- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอเป็นขุนนางซุกซนบนเตียงฝ่าบาท
- บทที่ 16 อาชิงแห่งตงเยว่
บทที่ 16 อาชิงแห่งตงเยว่
บทที่ 16 อาชิงแห่งตงเยว่
บทที่ 16 อาชิงแห่งตงเยว่
"ท่านพ่อ"
"มีอะไรเหรอ?"
เซี่ยลิ่งเจียงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
เซี่ยสวินที่กำลังก้มหน้าปูกระดาษอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ ผ้าโพกหัวเซียวเหยาจินด้านหลังห้อยตกลงมาบนโต๊ะ เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา "ฝนหมึกให้พ่อหน่อย"
"เจ้าค่ะ"
เซี่ยสวินหยิบพู่กันขนหมาป่าด้ามเล็กขึ้นมา หลุบตาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะจุ่มหมึกแล้วเริ่มลงมือเขียน มันคือจดหมายฉบับหนึ่ง
เซี่ยลิ่งเจียงที่กำลังฝนหมึกอยู่ข้างๆ มองดูพ่อที่กำลังจดจ่ออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปปิดหน้าต่าง ดูเหมือนข้างนอกฝนกำลังจะตก
"อย่าเพิ่งปิดหน้าต่าง" เซี่ยสวินชะงักไปนิดนึง "ฝนเป็นสิ่งที่ดีนะ"
เซี่ยลิ่งเจียงหยุดเดิน แล้วพูดขึ้นตรงๆ ว่า "ท่านพ่อ โอวหยางเหลียงฮั่นไม่เหมือนที่ลูกคิดไว้เลยเจ้าค่ะ"
"แล้วเจ้าคิดไว้แบบไหนล่ะ"
"ลูกนึกว่าจะเป็นคนคอเดียวกัน คุยกันถูกคอเสียอีก"
"แล้วความจริงล่ะ?"
"ความจริง... เขาดูแปลกๆ เจ้าค่ะ ท่าทางจริงจังแต่ก็ดูไม่ค่อยจะจริงจังเท่าไหร่ ไม่ค่อยเหมือนที่ท่านพ่อเคยเล่าให้ฟังเลย"
"หืม?"
เซี่ยสวินหยุดมือที่กำลังเขียนหนังสือ "คนเราเปลี่ยนกันได้ ยิ่งอายุยังน้อยแต่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะขนาดนี้ด้วยแล้ว"
เซี่ยลิ่งเจียงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเล่าเรื่อง 'เข้าใจผิด' ที่เกิดขึ้นที่เรือนซานฮุ่ยเมื่อช่วงบ่ายให้ฟัง แล้วสรุปว่า:
"แถมเขายังพูดโกหกด้วย ถึงจะทำเพื่อเอาใจก็เถอะ แต่ลูกไม่ชอบเรื่องการเข้าสังคมแบบนี้เลยเจ้าค่ะ"
พูดจบ เธอก็ขมวดคิ้วหันไปมอง ทว่ากลับพบว่าพ่อของเธอกำลังวางพู่กันลง แล้วมองเธอด้วยความสนใจ
"ก่อนหน้านี้พ่อยังคิดว่าพวกเจ้าไม่น่าจะเข้ากันได้ วิญญูชนผู้เที่ยงธรรมสองคนจะไปใช้ชีวิตคู่กันรอดได้ยังไง? มัวแต่เคร่งครัดเรื่องมารยาท ให้เกียรติกันไปมาน่าเบื่อแย่? แต่พอได้ฟังเจ้าพูดแบบนี้ พ่อชักจะคิดว่าพวกเจ้าเหมาะสมกันดีนะเนี่ย"
เซี่ยสวินหัวเราะเบาๆ
" 'ใช้ชีวิตคู่' อะไรกัน 'เหมาะสมกันดี' อะไรกัน ท่านพ่อพูดเรื่องอะไรเจ้าคะ?"
"ไม่มีอะไรหรอก เดี๋ยวคืนนี้กลับมาแล้วพ่อค่อยคุยกับเจ้าก็แล้วกัน"
เซี่ยสวินวางพู่กันลง นำจดหมายไปวางผึ่งลมให้หมึกแห้งริมหน้าต่าง ก่อนจะหันไปหยิบร่มกระดาษสีเทาอมเขียวขึ้นมา:
"ไปเถอะ พ่อจะพาเจ้าลงเขาไปพบกับ 'สหายเก่าแก่ของตระกูล' ครอบครัวหนึ่ง"
"สหายเก่าแก่? ตระกูลเราเป็นถึงตระกูลใหญ่ที่สืบทอดกันมาหกชั่วอายุคน ในอำเภอหลงเฉิงเล็กๆ แห่งนี้ หรือแม้แต่ในเจียงโจว จะมีครอบครัวไหนที่คู่ควรเป็นสหายเก่าแก่ของตระกูลเซี่ยของเราด้วยหรือเจ้าคะ?"
เซี่ยสวินพยักหน้าอย่างใจเย็น "ถ้าไม่ได้มาพบ 'สหายเก่าแก่' ครอบครัวนี้ พ่อจะมาสร้างเจดีย์หินไว้ที่อำเภอและวัดแห่งนี้ทำไมล่ะ"
เซี่ยลิ่งเจียงถึงกับตกตะลึง
...
"ประการแรก ฉันไม่ได้ไปหาเรื่องใครเลยนะ"
โอวหยางหรงพยายามอธิบายเหตุผลอย่างจริงจัง
"ประการที่สอง เรื่องที่ท่านอาสะใภ้พยายามจับคู่ให้ ฉันก็ไม่ได้เห็นดีเห็นงามด้วยเลยสักนิด ต่อให้ศิษย์น้องหญิงเกิดหน้ามืดตามัวหลงรูปโฉมฉันจนตกลงปลงใจขึ้นมา พรุ่งนี้ฉันก็จะปฏิเสธอย่างสุภาพเด็ดขาด ฉันอยากกลับบ้าน ไม่คิดจะถ่วงเวลาแม่นางผู้มีความสามารถหรอก
"ประการที่สาม ที่ท่านอาสะใภ้บอกว่าสะใภ้เลี้ยงต้อยที่ชื่อซิ่วเหนียงชอบเอาเข็มแทงฉัน... ฉันก็ไม่ได้คิดร้ายอะไรนะ ในความทรงจำ นางเคยแทงฉันจริงๆ แต่ดูแล้วไม่น่าจะใช่การฝังเข็มรักษาโรคหรอก หรือว่าอาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันก็ได้ ฉันเดาว่านางคงป่วยเป็นโรคอะไรสักอย่าง ไม่งั้นจะมาฆ่าสามีตัวน้อยของตัวเองไปทำไม"
"เพราะงั้น..."
ในเจดีย์บุญกุศลที่เต็มไปด้วยเมฆหมอก โอวหยางหรงหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยายามพูดเกลี้ยกล่อมปลาไม้ตัวน้อยที่โดนแบนบัญชีอยู่ตรงหน้าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ "คืนแต้มบุญให้ฉันได้ไหม?"
หยุดไปนิดนึง ก่อนจะขู่กึ่งหยอกว่า:
"หักซี้ซั้วแบบนี้ ไม่กลัวพระพุทธองค์สั่งปิดกิจการหรือไง? เพราะงั้นคืนมาเถอะ หรือจะโอนเพิ่มมาให้อีกห้าสิบแต้มก็ได้นะ แล้วเราจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ดีไหม?"
หลังจากใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็ง ร้องเรียนขอความเป็นธรรมอย่างจริงใจแล้ว โอวหยางหรงก็เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่ออยู่พักใหญ่ ทว่าภายในเจดีย์กลับเงียบกริบ ตัวอักษรสีเขียวอมทองเหนือปลาไม้ยังคงนิ่งสนิท:
[แต้มบุญ: เก้าสิบ]
"เวรเอ๊ย!"
โอวหยางหรงสะบัดแขนเสื้อเดินหนี
เขาตีหน้าขรึม ถอนจิตออกจากเจดีย์บุญกุศลหน้าเลือด
ตอนนี้เขาอารมณ์เสียสุดๆ ความพังทลายของผู้ใหญ่มักจะเกิดขึ้นในชั่วพริบตานี่แหละ
แต้มบุญยังไม่ทันจะได้เริ่มหาเลย โดนหักไปซะเยอะขนาดนี้แล้ว แถมยังเรียกร้องขอแต้มที่โดนหักผิดคืนไม่ได้อีก... แบบนี้จะไปรอดได้ยังไง
ใกล้ค่ำ
เยี่ยนลิ่วหลางกลับมาที่วัดตงหลินอีกครั้ง และส่งห่อยาให้โอวหยางหรง
หลังจากบอกลาเยี่ยนลิ่วหลางแล้ว โอวหยางหรงก็เปิดห่อยาออกดู:
มีทั้งคราบจักจั่น แมงป่อง เทียนหนานซิง (สมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง) และอื่นๆ อีกมากมาย จัดมาตามเทียบยาทุกอย่าง แถมยังมีเหล้าเหลืองหนึ่งกากับใบอ้าย (โกฐจุฬาลัมพา) สำหรับฆ่าเชื้อด้วย
ตำรับยารักษาบาดทะยักขนานนี้ โอวหยางหรงเคยเรียนรู้มาจากหมอชาวบ้านที่บ้านเกิดสมัยปิดเทอมฤดูร้อนตอนเด็กๆ ตอนนั้นมีญาติคนหนึ่งป่วยเป็นโรคนี้ เขาเคยเห็นสภาพอันน่าเวทนาของคนเป็นโรคบาดทะยักด้วยตาตัวเอง จึงจำฝังใจเป็นพิเศษ
แถมตอนนั้นโอวหยางหรงที่ซนเป็นลิง ก็ดันมีแผลคล้ายๆ กันที่แขน หมอชาวบ้านคนนั้นก็เลยขู่ว่าเขาก็จะติดโรคนี้เหมือนกัน ทำเอาเขาตกใจกลัวจนต้องจำเทียบยาไปซื้อยามากินเองแบบโง่ๆ หลังจากนั้นก็โดนญาติพี่น้องล้อกันสนุกปาก...
ดังนั้นความทรงจำนี้จึงฝังรากลึก
ก็เหมือนกับบางครั้งที่คุณอาจจะลืมหน้าตารักแรกไปแล้ว แต่กลับจำชุดกระโปรงลายสก๊อตที่เธอใส่ตอนเจอกันครั้งแรกได้แม่นยำนั่นแหละ...
โอวหยางหรงหิ้วยามาที่บ้านของหลิ่วอาซาน
เป็นห้องที่ปิดทึบและมืดสลัวเหมือนเดิม การทักทายก็ยังคงเป็นแบบเดิม คือเขายืน อีกคนนอน และอีกสองคนคุกเข่า แถมบรรยากาศก็ยังคงอึดอัดและเงียบงันถ้าเขาไม่ยอมเปิดปากพูดก่อนเหมือนเดิม
ครั้งนี้โอวหยางหรงไม่ได้พูดพร่ำทำเพลงอะไรมาก เขาเข้าไปตรวจดูอาการของหลิ่วอาซานอย่างละเอียด สิ่งที่พอจะทำให้เขาโล่งใจได้บ้างก็คือ บาดทะยักที่แผลของหลิ่วอาซานน่าจะยังอยู่ในระยะเริ่มต้น เพิ่งจะเริ่มมีอาการเท่านั้น
การเริ่มรักษาในตอนนี้ก็ยังพอมีความหวังอยู่บ้าง แต่พูดตามตรง สุดท้ายก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าดวงของเขาแข็งพอจะผ่านมันไปได้หรือเปล่า
โอวหยางหรงเองก็ไม่ค่อยมั่นใจนัก
ขณะที่เขากำลังลังเลว่าจะอธิบาย 'แผนการรักษา' ให้แม่หลิ่วและคนอื่นๆ ฟังอย่างไรดี ว่านายอำเภอหนุ่มอย่างเขารู้วิธีรักษาโรคนี้ได้ยังไง เพราะหลักการบางอย่างที่เขาคิดว่าเป็นเรื่องปกติ พวกเธอก็แทบจะไม่มีทางเข้าใจได้เลย คงทำได้แค่วางใจเชื่อเขาเท่านั้น
ครืน——!
เสียงฟ้าร้องดังสนั่น ฟ้าฝนที่อัดอั้นมาทั้งวันก็เทกระหน่ำลงมาราวกับน้ำตก
โอวหยางหรงจึงยังกลับไม่ได้ในตอนนี้
แม่หลิ่วเดินเข้ามาเชิญเขาให้อยู่กินข้าวเย็นด้วยกัน โอวหยางหรงไม่ได้ปฏิเสธ แค่ทำท่าเกรงใจนิดหน่อยก่อนจะตอบตกลง
เรือนรับรองของวัดตงหลินที่จัดไว้ให้ผู้มาแสวงบุญถือว่าดีทีเดียว ครอบครัวของหลิ่วอาซานได้พักในเรือนที่ค่อนข้างกว้างขวาง
ที่กินข้าวเป็นห้องกึ่งเปิดโล่งหันหน้าออกสู่ลานบ้าน คล้ายๆ กับห้องนั่งเล่นในชาติก่อนที่ถูกถอดหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ออกไป คนข้างในก็นั่งคุกเข่ากินข้าวกันบนพื้น
สายฝนที่ไหลลงมาจากหลังคาก่อตัวเป็นม่านน้ำ กั้นระหว่างภายในและภายนอกห้อง
โอวหยางหรงถูกแม่หลิ่วเชิญมานั่งรออาหารอยู่ที่นี่ตามลำพัง
สงสัยจะกลัวเปลือง ในห้องก็เลยไม่ได้จุดตะเกียง เขาหันไปมองม่านฝนข้างนอกและยอดเขาอันมืดมิดเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอย
ในยุคสมัยที่ขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวกแบบนี้ กลางคืนก็ช่างน่าเบื่อจริงๆ พอฟ้ามืด ข้างนอกก็มืดสนิทไปหมด แถมยุงแมลงก็ยังเยอะอีกต่างหาก
จะว่าไป โอวหยางหรงก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ 'คิดถึงบ้าน' ตอนกลางคืนหนักหนาเหมือนเมื่อก่อนแล้ว อาจจะเริ่มชินแล้วมั้ง...
"เอี๊ยด"
มีคนค่อยๆ ผลักประตูเข้ามา โอวหยางหรงหันไปมอง ก็เห็นเด็กสาวที่ชื่ออาชิงยกถาดอาหารพร้อมกับตะเกียงดวงเล็ก 'เบียด' ตัวเข้ามาจากนอกประตู เพราะมือไม่ว่าง ก็เลยต้องใช้ไหล่บางๆ ดันประตูเข้ามา
โอวหยางหรงเดินเข้าไปช่วยเปิดประตูให้
"ขอบคุณเจ้าค่ะนายท่าน"
อาชิงก้มหน้าพูดเสียงเบา วางตะเกียงลงบนโต๊ะน้ำชาตัวเล็ก นั่งคุกเข่าลงบนพื้น แล้วจัดวางชามตะเกียบและกับข้าวลงตรงหน้าเขาอย่างคล่องแคล่ว
โอวหยางหรงสังเกตเห็นว่าเส้นผมสีดำขลับของเธอเปียกชื้นแนบลู่ไปกับศีรษะ ไม่รู้ว่าเมื่อกี้ออกไปข้างนอกจนโดนฝนสาดมาหรือเปล่า
"แม่ของเจ้าไม่มากินด้วยกันเหรอ?"
อาชิงก้มหน้าส่งข้าวให้ ส่ายหน้าเบาๆ โดยไม่พูดอะไร
โอวหยางหรงนึกดู ก็เดาว่าแม่หลิ่วน่าจะกำลังป้อนข้าวอาซานอยู่ เขาถึงได้ถามคำถามโง่ๆ ออกไป
เขากระแอมไอ รับชามข้าวมา คีบข้าวเข้าปากคำหนึ่ง แต่ก็พบว่าอาชิงเอาแต่นั่งเหม่ออยู่ข้างๆ ไม่ยอมจับชามจับตะเกียบเลย
"เอ่อ เจ้าไม่กินเหรอ? กินด้วยกันสิ ไม่ต้องเกรงใจหรอก"
อาชิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ภายใต้สายตาที่เป็นห่วงของนายอำเภอหนุ่ม เธอก็ตักข้าวมากินบ้าง
เพราะในห้องมืดมาก ตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะตัวเล็กจึงดูสว่างไสวเป็นพิเศษ แต่ก็ส่องสว่างได้แค่คนสองคนที่นั่งกินข้าวอยู่เท่านั้น
อาศัยแสงตะเกียงนี้เอง โอวหยางหรงถึงได้เห็นหน้าเด็กสาวตรงหน้าชัดๆ
เธอโดนสักหน้าเหมือนกับพี่ชายของเธอ ซึ่งเรียกว่าโทษสักหมึก ในราชวงศ์ต้าโจวนี่คือสัญลักษณ์มาตรฐานของทาส ใบหน้าหรือร่างกายจะถูกสักด้วยตัวอักษรหมึกเพื่อแสดงอำนาจของผู้เป็นนาย ต่อให้ไถ่ตัวเป็นไทแล้ว รอยสักนี้ก็จะไม่มีวันลบออก
บนหน้าผากของอาชิงมีตัวอักษรเล็กๆ คำว่า "เยว่" (แปลว่าข้าม/รอดพ้น แต่ในที่นี้น่าจะหมายถึงชาวไป่เยว่) สักอยู่ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ใบหน้าที่สะสวยของเธอดูแย่ลงเลย กลับยิ่งทำให้เธอดูน่าทะนุถนอมมากขึ้นไปอีก
เธอผอมมาก วัยแรกรุ่นความจริงก็ไม่ถือว่าเด็กแล้ว ในราชวงศ์ต้าโจวเป็นวัยที่แต่งงานได้แล้ว แต่เพราะขาดสารอาหาร รูปร่างของเด็กสาวจึงไม่พัฒนา แขนขาเล็กเรียวเหมือนปล้องอ้อยเอามาต่อกัน พอใส่ชุดกระโปรงผ้าหยาบตัวโคร่ง ก็เลยดูเด๋อๆ ด๋าๆ ไปหน่อย
แต่อาชิงมีดวงตากลมโตที่ดูมีชีวิตชีวามาก ตาดำและตาขาวแยกชั้นกันชัดเจนเหมือนหมากรุกขาวดำ
ทว่าดวงตาสีดำขลับคู่นี้ ตั้งแต่ครั้งแรกที่โอวหยางหรงได้เห็น ก็มักจะถูกบดบังด้วยม่านแห่งความโศกเศร้าอยู่เสมอ
"พี่ชายเจ้าต้องหายดีแน่"
เห็นอาชิงกัดตะเกียบเหม่อมองพื้น เหมือนกำลังนึกถึงเรื่องเศร้าอะไรบางอย่าง โอวหยางหรงก็อดไม่ได้ที่จะพูดปลอบใจ
"ขอบคุณเจ้าค่ะนายท่าน" เธอก้มหน้าพูดซ้ำคำเดิม
โอวหยางหรงกินข้าวเสร็จ เขาวางชามและตะเกียบลง เริ่มคิดหาวิธีอธิบาย 'แผนการรักษา' ให้แม่หลิ่วกับอาชิงฟัง บางอย่างที่เขาคิดว่าเป็นเรื่องง่ายๆ พวกเธอก็คงไม่มีวันเข้าใจ ทำได้แค่ต้องเชื่อฟังเขาเท่านั้น
ระหว่างที่กำลังคิดหาวิธีพูดโน้มน้าวใจแม่หลิ่วกับอาชิง โอวหยางหรงก็ไม่ได้สนใจเด็กสาวที่อยู่ข้างๆ เลย
พอได้สติกลับมา โอวหยางหรงก็ต้องตกใจเมื่อพบว่า อาชิงไม่ได้เก็บชามตะเกียบออกไป แต่เลื่อนมันไปไว้ข้างๆ เพื่อเว้นที่ว่างระหว่างเขากับเธอ จากนั้นเธอก็ก้มหน้าเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา ยกมือข้างหนึ่งขึ้นดึงปิ่นไม้บนผมออก ปล่อยให้เส้นผมที่เปียกชื้นแต่ดำขลับสยายลงมา ส่วนมืออีกข้างก็ไม่ปล่อยให้ว่าง ขณะที่โอวหยางหรงกำลังจะอ้าปากพูด เธอก็ปลดสายคาดเอวเส้นเล็กออกแล้วโยนทิ้งไปข้างๆ ห่อไหล่บางๆ เข้าหากัน ชุดกระโปรงก็ร่วงหล่นลงมา เผยให้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่า... ผอมบางราวกับอ้อยปอกเปลือก ไม่เหลือเสื้อผ้าติดตัวแม้แต่ชิ้นเดียว
"!!!"
แม้จะตอบสนองช้าไปจังหวะหนึ่งจนเบิกตาโพลง แต่โอวหยางหรงก็ตาไว มือไว รีบคว้าตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะไปซ่อนไว้ใต้โต๊ะเตี้ยทันที
เมื่อแสงสว่างถูกซ่อน ภายในห้องก็ตกอยู่ในความมืดมิด เสียงสายฝนที่สาดกระหน่ำอยู่ข้างนอกก็ดังชัดเจนขึ้น
แสงไฟสีส้มที่ถูกกดไว้ใต้โต๊ะ ส่องให้เห็นเพียงข้อเท้าเปลือยเปล่าของเด็กสาว และฝ่ามือเรียวยาวของใครบางคนที่ตกใจจนต้องเอนตัวไปข้างหลังแล้วเอามือยันพื้นไว้
"อาชิง เจ้าทำอะไรเนี่ย?" เขากดเสียงต่ำ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
ในความมืดมิด อาชิงยังไม่ยอมหยุด ร้องเรียก "นายท่าน" เบาๆ แล้วขยับตัวเข้าหาโอวหยางหรง
ฝ่ายหลังตกใจจนกระโดดถอยกรูด พร้อมกับรีบถอดเสื้อคลุมตัวนอกของตัวเองออก คลุมร่างของเด็กสาวที่พุ่งเข้ามาหา แล้วจับห่อไว้ซะมิดชิด โผล่มาแค่หัวเล็กๆ ที่ดูมึนๆ งงๆ
โอวหยางหรงจับหัวเล็กๆ นั่นไว้ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ กว่าจะตั้งสติถามได้ว่า "อยู่ดีๆ มาถอดเสื้อผ้าทำไมเนี่ย?"
แล้วก็ถามต่อ "มีคนบังคับเจ้ารึ?" นายอำเภอหนุ่มเริ่มมีน้ำโหขึ้นมา
"ไม่มีใครบังคับอาชิงเจ้าค่ะ บ้านเรายากจน ไม่มีอะไรจะมาต้อนรับนายท่าน" อาชิงส่ายหน้าอย่างเหม่อลอย "ท่านแม่กับพี่ชายเป็นคนบอกให้อาชิงมา และอาชิงก็เต็มใจเจ้าค่ะ... ขอแค่ให้นายท่านสนุกก็พอ"
โอวหยางหรงเงียบไป
เพราะคนที่กดดันอาชิงและครอบครัวของเธอมาตลอด...
ที่แท้ก็คือตัวเขานี่เอง
...
[จบตอน]