- หน้าแรก
- อำพรางสวรรค์
- 1414 - เหยียบย่ำเผิงไหล
1414 - เหยียบย่ำเผิงไหล
1414 - เหยียบย่ำเผิงไหล
1414 - เหยียบย่ำเผิงไหล
“พอแล้วชิงหยาง” เย่ฟ่านกล่าว
ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ความแข็งแกร่งของเหล่าศิษย์หลายคนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ในยุคสิ้นสุดธรรมนี้พวกเขาสามารถยืนหยัดด้วยตัวเองได้แล้ว
ในตอนนี้เย่ฟ่านลงจากหลังอาชาเพลิงแล้วปล่อยมันให้แสดงความแข็งแกร่งออกมาอย่างเต็มที่เผิงไหล
อาชาเพลิงส่งเสียงคำรามออกมา กลายเป็นสีเพลิงพุ่งเข้าหาเทพสวรรค์น้อย กีบข้างหนึ่งของมันกระทืบลงไปที่ศีรษะของเทพสวรรค์ซึ่งนอนอยู่บนพื้นพร้อมกับแยกร่างอีกฝ่ายออกจากกันเป็นสองส่วนทันที
“กล้าดีอย่างไร!”
ชายชรากระโดดออกมาด้วยความโกรธ ร่างของเขาพุ่งเข้าหาอาชาเพลิงเห็นได้ชัดว่าโกรธเกรี้ยวอย่างยิ่ง
ในขณะเดียวกัน หญิงชราที่ที่ยืนอยู่ข้างกันก็ยกไม้เท้าในมือทุบเข้าหาศีรษะของอาชาเพลิงอย่างรวดเร็ว
“ผู้เฒ่าทั้งสองนี่หาใช่ความผิดของเราไม่ แต่เป็นเด็กน้อยจากเผิงไหลที่ทำตัวหยิ่งผยองเอง”
จางชิงหยางเก็บปราณปัฐพีต้นกำเนิดพร้อมกับถอยหลังออกมาอย่างใจเย็น
“ไม่ว่าอย่างไรพวกเจ้าก็ได้ทำความชั่วภายในเผิงไหลแล้ว พวกเจ้าทุกคนต้องตายเพื่อชดใช้ความผิด!” หญิงชราตะโกน
“นี่คือการตัดสินของเจ้าหรือ” เย่ฟ่านกล่าว
“ฆ่ามันอย่าได้ปราณี ข้าจะรับผิดชอบทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเอง”
เทพสวรรค์น้อยซึ่งร่างถูกแยกออกเป็นชิ้นๆคำรามด้วยความโกรธ
ปัง!
โครม!
อาชาเพลิงคำรามเสียงดัง จากนั้นกีบสองข้างของมันก็กระทืบไปที่กำแพงเมืองพร้อมกับทำให้กำแพงโบราณอันยิ่งใหญ่ที่ดำรงอยู่ในสถานที่แห่งนี้มานานนับแสนปีพังทลายลงทันที
“ข้าทำเช่นนี้แล้วหากพวกเจ้าไม่พอใจก็เข้ามา!”
ชายชราและหญิงชราตกตะลึง พวกเขาพุ่งเข้าจู่โจมอาชาเพลิงแต่ม้าตัวนี้กลับหลบเลี่ยงการโจมตีของพวกเขาอย่างง่ายดายพร้อมกับทำลายกำแพงเมืองศักดิ์สิทธิ์ไปด้วย
จากที่พวกเขาทั้งสองคนมองเห็น ดูเหมือนพลังของม้าตัวเดียวก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะต้านทานได้แล้ว
“นั่นคือ…อาชามังกร!”
พวกเขาทั้งสองตกใจอีกครั้ง เมื่อรู้ว่านี่คือสัตว์มงคลที่มีเพียงจักรพรรดิโบราณเท่านั้นที่จะขี่มันได้ แต่ตอนนี้มันเป็นสัตว์พาหนะให้กับชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า
เทพสวรรค์ตัวน้อยถูกอาชาเพลิงเหยียบลงกับพื้นอีกครั้ง ไม่ว่าเขาจะพยายามดิ้นรนมากแค่ไหนเขาก็ไม่สามารถพาวินยานศักดิ์สิทธิ์หลบหนีออกจากร่างกายได้
“เจ้า….”
ร่างกายของเขาสั่นสะท้านในขณะที่ความหวาดกลัวกำลังกัดกินจิตใจอย่างรุนแรง
“เจ้าเป็นเพียงปรมาจารย์ที่ต่ำต้อยของเผิงไหล แต่เจ้ากับกล้าทำตัวหยิ่งผยองต่อหน้าอาจารย์ ตัวตนเช่นเจ้าข้าสามารถเหยียบย่ำให้ตายได้นับร้อยคนจากการโจมตีเพียงครั้งเดียว!” อาชาเพลิงกล่าวด้วยความโกรธ
“ข้าจะไปรายงานให้นายท่านทราบ…”
หญิงชราตกใจและรีบวิ่งกลับเข้าไปในเมือง นางรู้ว่านางกำลังจะประสบกับปัญหาที่ร้ายแรงและไม่ใช่สิ่งที่นางจะเข้าไปยุ่งได้
“ไม่จำเป็น เรามาที่ภูเขาอมตะเผิงไหลในฐานะแขก ข้าอยากจะพูดคุยเป็นการส่วนตัวของประมุขภูเขานี้ ข้าก่อตั้งวังสวรรค์ขึ้นที่ด้านบน หากชาวเผิงไหลไม่พอใจข้าจะทำให้พวกเขายอมรับเอง!” เย่ฟ่านกล่าว
มาถึงจุดนี้ไม่มีอะไรต้องกล่าวแล้ว แค่หมาตัวเดียวก็ยังเหยียบย่ำประตูของเมืองศักดิ์สิทธิ์จนพังพินาศ เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านี้ไม่ได้มีความหวาดกลัวต่อชื่อเสียงของเผิงไหลแม้แต่น้อย
‘ปัง!’
อาชาเพลิงกระทืบเท้าอีกครั้ง กำแพงเมืองอีกแถบพังทลายลงมา ใบหน้าของเทพสวรรค์น้อยซีดเซียว เขารู้สึกโกรธแค้นอย่างมากแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้
“ข้าคิดว่ามีเรามีเรื่องที่เข้าใจผิดอยู่บ้าง”
หญิงชราที่อยู่บนพื้นกล่าว เพราะนางรู้สึกว่าจะมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้น
แม้แต่เทพสวรรค์น้อยเองก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมาในเวลานี้ หากเขายังคงทำตัวหยิ่งผยองเหมือนเดิม เกรงว่ากีบเท้าของอาชาเพลิงที่อยู่ตรงหน้าอาจบดขยี้ศีรษะของเขาได้ทันที
ทั้งสามคนมีควาคิดเช่นเดียวกัน พวกเขาต้องทำให้เย่ฟ่านและคนอื่นๆ ผ่อนคลายความกังวลและไม่ลงมือต่อ
อย่างไรก็ตามเมื่อประมุขของพวกเขาปรากฏตัวขึ้นทุกคนจะลงมือสังเย่ฟ่านพร้อมกันอย่างไร้ความปรานี
หวงเทียนอวี่กล่าวว่า “เข้าใจผิดอะไร? อาจารย์ของข้าต้องได้รับความยินยอมจากพวกเจ้าจึงจะสร้างสำนักขึ้นมาได้หรือ พวกเจ้าทุกคนเป็นใครจึงคิดจะควบคุมชีวิตของผู้อื่นได้?”
ใบหน้าของเทพสวรรค์น้อยเต็มไปด้วยความโกรธ หญิงสาวคนนี้เป็นเพียงมดปลวกเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา แต่นางกลับส่งเสียงซ้ำแล้วซ้ำอีกซึ่งทำให้เขาไม่พอใจเป็นอย่างมาก
“นายน้อยของเรายังเด็ก เขาทำให้ทุกคนขุ่นเคือง สหายทุกท่านโปรดใจเย็นๆ ก่อน”
ความเย็นชาในดวงตาของหญิงชราที่เคยมีหายไปและตอนนี้นางพยายามกล่าวอย่างจริงใจ
“เป็นเรื่องจริงที่เขายังเด็ก แต่เจ้าสองคนแก่ชราแล้วไม่ใช่หรือ? ก่อนหน้านี้พวกเจ้าไม่รับฟังเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น แต่กลับเลือกที่จะโจมตีก่อน เห็นได้ชัดว่าพวกเจ้าต้องการสงคราม” หวงเทียนอวี่กล่าวอย่างเย็นชาบ
คนอื่นๆ พยักหน้าเห็นด้วย เห็นได้ชัดว่าผู้อาวุโสทั้งสองเพียงต้องการร้องขอชีวิตของเทพสวรรค์น้อย จริงๆ แล้วพวกเขาเองก็เห็นชอบกับความคิดของนายน้อยตัวเองเช่นกัน
จางชิงหยางเริ่มลงมืออีกครั้งโดยการใช้พลังเพื่อค้นวิญญาณของเทพสวรรค์น้อยโดยตรง คนผู้นี้มีความสำคัญต่อผู้เฒ่าทั้งสองคนอย่างมาก เห็นได้ชัดว่าเขาจะต้องมีสถานะไม่ต่ำทราม
“อาจารย์ ดูเหมือนว่าพวกเขาได้รับคัมภีร์โบราณมาจากภูเขาเผิงไหล ดังนั้นพวกเขาจึงขึ้นไปที่ด้านบนเพื่อรวบรวมความศรัทธาของผู้คนเช่นเดียวกันกับวังสวรรค์ของเรา”
จางชิงหยางกล่าวหลังจากที่ตรวจสอบความคิดของราชาสวรรค์น้อยเสร็จสิ้น
“ข้าเข้าใจแล้ว ไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกเขากล้าทำลายวิหารสวรรค์และเผารูปปั้นของอาจารย์ คนเหล่านี้ต้องการรวบรวมความศรัทธาไว้เพียงผู้เดียวเท่านั้น” จ้านปี้ฟ่านกล่าว
ในสมัยโบราณนิกายบางนิกายได้พบทักษะการรวบรวมพลังความศรัทธาซึ่งนำมาปรับปรุงฐานการบ่มเพาะของผู้นำนิกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามขยายนิกายของตัวเองเพื่อให้มีผู้ศรัทธาเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามการที่ผู้คนจะศรัทธาใครสักคนคนผู้นั้นจะต้องมีหลายสิ่งหลายอย่างที่คู่ควรแก่การศรัทธาด้วย
ในปัจจุบันนิกายที่ปราศจากผู้คนจำนวนมากศรัทธามักจะล่มสลายโดยเร็ว หรือไม่พวกเขาก็ถูกปราบปรามจากนิกายอื่นที่แย่งชิงผู้ศรัทธาโดยตรง
จางชิงหยางขมวดคิ้วหลังจากที่เขาได้รู้อะไรบางจากวิญญาณของเทพสวรรค์น้อย คัมภีร์โบราณของเผิงไหลดูเหมือนจะมีความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับความเป็นอมตะ
“ความเป็นอมตะนั้นคือจุดมุ่งหมายอันยิ่งใหญ่ที่สุดภายในใจข้า อย่างไรก็ตามถ้าเป็นเพียงสัตว์เดรัจฉานไม่สามารถกลายเป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ได้ด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับการเป็นสิ่งมีชีวิตอมตะ”
อาชาเพลิงทอดถอนใจ ถึงแม้ว่ามันจะเกิดที่คุนหลุนและเป็นราชาของสถานที่แห่งนั้น แต่มันก็รู้ดีว่าไม่มีทางที่ตัวมันจะแข็งแกร่งไปกว่าเสมือนจักรพรรดิได้
“ในอดีตเคยมีผู้ใดใช้พลังแห่งความศรัทธาพิสูจน์เต๋ากลายเป็นเซียนสำเร็จหรือไม่?” เย่ฟ่านถาม
“ได้ยินเถาวัลย์โบราณบอกว่าภายในคุนหลุนเคยมีใครบางคนทำเช่นนี้ น่าเสียดายที่เขาประสบความสำเร็จก่อนที่ข้าจะเกิดหลายพันปี” อาชาเพลิงตอบเย่ฟ่านด้วยพลังจิต
ครั้งหนึ่งเคยมีชายชราลึกลับคนหนึ่งพิสูจน์เต๋าในคุนหลุน เขาสอนทักษะในการฝึกฝนให้กับบรรพชนของอาชาเพลิง น่าเสียดายที่ชายชราคนนั้นยังคงไม่สามารถกลายเป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ได้
“ใครกันที่กล้ามาสร้างปัญหาในเผิงไหล?”
ทันใดนั้นความว่างเปล่าถูกเปิดออก และคนกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏตัวที่ประตูเมือง
ผู้นำคือชายชราเส้นผมสีขาวโคลน ดวงตาของเขามองไปรอบๆ เมื่อเห็นสภาพของเมืองที่พังทลายเขาก็คำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างถึงที่สุด
“พวกเจ้าเป็นใครกัน เจ้ารู้หรือไม่ว่าที่นี่คือที่ไหน ในวันนี้อย่าหวังเลยว่าพวกเจ้าจะออกจากที่นี่ได้!”