เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 หากจะแต่งภรรยา ต้องแต่งบุตรีจากตระกูลห้าแซ่

บทที่ 10 หากจะแต่งภรรยา ต้องแต่งบุตรีจากตระกูลห้าแซ่

บทที่ 10 หากจะแต่งภรรยา ต้องแต่งบุตรีจากตระกูลห้าแซ่


บทที่ 10 หากจะแต่งภรรยา ต้องแต่งบุตรีจากตระกูลห้าแซ่

ขอบฟ้าเริ่มปรากฏแสงสีขาวเรื่อๆ

ณ หอระฆังที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าไผ่ เณรน้อยกำลังหาวหวอดๆ เดินขึ้นหอไปตีระฆังอีกครั้ง

การใช้ชีวิตในวัดโบราณบนภูเขาแห่งนี้ มีเพียงเสียงระฆังยามเช้าและเสียงกลองยามเย็นแว่วเข้าหู การใช้ชีวิตในแต่ละวันล้วนซ้ำซากจำเจราวกับการสวดมนต์ ทำให้ความรู้สึกถึงการไหลผ่านของเวลาดูเหมือนจะเชื่องช้าลงไปบ้าง

เวลาล่วงเลยมาจนถึงยามเดียวกับวันนั้น ทว่าครั้งนี้คุ้นชินแล้ว โอวหยางหรงปีนขึ้นมาจากบ่อน้ำอย่างคล่องแคล่ว กระโดดข้ามรั้วหิน แล้วเอามือไพล่หลังเดินจากไปอย่างแนบเนียน

หลังจากพบผลบุญลับที่ต้องใช้แต้มบุญถึงหนึ่งหมื่นแต้มนั่น เขาก็รั้งอยู่ข้างล่างนั่นต่ออีกพักใหญ่ ไม่ใช่เพื่ออยู่คุยเป็นเพื่อนไต้ซือปู้จือ แต่เพื่อตรวจสอบวังใต้ดินตั้งแต่หัวจรดท้ายอย่างละเอียดอีกหลายรอบ

เขาอยากลองดูว่าจะสามารถค้นหาหรือกระตุ้นผลบุญที่ซ่อนอยู่นี้ด้วยตัวเองได้หรือไม่

เพราะถ้าหากมันไม่ได้เป็น 'การกลับบ้าน' อย่างที่เขาหวังไว้ แต่เป็นวาสนาแปลกๆ อย่างอื่นล่ะ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เขาต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อน

แต่สิ่งที่ทำให้โอวหยางหรงไม่รู้ว่าจะดีใจหรือผิดหวังดีก็คือ... เขาไม่พบอะไรเลย คว้าน้ำเหลวกลับมา

โอวหยางหรงเดินกลับไปที่เรือนซานฮุ่ย แต่จงใจเดินอ้อมไปอีกทาง—เพื่อหลีกเลี่ยงเรือนของท่านอาสะใภ้เป็นหลัก—พูดก็พูดเถอะ ตั้งแต่เจินซื่อมาอยู่ที่นี่ บรรยากาศแบบทำผิดแล้วร้อนตัวก็แผ่ซ่านไปทั่วตัวเขาทีเดียว

ทว่าการเดินอ้อมครั้งนี้ กลับทำให้เขาเดินชนเข้ากับท่านอาจารย์ซ่านเต่าที่กำลังจะไปทำวัตรเช้าและกินอาหารเจพอดี

พระภิกษุชราสงสัย "เหตุใดหมิงฝู่ถึงเดินย่องเบาแต่เช้าตรู่เช่นนี้?"

"นี่คือ... วิธีออกกำลังกายตอนเช้าที่กำลังฮิตในบ้านเกิดน่ะ"

"หลวงตาช่างหูตาคับแคบเสียจริง"

ทั้งสองคนเพิ่งเดินสวนกัน โอวหยางหรงก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ จึงหันไปถามด้วยความอยากรู้:

"อ้อ ยังไม่ได้ถามเลยว่าวัดตงหลินของพวกท่านศึกษาธรรมะนิกายใด? นิกายเซนหรือนิกายวินัย?"

"ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง นิกายเซนอยู่ทางตะวันตก นิกายวินัยอยู่ทางเหนือ" ท่านอาจารย์ซ่านเต่าส่ายหน้า "วัดเล็กๆ ของเราอยู่ทางใต้ ศึกษาธรรมะนิกายบัวหลวง (เหลียนจง) อันเป็นสายหลัก แต่หมิงฝู่จะเรียกพวกเราว่านิกายดินแดนบริสุทธิ์ (จิ้งถู่จง) ก็ได้"

"นิกายดินแดนบริสุทธิ์งั้นหรือ..." โอวหยางหรงช้อนตาขึ้นมองพลางถาม "ท่านคิดว่าบนโลกนี้มีดินแดนบริสุทธิ์อยู่จริงๆ หรือ?"

ท่านอาจารย์ซ่านเต่าพยักหน้าทันที "ย่อมต้องมีแน่นอน อาจารย์ปู่ของหลวงตาก็คือตัวอย่าง"

"หากมี แล้วดินแดนบริสุทธิ์แห่งนี้อยู่ที่ใดกัน?"

ท่านอาจารย์ซ่านเต่าชี้ไปที่ตำแหน่งหัวใจของโอวหยางหรง "ดินแดนบริสุทธิ์อยู่ที่นี่ ดินแดนบริสุทธิ์ในใจของหมิงฝู่ก็อยู่ภายในใจของหมิงฝู่มาโดยตลอด เหตุใดจึงต้องมาถามคนนอกอย่างหลวงตาด้วยเล่า"

โอวหยางหรงพยักหน้า "เป็นฉันที่ยึดติดในรูปลักษณ์เอง"

ท่านอาจารย์ซ่านเต่ามองเขาแวบหนึ่ง "มีคำพูดหนึ่งไม่ทราบว่าจะพูดได้หรือไม่ ความจริงหลวงตาสังเกตเห็นตั้งแต่เมื่อวันก่อนแล้วว่า สีหน้าของหมิงฝู่ดูอมทุกข์มาตลอด ในใจมีอุปสรรคขวางกั้นอยู่"

โอวหยางหรงสบตาพระภิกษุชรา เอ่ยถามอย่างถ่อมตน "แล้วจะทลายอุปสรรคเพื่อหลุดพ้นได้อย่างไร?"

ท่านอาจารย์ซ่านเต่าไม่ตอบ หลุบตาลงจัดแจงจีวรและเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะจากไป ท่านเพียงยกมือชี้ไปยังทิศทางของเรือนซานฮุ่ย แล้วหันหลังเดินจากไปอย่างเชื่องช้า

โอวหยางหรงยืนนิ่งอยู่กับที่พักหนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปที่เรือนซานฮุ่ย

ตอนที่เขากำลังจะก้าวข้ามธรณีประตู จู่ๆ ก็หยุดเดิน แหงนหน้ามองแผ่นป้ายที่แขวนอยู่เหนือประตู

บนนั้นเขียนไว้ว่า 'ซานฮุ่ย (ปัญญาแห่งสาม)'

"สามปัญญาคืออะไร? สุตมยปัญญา (ปัญญาเกิดจากการสดับฟัง) จินตามยปัญญา (ปัญญาเกิดจากการพิจารณา) ภาวนามยปัญญา (ปัญญาเกิดจากการอบรมเจริญ) รวมเป็นสาม... การฟังต้องฟังอย่างตั้งใจ การคิดต้องคิดอย่างถี่ถ้วน การปฏิบัติต้องปฏิบัติอย่างถ่องแท้"

น้ำเสียงของโอวหยางหรงไล่ระดับจากต่ำไปสูง ราวกับการรู้แจ้งจากตื้นไปลึก เขาแหงนหน้าขึ้นและเปล่งเสียงดังกังวาน "โอวหยางเหลียงฮั่น ขอถามเจ้าอีกครั้ง จะทลายอุปสรรคได้อย่างไร?"

เขาตอบตัวเองว่า "นอนฟัง นั่งคิด ลุกขึ้น... ลงมือทำ!"

บัณฑิตหนุ่มหัวเราะลั่น สะบัดแขนเสื้อก้าวผ่าเผย เดินเข้าสู่ภายในตัวเรือน

...

"วันนี้เราจะลงจากเขากัน"

ที่โต๊ะอาหาร นายอำเภอคนใหม่วัยยี่สิบของหลงเฉิงวางชามและตะเกียบลงอย่างเป็นทางการ

"ไม่ได้" เจินซื่อก้มหน้าซดโจ๊กโดยไม่แม้แต่จะกระดิกเปลือกตา

"ท่านอาสะใภ้ หลานแค่มาบอกให้ทราบ ไม่ได้มาปรึกษา หลานให้คนไปแจ้งมือปราบเยี่ยนไว้แล้ว ทางท่านเจ้าอาวาส หลานก็สอบถามแล้ว ท่านบอกว่าร่างกายหลานฟื้นตัวไปเจ็ดแปดส่วนแล้ว ลงเขาได้"

"ทำก่อนรายงานทีหลังงั้นรึ?"

"ควรจะทำแบบนี้มาตั้งนานแล้ว"

"แล้วระดับน้ำข้างล่างก็ลดลงไปเจ็ดแปดส่วนแล้ว จะลงไปทำไมอีก?"

"ก็เพราะลดลงไปเจ็ดแปดส่วนแล้วนี่แหละ ถึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดในการเริ่มบรรเทาทุกข์ หลานเป็นนายอำเภอหลงเฉิง จะให้บาดแผลหายดีแล้วยังมัวซ่อนตัวอยู่บนเขา ไม่ยอมลงไป แล้วโยนภาระให้พวกผู้ใต้บังคับบัญชาได้ยังไง"

"โยนภาระให้พวกผู้ใต้บังคับบัญชาอะไรกัน น้ำท่วมข้างล่าง ถานหลางก็ไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบสักหน่อย เจ้าเพิ่งจะมารับตำแหน่ง แถมทะเลสาบอวิ๋นเมิ่งเจ๋อก็น้ำขึ้นในรอบหลายปี ภัยพิบัติทางน้ำที่เกิดขึ้นตอนเจ้าสลบอยู่ มันเป็นเหตุสุดวิสัย ไม่มีใครมาเอาผิดถาหลางได้หรอก"

"ไม่มีความรับผิดชอบ แล้วจะนอนหลับตาอย่างสบายใจไร้กังวลได้งั้นเหรอ?"

เจินซื่อวางชามลง รับผ้าเช็ดหน้าจากมือป้านซี่มาเช็ดปาก แล้วเริ่มพูดอย่างช้าๆ:

"ได้ งั้นเจ้าลงเขาไปเถอะ ไม่ต้องสนอาสะใภ้แล้ว ปล่อยให้อาสะใภ้ใช้ชีวิตอยู่ตามมีตามเกิดในวัดโบราณบนป่าเขานี่แหละ อื้ม บวชเป็นชีไปเลยดีกว่า เลี้ยงเด็กมาตั้งยี่สิบปี ยังพึ่งพาตะเกียงน้ำมันกับพระพุทธรูปไม่ได้เลย"

พูดจบ น้ำเสียงเด็ดขาดแฝงความน้อยใจก็เริ่มสั่นเครือ สตรีในชุดกระโปรงยาวเอียงคอทำเป็นแอบปาดน้ำตา

สีหน้าของโอวหยางหรงไม่เปลี่ยนเลยสักนิด ท่านอาสะใภ้ยัดเยียดข้อหาเนรคุณและอกตัญญูให้เขาสารพัด แต่เขากลับรอตั้งนานก็ไม่ได้ยินเสียงปลาไม้ดังทุ้มต่ำเลย ดูท่าแม้แต่พระพุทธองค์ก็ยังทนดูไม่ได้ล่ะมั้ง

เขายังคงเสนอต่อ "ถ้าท่านอาสะใภ้ไม่อยากอยู่ที่นี่ งั้นให้คนคุ้มกันไปส่งท่านกลับหนานหลงดีไหมขอรับ?"

"ไม่เอา!" เจินซื่อปฏิเสธเสียงแข็งทันที

"..."

เธอถลึงตาใส่ "ถานหลาง ตอนนี้เป็นขุนนาง ปีกกล้าขาแข็งแล้ว ก็เลยไม่อยากพาอาสะใภ้ไปเสวยสุขด้วยกันแล้วล่ะสิ"

โอวหยางหรงอธิบายอย่างจริงจัง "กฎหมายของต้าโจวระบุไว้ว่า ขุนนางท้องถิ่นต้องไปประจำการไกลบ้านเกิดนับพันลี้ ห้ามพกพาญาติพี่น้องคนบ้านเดียวกันไปรับตำแหน่งด้วยเพื่อหาผลประโยชน์เด็ดขาด"

"หึ กฎหมายของต้าโจว อาสะใภ้อาจจะไม่เคยอ่าน แต่เรื่องคุณสมบัติการเป็นนายอำเภอผู้ปกครองราษฎร อย่าคิดมาหลอกอาสะใภ้ให้ยาก"

เจินซื่ออมยิ้ม "ญาติพี่น้องที่ว่านั่น หมายถึงพวกผู้ชายที่ออกหน้าออกตาได้ต่างหาก ส่วนการพามารดาหรือญาติผู้หญิงไปรับตำแหน่งด้วยนั้น กฎหมายไม่ได้ห้าม แถมยังสนับสนุนด้วยซ้ำ ดีไม่ดีผู้ตรวจการจากมณฑลอาจจะเอ่ยปากชมว่าถานหลางกตัญญูรู้คุณ เลี้ยงดูมารดา แล้วให้คะแนนประเมินเพิ่มอีกด้วยซ้ำ"

โอวหยางหรงเอากำปั้นปิดปากกระแอมไอ "ก็ได้ๆ แต่ฟังจากที่ลิ่วหลางบอก ที่ว่าการอำเภอก็โดนน้ำท่วมเหมือนกัน รอให้หลานลงเขาไปจัดการที่พักให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยมารับท่านอาสะใภ้..."

เจินซื่อไม่ได้สนใจเรื่องนั้น เธอยิ้มกริ่มขัดจังหวะความพยายามเปลี่ยนเรื่องของเขา "อีกอย่างนะ กฎหมายต้าโจวที่เจ้าว่านั่น ยังระบุไว้ด้วยใช่ไหมล่ะว่า นายอำเภอต้องพาภรรยาและลูกไปรับตำแหน่งด้วย ถ้าไม่มีจริงๆ ก็ต้องพาอนุภรรยาไปสักคน และในระหว่างที่ประจำการ ห้ามแต่งงานกับลูกสาวของราษฎรในพื้นที่เด็ดขาด ไม่งั้นจะมีความผิด... ข้อนี้ ท่านนายอำเภอน่าจะรู้ดีกว่าสาวชาวบ้านอย่างข้าล่ะมั้ง?"

โอวหยางหรงหน้าตึง เขาเริ่มจะแปลกใจแล้วว่าทำไมเจินซื่อถึงได้โง่เรื่องบางเรื่อง แต่กลับฉลาดเป็นกรดในบางเรื่อง หรือว่าเธอเกิดมาเพื่อเป็นมารหัวใจของหลานชายโดยเฉพาะ?

"ถ้างั้น ท่านนายอำเภอโอวหยางผู้เคร่งครัดในหน้าที่ ท่านควรจะเริ่มคิดเรื่องแต่งงานได้แล้วใช่ไหม?"

"..." โยงเรื่องได้ไกลขนาดนี้เชียว เพิ่งจะชักมีดออกมาตอนนี้เอง โอวหยางหรงแอบคิด

แต่คราวนี้ ในเมื่อตัดสินใจลงเขาไปรับตำแหน่งเพื่อลุยงานให้เต็มที่แล้ว เขาก็จะไม่หลีกเลี่ยงอีกต่อไป

"หลานไม่มีทางแต่งกับลูกสาวตระกูลห้าแซ่ได้หรอกขอรับ"

โอวหยางหรงสบตาเจินซื่อตรงๆ

"ทำไมจะไม่ได้ล่ะ? ถานหลางเป็นถึงวิญญูชนผู้เที่ยงธรรมที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้าตั้งแต่ยังอายุแค่ยี่สิบนะ"

"ง่ายๆ เลย ก็เพราะชาติตระกูลไงขอรับ" โอวหยางหรงยกมือขึ้นมาทาบไว้ที่หน้าผาก

"ชาติตระกูลทำไมเหรอ ตระกูลโอวหยางแห่งหนานหลงของเรา..."

โอวหยางหรงพยักหน้ายอมรับความจริง "ตระกูลโอวหยางแห่งหนานหลงของเราไม่มีชาติตระกูลอะไรให้ไปอวดอ้างในสายตาของตระกูลใหญ่ทั้งเจ็ดแห่งห้าแซ่หรอกขอรับ ครั้งสุดท้ายที่สายตระกูลของเรามีคนสร้างชื่อเสียงได้ ก็ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นนู่น"

"..." เจินซื่อ

"แม้แต่เส้นทางการสอบขุนนางของหลาน สำหรับพวกตระกูลใหญ่ทั้งเจ็ดแห่งห้าแซ่แล้ว ก็ยัง... อืม ท่านอาสะใภ้น่าจะจำได้ว่า หลานเคยได้รับพระราชทานตำแหน่งเจิ้งจื้อแห่งหอหลินไถจากฮ่องเต้หญิงในงานเลี้ยงซิ่งหยวน หรือก็คือตำแหน่งเจียวซูหลาง (ขุนนางชำระตำรา) ของสำนักเลขาธิการในสมัยก่อน ตำแหน่งนี้ต้องเป็นคนที่มีภูมิหลังใสสะอาดเท่านั้นถึงจะรับตำแหน่งได้ ถือเป็นความภาคภูมิใจในหมู่ขุนนางด้วยกัน อัครเสนาบดีในราชสำนักเกือบทุกคนก็เริ่มจากตำแหน่งนี้แหละ ถือเป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติ และเป็นจุดเริ่มต้นระดับเก้าที่เหล่าบัณฑิตทั้งเหนือใต้ต่างใฝ่ฝัน

"แต่ท่านรู้หรือไม่ว่า ในแต่ละปี การสอบขุนนางของต้าโจว มีบัณฑิตผู้ยากไร้จากทั่วประเทศทั้งเหนือใต้สอบผ่านรวมแล้วแค่สามสี่สิบคนเท่านั้น และในจำนวนนี้ มีเพียงจอหงวนและคนอีกเพียงไม่กี่คน ที่สามารถผ่านการคัดเลือกอันเข้มงวดของกรมขุนนาง จนได้เข้ารับตำแหน่งนี้"

หยุดไปครู่หนึ่ง โอวหยางหรงก็พูดอย่างเรียบง่ายว่า "แต่ตำแหน่งนี้ พวกคุณชายจากตระกูลใหญ่ทั้งเจ็ดแห่งห้าแซ่กลับสามารถเข้ารับตำแหน่งได้โดยตรง ขอแค่มีผู้ใหญ่ในตระกูลเสนอชื่อให้ ไม่ต้องไปสอบให้เหนื่อยเลย"

เจินซื่ออยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็พูดไม่ออก

โอวหยางหรงปลอบใจเบาๆ "ท่านอาสะใภ้ ในสายตาของตระกูลใหญ่ทั้งเจ็ดแห่งห้าแซ่ พวกเราก็คือตระกูลที่ต่ำต้อยที่สุดในหมู่ผู้ยากไร้ ขนาดราชวงศ์หลีแห่งต้าเฉียนที่เป็นฮ่องเต้มาเกือบร้อยปี ยังถูกพวกเขามองว่าเป็นชนชั้นต่ำที่มีสายเลือดของพวกคนเถื่อนปะปนอยู่เลย พวกเขาถือตัวว่ามีชาติตระกูลสูงส่ง รังเกียจที่จะเกี่ยวดองกับสายเลือดอื่น ดังนั้น... พวกเราอย่าเพิ่งไปหวังอะไรลมๆ แล้งๆ เลยขอรับ"

ในราชวงศ์ต้าโจว มีคำกล่าวว่าตระกูลสูงส่งมีห้าแซ่เป็นผู้นำ ได้แก่ ชุย หลี่ ลู๋ หวัง เซี่ย รวมเรียกว่า ตระกูลใหญ่ทั้งเจ็ดแห่งห้าแซ่

ในจำนวนนี้ ตระกูลชุยแห่งปั๋วหลิง ตระกูลชุยแห่งชิงเหอ ตระกูลหลี่แห่งหลงซี ตระกูลลู๋แห่งฟ่านหยาง และตระกูลหวังแห่งไท่หยวน จัดเป็นตระกูลประจำเขต ซึ่งเป็นตระกูลชนชั้นสูงอันดับหนึ่งของทางเหนือ

ส่วนตระกูลหวังแห่งหลางหยาและตระกูลเซี่ยแห่งเฉินจวิ้น จัดเป็นตระกูลพลัดถิ่น เป็นตระกูลชนชั้นสูงอันดับหนึ่งของทางใต้... หรือก็คือตระกูลชนชั้นสูงของเจียงจั่ว ทว่าสองตระกูลใหญ่ทางใต้นี้อยู่ในอันดับรั้งท้ายของทั้งเจ็ดตระกูล

นั่นเป็นเพราะว่าในการต่อสู้แย่งชิงแผ่นดินอย่างดุเดือดระหว่างราชวงศ์เหนือใต้ก่อนการรวมประเทศเป็นปึกแผ่น ราชวงศ์สุยและเฉียนจากทางเหนือเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด ปราบปรามราชวงศ์เฉินทางใต้ และรวบรวมแผ่นดินเหนือใต้ให้เป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง ปัจจุบัน ศูนย์กลางของจักรวรรดิต้าโจวอยู่ที่ลั่วหยางและฉางอันในกวนจง และทางเหนือก็คือดินแดนจงหยวน (ที่ราบลุ่มแม่น้ำฮวงโห) ดั้งเดิม ดังนั้นในราชวงศ์นี้ ตระกูลใหญ่ทั้งห้าของทางเหนือจึงมีอำนาจเหนือกว่าตระกูลหวังและเซี่ยของทางใต้

และในจำนวนนั้น ตระกูลชุยแห่งปั๋วหลิงได้รับการยกย่องให้เป็นอันดับหนึ่งในบรรดาตระกูลชนชั้นสูงทั้งปวง

แถมเท่าที่โอวหยางหรงรู้ ตระกูลใหญ่ทั้งเจ็ดแห่งห้าแซ่พวกนี้ ไม่ได้มีดีแค่มีชื่อเสียงสืบทอดมาแต่โบราณกาล หรือมีขุนนางสืบทอดตำแหน่งมาหลายชั่วอายุคนเท่านั้น ได้ยินมาว่าตระกูลใหญ่ทั้งเจ็ดที่มีอำนาจล้นฟ้าเหล่านี้ แต่ละตระกูลล้วนมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับสามนิกายหลักที่ปรากฏตัวในโลกอย่างขงจื๊อ พุทธ และเต๋า ไม่ว่าจะเป็นการสืบทอดตระกูลด้วยลัทธิขงจื๊อ อภิปรัชญา หรือลัทธิเต๋า ยิ่งไปกว่านั้น บางตระกูลยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสืบทอดวิชาของผู้บำเพ็ญเพียรเร้นกายที่ลึกลับยิ่งกว่าเสียอีก

และการที่สามารถเอาตัวรอดมาจากความวุ่นวายในยุคราชวงศ์เหนือใต้ และสืบทอดวงศ์ตระกูลมาจนถึงราชวงศ์ต้าโจวได้ ล้วนแล้วแต่เป็นตระกูลเก่าแก่นับพันปีที่มีรากฐานอันน่าเกรงขาม ถึงขนาดที่ลำดับวงศ์ตระกูลสามารถสืบย้อนไปได้ถึงยุคก่อนราชวงศ์ฉิน ซึ่งเป็นยุคเดียวกับผู้บำเพ็ญเพียรในตำราโบราณเลยทีเดียว

โอวหยางหรงกล่าวเสริม "แถมในสมัยฮ่องเต้เกาจง เพื่อเป็นการกำราบตระกูลใหญ่ทั้งเจ็ดแห่งห้าแซ่ พระองค์เคยมีรับสั่งห้ามไม่ให้ตระกูลสายตรงที่สำคัญที่สุดแต่งงานกันเอง แต่จากที่เห็นในตอนนี้ พระราชกฤษฎีกาห้ามแต่งงานนั้นไม่ได้ผลเลยสักนิด กลับกลายเป็นการเพิ่มมูลค่าให้ตระกูลใหญ่ทั้งเจ็ดตระกูลนี้เสียอีก ทำให้พวกเขากลายเป็นตระกูลต้องห้ามที่โดดเด่นเป็นสง่าอยู่เหนือผู้คน... ความจริงแค่ลองคิดดูก็เข้าใจ ขนาดท่านกับท่านแม่ที่อยู่บ้านนอก ยังเคยได้ยินความสูงส่งของบุตรีจากตระกูลห้าแซ่ ความคลั่งไคล้ของผู้คน... คงไม่ต้องบอกก็รู้แล้วกระมัง"

ถ้าใช้คำพูดของโอวหยางหรงในชาติก่อน ตระกูลต้องห้ามเหล่านี้ก็คือจุดสูงสุดของห่วงโซ่การดูถูกเหยียดหยามในตลาดนัดหาคู่ของจักรวรรดิต้าโจวนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง เด็ก คนแก่ หรือวัยรุ่น ก็พากันปั่นราคาให้สูงลิ่ว

เจินซื่อทำหน้าเครียด "ยากขนาดนั้นเชียว? ถานหลางของบ้านเราไม่ใช่ยอดชายอันดับหนึ่งของแผ่นดินหรือไง แค่นี้ยังไม่ได้อีกรึ?"

โอวหยางหรงกระตุกมุมปาก ลุกขึ้นช่วยป้านซี่เก็บชามและตะเกียบ

"แม้แต่สาขาตระกูลสายรองก็ยังไม่มีโอกาสเลยรึ?" เจินซื่อยังไม่ยอมถอดใจ

"พวกรองๆ หรือสาขาปลายแถว คนอื่นเขาก็ไม่ใช่คนโง่นะ คว้าไปหมดแล้ว ได้ยินมาว่าพระราชกฤษฎีกาห้ามแต่งงาน ก็เกิดจากการที่อัครเสนาบดีในสมัยฮ่องเต้เกาจงที่มีชาติกำเนิดต่ำต้อยไปสู่ขอแล้วโดนปฏิเสธ ก็เลยไปกราบทูลฮ่องเต้เกาจงไงล่ะ ถ้าบ้านไหนไม่มีขุนนางระดับสี่ในราชสำนักก็อย่าได้หวังเลย"

เจินซื่อขมวดคิ้ว "ทำไมมันถึงได้ยุ่งยากขนาดนี้..."

โอวหยางหรงรับผ้าขนหนูอุ่นจากป้านซี่มาเช็ดหน้า เหมือนจะนึกอะไรออก จึงยิ้มพูดว่า "ตระกูลชนชั้นสูงแดนเหนือให้ความสำคัญกับเครือญาติ ตระกูลชนชั้นสูงแดนใต้ให้ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตาและสติปัญญา ตระกูลชนชั้นสูงในกวนจงให้ความสำคัญกับยศถาบรรดาศักดิ์ ตระกูลชนชั้นสูงแดนเหนือ(ไต้เป่ย)ให้ความสำคัญกับตระกูลฝั่งมารดา ท่านดูสิว่าหลานท่านมีดีตรงไหนบ้าง? อ้อ ยกเว้นข้อที่ให้ความสำคัญกับหนุ่มรูปงามนะ"

เจินซื่อถลึงตาใส่เขา แล้วก็เงียบไป

โอวหยางหรงแกล้งทำท่าทางซึมเศร้าเหมือนนาง แต่ในใจแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ในที่สุดก็ทำให้ท่านอาสะใภ้เลิกหวังได้สักที

"ตระกูลชนชั้นสูงแดนใต้ให้ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตาและสติปัญญา... บังเอิญจัง ถานหลางบ้านเราก็เป็นยอดคนไม่ใช่รึไง..." เจินซื่อพึมพำ

โอวหยางหรงยิ้ม ไม่ต่อคำ บางครั้งการถูกทำลายฝันเร็วเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดี ให้ท่านอาสะใภ้ค่อยๆ ยอมรับความจริงไปเองเถอะ... เขาล้างมือ เตรียมจะออกไปข้างนอก

ทว่านึกไม่ถึงเลยว่า จู่ๆ สตรีในชุดกระโปรงยาวข้างหลังจะถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง "ถานหลาง อาจารย์ที่สถานศึกษาของเจ้า แซ่เซี่ยใช่ไหม?"

โอวหยางหรงชะงัก "ใช่ขอรับ ทำไมหรือ?" ก่อนจะถอนหายใจ "อย่าคิดฟุ้งซ่านเลยขอรับ หลานออกไปก่อนนะ"

เขารู้สึกแปลกใจนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้สนใจเจินซื่อ เดินออกจากเรือนซานฮุ่ยไป

ภายในห้อง เจินซื่อเอามือเท้าคาง มองแผ่นหลังของคนที่เพิ่งเดินออกไป ดวงตาหงส์ของนางโค้งขึ้น

"จริงๆ เลย ยังไงอาสะใภ้ก็ต้องคว้าโอกาสมาให้เจ้าให้ได้"

...

[จบตอน]

จบบทที่ บทที่ 10 หากจะแต่งภรรยา ต้องแต่งบุตรีจากตระกูลห้าแซ่

คัดลอกลิงก์แล้ว