บทที่ 13-14 : ไปยังห้องโถงรับรองรอง,จะทำให้พวกมันต้องชดใช้อย่างสาสมในไม่ช้า
บทที่ 13-14 : ไปยังห้องโถงรับรองรอง,จะทำให้พวกมันต้องชดใช้อย่างสาสมในไม่ช้า
"บอกให้พวกเขาย้ายไปรอที่ห้องโถงรับรองรองงั้นหรือขอรับ?"
คนเฝ้าประตูแทบไม่ยากจะเชื่อหูตัวเอง เขาคิดว่าตนเองต้องฟังอะไรผิดไปแน่ ๆ เขาจึงทวนอีกครั้งว่าใช่ห้องโถงรับรองรองจริง ๆ หรือไม่ เพราะอย่างไรเสีย แขกที่มาเยือนในครั้งนี้ก็คือองค์ชายสามแห่งแคว้นห้าวเยว่ และว่าที่พระชายาองค์ชายสามในอนาคต! หากปล่อยให้คนระดับนั้นไปนั่งรอที่ห้องโถงรอง นี่จะไม่เป็นการก่อความผิดฐานดูหมิ่นราชวงศ์หรอกหรือ?
"จะให้ข้าพูดซ้ำอีกรอบ?"
ซูจื่อโม่หรี่ตาลงเล็กน้อย น้ำเสียงนุ่มนวลของนางกลับทำให้ผู้ฟังรู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ
"ไม่... ไม่ต้องแล้วขอรับ บ่าวจะรีบไปเดี๋ยวนี้"
คนเฝ้าประตูรีบถอยฉากออกไปทันที ในเมื่อท่านประมุขของพวกเขายังไม่กลัว แล้วเขาจะกลัวไปทำไม! ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา ก็ยังมีท่านประมุขคอยหนุนอยู่ข้างหลังไม่ใช่หรือ?
"โม่โม่ เจ้าต้องการจะพบพวกเขาจริง ๆ หรือ?"
เหอหยุนถิงเอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง เพราะอย่างไรเสีย เรื่องราวในปีนั้น...
"ใช่แล้ว เหตุใดข้าจะไม่พบพวกเขาล่ะ?"
ซูจื่อโม่คลี่ยิ้มบาง ๆ รอยยิ้มอันงดงามของนางนั้นดูเลอค่าจนยากจะหาหญิงใดในรุ่นเดียวกันมาเปรียบปานได้
"หลี่เอ๋อร์ ฉีเอ๋อร์ พวกเจ้าพาซินเอ๋อร์ไปเดินดูรอบ ๆ จวนให้คุ้นชินกับเส้นทางเสียหน่อยเถอะ นับจากนี้ไปที่นี่คือบ้านของเรา พวกเจ้าควรทำความคุ้นเคยกับมันไว้"
ซูจื่อโม่หันไปมองซูหลี่ อันที่จริงซูหลี่มักจะเข้าใจความต้องการของนางเป็นอย่างดี และเขาก็เชื่อฟังคำสั่งของนางอยู่เสมอ
"ท่านแม่ หลี่เอ๋อร์เข้าใจแล้วขอรับ"
ซูหลี่พยักหน้ารับ ใบหน้าของเขาดูอ่อนโยนลงมาก จะมีก็เพียงต่อหน้าซูจื่อโม่เท่านั้นที่เขาจะแสดงท่าทางที่เป็นธรรมชาติของเด็กวัยห้าขวบออกมา
ดวงตาเรียวเล็กหรี่ๆ ของซูฉีกวาดมองไปรอบ ๆ ในใจของเขาเริ่มมีแผนการซุกซนผุดขึ้นมา ดูเหมือนว่าเขาจะสนใจองค์ชายสามกับคุณหนูสามแห่งตระกูลซูที่อยู่ด้านนอกนั่นมากกว่าสิ่งอื่นใดเสียแล้ว
ซูซินหันไปมองพี่รองของนาง เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของเขา นางก็พลอยเกิดความอยากรู้อยากเห็นตามไปด้วย
"พวกเรากินมื้อค่ำกันก่อน แล้วเจ้าค่อยไปเถอะ"
ทันทีที่เหอหยุนถิงได้ยินเช่นนั้น เขาก็ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกใจ หากนางปล่อยให้องค์ชายสามและคุณหนูสามตระกูลซูรอนานเกินไป คนพวกนั้นจะไม่โกรธจนเป็นฟืนเป็นไฟหรอกหรือ?
"ที่หลังเขามีหน่อไม้สด ๆ อยู่ ข้าเลยสั่งให้พ่อครัวเอาไปตุ๋น เจ้ามักจะชอบรสชาติของป่าอยู่เสมอ ข้าก็เลยเตรียมไว้ให้ตั้งมากมาย"
"สมุนไพรแพทย์แผนโบราณเดิมทีก็คือผักป่า และผักป่าก็คืออาหาร ดังนั้นการกินมัน จึงไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอันใด"
ซูจื่อโม่โปรดปรานการกินผักป่าเป็นพิเศษ สำหรับนางแล้ว ผักป่ามีรสชาติที่หลากหลายและเข้มข้น... ช่างเหมือนกับชีวิตของนางไม่มีผิด
ณ ห้องโถงรับรองรอง หลังจากที่น้ำชาและขนมว่างถูกนำมาจัดวางเสร็จสิ้น เหล่าบ่าวไพร่ต่างก็พากันถอยออกไป เหลือทิ้งไว้เพียงจุนหลินเถียนและซูจื่อหยุนที่นั่งรออยู่เป็นเวลานานแล้ว
จุนหลินเถียนอยู่ในชุดฉลองพระองค์สีดำสนิท ซึ่งเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ ใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาราวกับภาพสลักที่บรรจงแต่งแต้มด้วยคมมีด คิ้วและดวงตาคมปลาบดั่งศาสตราวุธ สันจมูกโด่งและริมฝีปากบางเฉียบ ขับเน้นให้เขาดูสง่างามและมีเสน่ห์มาตั้งแต่กำเนิด
ส่วนซูจื่อหยุนสวมชุดกระโปรงยาวสีแดงสด ใบหน้ารูปไข่ คิ้วเรียวดั่งใบหลิว ดวงตาดอกแอปริคอต และริมฝีปากสีชาดที่แย้มยิ้มโค้งดั่งพระจันทร์เสี้ยว ทำให้นางดูสูงศักดิ์ยิ่งนัก บนเรือนผมที่เกล้าไว้อย่างประณีตยังประดับประดาไปด้วยเครื่องทองระยิบระยับ ทั่วทั้งร่างกายของนางเต็มไปด้วยอัญมณีมีค่า ส่งเสริมให้บรรยากาศรอบตัวดูราวกับพระชายาจากราชวงศ์อย่างแท้จริง
ทว่าในยามนี้ ซูจื่อหยุนกำลังจ้องมองไปที่ประตูพลางกระทืบเท้าด้วยความโกรธเคือง
"องค์ชายสาม เจ้าของจวนหมิงเยว่ผู้นี้หมายความว่าอย่างไรกันเพคะ? เขาช่างกล้าปล่อยให้พระองค์และหยุนเอ๋อร์นั่งรออยู่เยี่ยงนี้ พวกเรานั่งรอที่นี่ตั้งนานสองนานแล้ว แต่เจ้าของจวนก็ยังไม่ยอมมาปรากฏตัว เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้เห็นพระองค์อยู่ในสายตาเลยใช่ไหมเพคะ? ทั่วทั้งแคว้นห้าวเยว่แห่งนี้ ยังมีใครกล้าทำการต้อนรับที่ชักช้าและเสียมารยาทต่อหน้าองค์ชายเช่นนี้อีกหรือ?"
ซูจื่อหยุนเริ่มเอ่ยเหน็บแนม ในใจของนางอันที่จริงแล้วกำลังนึกริษยาเจ้าของจวนหมิงเยว่แห่งนี้อยู่ หากข่าวลือที่พวกนางได้รับมาเป็นความจริง... เจ้าของจวนหมิงเยว่ผู้นี้ก็คือสตรีนางหนึ่ง
จุนหลินเถียนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ นิ้วมือหนาเคาะลงบนโต๊ะเบา ๆ ทว่านัยน์ตาของเขากลับฉายแววมืดครึ้มลงไปทุกที หลังจากนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า "รอต่อไปเถอะ! เจ้าของจวนหมิงเยว่เพิ่งจะเดินทางกลับมาถึงในวันนี้ บางทีเขาอาจจะมีเรื่องยุ่งยากบางอย่างที่ต้องจัดการอยู่ก็ได้"
จุนหลินเถียนพยายามสะกดกลั้นความโกรธเอาไว้ภายในใจ ฐานะที่แท้จริงของเจ้าของจวนหมิงเยว่เป็นปริศนามาโดยตลอด กิจการต่าง ๆ ของนางสามารถสร้างชื่อเสียงและประสบความสำเร็จได้อย่างก้าวกระโดดภายในเวลาเพียงสองปี และนางยังเป็นที่เลื่องลือในเรื่องการปฏิเสธที่จะร่วมทำธุรกิจกับตระกูลมู่เป็นอย่างยิ่ง เจ้าของจวนผู้นี้จะต้องไม่ใช่คนธรรมดาสามัญอย่างแน่นอน การที่นางเลือกที่จะมาตั้งรกรากใกล้กับเมืองหลวงและสร้างจวนที่โอ่อ่าสง่างามถึงเพียงนี้ ยิ่งเป็นหลักฐานชี้ชัดว่านางไม่ธรรมดา และที่สำคัญที่สุดคือ... จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครเคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของนางเลยแม้แต่คนเดียว จึงไม่มีผู้ใดสามารถยืนยันเพศที่แท้จริงของนางได้เลย
บทที่ 14: จะทำให้พวกมันต้องชดใช้อย่างสาสมในไม่ช้า
"ที่แท้ก็เป็นองค์ชายแห่งแคว้นห้าวเยว่นี่เอง ต้องขออภัยในความล่าช้าด้วย ข้า ประมุขของจวนเพิ่งจะเดินทางมาถึงวันนี้ แล้วก็มีเรื่องยุ่งยากให้ต้องจัดการเต็มไปหมด เพิ่งจะปลีกตัวออกมาได้ ปล่อยให้องค์ชายต้องรอนานเช่นนี้"
น้ำเสียงของซูจื่อโม่ไม่ได้แสดงความอบอุ่นทว่ากลับฟังดูสดชื่นราบเรียบ
คนเราย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพบเจอคนที่ตนเกลียดชัง หรือคนทีเกลียดชังตนเอง ไม่ว่าจะเลือกเผชิญหน้ากันตรง ๆ หรือปัดเป่าเรื่องราวในอดีตทิ้งไปอย่างสงบ แต่สำหรับนางแล้ว ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะเปิดฉากแตกหักกับองค์ชายสาม... เพราะอย่างไรเสีย งิ้วฉากดียังไม่ได้เริ่มบรรเลงเลยด้วยซ้ำ
มุมปากของเหอหยุนถิงกระตุกขึ้นมาทันที... มีเรื่องยุ่งยากให้จัดการเต็มไปหมดงั้นรึ? แล้วไอ้คนที่นั่งกินข้าวอย่างสบายอารมณ์เมื่อกี้มันคือใครกัน?
ทันทีที่จุนหลินเถียนได้ยินเสียงนาง ก็ปรายตาไปมองในทันใด แววตาคมปลาบของเขาพลันลึกล้ำขึ้นเรื่อย ๆ เขามองใบหน้าของซูจื่อโม่ที่ถูกปกปิดไว้ภายใต้หน้ากากทองคำ นางสวมชุดกระโปรงสีขาวเรียบง่าย ทว่ากลับยืนเหยียดหลังตรงอย่างทระนงองอาจ ดวงตาที่เป็นประกายระยิบระยับและริมฝีปากแดงชาดนั้น ชวนให้ผู้คนจินตนาการไปต่าง ๆ นานา
หากเทียบกับสตรีที่ยืนอยู่ข้างกายเขาแล้ว ซูจื่อหยุน ช่างแตกต่างกับนางราวฟ้ากับดินอย่างสิ้นเชิง แน่นอนว่าเขาอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบซูจื่อหยุนในใจทันที ทรงผมที่ซับซ้อนยุ่งเหยิงและการแต่งกายที่ประโคมเครื่องประดับมากเกินไปทำให้ซูจื่อหยุนดูไร้รสนิยม ในขณะที่ซูจื่อโม่กลับให้ความรู้สึกที่สดชื่น และท่าทางอันสง่างามทระนงตนของนางนั้นก็ดูราวกับหงส์เหิน
ซูจื่อโม่ในลักษณะนี้ แน่นอนว่าทำให้จุนหลินเถียนตกตะลึงไม่น้อย คงไม่มีใครคาดคิดว่าเจ้าของจวนหมิงเยว่จะเป็นสตรีอายุน้อยที่มีท่าทางเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ ตัวตนของนางยังคงเป็นปริศนา เช่นเดียวกับการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของนาง ยิ่งไปกว่านั้น สายสืบของเขายังรายงานมาอีกว่านางอาศัยอยู่กับเด็กอีกสามคน
เมื่อซูจื่อหยุนเห็นซูจื่อโม่ ร่างกายของนางก็ก้าวถอยหลังไปสองสามก้าวโดยไม่รู้ตัว สตรีตรงหน้าทำให้เกิดความตื่นตระหนกในใจอย่างบอกไม่ถูก นางไม่รู้ว่าเหตุใดตนเองถึงรู้สึกไม่สบายใจเมื่อได้เห็นสตรีผู้นี้ ในขณะที่สตรีผู้นั้นกลับมองมาที่นางด้วยสายตาแปลก ๆ ราวกับกำลังเย้ยหยัน และมองนางเป็นเพียงสิ่งไร้ค่าในสายตา
"นี่คงจะเป็นพระชายาสามสินะเพคะ! องค์ชายสามช่างโชคดียิ่งนักที่มีสตรีรูปงามเคียงข้างเช่นนี้"
ซูจื่อโม่มองไปที่ซูจื่อหยุนที่กำลังตกตะลึงเล็กน้อย ก่อนจะจงใจเน้นย้ำคำว่า 'พระชายาสาม' เป็นพิเศษ
อันที่จริง นางรู้อยู่เต็มอกว่าเมื่อหกปีก่อน ซูจื่อหยุนไม่ได้แต่งงานกับจุนหลินเถียน หลังจากที่จุนหลินเถียนถอนหมั้นกับนาง จนทำให้นางต้องเอาหัวชนประตูจวนตระกูลซูเพื่อประชด องค์จักรพรรดิก็ทรงไม่พอใจกับเรื่องอื้อฉาวนี้มาก จุนหลินเถียนจึงไม่กล้าดึงดันที่จะจัดงานแต่งงานต่อไป หลังจากผลัดวันประกันพรุ่งมาเรื่อย ๆ เวลาก็ล่วงเลยไปถึงหกปีเต็ม
"ท่านประมุขหมิงเยว่... เปิ่นหวัง และคุณหนูสามตระกูลซูยังไม่ได้แต่งงานกัน นางยังไม่ใช่พระชายาของเปิ่นหวัง"
จุนหลินเถียนโพล่งออกไปโดยไม่ทันคิด แต่หลังจากพูดคำเหล่านั้นออกไปเขาก็รู้สึกนึกเสียใจ ทว่าเมื่อคิดดูอีกที มันก็เป็นความจริงที่ยังไม่ได้แต่งงานกัน
ซูจื่อหยุนหันไปมองจุนหลินเถียนด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ... เขาถึงกับกล้าพูดว่านางไม่ใช่พระชายาของเขาต่อหน้าสตรีผู้นี้งั้นหรือ? ปกติแล้วเขาไม่ได้คิดว่านางเป็นพระชายาของเขาหรืออย่างไร? ยามอยู่เป็นการส่วนตัว คนของเขาและคนในตระกูลซูต่างก็ยกย่องนางเป็นพระชายาสามกันหมดแล้ว แต่ตอนนี้เขากลับบอกว่านางไม่ใช่พระชายาของเขาต่อหน้าผู้หญิงคนนี้ ซูจื่อหยุนเริ่มเดือดดาลด้วยความโกรธ นางยอมรอคอยเขามาตั้งหลายปี แต่ในใจของเขา นางยังคงไม่ใช่พระชายาสามของเขาอีกงั้นหรือ?
เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อของซูจื่อหยุน แววตาของจุนหลินเถียนก็ฉายร่องรอยแห่งความรู้สึกผิดพาดผ่านไปวูบหนึ่ง
ซูจื่อโม่เห็นอารมณ์ความรู้สึกของคนทั้งสองอย่างทะลุปรุโปร่ง ทว่านางยังคงนิ่งเงียบ... ไม่ช้าก็เร็ว นางจะทำให้สุนัขลอบกัดสองตัวนี้ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสแน่นอน
"ข้าประมุขช่างตาเซ่อเอง จึงได้เข้าใจคุณหนูซูผิดไป"
ซูจื่อโม่เอ่ยพรางคลี่ยิ้มบาง ๆ ดวงตาที่ใสกระจ่างดั่งคริสตัลของนางมีร่องรอยแห่งการเย้ยหยันและความโกรธแค้นซ่อนอยู่ยามที่จ้องมองซูจื่อหยุน
อย่างไรก็ตาม รอยยิ้มของนางในสายตาของจุนหลินเถียนนั้น กลับดูงดงามราวกับสายลมโชยชายในฤดูใบไม้ผลิ
คำว่า 'ตาเซ่อ' และ 'เข้าใจผิด' ของนาง ทิ่มแทงเข้าไปในใจของซูจื่อหยุนอย่างลึกซึ้ง ซูจื่อหยุนอดสงสัยไม่ได้ว่าวันนี้จุนหลินเถียนเป็นอะไรไป? ปกติแล้วต่อหน้าผู้อื่น จุนหลินเถียนจะไม่มีวันพูดจาเช่นนี้ ยามอยู่ต่อหน้าคนนอก พวกเขามักจะพูดจาหวานซึ้งใส่กันเสมอ