บทที่ 11-12 : ดึงดูดหัวใจผู้คนและจิตใจ, จุนหลินเถียนและซูจื่อหยุนมาเยือน
บทที่ 11-12 : ดึงดูดหัวใจผู้คนและจิตใจ, จุนหลินเถียนและซูจื่อหยุนมาเยือน
คำพูดของซูจื่อโม่ทำให้ทุกคนหันมามองนางด้วยความประหลาดใจ พวกเขาแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเลยว่าจะมีเจ้านายที่ยอมคืนสัญญาขายตัวให้แก่บ่าวไพร่ของตนเองอย่างบริสุทธิ์ใจเช่นนี้
เหอหยุนถิงที่ยืนอยู่ด้านข้างไม่ได้เอ่ยปากอันใด เขารู้ดีว่านางมักจะเก็บงำความคิดไว้สามส่วนและเตรียมพร้อมเผื่อใจไว้เสมอ วิธีการของนางในครั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการซื้อใจคน
"เข้ามาเอาสัญญาขายตัวของพวกเจ้าไปซะ!"
น้ำเสียงอันราบเรียบของนางแฝงไปด้วยอำนาจที่มิอาจคัดค้านได้
มีบ่าวไพร่มากกว่าหนึ่งร้อยคนกำลังจ้องมองไปที่ซูจื่อโม่ แต่กลับไม่มีใครกล้าก้าวเท้าออกมา ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกขายมาเป็นคนรับใช้ จึงลืมเลือนรสชาติของอิสรภาพไปเนิ่นนานและไม่ได้คาดหวังสิ่งใดอีก แต่ในตอนนี้ เจ้านายกลับต้องการมอบอิสรภาพให้ ซึ่งมันกะทันหันเสียจนพวกเขาตั้งตัวไม่ติด
"มารับไปสิ"
น้ำเสียงนุ่มนวลดังขึ้นอีกครั้ง ทว่ายังคงเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการสั่งการและกดดัน
บ่าวรับใช้สองสามคนที่ติดตามซูจื่อโม่มานานกว่าสองปีรวบรวมความกล้าก้าวออกมาข้างหน้า เมื่อมีคนแรก ก็ย่อมมีคนข้างหลังตามมา ภายใต้สายตาของซูจื่อโม่ พวกเขาเริ่มหยิบสัญญาขายตัวของตนเองไป เพียงไม่นาน สัญญาขายตัวบนโต๊ะก็ถูกหยิบไปจนหมดสิ้น
"ในเมื่อสัญญาขายตัวอยู่ในมือของพวกเจ้าแล้ว จากนี้ไปพวกเจ้าจะอยู่หรือจะไป... ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพวกเจ้าเอง"
อย่างไรก็ตาม ไม่มีบ่าวรับใช้คนใดในจำนวนร้อยกว่าคนนี้เดินจากไปเลย ทุกคนยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
อันที่จริง ซูจื่อโม่คาดการณ์ผลลัพธ์นี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเด็กกำพร้าและคนยากจน สิ่งที่พวกเขาต้องการมีเพียงแค่เจ้านายที่ดี ขอแค่เจ้าปฏิบัติกับพวกเขาด้วยความจริงใจ พวกเขาก็พร้อมจะมอบความจงรักภักดีให้ แต่แน่นอนว่าย่อมต้องมีข้อยกเว้นหรือคนที่มีเจตนาร้ายปะปนอยู่บ้างเป็นธรรมดา
"ดีมาก! ในเมื่อพวกเจ้ายืนยันที่จะอยู่ที่จวนหมิงเยว่แห่งนี้ต่อไป ขอเพียงพวกเจ้ามีความซื่อสัตย์ภักดี ข้าก็จะไม่ปฏิบัติต่อพวกเจ้าอย่างอยุติธรรมแน่นอน"
"พวกเราจะรับใช้ท่านประมุขด้วยความสัตย์จริง จะไม่มีวันทรยศหักหลังเด็ดขาด"
คนนับร้อยพากันตอบรับด้วยความเคารพอย่างสูงสุด แม้พวกเขาจะไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของเจ้าของจวนหมิงเยว่ผู้นี้ แต่ยามที่พูดคุยกันเป็นการส่วนตัว ทุกคนที่เคยติดตามนางต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่านางเป็นเจ้านายที่ดีมาก
"ดี! นี่คือคำพูดที่ข้าอยากได้ยิน นับจากนี้ไป ข้าและลูก ๆ จะเป็นศูนย์กลางการสั่งการของจวนแห่งนี้ ส่วนเหอหยุนถิงจะรับหน้าที่เป็นพ่อบ้านใหญ่ หากพวกเจ้ามีปัญหาอันใด สามารถไปปรึกษาเขาได้"
"ขอรับ/เจ้าค่ะ ท่านประมุข" ทุกคนขานรับด้วยความนอบน้อม
"และในวันพรุ่งนี้ช่วงบ่าย จะมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่สามารถฝึกวิทยายุทธ์ได้ ซึ่งตอนนี้กำลังเดินทางอยู่ มาร่วมกลุ่มกับพวกเจ้า"
"รับทราบขอรับ/เจ้าค่ะ"
"แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเองได้แล้ว"
ซูจื่อโม่เอ่ยพรางโอบอุ้มซูซิน เดินมุ่งหน้าไปยังเรือนพักของตนที่ชื่อ 'เรือนหมิงเยว่'
"โม่โม่ เจ้าซื้อใจคนได้สำเร็จแล้ว หลังจากนี้ทุกอย่างจะดำเนินไปด้วยความราบรื่นแน่นอน" เหอหยุนถิงเดินตามหลังซูจื่อโม่เข้ามายังเรือนหมิงเยว่
"การได้ใจคนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด... จริงสิ แล้วชิงเหอกับชิงเหลียนล่ะ? ทำไมข้าถึงไม่เห็นพวกนางเลย?"
"พวกนางออกไปซื้อของน่ะ เพราะคิดว่าเจ้าจะมาถึงช้ากว่านี้สองวัน เลยไม่ได้เตรียมตัวล่วงหน้า"
"อืม... หยุนถิง พรุ่งนี้เจ้าไปพบกับนายหน้าค้าทาสหน่อยนะ ตอนนี้จวนหมิงเยว่มีคนมากกว่าหนึ่งร้อยคนก็จริง แต่คนที่มีวรยุทธ์สูงส่งกลับมีไม่มากนัก หากเป็นเช่นนี้ต่อไป จวนหมิงเยว่คงไม่อาจสร้างชื่อเสียงให้ผู้คนยำเกรงได้"
ซูจื่อโม่รู้ดีว่าหลังจากนี้ ศัตรูของนางจะต้องตามมาคิดบัญชีถึงหน้าประตูบ้านแน่ นางจึงต้องเตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้า
"ข้ารู้ว่าเจ้ากังวลเรื่องนี้ ข้าไม่ใช่คนทำงานชุ่ย ๆ เสียหน่อย เรื่องนี้ข้าคิดเผื่อไว้ตั้งนานแล้ว อีกสองวันพวกเขาก็จะมาถึง คราวก่อนข้าหาผู้ช่วยฝีมือดีมาให้เจ้าสองคนไม่ใช่หรือ?"
เหอหยุนถิงคลี่ยิ้ม เดิมทีเขาตั้งใจจะเซอไพรส์นาง แต่ใครจะคิดว่านางจะเดินทางมาถึงก่อนกำหนดการตั้งสองวัน
บทที่ 12 : จุนหลินเถียนและซูจื่อหยุนมาเยือน
“ท่านลุงเหอ ช่างใส่ใจพวกเราดียิ่งนักขอรับ”
ซูฉียิ้มและดวงตาเล็กๆของเขากลายเป็นพระจันทร์เสี้ยว ซึ่งดูน่ารักเอ็นดูเป็นอย่างมาก
ซูหลี่ไม่ได้เอ่ยคำใด เขาเพียงแค่เดินตามมาเงียบ ๆ ทว่าภายในใจกลับเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข บรรยากาศและการตกแต่งเรือนพักที่ท่านแม่ของพวกเขาเลือกนั้นดูเจริญตายิ่งนัก ตัวบ้านดูหรูหรามีเอกลักษณ์ รายล้อมไปด้วยทัศนียภาพอันเขียวขจีทว่าแฝงไว้ด้วยความมีรสนิยม บรรยากาศอบอวลไปด้วยความอบอุ่นไปทั่วทั้งเรือน
“ท่านลุงเหอ แล้วของซินเอ๋อร์มีไหมเจ้าคะ?”
ซูซินที่เอนซบอยู่ในอ้อมแขนของซูจื่อโม่เอ่ยถามขึ้น
“ซินเอ๋อร์มีท่านน้าชิงเหออยู่แล้ว ลุงก็เลยไม่ได้หาคนอื่นมาเพิ่มให้เจ้าอย่างไรเล่า”
“อื้อ!” ซูซินพยักหน้ารับ ในแววตาของนางไม่มีความผิดหวังแม้แต่น้อย อันที่จริงส่วนใหญ่แล้วนางมักจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากท่านแม่ด้วยตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้ยังมีนักฆ่าอีก 12 คนคอยอารักขานางอยู่ในเงามืดไม่ใช่หรือ?
“จริงสิ หยุนถิง เรื่องที่ข้าไหว้วานให้เจ้าไปจัดการ คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว?”
“เจ้านี่นะ! เพิ่งจะเหยียบย่างเข้าสู่แคว้นห่าวเยว่ได้ไม่ทันไร ก็คิดเรื่องพวกนั้นเสียแล้ว ไม่เหนื่อยบ้างหรือไร!”
เหอหยุนถิงรู้ฐานะที่แท้จริงของซูจื่อโม่ดี พวกเขาจึงสามารถพูดคุยกันได้อย่างเป็นกันเองโดยไม่มีพิธีรีตอง เขารู้ว่าทันทีที่ซูจื่อโม่กลับมาที่นี่ ย่อมต้องเกิดมรสุมตามมาอีกมากมายเป็นแน่
"หลังจากมื้อค่ำ ข้าจะรายงานให้เจ้าฟังทีละเรื่องก็แล้วกัน"
"ตกลง! ข้าเองก็รู้สึกเหนื่อยอยู่บ่อย ๆ เหมือนกัน"
สิ่งที่เหอหยุนถิงพูดนั้นถูกต้องแล้ว นางยังมีเวลาอีกเหลือเฟือที่จะสั่งสอนคนพวกนั้น
'เรือนหมิงเยว่' เป็นเรือนพักที่มีการตกแต่งอย่างมีเอกลักษณ์ที่สุด ตั้งอยู่ใจกลางจวนหมิงเยว่ทั้งหมด ทันทีที่ย่างก้าวเข้ามาในเรือน สายตาก็จะถูกแต่งแต้มไปด้วยสีสันแห่งฤดูใบไม้ผลิ ต้นไม้เขียวชอุ่มแต่ละต้นต่างมีลักษณะเด่นเฉพาะตัว การตกแต่งไม่ได้หรูหราฟุ่มเฟือยจนเกินไป มีระหัดวิดน้ำตั้งอยู่ข้างกำแพง และทางเดินถูกปูด้วยแผ่นหินสีน้ำเงิน แผ่นหินเหล่านั้นถูกสลักเป็นลวดลายพรรณไม้แบบตะวันตก ที่ข้างสวนหินมีไม้เถาเลื้อยพันกันเป็นทิวแถว เมื่อมองตรงไปข้างหน้าจะเห็นเส้นทางแยกไปอีกฝั่ง ทว่าทั้งสองข้างทางกลับปลูกไม้ดอกแปลกตาหลากขนาดสายพันธุ์ นอกจากนี้ยังมีศาลาหลังหนึ่งซ่อนตัวอยู่ ทำให้สถานที่แห่งนี้ดูราวกับดินแดนสรวงสวรรค์
"หยุนถิง เจ้าสมกับเป็นมือขวาของข้าจริง ๆ เรือนหมิงเยว่แห่งนี้ตกแต่งได้งดงามยิ่งนัก"
"ไม่ใช่เพราะข้าตกแต่งดีหรอก แต่เป็นเพราะเจ้าออกแบบไว้ดีต่างหาก สิ่งของหลายอย่างที่นี่ถูกเก็บรักษาไว้ในตำแหน่งเดิมของมัน อย่างเช่นต้นไม้พวกนี้ หากไม่มีพวกมัน ทัศนียภาพก็คงไม่น่าดึงดูดใจถึงเพียงนี้"
เหอหยุนถิงมองไปที่แม่และลูก ๆ ทั้งสามคน ครั้งนี้ซูจื่อโม่คงต้องใช้ความเด็ดเดี่ยวเป็นอย่างมาก! เพราะอย่างไรเสีย บิดาของเด็ก ๆ ก็อยู่ในแคว้นแห่งนี้ ส่วนจะเป็นใครนั้นเขาเองก็ไม่แน่ใจ เนื่องจากซูจื่อโม่ไม่เคยปริปากถึงบิดาของเด็ก ๆ เลยแม้แต่ครั้งเดียว
"จริงสิ โม่โม่ ซูเจื่อเนี่ยนพี่สาวของเจ้า... กำลังจะแต่งงานกับแม่ทัพหวังในวันพรุ่งนี้เพื่อไปเป็นอนุภรรยา นี่เป็นความคิดของฮูหยินตระกูลซู ตอนนี้พี่ชายของเจ้ารั้งอยู่ที่จวนตระกูลหวังเพื่อเจรจาเรื่องนี้ แต่ข้าเกรงว่าเขาคงไม่อาจหยุดยั้งการแต่งงานครั้งนี้ได้"
อันที่จริง เขาก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดซูจื่อโม่ถึงเดินทางมาถึงเร็วกว่ากำหนดสองวัน นางคอยสืบข่าวคราวของตระกูลซูอยู่ตลอดเวลา และคงจะรู้เรื่องนี้มานานแล้วเป็นแน่
ทันทีที่ซูจื่อโม่ได้ยิน แววตาของนางก็พลันเย็นเยียบขึ้นมาทันที "เรื่องนี้ข้าจะไปจัดการด้วยตัวเอง"
น้ำเสียงอันเย็นชาของนางแฝงไปด้วยร่องรอยแห่งความเคียดแค้น นางกลับมาก่อนกำหนดสองวันก็เพราะเรื่องนี้โดยเฉพาะ
ทว่าในยามที่พวกเขากำลังนั่งลง คนเฝ้าประตูก็รีบร้อนวิ่งเข้ามาข้างใน
"บ่าวคำนับท่านประมุข คุณชายใหญ่ คุณชายรอง คุณหนู และท่านพ่อบ้านขอรับ"
"มีเรื่องอันใด?" ซูจื่อโม่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"เรียนท่านประมุข องค์ชายสามและคุณหนูสามแห่งตระกูลซูมาขอเข้าพบขอรับ"
ซูจื่อโม่ที่กำลังยกชาขึ้นจิบอย่างแผ่วเบา พลันหรี่ตาลงทันที นางจ้องมองไปที่คนเฝ้าประตู ก้นของนางยังไม่ทันจะอุ่นจากการนั่งเก้าอี้เลยด้วยซ้ำ สุนัขสองตัวนั้นก็แล่นมาหาถึงหน้าประตูบ้านแล้วรึ?
"บอกให้พวกเขาย้ายไปรอที่ห้องโถงรับรองรองซะ เดี๋ยวข้าจะตามไป"
หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ซูจื่อโม่จึงเอ่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย