- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอเป็นขุนนางซุกซนบนเตียงฝ่าบาท
- บทที่ 9 ผลบุญที่ต้องใช้แต้มบุญหนึ่งหมื่นแต้ม
บทที่ 9 ผลบุญที่ต้องใช้แต้มบุญหนึ่งหมื่นแต้ม
บทที่ 9 ผลบุญที่ต้องใช้แต้มบุญหนึ่งหมื่นแต้ม
บทที่ 9 ผลบุญที่ต้องใช้แต้มบุญหนึ่งหมื่นแต้ม
หากไม่ได้เกิดมาในยุคสมัยที่การเดินทางด้วยรถม้าแสนเชื่องช้าเช่นนี้ ก็คงยากที่จะเข้าใจความทุกข์ทรมานของการเปลี่ยนจาก 'ความอุดมสมบูรณ์' มาสู่ 'ความขาดแคลน' ได้อย่างลึกซึ้ง
หลายวันที่ผ่านมาหลังจากที่โอวหยางหรงฟื้นขึ้นมา เขาต้องใช้ชีวิตอย่าง 'มีวินัย' ขั้นสุด:
พอตกเย็นกินข้าวเสร็จ ก็ได้แต่นั่งเหม่อลอยอยู่ในห้อง เอาแต่ครุ่นคิดเรื่องเจดีย์บุญกุศล ในห้องนอกจากพระสูตรสองสามเล่มที่ขอยืมมาจากซิ่วฝ่าแล้ว ก็ไม่มีอะไรให้ทำอีกเลย
พอเปิดหน้าต่างฝั่งตะวันตกออกไป ก็เห็นเพียงสายลมอันมืดมิด มีเพียงแสงไฟริบหรี่สองสามดวงจากเจดีย์พุทธบูชาที่อยู่ไกลออกไปเท่านั้น
มีสิ่งเดียวที่ทำได้ชัดเจนคือ: นอนหลับ
เขาเกือบจะอดใจไม่ไหว เรียกป้านซี่มาท้าทายจุดอ่อนของตัวเองอีกรอบแล้วเชียว
แต่ถ้าเป็นเวลาประมาณนี้ในชาติก่อน ชีวิตกลางคืนที่แสนสนุกเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเอง พวกเพื่อนๆ ในกลุ่มเตรียมสอบยังไม่ทันได้เริ่มส่งภาพลับอะไรกันเลยด้วยซ้ำ
แน่นอนว่า หากเขาอยู่ในเมืองเสินตูลั่วหยางและฉางอันที่เป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิต้าโจว ชีวิตความเป็นอยู่ก็คงจะมีสีสันมากกว่านี้เยอะ
หากใครสามารถสัมผัสถึงความรู้สึกเหล่านี้ได้ ก็ถือว่าพอจะเข้าใจเหตุผลที่โอวหยางหรงคิดถึงบ้านได้สักหนึ่งเปอร์เซ็นต์แล้วล่ะ
ดังนั้น ตอนนี้ ในยามดึกดื่นค่อนคืน โอวหยางหรงที่นอนพลิกไปพลิกมายังไงก็ไม่หลับ จึงลุกเดินออกจากห้องไป...
โอวหยางหรงไปที่ห้องปีกขวาก่อน รื้อหาเชือกมาขดหนึ่งกับแท่งจุดไฟติดตัวไปด้วย แถมยังเอาขนมกับผลไม้ใส่ถุงผ้าติดไปด้วยอีกนิดหน่อย
ทว่าเมื่อเขาเดินตามความทรงจำกลับมาที่สถานสงเคราะห์เปยเทียนจี้หยางเยี่ยนจนมาถึงบ่อน้ำแห่งนั้น ก็พบว่าเชือกที่เตรียมมานั้นเกินความจำเป็นเสียแล้ว
เพราะข้างๆ ปากบ่อมีบันไดเชือกกองอยู่
โอวหยางหรงหย่อนบันไดเชือกลงไป แล้วปีนลงไปในวังใต้ดินอีกครั้ง
ยังคงเป็นตำแหน่งเดิม เวลาเดิม และแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาแบบเดิม
เพียงแต่ในวังใต้ดินตอนนี้ ไม่มีร่างของสาวใบ้กับนักพรตชราชุดขนนกกระเรียนแล้ว ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอะไร สองคนนั้นน่าจะเป็นคนป่วยของสถานสงเคราะห์ คงถูกพากลับไปรักษาตัวแล้ว ส่วนตัวเขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะมารำลึกความหลังอยู่แล้ว
แสงจันทร์คืนนี้ค่อนข้างมืดสลัว
พรึ่บ~
ประกายไฟวาบขึ้นมากลางอากาศ ส่องสว่างใบหน้าซูบผอมของโอวหยางหรง
"ราตรีสวัสดิ์ ไต้ซือปู้จือ"
พระภิกษุซูบผอมที่กำลังสัปหงกอยู่ในความมืดสะดุ้งตื่นทันที ปากก็สวดมนต์พึมพำ ก่อนจะเอ่ยอย่างจริงใจ "ประสก ที่แห่งนี้คือดินแดนบริสุทธิ์แห่งดอกบัว เบื้องบนคือขุมนรกอเวจี!"
พระภิกษุยังคงทำท่าทางเปี่ยมด้วยความเวทนา ชี้มือลงพื้นข้างหนึ่ง ชี้ขึ้นฟ้าข้างหนึ่งเหมือนเคย
โอวหยางหรงคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า "ท่านอาจารย์ต่างหากที่เป็นคนที่พูดความจริงมาตลอด ก่อนหน้านี้ฉันเข้าใจผิดไปเอง"
เขาเดินเข้าไป วางขนมและผลไม้ลงตรงหน้าพระซิวเจิน จากนั้นก็ชูแท่งจุดไฟขึ้น เดินวนสำรวจรอบวังใต้ดินอย่างละเอียด
วังใต้ดินแห่งนี้เป็นห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดประมาณครึ่งหนึ่งของสนามฟุตบอล ฐานดอกบัวทรงกลมตรงกลางกับช่องทรงกลมด้านบน ไม่รู้ว่าเป็นการสื่อถึงคติความเชื่อเรื่อง 'แผ่นฟ้ากลมแผ่นดินเหลี่ยม' ของผู้สร้างหรือเปล่า
โอวหยางหรงเดินเลียบกำแพงวังใต้ดินไปรอบหนึ่ง คราวนี้เขาถึงได้เห็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ก่อนหน้านี้มองข้ามไปได้อย่างชัดเจน
บนกำแพงทั้งสี่ด้าน วาดด้วยสีสันสดใสจัดจ้าน เพียงแต่ว่ามันขาดการบูรณะมานาน ประกอบกับอยู่ในวังใต้ดินที่มืดชื้นตลอดเวลา สีจึงหลุดร่อนไปไม่น้อย แต่โอวหยางหรงก็ยังพอดูออกคร่าวๆ
ภาพจิตรกรรมทั้งสี่ภาพ สอดคล้องกับพุทธประวัติสี่เรื่อง ได้แก่ 'พระมหาสัตว์สละชีพเป็นทานแก่แม่เสือลูกอ่อน' 'พระเจ้าสิวราชเฉือนเนื้อแลกนกพิราบ' 'พระเจ้าไคว่มู่ควักพระเนตรเป็นทาน' และ 'พระเจ้าจันทรกุมารสละศีรษะเป็นทาน'
ที่เรียกว่าพุทธประวัตินั้น แท้จริงแล้วล้วนเล่าถึงเรื่องราวการบำเพ็ญเพียรสะสมบุญบารมีในอดีตชาติของพระพุทธเจ้าศากยมุนีก่อนที่จะตรัสรู้ เรื่องที่คุ้นหูที่สุดน่าจะเป็น 'สละชีพเป็นทานแก่เสือ' ส่วนอีกสามเรื่องที่เหลือก็สื่อความหมายไปในทำนองเดียวกัน คือเน้นย้ำถึงพระเมตตาของพระพุทธองค์ ที่ทรงอดทนต่อความยากลำบากและเสียสละเพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์มานับชาติไม่ถ้วน จนท้ายที่สุดก็ทรงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
โอวหยางหรงครุ่นคิดพลางเดินกลับไปที่ฐานดอกบัวทรงคอดกิ่วตรงกลางวังใต้ดิน
ถ้าท่านอาจารย์ซ่านเต่าไม่ได้โกหกเขา งั้นแสดงว่าอาจารย์ปู่จงหม่าที่บรรลุธรรมจนกลายเป็นพระโพธิสัตว์ในตอนนั้น ก็คงจะนั่งอยู่ตรงตำแหน่งนี้... แล้วเหินฟ้าขึ้นสู่ดินแดนบริสุทธิ์
"ถ้าสะสมแต้มบุญครบแล้ว จะสามารถเหินฟ้าสู่ดินแดนบริสุทธิ์จากที่นี่ได้จริงๆ เหรอ? ถ้าฉันแก้ปัญหาน้ำท่วมได้สำเร็จ หรือสร้างบุญใหญ่เรื่องอื่น จะสามารถขึ้นสู่ดินแดนบริสุทธิ์ได้ไหมนะ"
"แล้วอีกอย่าง ดินแดนบริสุทธิ์ที่ว่านี่มันอยู่ที่ไหนกันแน่ เป็นสรวงสวรรค์ทางทิศตะวันตกจริงๆ หรือเปล่า หรือว่าสถานที่ที่แต่ละคนไปจะไม่เหมือนกัน แล้วถ้าฉันตั้งจิตอธิษฐานอยากกลับบ้านเกิดล่ะ จะทำได้ไหม?"
โอวหยางหรงพึมพำกับตัวเอง ก้มหน้าครุ่นคิด
"แล้วก็ ในเมื่อบำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นพระโพธิสัตว์ จิตวิญญาณหลุดพ้นไปแล้ว แล้วร่างเนื้อที่ยังคงสภาพสมบูรณ์เหมือนคนเป็นๆ นั่นล่ะหายไปไหน ชักอยากจะเห็นซะแล้วสิ... เอ๊ะ" พูดถึงตรงนี้ ใครบางคนเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ จึงลอบมองไปทางโคมไฟดอกบัวทองคำที่หักครึ่งท่อนกับก้อนหินทรงรีประหลาดๆ ที่หล่นกระจายเกลื่อนพื้นอย่างร้อนตัว
ความจริงแล้ว โคมไฟดอกบัวทองคำชิ้นนี้ โอวหยางหรงหยิบออกมาจากผอบแปดชั้น ซึ่งเดิมทีผอบนั้นตั้งอยู่บนฐานดอกบัว แต่พอเขาตื่นขึ้นมา มันก็มาวางอยู่ข้างๆ แล้ว
ผอบแปดชั้นนั่นใบใหญ่มาก ซ้อนกันแปดชั้นเหมือนตุ๊กตาแม่ลูกดกของรัสเซีย ข้างในสุดก็บรรจุโคมไฟดอกบัวทองคำอันนี้แหละเอาไว้
เพียงแต่ตอนนั้นที่เขาเอามันมาใช้โยนแทนก้อนหินหนักๆ นึกไม่ถึงเลยว่าโคมไฟดอกบัวทองคำนี่จะเป็นแค่กล่องใส่ของวิเศษชิ้นสำคัญกว่าที่อยู่ข้างใน พอโยนเสร็จเขาก็รีบปีนออกไป เลยไม่ได้สนใจเม็ดหินพวกนี้ที่หล่นอยู่บนพื้นเลย
อะแฮ่มๆ คงไม่ใช่ว่า... จะเป็นพระบรมสารีริกธาตุของอาจารย์ปู่จงหม่าหรือพระเถระรูปอื่นหรอกนะ ถ้าเป็นอย่างนั้น โคมไฟดอกบัวทองคำนี่ก็เท่ากับโกศใส่กระดูกน่ะสิ... เฮ้อ บาปกรรมจริงๆ สงสัยแต้มบุญของฉันคงจะโดนหักจนเกลี้ยงก็เพราะเรื่องนี้แน่ๆ
โอวหยางหรงถอนหายใจ หลุบตามองพระบรมสารีริกธาตุบนพื้นอีกครั้ง:
มีอยู่ประมาณสิบเจ็ดเม็ด เม็ดเล็กสุดขนาดเท่าลูกแก้ว เม็ดใหญ่สุดขนาดเท่าไข่นกกระทา มีหลากสีสันไปหมด แถมยังมีเม็ดนึงที่กลมเกลี้ยงใสแจ๋วราวกับเพชรเม็ดงาม... ไหนบอกว่าพระบรมสารีริกธาตุจริงๆ แล้วคือนิ่วไงล่ะ นิ่วบ้านใครมันจะสวยขนาดนี้?
สมกับเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่จริงๆ เข้าเตาเผาปุ๊บก็เผาออกมาได้สารพัดอย่าง เหมือนสุ่มเปิดกล่องสุ่มเลย... ไม่ได้ๆ ต้องหยุดขำ ห้ามหัวเราะเด็ดขาด
โอวหยางหรงงัดสกิลการควบคุมสีหน้าระดับปรมาจารย์ออกมาใช้ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ก้มลงเก็บพระบรมสารีริกธาตุบนพื้นขึ้นมาทีละเม็ด แต่ทำแบบนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้แต้มบุญเพิ่มขึ้นหรอกนะ
แต่ตอนนี้โอวหยางหรงพอจะจับทางกฎของเจดีย์บุญกุศลได้บ้างแล้ว: จะเป็นพวกชอบดูเรื่องสนุกขำๆ ก็ได้ แต่ได้แค่ 'คิด' ในใจเท่านั้น ห้าม 'แสดงออก' เด็ดขาด วิญญูชนวัดกันที่การกระทำไม่ใช่ความคิด
ถ้าฟังมุกตลกร้ายแล้วเผลอยิ้มหรือหัวเราะออกมาให้เห็นเมื่อไหร่ นั่นถือเป็นการ 'แสดงออก' อย่างหนึ่ง พระพุทธองค์จะหักแต้มคุณให้เกลี้ยงเลยทีเดียว
ทว่าตอนที่เก็บพระบรมสารีริกธาตุเม็ดที่กลมเกลี้ยงใสแจ๋วขึ้นมา เขาพบว่ามันสามารถเรืองแสงอ่อนๆ ใต้แสงจันทร์ได้ เหมือนกับไข่มุกราตรีไม่มีผิด เขารู้สึกแปลกใจนิดหน่อย คิดไปคิดมา ก็ถอนหายใจแล้วเก็บมันเข้าแขนเสื้อไป จะปล่อยให้มันนอนเกลือกกลิ้งเปื้อนฝุ่นอยู่ในวังใต้ดินแห่งนี้ไม่ได้ เขาจะช่วยดูแลแทนเหล่าพระเถระเองก็แล้วกัน
บางทีอาจจะเป็นเพราะเจตนาดี หรือไม่ก็พระบรมสารีริกธาตุพวกนี้คงจะถูกลืมทิ้งไว้จนไม่มีเจ้าของแล้วจริงๆ การเก็บมันมาถึงไม่ได้ทำให้เขาโดนหักแต้มบุญ...
จากนั้น โอวหยางหรงก็เหลือบไปเห็นตัวอักษรบรรทัดหนึ่ง
เขาเห็นมันตอนที่ใช้แท่งจุดไฟส่องดูพระบรมสารีริกธาตุนั่นแหละ
มันอยู่ตรงฐานหินดอกบัวทรงคอดกิ่ว ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ที่ถูกเงาของฐานดอกบัวบดบังไว้พอดี ตัวอักษรถูกสลักลึกลงไปบนแผ่นกระเบื้องปูพื้น มิน่าล่ะก่อนหน้านี้ถึงไม่ทันสังเกตเห็น—เพราะมันอยู่ในมุมอับที่แสงอาทิตย์จากปากบ่อและแสงจันทร์สาดส่องไปไม่ถึงเลยนั่นเอง
"ขอกลับคืนสู่มาตุภูมิ (กุ้ยชวี่ไหลซี)?"
โอวหยางหรงนั่งยองๆ ลงไปดู แล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้ทันที
นี่มันคำที่ท่านอาจารย์ซ่านเต่าเคยเล่าให้ฟังไม่ใช่เหรอ? ตัวอักษรที่อาจารย์ปู่ของเขาเขียนทิ้งไว้ก่อน 'ลอยขึ้นสู่ดินแดนบริสุทธิ์' น่ะ? ที่แท้ก็ยังอยู่ที่นี่นี่เอง... นึกว่าเป็นรอยหมึกหรือรอยเลือดที่ถูกเช็ดล้างออกไปหมดแล้วซะอีก
ส่วนความหมายของสำนวนสี่ตัวนี้ก็ง่ายๆ: กลับไปเถอะ!
แววตาของโอวหยางหรงเป็นประกายขึ้นมา แผ่นหินอ่อนใต้เท้าทั้งเย็นเยียบและแข็งแกร่ง ทว่าตัวอักษร 'กุ้ยชวี่ไหลซี' ทั้งสี่ตัวกลับถูกสลักลึกลงไป ราวกับใช้สิ่วเหล็กกล้าที่คมกริบเจาะทะลุลงไป
เขายื่นมือไปสัมผัสรอยสลักนั้นตามสัญชาตญาณ ทันใดนั้น ร่างกายเขาก็สั่นสะท้าน ไม่ใช่เพราะปลายนิ้วถูกไฟดูด แต่เป็นเพราะแว่วเสียงระฆังดังกังวานก้องสะท้อนอยู่ในหู
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตานี้ทำเอาสมองของโอวหยางหรงประมวลผลไม่ทัน สติของเขาถูกดูดวูบเข้าไปในเจดีย์บุญกุศลที่ตั้งอยู่เหนือมวลเมฆนับหมื่นลี้ทันที
"นี่มัน..."
โอวหยางหรงเซถลาล้มลงกับพื้น มองเห็นระฆังบุญที่เคยเงียบสงบมาเนิ่นนานด้านบน ตอนนี้กำลังสั่นสะเทือนเบาๆ มีปราณสีม่วงแผ่ซ่านออกมาจากตัวระฆัง
ราวกับชายชราสวมหมวกฟางที่นั่งตกปลาอยู่กลางแม่น้ำอันหนาวเหน็บ ลุกขึ้นยืนแล้วสลัดเกล็ดหิมะที่เกาะตามตัวออก
เหมือนรถยนต์ที่ถูกสตาร์ทเครื่องยนต์ติดแล้ว
ในขณะเดียวกัน ตัวอักษรสีเขียวอมทองที่ระบุแต้มบุญบนปลาไม้ตัวเล็กก็เปล่งแสงเจิดจ้า ก่อนจะกลายสภาพเป็นกลุ่มก้อนแสงที่มีชีวิต รูปร่างคล้าย 'ปลาหลีฮื้อตัวหนึ่ง' ที่กำลังแหวกว่ายอยู่ในสระน้ำ
มันพุ่งทะยานเข้าหาระฆังบุญอย่างรวดเร็ว!
ทว่า... มันกลับถูกกระแทกจนสะท้อนกลับมา หล่นกลับลงไปบนปลาไม้ตามเดิม แล้วเปลี่ยนกลับเป็นตัวอักษรสีเขียวอมทองว่า: [แต้มบุญ: หนึ่งร้อย]
ส่วนระฆังบุญก็ยังคงสั่นไหวเบาๆ เพื่อ 'สลัดหิมะ' ออกอย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ดูเหมือนว่า 'ปลาหลีฮื้อตัวน้อย' เมื่อกี้จะอ่อนแอเกินไป ไม่อาจสั่นคลอนระฆังได้เลยแม้แต่น้อย อย่าว่าแต่จะตีให้ดังเลย
เมื่อได้เห็นภาพเหตุการณ์นี้ โอวหยางหรงก็อึ้งไปครู่หนึ่ง ค่อยๆ ซึมซับความตกตะลึง "แต้มบุญไม่พอหรอกเหรอ..."
ดูเหมือนว่ากลุ่มก้อนแสง 'ปลาหลีฮื้อ' ที่เกิดจากแต้มบุญที่เขาสะสมไว้ จะมีความเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณบางอย่างกับเขา และหลังจากที่มันถูกกระแทกกลับมาเป็นเหมือนเดิม ข้อความลึกลับสายหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาและถูกตีความจนเข้าใจ
"ต้องใช้แต้มบุญถึงหนึ่งหมื่นแต้ม ถึงจะตีระฆังสำริดและได้รับผลบุญได้... แต่ตอนนี้ฉันเพิ่งมีแค่ร้อยแต้ม ยังขาดอีกตั้งเก้าพันเก้าร้อยแต้ม บ้าเอ๊ย"
โอวหยางหรงตกอยู่ในภวังค์ความคิด
ส่วนในโลกแห่งความเป็นจริง เนื่องจากมือของเขาผละออกจากรอยสลักสี่ตัวนั้นแล้ว ระฆังบุญจึงกลับคืนสู่ความเงียบสงบ เจดีย์บุญกุศลก็เร้นกายกลับเข้าไปในหมู่เมฆอีกครั้ง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า รอยสลักตัวอักษรสี่ตัวกับฐานหินดอกบัวนี้ ซุกซ่อนผลบุญอันลึกลับเอาไว้
แถมผลบุญนี้ก็เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ถึงขนาดต้องใช้แต้มบุญมหาศาลขนาดนี้ กะคร่าวๆ แล้ว... คงมากพอให้เขาเอาไปใช้ดูมุกตลกร้ายไปได้ตลอดชีวิตเลยมั้ง
โอวหยางหรงก้มหน้ามองรอยสลักตัวอักษรสี่ตัวในเงามืด
"วังใต้ดินดินแดนบริสุทธิ์... พุทธประวัติ... พระเถระที่บรรลุธรรมเหินฟ้า... ผลบุญขอกลับคืนสู่มาตุภูมิ... เรื่องพวกนี้มันเป็นแค่เรื่องบังเอิญ หรือจะเป็น... หนทางกลับบ้านจริงๆ กันแน่"
แสงและเงาบนใบหน้าของเขาสลับกันไปมาอย่างคาดเดาไม่ได้
...
[จบตอน]