- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอเป็นขุนนางซุกซนบนเตียงฝ่าบาท
- บทที่ 2 นายอยากได้เมียไหม?
บทที่ 2 นายอยากได้เมียไหม?
บทที่ 2 นายอยากได้เมียไหม?
บทที่ 2 นายอยากได้เมียไหม?
"นายควรจะถามถึงฉายาทางธรรมสิ ไม่ใช่แซ่ หัวกระแทกจนโง่ไปแล้วหรือไง?"
เป็นนักพรตชราชุดขนนกกระเรียนอีกแล้ว โอวหยางหรงพบว่าปากตาเฒ่านี่เป็นพิษพอตัว
โอวหยางหรงไม่สนใจนักพรตชรา พยักหน้าตอบ "อืมๆ ถ้างั้นขอทราบฉายาทางธรรมของไต้ซือด้วย"
พระภิกษุซูบผอมหลุบตาลง "ปู้จือ (ไม่รู้)"
"ไต้ซือปู้จือ (ไต้ซือไม่รู้) เลื่อมใสมานานแล้ว"
นักพรตชราในชุดขนนกกระเรียนหัวเราะเยาะ "เขาหมายความว่าเขาไม่รู้ ไอ้หนู เจ้าคิดจะกวนประสาทนักพรตยากไร้อย่างข้าหรือไง?"
โอวหยางหรงปรายตามองเขา "นายเป็นคุกกี้ชิ้นไหนเนี่ย? (หมายถึงเป็นใครมาจากไหน)"
นักพรตชรากลับถามด้วยความประหลาดใจ "คุกกี้? สิ่งนั้นคืออะไร เหตุใดจึงนับเป็นชิ้น?"
โอวหยางหรงเงียบไป ไม่ต่อล้อต่อเถียงด้วย
เขาลุกขึ้นจากพื้น เดินออกจากฐานดอกบัวตรงกลางไปหลบฝนในความมืดที่นักพรตชราทั้งสามคนอยู่
พอก้มลงมอง ชุดคลุมบัณฑิตสีขาวตัวนี้ก็เปียกไปกว่าครึ่ง ชุดฮั่นฝูแบบนี้ โอวหยางหรงจำได้ว่าเหมือนเคยเห็นในหนังสือภาพเล่มไหนสักเล่ม
เสื้อคอกลมแขนกว้าง ชายเสื้อด้านล่างมีแถบขวาง (เหิงหลาน) เอวมีจีบ เป็นรูปแบบโบราณที่มีเสื้อท่อนบนกับกระโปรงท่อนล่าง ในสมัยก่อนเป็นชุดชั้นสูงของปัญญาชน ดูเหมือนจะมีแค่บัณฑิตกับขุนนางเท่านั้นที่ใส่ได้
เขาลองคลำหาวิธีสวมใส่ดู ในที่สุดก็ถอดมันออกแล้วโยนไปไว้ข้างๆ โชคดีที่ข้างในยังมีชุดซับในสีขาวนวลอยู่อีกตัว แต่โอวหยางหรงกลับดีใจไม่ออกเลยแม้แต่น้อย
ความรู้สึกที่สวมใส่ชุดแปลกตานี้คือ 'หนัก' แถมยังเสียดสีกับผิวหนังจนรู้สึกสากๆ เหมือนเอาผ้าขี้ริ้วหยาบๆ ตรงระเบียงมาสวมตัว เทียบกับลองจอนซับขนแกะหนานุ่มกับเสื้อขนเป็ดของเขาไม่ได้เลยสักนิด
แต่ที่น่าแปลกก็คือ แม้ชุดบัณฑิตที่สวมแทนชุดเดิมจะดูบางเบา แต่เขาก็ทนหนาวทนฝนอยู่ใต้แสงจันทร์ตอนตีสามตีสี่มาตั้งนาน แถมยังเปียกไปทั้งตัว แต่กลับไม่รู้สึกหนาวเท่าไหร่นัก
"นี่มันเปลี่ยนฤดูไปแล้วเหรอเนี่ย..."
โอวหยางหรงพึมพำ ก่อนจะหนาวสะท้านขึ้นมาอีกสองที ไม่ใช่เพราะเป็นหวัดหรอกนะ แต่เป็นเพราะสถานการณ์และเค้าลางที่เจออยู่ตอนนี้มันช่างคุ้นเคยซะเหลือเกิน คุ้นเคยประหนึ่งได้กลับบ้านเกิดตัวเอง
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เจอฉากเปิดเรื่องแบบนี้ โอวหยางหรงมักจะปัดผ่านไปโดยไม่แม้แต่จะกระดิกเปลือกตา สิ่งเดียวในสองตอนแรกที่ทำให้เขาสนใจได้นิดหน่อย ก็คือพระเอกหล่อได้ครึ่งนึงของเขาหรือเปล่า
โอวหยางหรงหาที่แห้งๆ ในความมืดนั่งขัดสมาธิลงบนพื้นเหมือนกับนักพรตชราทั้งสาม จากนั้นก็ถอดรองเท้าข้างขวาออก
เขาอยากทำแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ถุงเท้าข้างขวา... ถุงเท้าผ้า (จู๋ไต้) มันขาดเป็นรู ตั้งแต่ตอนที่เขาปีนเชือก นิ้วโป้งเท้ามันก็โผล่หัวออกมาตลอด หดกลับเข้าไปไม่ได้สักที... เป็นจังหวะที่ทรมานคนเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำสุดๆ
หลังจากพลิกถุงเท้ากลับด้านใส่แล้ว เขาก็สวมรองเท้ากลับเข้าไปใหม่
เขาจ้องมองม่านฝนที่ตกลงมากลางวังใต้ดิน
พลางใช้มือขยี้แก้มขวาตัวเองอย่างแรง
ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ หากนี่เป็นการเกิดใหม่จริงๆ งั้นก็น่าจะเป็นการสุ่มมาตกใน... โลกยุคโบราณที่กำลังภายในเป็นใหญ่ล่ะมั้ง? จุดเกิดในวังใต้ดินแห่งนี้ ตอนนี้ดูเหมือนจะปลอดภัยดี ในขณะที่ข้างนอกกลับมีพลังลึกลับบางอย่างที่เขาไม่อาจเข้าใจได้ แถมดูเหมือนพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวนั้นกำลังได้เปรียบ ดูสิ ไล่ต้อนคนให้หนีมาหลบในแดนบริสุทธิ์บ้าบอนี่กันหมดเลย
ส่วนจะทะลุมิติมาแค่จิตวิญญาณหรือมาทั้งตัว... หน้าตาก็ยังเป็นหน้าเดิม ดูเหมือนจะทะลุมาทั้งตัวแฮะ แต่ก็ไม่แน่หรอก เกิดเป็นคนหน้าเหมือนกันในโลกคู่ขนานที่มีชะตากรรมต่างกันก็เป็นได้เหมือนกัน
งั้นตอนนี้ก็เหลือแค่ปัญหาเดียวแล้ว—สถานะของเขาในโลกใบนี้
โอวหยางหรงยกมือขึ้นแตะผ้าก๊อซที่หน้าผาก ความเจ็บปวดแปลบเมื่อปลายนิ้วกดลงไปและความรู้สึกเปียกชื้นเหนียวเหนอะหนะ บ่งบอกว่าบาดแผลอยู่เหนือคิ้วขวาขึ้นไปราวหนึ่งนิ้วเจ็ดหุน กว้างยาวประมาณสองนิ้วมือ
เขาปรายตามองฐานหินรูปดอกบัวกลางวังใต้ดิน
โอวหยางหรงชี้ไปที่บาดแผลบนหัวพลางถามเสียงเบา "ขอถามหน่อย ใครเป็นคนช่วยฉันไว้เหรอ?"
"เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นพวกเราที่ช่วยไว้?" นักพรตชราชุดขนนกกระเรียนเป็นคนตอบอีกครั้ง
ในวังใต้ดินนี้มีกันอยู่สามคน พระภิกษุซูบผอมเอาแต่ก้มหน้าสวดมนต์ ให้ความรู้สึกดูลึกลับคาดเดาไม่ได้ ส่วนน้องสาวร่างบางคนนั้นก็ไม่รู้ว่าหนาวหรือเขินอายเกินไป ถึงได้ไม่ปริปากพูดอะไรเลย
ดูท่าแล้วก็คงมีแต่นักพรตชราชุดขนนกกระเรียนที่มีนิสัยช่างจ้อคนนี้แหละที่พอจะคุยด้วยได้
โอวหยางหรงห่อไหล่ "ฉันตกลงมาจากข้างบน ตอนตื่นมาก็เห็นตัวเองนอนหงายหน้าอยู่ แต่หน้าผากกลับมีแผล ถ้าไม่ใช่พวกคุณช่วยไว้แล้วจะเป็นใครล่ะ? คงไม่ใช่แผลที่ติดตัวฉันมาก่อนตกลงมาหรอกมั้ง"
"พอมีหัวคิดอยู่บ้าง... อืม ถือว่าเดาไม่ผิด" นักพรตชราหัวเราะ "แต่ไม่ต้องมาขอบใจข้ากับไอ้หัวโล้นทึ่มนั่นหรอก ไปขอบใจนางนู่น แม่หนูนี่ต่างหากที่ช่วยเจ้าไว้"
โอวหยางหรงประหลาดใจเล็กน้อย หันไปมองเด็กสาวร่างบางทางขวามือ ที่แท้เธอก็เป็นพวกหน้าเย็นชาแต่ใจดีนี่เอง
เขาเลียนแบบการเรียงประโยคของนักพรตชรา เรียบเรียงคำพูดแล้วประสานมือคารวะอย่างเก้ๆ กังๆ:
"ขอบคุณ... แม่นางที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ"
เด็กสาวร่างบางเพียงแค่พยักหน้ารับเบาๆ ดูเหมือนเธอจะหวงคำพูดซะเหลือเกิน
โอวหยางหรงยังอุตส่าห์เงี่ยหูรอฟังอยู่พักหนึ่ง จากนั้น... ก็รู้สึกกระอักกระอ่วนนิดๆ
นักพรตชราอดหัวเราะก๊ากออกมาไม่ได้ "ฮ่าๆๆๆๆ..."
"หัวเราะหาค้อนอะไร"
"นางเป็นใบ้ เจ้ายังจะรอนางพูดอีกเหรอ? ฮ่าๆๆๆๆ..."
โอวหยางหรงชะงักไป อดไม่ได้ที่จะมองเด็กสาวร่างบางเพิ่มอีกสองครั้ง
ท่ามกลางเสียงหัวเราะของนักพรตชรา ร่างที่กำลังนั่งกอดเข่าของเธอก็สั่นระริกเล็กน้อย ศีรษะก้มต่ำลงกว่าเดิม
โอวหยางหรงส่ายหน้า "สรรพสัตว์ล้วนมีกรรม อย่าไปหัวเราะเยาะเลย"
นักพรตชราแค่นเสียงหัวเราะ "เจ้าใช้ตาข้างไหนมองว่านักพรตยากไร้อย่างข้ากำลังหัวเราะเยาะ ที่ข้าหัวเราะก็เพราะที่นี่มันน่าสนุกเกินไปแล้วต่างหาก ฮ่าๆๆ"
"วังใต้ดินแดนบริสุทธิ์แห่งนี้รวบรวมพวกเราสี่คนเอาไว้ นี่คือไอ้โล้นเพี้ยน นี่คือคนใบร้องไห้ช้ำรัก ส่วนเจ้าก็เป็นบัณฑิตหน้าโง่ แล้วข้าล่ะ หึ ก็เป็นแค่เศษสวะที่มีแต่ฝีหนองเต็มตัว พวกเราสี่คนมารวมตัวกัน ฮ่าๆๆ ช่างน่าสนุกเสียจริง"
โอวหยางหรงเหลือบมองไปที่ลำคอของนักพรตชรา อีกฝ่ายหัวเราะรุนแรงเกินไป ลำคอที่เดิมทีหดซ่อนอยู่ในชุดคลุมขนนกกระเรียนสีดำจึงเผยให้เห็นผิวหนังที่มีตุ่มหนองเน่าเปื่อยพุพอง
แต่น่าประหลาดใจที่นักพรตชราที่มีฝีหนองเต็มตัวคนนี้ กลับมีหน้าตาและผิวพรรณเหมือนเด็กหนุ่ม หากไม่นับผมสีดอกเลาและร่างกายที่โก่งงุ้มแล้ว ก็แทบจะไม่ต่างอะไรกับเด็กหนุ่มเลยจริงๆ
นับว่าเป็นผู้เฒ่าหน้าเด็กโดยแท้
จู่ๆ นักพรตชราก็โพล่งถามขึ้นมา "นี่ไอ้หนู เจ้าอยากได้เมียไหม?"
โอวหยางหรงคิดอยู่ครู่หนึ่ง "นักพรตไม่พูดปดนะ"
"เจ้าก็ตอบมาสิว่าอยากได้ไหม"
ร่างกายซื่อสัตย์พยักหน้ารับ แต่ปากกลับพูดว่า "นักพรต แหม จะดีเหรอเนี่ย..."
นักพรตชราปรบมือหัวเราะร่วน ชี้ไปที่เด็กสาวเป็นใบ้
"ถ้างั้นก็เอาแม่หนูคนนี้แหละ ยังไงก็ออกไปไม่ได้อยู่แล้ว พวกเจ้าคนนึงเป็นบัณฑิตหน้าโง่ อีกคนเป็นยัยหนูใบ้ จับคู่กันพอดี เป็นนกยวนยางตกระกำลำบากที่เหมาะสมกันเหลือเกิน ฮ่าๆๆ แม่หนู เจ้าคิดว่าไง? ถ้าภายในสามลมหายใจไม่พูดถือว่าตกลงนะ... งั้นก็ตกลงแต่งงานกันตอนนี้เลย ถือโอกาสตอนฟ้ายังไม่สาง พวกเจ้ารีบกราบไหว้ฟ้าดินแล้วเข้าหอซะ"
โอวหยางหรงจ้องมองตาเฒ่าผู้รักความสนุกเงียบๆ ไม่ตอบโต้
เด็กสาวเป็นใบ้คนนั้นก็นิ่งเฉย ไม่ไหวติง คล้ายกับไม่สนใจ
นักพรตชราสนุกอยู่พักหนึ่ง พอเห็นว่าไม่มีใครสนใจก็ไม่ได้รู้สึกเคอะเขินอะไร ยกมือขึ้นจัดหมวกนักพรตด้วยสีหน้าเป็นธรรมชาติ
"หึ ความหวังดีถูกมองว่าเป็นตับปอดลา (ไม่เห็นค่า) วันหลังอย่ามาเสียใจแล้วกัน"
โอวหยางหรงไม่ต่อบท
ฝนข้างนอกหยุดตกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ หลังจากเมฆดำจางหายไป พระจันทร์ก็คล้อยต่ำ หมู่ดาวเริ่มเลือนลาง ท้องฟ้าทั้งผืนเริ่มมืดลงมาก
ภาพวิวยามค่ำคืนแบบนี้ โอวหยางหรงที่มักจะตื่นเช้าไปท่องหนังสือบนดาดฟ้าคุ้นเคยเป็นอย่างดี นี่คือสัญญาณว่าฟ้าใกล้จะสางแล้ว
เขาเงยหน้าขึ้นมองช่องขนาดเท่าปากบ่อที่อยู่ตรงกลางเพดานวังใต้ดินอีกครั้ง อดไม่ได้ที่จะพึมพำ "ที่นี่คือดินแดนบริสุทธิ์จริงๆ เหรอเนี่ย"
"เรื่องนี้จะมีปลอมได้ยังไง? หรือว่าเจ้าไม่เชื่อคำพูดของ 'ไต้ซือปู้จือ' ซะแล้ว?" นักพรตชรายิ้มกริ่ม
ใครบางคนถอนหายใจ ก่อนจะสารภาพบาปเสียงเบา "รู้งี้ไม่น่าดูของพรรค์นั้นในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพุทธศาสนาเลย"
"ดูของอะไรล่ะ?" นักพรตชราดูเหมือนจะสนใจเขามาก จับตาดูเขามาตั้งแต่ต้น
ก็แน่ล่ะ ไต้ซือปู้จือก็เอาแต่สวดมนต์พึมพำคนเดียว ส่วนน้องสาวใบ้ก็พูดไม่ได้ ก็เหลือแค่พวกเขาไข่สองใบที่พอจะคุยกันได้แบบคนปกติ
"ของที่มันลดแต้มบุญไง"
"พวกบัณฑิตอย่างเจ้ายังเชื่อเรื่องพวกนี้อีกเรอะ?"
"ตอนแรกก็ไม่เชื่อหรอก ตอนนี้ชักจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแล้ว"
"แค่ครึ่งเดียวเองรึ?"
"เพราะการศึกษาที่ฉันได้รับมาแต่ก่อนมันไม่อนุญาตให้ฉันเชื่อได้เต็มร้อยไงล่ะ"
"เจ้าเนี่ย ถึงจะเป็นบัณฑิตหน้าโง่ แต่พูดจาน่าสนใจดีนะ"
จู่ๆ โอวหยางหรงก็หันขวับ "รู้ได้ไงว่าฉันเป็นบัณฑิต? ข้างนอกยังมีบัณฑิตคนอื่นอีกเหรอ? นายรู้จักฉันงั้นเหรอ?"
"ไม่รู้จัก" นักพรตชราเบ้ปาก "แต่ชุดที่เจ้าใส่อยู่เนี่ย ไม่ใช่ชุดของพวกที่เรียนรู้หลักคำสอนของปราชญ์หรือไง? พูดจาก็อมพะนำ ฟังแล้วไม่สบอารมณ์เอาซะเลย!"
"งั้นข้างนอกมี..."
"ไม่ต้องไปสนข้างนอกหรอก น้ำท่วมเมื่อกี้ยังไม่ทำให้เจ้าตัดใจอีกรึ? อยู่เฉยๆ ไปเถอะ อุตส่าห์มาถึงดินแดนบริสุทธิ์ทั้งที ฮ่าๆๆ นักพรตยากไร้อย่างข้าก็จะได้พักผ่อนเสียที"
"หากที่นี่คือดินแดนบริสุทธิ์... ทำไมถึงมีแค่พวกเราสี่คนที่มาถึงล่ะ? แล้วคนอื่นล่ะ"
"เพราะเจ้าดวงดีไงล่ะ ส่วนคนอื่นยังต้องรับกรรมอยู่ข้างนอกนู่น" นักพรตชราโบกมืออย่างรำคาญ "แล้วก็ เลิกคิดฝันจะทำตัวเป็นปราชญ์กอบกู้โลกแบบพวกบัณฑิตได้แล้ว"
"บนโลกนี้มีปราชญ์ด้วยเหรอ?" โอวหยางหรงสงสัย
"มีสิ" นักพรตชราบุ้ยปากส่งสัญญาณ "เจ้าไงเล่า ไม่มีพลังอย่างปราชญ์ แต่กลับมีจิตใจริจะเป็นปราชญ์"
โอวหยางหรงส่ายหน้า "ฉันไม่ใช่ปราชญ์ และไม่มีจิตใจอย่างปราชญ์ด้วย"
"งั้นก็ดีที่สุด และอีกอย่าง พวกนั้นนับเป็นปราชญ์อะไรกัน เห็นได้ชัดว่าเป็นจอมโจรต่างหาก"
นักพรตชราแค่นเสียงหัวเราะ ชี้นิ้วออกไปข้างนอก "ภัยพิบัติทางธรรมชาติและน้ำมือมนุษย์ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นผลพวงมาจากไอ้พวกที่อ้างตัวว่าเป็นลูกศิษย์ปราชญ์นั่นแหละ ตราบใดที่โลกนี้ยังมีปราชญ์ ก็จะมีจอมโจรที่ขโมยชื่อเสียงและเครื่องมือของปราชญ์ไปใช้ ดังนั้น ปราชญ์กับจอมโจรต่างกันตรงไหน? ก็แค่คนหนึ่งไม่ได้ตั้งใจ ส่วนอีกคนตั้งใจก็เท่านั้นแหละ มันคือต้นตอของความวุ่นวาย ปราชญ์กับจอมโจรสมควรตายทั้งคู่! ปราชญ์นั่นแหละที่สมควรตายที่สุด!"
โอวหยางหรงช้อนตาขึ้นมองเขา "ที่คุณพูดคือทฤษฎี 'ปราชญ์ไม่ตาย จอมโจรไม่ดับ' ของลัทธิเต๋าสินะ วิชาเอก... เอ๊ย วิชานั้นฉันเคยเรียนมาแล้ว ท่องจำได้ขึ้นใจจนท่องถอยหลังได้เลยล่ะ"
"โอ้? วิชาของเจ้าเรียนเรื่องนี้ด้วยรึ?" นักพรตชราประหลาดใจเล็กน้อย
โอวหยางหรงลังเลนิดนึง ก่อนจะตอบอย่างถ่อมตัว "พูดให้ถูกก็คือ เรียนรู้เรื่องขงจื๊อ พุทธ เต๋า อย่างละนิดอย่างละหน่อย พอเข้าใจน่ะ" มารดามันเถอะ วิชาเอกจะให้ไม่เชี่ยวชาญได้ไง? นึกว่าเขาเตรียมสอบป.โทเล่นๆ หรือไง
นักพรตชราเลิกคิ้ว อดไม่ได้ที่จะมองเขาอีกครั้ง จู่ๆ ก็ถามขึ้น "สิ่งใดคือสัจธรรมสูงสุด?"
โอวหยางหรงเลือกคำตอบสั้นๆ มามั่วตอบส่งๆ ไป "กว้างขวางไร้ความศักดิ์สิทธิ์"
นี่เป็นคำถามของลัทธิพุทธ ถามว่าอะไรคือความจริงสูงสุดของพุทธศาสนา ส่วนคำตอบของโอวหยางหรงคือ ความว่างเปล่า ไม่มีอะไรศักดิ์สิทธิ์
นักพรตชรานิ่งเงียบไปพักหนึ่ง หายากนักที่เขาจะเก็บท่าทีหยอกล้อเอาไว้
หลังจากก้มหน้าขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็มองโอวหยางหรงแวบหนึ่ง "ของเจ้านี่ไม่ใช่แค่ 'นิดหน่อย' แล้วกระมัง"
โอวหยางหรงถอนหายใจ "เพราะงั้นฉันถึงยิ่งต้องกลับไปไง"
นักพรตชราหัวเราะหยัน "ยังจะบอกว่า 'กว้างขวางไร้ความศักดิ์สิทธิ์' อีก ทั้งที่อยากจะขึ้นไปกอบกู้ผู้คนแท้ๆ"
โอวหยางหรงไม่ได้อธิบาย คำว่า 'กลับไป' ของเขา กับคำว่า 'ขึ้นไป' ของนักพรต ไม่ได้หมายความเหมือนกันทั้งหมดซะทีเดียว
เมื่อรู้สึกว่าพละกำลังฟื้นคืนมาพอสมควรแล้ว โอวหยางหรงก็เอามือยันพื้นลุกขึ้น ย่างสามขุมไปที่ฐานดอกบัวตรงกลางอีกครั้ง
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาตั้งใจเตรียมตัวทำอะไรสักอย่างอย่างจริงจังขนาดนี้ ทุ่มเททั้งเวลาและแรงกายแรงใจทั้งหมด แต่ในตอนที่กำลังจะเข้าเส้นชัย สวรรค์กลับโผล่มาบอกเขาว่า:
จบแล้ว...
ทุกอย่างจบลงแล้ว
โอวหยางหรง ไม่ยอมรับหรอกนะ
"ฉันไม่ได้กอบกู้โลก ฉัน... กอบกู้ตัวเองต่างหาก"
เขาตอบเสียงแผ่ว แต่ดูเหมือนจะบอกตัวเองมากกว่า
นักพรตชราส่ายหน้า ไม่พูดอะไรอีก หลับตาพิงกำแพง
ไต้ซือปู้จือรู้สึกถึงความเคลื่อนไหว จึงหยุดสวดมนต์ และเอ่ยเตือนด้วยสีหน้าเวทนาอีกครั้ง "ประสก ที่แห่งนี้คือดินแดนบริสุทธิ์แห่งดอกบัว เบื้องบนคือขุมนรกอเวจี..."
นักพรตชราหลับตาพูดขึ้น "เลิกเปลืองน้ำลายเถอะ เขาน่ะเป็นปราชญ์ ระดับมันต่างกับพวกเรา เหอะ"
"ปราชญ์!" ไต้ซือปู้จือคล้ายนึกอะไรขึ้นมาได้ ก้มหน้าพึมพำ "ปราชญ์ตายแล้ว ปรมาจารย์เต๋าก็ตายแล้ว แม้แต่พระพุทธองค์... ก็ยังมรณภาพแล้ว เหตุใดยังมีคนดื้อรั้นดึงดันจะขึ้นไปรับความตายอีก"
พระภิกษุสวดมนต์หนึ่งจบ พนมมือ แล้วเริ่มสวดพระสูตรต่อไป:
"สดับมาดังนี้ บัดนี้มีสัตว์ผู้รับกรรม ตกลงสู่นรกอเวจี มีนายนิรยบาลหัววัว ยักษ์รากษสหัวม้า ถือหอกหลาว ขับต้อนเข้าประตูเมือง มุ่งสู่นรกอเวจี เกิดเป็นเดรัจฉาน เป็นเปรต เป็นหนอง เป็นเลือด เป็นเถ้า เป็นไอพิษ ถูกทรายปลิวหินหล่นกระแทกร่างแหลกเหลว ถูกสายฟ้าลูกเห็บฟาดฟันวิญญาณแหลกสลาย ผิวหนังแตกปริเน่าเปื่อยกลายเป็นภูเขาเนื้ออันใหญ่โต มีดวงตานับร้อยพัน มีสัตว์นับไม่ถ้วนรุมกัดกิน..."
โอวหยางหรงเดินผ่านไปโดยทำเป็นหูทวนลม ตอนที่เดินผ่านข้างๆ เด็กสาวใบ้ จู่ๆ เธอก็ยื่นมือมา 'ขวาง' เขาไว้
พอก้มลงมอง ก็เห็นเด็กสาวที่นั่งกอดเข่าซบหน้า ยื่นถุงน้ำหนังสัตว์มาให้
เขาเลียริมฝีปากที่แห้งผาก รับมันมา และสังเกตเห็นว่าฝ่ามือขวาของเธอมีเพียงสี่นิ้วเท่านั้น
โอวหยางหรงแหงนหน้ายกถุงน้ำขึ้นดื่มโดยไม่ให้ปากสัมผัส แล้วส่งคืน
"ขอบคุณ"
เด็กสาวใบ้หดมือที่ไร้นิ้วก้อยกลับไป ไม่ได้ขวางเขาอีก
เขาเดินผ่านเธอไป ตอนนี้เองถึงเพิ่งเห็นว่า ที่แท้เธอคอยนั่งทับ 'แท่งยาวๆ' แท่งหนึ่งอยู่ตลอดเวลา แท่งนั้นดูคล้ายกระบี่
โอวหยางหรงเก็บโคมไฟดอกบัวทองคำที่แตกหักครึ่งท่อนบนพื้นขึ้นมา โชคดีที่เชือกยังผูกติดแน่นอยู่กับฐานโคมไฟ จึงยังใช้งานได้
ยังคงเป็นตำแหน่งเดิม และยังคงใช้วิธีเดิม
ครั้งนี้อาจจะเป็นเพราะคุ้นชินแล้ว หรือไม่ก็อาจจะดวงดี โอวหยางหรงที่ยืนอยู่บนฐานดอกบัวลองโยนเพียงแค่ครั้งที่ห้า ก็สามารถเหวี่ยงโคมไฟครึ่งท่อนออกไปนอกบ่อได้สำเร็จ
และมันก็ไปพันเข้ากับของแข็งที่มีน้ำหนักข้างนอกแน่นหนา
คนที่ยังไม่ยอมตัดใจเริ่มปีนป่าย ครั้งนี้เขาตั้งสมาธิจดจ่อ ระมัดระวังความเคลื่อนไหวภายนอกเป็นพิเศษ
ในที่สุด
ก็ปีนมาถึงจุดใกล้ทางออกได้อย่างปลอดภัยอีกครั้ง
โอวหยางหรงพบว่า ทางออกนี้คล้ายกับช่วงหนึ่งของบ่อน้ำจริงๆ เพราะมีทางเดินทรงกระบอกยาวประมาณหนึ่งเมตรกว่า เชื่อมต่อกับเพดานวังใต้ดินทรงสี่เหลี่ยมด้านล่าง
โอวหยางหรงสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่ง เตรียมจะเข้าไปในทางเดินช่วงสุดท้าย
แต่ในจังหวะนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงสัตว์ป่าคำรามดังมาจากนอกบ่อ เสียงคำรามนี้คล้ายคนแต่ก็ไม่ใช่ คล้ายสัตว์ป่าแต่ก็ไม่เชิง โอวหยางหรงไม่เคยได้ยินเสียงแบบนี้มาก่อน และสิ่งที่ทำให้เขาสิ้นหวังยิ่งกว่าก็คือ เชือกที่เขากอดรัดไว้แน่นเริ่มแกว่งไปมาทั้งที่ไม่มีลม—มีสิ่งมีชีวิตบางอย่างข้างบนกำลังกัดทึ้งเชือกของเขา เชือกกำลังจะขาดรอมร่อ!
ในนาทีเป็นนาทีตาย ร่างของโอวหยางหรงราวกับคันธนูเกาทัณฑ์ชั้นยอดที่ถูกน้อมงอ เขารั้งตัวขึ้นไปอย่างแรงพร้อมกับดีดตัวทะยาน ปล่อยมือจากเชือกกลางอากาศ แล้วใช้สองมือคว้าหมับเข้าที่ขอบปากบ่ออย่างแรง เชือกที่ขาดสะบั้นร่วงหล่นกลับลงสู่วังใต้ดินผ่านตัวเขาไป
โอวหยางหรงห้อยต่องแต่งอยู่คนเดียว หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงราวกับสูบลม ในขณะที่สัตว์ร้ายปริศนาเบื้องนอกทำให้เขาไม่กล้าหอบหายใจแรง ได้แต่พยายามข่มกลั้นเอาไว้ ข่มกลั้นเอาไว้
เขาสูดหายใจเข้าออกสั้นๆ ถี่ๆ ขณะที่นิ้วมือที่เกาะเกี่ยวขอบปากบ่ออย่างสั่นเทา สามารถสัมผัสถึงความสากของก้อนหินและความลื่นของเลือดที่ผสมกับน้ำค้างยามเช้าได้อย่างชัดเจน
ฝ่ามือถลอกจนเลือดออก แต่ชายหนุ่มก็ยังคงนิ่งขึงไม่ไหวติง คล้ายกับยังคงพยายามย่อยสลายเหตุการณ์พลิกผันที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเมื่อไม่กี่วินาทีก่อน
เบื้องล่าง ไต้ซือปู้จือ นักพรตชรา และสาวใบ้นิ้วขาดต่างแหงนหน้ามองเขาแต่ไกล
โอวหยางหรงก้มมองลงไป
ไต้ซือปู้จือส่ายหน้าให้เขา "อมิตาภพุทธ"
นักพรตชราหลับตา บริกรรมคาถาเป็นครั้งแรกในคืนนี้ "ฝูเซิงอู๋เลี่ยงเทียนจุน (มหาเทพผู้บันดาลสุขนิรันดร์) กุศลผลบุญสุดหยั่งคาด"
เด็กสาวใบ้ลุกขึ้นยืน ร้อง 'อ๊ะ' เบาๆ หนึ่งคำ ไม่รู้ว่าอยากจะพูดอะไร ในดวงตาฉายแววอาลัยอาวรณ์
โอวหยางหรงขยับริมฝีปากที่เปื้อนโคลน ส่งยิ้มให้พวกเขา
เขาอยากกลับบ้านจริงๆ
ต่อให้สวรรค์จะล้อเล่นให้มาเกิดใหม่ เขาก็ต้องปีนขึ้นไปดูให้เห็นกับตาตัวเอง
ต่อให้ข้างบนจะเป็นนรกอเวจีจริงๆ โอวหยางหรงก็ต้องขอมองให้เห็นสักครั้งถึงจะยอมตัดใจตายตาหลับ
โอวหยางหรงเงยหน้ามองท้องฟ้าขนาดเท่าปากบ่อเหนือศีรษะ ฟ้าสางแล้ว ทั้งหิวทั้งเหนื่อย แต่เขาก็เค้นแรงเฮือกสุดท้ายระดับเดียวกับการดึงข้อครั้งสุดท้ายให้ผ่านเกณฑ์ตอนสอบสมรรถภาพปลายภาคออกมา...
แล้วพลิกตัวออกไปได้
...
บ่อน้ำแห้งตั้งอยู่อย่างเงียบสงบหน้าป่าท้อ รอบๆ มีรั้วหินล้อมรอบไว้เป็นพิเศษ
โอวหยางหรงที่ทรุดนั่งลงข้างบ่อน้ำอึ้งกิมกี่ไปเลย
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคืออารามหลังคากระเบื้องสีเขียวอมเทา กำแพงสีแดง ในป่าไผ่สีเขียวชอุ่มที่อยู่ไกลออกไป นานๆ ครั้งจะมองเห็นชายคาหอระฆังที่งอนโค้งโผล่ออกมาให้เห็น บนหอมีพระภิกษุกำลังหาวหวอดๆ พลางผลักตีระฆังยามเช้าอย่างเชื่องช้า
ส่วนทางทิศตะวันออก ดวงอาทิตย์สีแดงดวงหนึ่งกำลังโผล่พ้นขอบฟ้าเหนือแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลไปทางทิศตะวันออก สบตากับทุกสรรพชีวิตที่กล้าจ้องมองมัน
"นี่มัน..." เบ้าตาที่ลึกโหลเล็กน้อยของเขาถูกแสงแดดสาดส่องจนรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาบ้าง พลางสูดดมกลิ่นธูปไม้จันทน์อันเป็นเอกลักษณ์ของวัดโบราณในป่าลึก
ขณะที่เสียงระฆังกังวานแว่วมาตามป่าเขา จู่ๆ ก็มีพระภิกษุกลุ่มหนึ่งกระแทกประตูที่แง้มอยู่เปิดออก กระโดดข้ามรั้วหินอย่างคล่องแคล่ว วิ่งหน้าตาตื่นมาหยุดอยู่ตรงหน้าโอวหยางหรง แล้วประคองเขาขึ้นมาด้วยความดีใจ
"ใต้เท้า ใต้เท้า ท่านอยู่ที่นี่เอง! ท่านวิ่งมาที่สถานสงเคราะห์เปยเทียน (เปยเทียนจี้หยางเยี่ยน) ทำไมกันขอรับ!"
"นายอำเภอ พวกข้าน้อยตามหาท่านเสียแทบแย่ เมื่อคืนท่านหายไปไหนมา พวกข้าน้อยตามหาทั้งคืน ท่านเจ้าอาวาสกับมือปราบเยี่ยนที่คอยดูแลท่านร้อนใจแทบตาย! เตรียมจะลงเขาไปแจ้งที่ว่าการอำเภอให้ส่งคนมาค้นเขาเช้านี้อยู่แล้ว!"
"อมิตาภพุทธ โชคดีจริงๆ นายอำเภอ หากพบท่านช้ากว่านี้อีกนิด มือปราบเยี่ยนคงสั่งตัดหัวพวกเราหมดแน่ๆ แผลที่หัวท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหมขอรับ เอ๊ะ แล้วเสื้อผ้าล่ะ..."
กลุ่มพระภิกษุพากันรุมล้อมโอวหยางหรงถามไถ่เจื้อยแจ้ว ส่วนคนที่โดนรุมถามนั้นตกอยู่ในสภาวะมึนงงไปตลอดทาง ได้แต่มองดูหัวโล้นๆ เหล่านี้ส่ายไปส่ายมาตรงหน้าจนตาลายไปหมด
"พอแล้วๆ เลิกเอะอะกันได้แล้ว แผลของนายอำเภอ... เพิ่งจะหาย อย่ารุมกันสิ หลีกทางให้ระบายอากาศหน่อย" ในที่สุด เณรน้อยที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าก็ก้าวออกมากระจายฝูงคน
เณรน้อยรูปนี้อายุราวสิบกว่าขวบ หน้าตาหมดจด หน้าผากเล็กๆ มันแวววาว ตอนที่ชะโงกหน้าเข้ามาพิจารณาโอวหยางหรงใกล้ๆ ยังมีแสงสะท้อนแยงตานิดๆ ด้วย
เณรน้อยโบกมือไปมาตรงหน้าโอวหยางหรง จากนั้นก็ทำหน้าขรึมๆ ตรวจจับชีพจรให้เขายกใหญ่ กว่าจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกในที่สุด
อดบ่นอุบอิบไม่ได้ "ไม่น่าเชื่อเลยว่าวิชาแพทย์ของอาจารย์จะมีส่วนที่พึ่งพาได้ด้วย สลบไปตั้งหลายวันยังช่วยให้ฟื้นขึ้นมาได้... อะแฮ่ม นายอำเภอ ท่านฟื้นตั้งแต่เมื่อไหร่ขอรับ เหตุใดจึงแอบหนีออกมาจากเรือนคนเดียวตอนกลางดึก?"
"นาย... พวกนาย... ฉัน... ไม่ใช่สิ" โอวหยางหรงอ้าปากพะงาบๆ ลูบแผลที่หน้าผาก ไม่รู้จะเริ่มพูดยังไงดี
ในที่สุดเขาก็นึกขึ้นได้ รีบชี้ไปที่บ่อน้ำแห้งด้านหลัง แล้วบอกว่า "ข้างล่างนี่ คนข้างล่างนี่..."
เณรน้อยชะงักไป หันไปมองหน้าศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นๆ ขมวดคิ้วถาม "นายอำเภอ เมื่อคืนท่านตกลงไปใน... วังใต้ดินแดนบริสุทธิ์แห่งนี้หรือขอรับ?"
โอวหยางหรงพยักหน้า อ้าปากเตรียมจะพูด แต่ก็ไม่รู้จะถามยังไง "ข้างล่างนี่คือดินแดนบริสุทธิ์จริงๆ เหรอ?"
"ก็ชื่อนี้นะขอรับ"
พอเห็นเขาทำหน้างุนงง เณรน้อยคงพอจะนึกอะไรออก จึงชี้ไปที่บ่อน้ำแห้งแล้วอธิบาย:
"นายอำเภอขอรับ วังใต้ดินแดนบริสุทธิ์แห่งนี้ เมื่อก่อนเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของวัดตงหลินเรา สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์นี้..." เณรน้อยคงนึกขึ้นได้ว่าพูดคำต้องห้าม จึงรีบเปลี่ยนคำพูดทันที "สร้างขึ้นในสมัยของอดีตฮ่องเต้ไท่จง โดยอดีตเจ้าอาวาสวัดเป็นผู้รับสนองพระราชโองการให้สร้างขึ้น ตอนนั้นวัดทั่วประเทศต่างฮิตสร้างเจดีย์ สร้างวังใต้ดิน อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุกันทั้งนั้น แต่ต่อมาเจดีย์ดอกบัวด้านบนเกิดเพลิงไหม้พังทลายลง วังใต้ดินแดนบริสุทธิ์แห่งนี้ก็เลยถูกทิ้งร้าง... ส่วนคนข้างในตอนนี้..."
เณรน้อยเดินไปที่ขอบบ่อ แล้วตะโกนเรียกคนข้างล่างโดยตรง "นี่ ศิษย์พี่ซิวเจิน! ได้เวลาฉันเช้าแล้ว!"
ไม่นาน เสียงของไต้ซือปู้จือที่โอวหยางหรงคุ้นหูก็ดังมาจากข้างล่าง:
"ไฉนท่านจึงอยู่ข้างนอก รีบลงมาเร็วเข้า! ที่แห่งนี้คือดินแดนบริสุทธิ์แห่งดอกบัว เบื้องบนคือขุมนรกอเวจี!"
โอวหยางหรงถึงกับพูดไม่ออก
เณรน้อยหันกลับมา ถอนหายใจ "ศิษย์พี่ซิวเจินเสียสติมาหลายปีแล้วขอรับ เมื่อก่อนเขาปกติดีนะ แต่ตอนหลังเอาแต่บอกว่าพวกเราเป็นตัวอัปมงคล จะกินเขา แล้วก็ชอบมุดรูหมากับใต้เตียงตลอด บอกว่าจะไปหาดินแดนสุขาวดี... สถานสงเคราะห์เปยเทียนขังเขาไว้ไม่อยู่ พวกเราก็เลยต้องใช้เชือกหย่อนเขาลงไป ส่งอาหารเจให้ตามเวลาทุกวัน เขาก็ชอบอยู่ข้างล่างนั่นแหละขอรับ"
โอวหยางหรงขมวดคิ้ว ก้มมองมือที่โดนเชือกบาดจนถลอก อดถามไม่ได้ "แล้ว แล้วข้างล่างยังมีอีกสองคน..."
"หา ข้างล่างยังมีอีกสองคนเหรอขอรับ?" เณรน้อยอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า "อ้อ น่าจะเป็นคนไข้กับขอทานที่สถานสงเคราะห์เปยเทียนรับมาดูแลน่ะขอรับ" เขามองซ้ายมองขวา "บ่อน้ำแห้งนี่อยู่ตรงประตูหลังของสถานสงเคราะห์ ดูท่าศิษย์พี่ที่ดูแลเรือนคงจะหละหลวมอีกแล้ว ปล่อยให้คนไข้กับขอทานที่รับมาเดินเพ่นพ่านจนตกลงไป"
"สถานสงเคราะห์เปยเทียน (เปยเทียนจี้หยางเยี่ยน)?" โอวหยางหรงเหม่อลอย นึกถึงสาวใบ้นิ้วขาดกับตาเฒ่ามีฝีหนองเต็มตัวที่อยู่ข้างล่าง
เณรน้อยเห็นโอวหยางหรงมีท่าทีไม่ค่อยปกติ จึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง "ใช่แล้วขอรับ พูดไปแล้ว ที่สถานสงเคราะห์เปยเทียนสามารถเปิดทำการต่อไปได้ ก็เป็นเพราะความเมตตาของนายอำเภอและพวกท่าน ที่ว่าการอำเภอให้เงินอุดหนุนทุกปี พวกเรามีหน้าที่รับดูแลผู้ที่มีโรคประหลาด คนแก่ คนอ่อนแอ คนป่วย และคนพิการในอำเภอ นายอำเภอขอรับ เมื่อคืนพวกเขาไม่ได้ทำให้ท่านตกใจกลัวใช่ไหมขอรับ?"
โอวหยางหรงก้มหน้าเงียบ
พอเห็นเขานิ่งคิด เณรน้อยกลับเริ่มรู้สึกประหม่าขึ้นมา
อาจจะเป็นเพราะคนธรรมดาในยุคนี้มักจะมีความยำเกรงคนที่มีตำแหน่งขุนนางอยู่ลึกๆ และเหมารวมว่ามันคืออำนาจบารมีของขุนนาง ความจริงโอวหยางหรงรู้ดีว่ามันมีอำนาจบารมีอะไรที่ไหนกัน ก็แค่วัดตงหลินอยู่ในเขตปกครองของอำเภอนี้ต่างหาก หากทุกชีวิตถูกกำหนดโดยผู้อื่น ย่อมต้องระมัดระวังสีหน้าและอารมณ์ของอีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลาเป็นธรรมดา
ตอนนั้นเอง เณรน้อยตาไวก็เหลือบไปเห็นขอทานมอมแมมคนหนึ่งในป่าไผ่ไม่ไกลนักกำลังคลานสี่ขา กัดทึ้งสิ่งของไปทั่วท่าทางเหมือนคนเสียสติ
เขารีบขยิบตาให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องข้างๆ พระภิกษุสองสามรูปจึงรีบวิ่งไปจับตัวขอทานคนนั้นกดลงกับพื้นแล้วคุมตัวกลับไปที่สถานสงเคราะห์
การกระทำเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว รวมถึงสีหน้าท่าทางต่างๆ ของบรรดาพระภิกษุ ความจริงแล้วมีคนบางคนที่ก้มหน้านิ่งแอบสังเกตเห็นเกือบทั้งหมด
เขาไม่ได้ตกใจกลัวจนเป็นบ้าเพราะเรื่องพลิกผันวุ่นวายพวกนี้หรอก เพียงแต่... หลังจากเหตุผลบ้าบอพวกนี้มาคลี่คลายความเข้าใจผิดบ้าบอคอแตกให้กระจ่างแล้ว ความเป็นจริงอันใหม่เอี่ยมที่แทบจะแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ก็มาวางอยู่ตรงหน้าเขา เขากลับรู้สึก... ผิดหวังมากกว่าเดิมเสียอีก
จู่ๆ โอวหยางหรงก็รู้สึกปวดหัวตุบๆ แต่เขาก็ฝืนลุกขึ้นยืน พยายามระงับอารมณ์คุยกับพวกเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ฉันไม่เป็นไร ไม่ได้ตกใจอะไรหรอก ลำบากพวกนายที่ต้องอธิบายตั้งเยอะแยะ อ้อ ยังไม่ได้ถามเลยว่านายชื่อ..."
เณรน้อยยืนตรงแหน่วทันที ถอนหายใจอย่างโล่งอกพร้อมกับยิ้มแป้น "ข้าน้อยมีฉายาว่า ซิ่วฝ่า (ผมดก) นายอำเภอเรียกชื่อข้าน้อยได้เลยขอรับ"
โอวหยางหรงปรายตามองหน้าผากมันขลับของซิ่วฝ่า พยักหน้า "ได้ ซิ่วฝ่า ไม่ต้องพยุง ฉันไหว... แต่ฉันมีคำถามอีกข้อ"
"นายอำเภอเชิญถามได้เลยขอรับ!"
"เมื่อคืน ฝนตกหนักเมื่อคืน แล้วก็น้ำป่าไหลหลาก พวกนายได้ยินบ้างไหม? เสียงครืนๆ พวกนั้นมันเกิดอะไรขึ้น!"
วินาทีที่แล้วเณรน้อยซิ่วฝ่าและพรรคพวกยังพูดคุยหัวเราะร่าเริงอยู่วินาทีต่อมากลับหุบปากเงียบกริบราวกับจักจั่นในฤดูหนาว
โอวหยางหรงรู้สึกปวดหัวหนักขึ้นเรื่อยๆ เขาคว้าไหล่เล็กๆ ของซิ่วฝ่าเอาไว้ น้ำเสียงอ่อนแรงแต่แฝงความเด็ดขาด "นายพูดมา"
เมื่อเห็นว่าบรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องกำลังมองมาที่เขา เณรน้อยซิ่วฝ่าจึงจำใจต้องฝืนพูด ชี้มือไปทางทิศใต้แล้วกระซิบ:
"นายอำเภอ ท่านเพิ่งมารับตำแหน่งคงจะทราบดีว่า นาในเจียงโจวของเรานั้น ต่ำกว่าที่อื่นในแผ่นดิน ส่วนนาในหลงเฉิงก็ต่ำกว่าเจียงโจว และในบรรดาทะเลสาบที่มารวมตัวกัน อวิ๋นเมิ่งถือว่ากว้างใหญ่ที่สุด ทะเลสาบโบราณอวิ๋นเมิ่งเจ๋อก็อยู่ข้างๆ อำเภอหลงเฉิงของเรานี่เอง..."
"ตอนนี้เป็นช่วงฤดูฝนลูกพลัม (เหมยอวี่) ระดับน้ำในทะเลสาบอวิ๋นเมิ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อคืนนี้... เขื่อนตี้กง (ตี๋กงจ๋า) ที่กั้นน้ำพังทลาย น้ำป่าไหลหลาก... ตอนนี้ไม่ใช่อำเภอหลงเฉิงของเราอำเภอเดียวหรอกขอรับ แต่ทุกอำเภอในเขตเจียงโจวถูกน้ำท่วมหมดแล้ว"
เมื่อได้ยินคำศัพท์ที่ทั้งคุ้นหูและแปลกหูอย่าง 'อวิ๋นเมิ่งเจ๋อ', 'เขื่อนตี้กง' และ 'อำเภอหลงเฉิง' อาการปวดหัวของโอวหยางหรงก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ราวกับเป็นปฏิกิริยาตอบสนองบางอย่าง
มันเหมือนกับมีใครเอาสายยางมาเสียบเข้าที่หัวเขา แล้วเปิดก๊อกน้ำอีกฝั่งจนสุด
โอวหยางหรงผลักทุกคนออกไป เดินโซเซออกจากสถานสงเคราะห์เปยเทียน ไปยังที่โล่งที่มองเห็นวิวได้กว้างไกล เมื่อมองลงไปทางทิศใต้ ภาพที่เห็นสุดลูกหูลูกตาคือบ้านเรือนพังทลาย พื้นที่เกษตรกรรมจมอยู่ใต้น้ำ เสียงร้องไห้คร่ำครวญของผู้หญิงและเด็ก...
ภาพที่เห็นเบื้องหน้าคือเมืองบาดาลชัดๆ
ไม่รู้ทำไม พอได้เห็นภาพตรงหน้า จู่ๆ ในหัวของโอวหยางหรงก็ผุดกลอนบทหนึ่งขึ้นมา ราวกับมีใครจับยัดใส่สมองเขาดื้อๆ:
'ศพเกลื่อนกลาดนองเลือดเต็มเมือง เพียงเพราะความคิดเดียวหวังกอบกู้ปวงประชา'
สไตล์เบียวๆ แบบนี้ ไม่เข้ากับนิสัย 'ผู้รักความสนุก' ที่ชอบเอาตัวรอดไปวันๆ ของเขาเลยสักนิด แต่นี่คือ... ความทรงจำและความคิดของ 'ร่างเดิม' ผู้เป็นวิญญูชนผู้เที่ยงธรรม ที่เริ่มหลั่งไหลเข้ามาพร้อมกับอาการปวดหัวต่างหาก
"เอาเรื่องนี่หว่า ความทรงจำตอนตายเริ่มกลับมาทำร้ายฉันแล้ว... เดี๋ยวนะ ฉันนึกออกแล้ว ฉันคือนายอำเภอคนใหม่ของหลงเฉิง วันแรกที่มารับตำแหน่งก็ประกาศกร้าวต่อหน้าผู้คนว่าจะแก้ปัญหาน้ำท่วมให้จงได้ ผลคือ... ตกน้ำป๋อมแป๋มจมน้ำตายทันที... ไอ้หมอนี่มันจะซวยซับซวยซ้อนอะไรขนาดนี้วะ ไปปักธงตายหาพระแสงอะไรเนี่ย..."
ก่อนที่โอวหยางหรงจะหมดสติไป เสียงสุดท้ายที่เขาได้ยินคือเสียงตะโกนเรียกอย่างร้อนรนของซิ่วฝ่าและคนอื่นๆ...
จู่ๆ เขาก็เริ่มรู้สึกว่า บางทีการอยู่ที่ดินแดนบริสุทธิ์ข้างล่างนั่นต่อไปก็ไม่เลวเหมือนกันนะ?
...
ปีใหม่ เริ่มต้นใหม่ เรื่องราวใหม่ ฟันดาบครั้งใหม่! (ตั้งรับแล้วนะ)
[จบตอน]