ๋อชงสามร้อยนายอยู่ในมือ
"นี่แหละคือไฟที่กำลังลามมาใกล้ตัว นอกเหนือจากเจียงโจวแล้ว เราอาจจะมีคนคอยช่วยเหลืออยู่ไกลๆ แต่น้ำไกลมันจะเอามาดับไฟใกล้ได้ยังไงล่ะ?"
หลิ่วจื่อหลินเหมือนถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัด เขาสงบสติอารมณ์ลงทันที เลิกเดินพล่านไปมา แล้วกลับไปนั่งที่โต๊ะเหมือนพี่ชายทั้งสองคน ชะโงกหน้าไปถามว่า:
"ทหารม้าแค่สามร้อยนาย กำแพงสูงใหญ่กับทหารส่วนตัวของตระกูลเราจะต้านไม่อยู่เชียวรึ?"
"นั่นคือกองกำลังชั้นยอดที่เพิ่งถูกส่งกลับมาจากการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนที่ชายแดนนะ บนคมดาบของพวกเขายังมีเลือดของพวกทหารต่างชาติเปื้อนอยู่เลย"
"แล้วพวกเราจะทำยังไงกันดีล่ะ?"
หลิ่วจื่ออันหันไปมองพี่ใหญ่ แล้วเอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง: "ยังไงก็ยอมให้มันตรวจบัญชีไม่ได้เด็ดขาด"
ในที่สุดหลิ่วจื่อเหวินก็เช็ดดาบเสร็จ เขาเก็บดาบสั้นชั้นยอดเล่มนี้เข้าฝักอย่างระมัดระวัง ปลอกดาบประดับด้วยหยก หินโมรา ไข่มุก และอัญมณีมีค่ามากมาย ดูหรูหราอลังการสุดๆ นี่คือดาบที่ต้องส่งไปถวายผู้สูงศักดิ์ในนครลั่วหยางเป็นประจำทุกปี
หลิ่วจื่อเหวินพูดกับน้องชายทั้งสองคนด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า:
"ตระกูลหลิ่วไม่ได้เป็นแค่ลูกแกะอ้วนท้วนที่มีแต่ที่ดินทำกิน คฤหาสน์ ทองคำ และอัญมณีเท่านั้นหรอกนะ แต่ตระกูลหลิ่วเปรียบเสมือนฝักดาบเล่มนี้ ส่วนสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างใน... คือคมดาบต่างหาก!"
[จบตอน]