- หน้าแรก
- อำพรางสวรรค์
- 1415 - เหยียบย่ำเผิงไหล 2
1415 - เหยียบย่ำเผิงไหล 2
1415 - เหยียบย่ำเผิงไหล 2
1415 - เหยียบย่ำเผิงไหล 2
มือของชายชราประสานอินและเรียกภาพธรรมของภูเขาขนาดใหญ่ให้ตกลงมาจากท้องฟ้า
แม้ว่าเขาจะเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่สิ่งที่เขาแสดงออกมาคือทักษะลึกลับของวานรศักดิ์สิทธิ์โต้วจ้านที่เย่ฟ่านเห็นในเป่ยโต้วไม่ผิดเพี้ยน
ในขณะเดียวกันร่างของเขาก็ขยายใหญ่ขึ้นนับหมื่นวาและกลายเป็นสิ่งมีชีวิตร่างยักษ์ที่พยายามโจมตีเย่ฟ่านและคนอื่นๆ
“ราชาผู้ยิ่งใหญ่อีกคน?!” โหยวเว่ยอวี้และสหายทุกคนตกใจเป็นอย่างมาก
แม้ว่าเขาจะรู้ดีว่าเผิงไหลเป็นหนึ่งในสามภูเขาอมตะในตำนาน และโลกด้านล่างก็ดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบจากยุคสิ้นสุดธรรม
อย่างไรก็ตามการที่มีโอกาสได้มองเห็นราชาผู้ยิ่งใหญ่อายุหลายพันปีบ่อยๆ นั้นเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่อาจจินตนาการได้
มิหนำซ้ำชายชราคนนี้ยังดูเหมือนจะมีความแข็งแกร่งไม่เป็นรองอาชาเพลิงแม้แต่น้อย
“มันสายเกินไปที่จะถอยกลับ เผิงไหลไม่ใช่สถานที่ที่พวกเจ้าจะเข้ามาอวดดีได้!”
เท้าใหญ่ปกคลุมท้องฟ้า บดขยี้ความว่างเปล่าและกดทับเข้าหาทุกคนอย่างรวดเร็ว
“ไม่มีใครกล้าต่อสู้กับข้ามาหลายปีแล้ว” เย่ฟ่านกล่าว
อาชาเพลิงที่เย่อหยิ่งกล่าวว่า “ไม่ใช่ว่าข้าไม่กล้าสู้กับเจ้ามาก่อน แน่นอนว่าข้าสู้เจ้าไม่ได้แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าไม่มีความกล้าที่จะสู้กับเจ้า”
ทันใดนั้นอาชาเพลิงก็วิ่งไปข้างหน้าโดยไม่เปิดโอกาสให้เย่ฟ่านลงมือ กีบเท้าของมันขยายใหญ่ขึ้นหลายพันวาและกระแทกเข้าหาฝ่าเท้าของผู้นำแห่งเขาเผิงไหลโดยไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อย
ปัง!
การปะทะกันครั้งนี้ทำให้คลื่นที่เกิดจากการระเบิดซัดสาดออกไปรอบทิศทาง ชายชราที่แปลงกายเป็นสิ่งมีชีวิตร่างยักษ์ตกใจเป็นอย่างมาก
“เป็นไปได้อย่างไร?”
เขาแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น คนอย่างเขาซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้ปกครองของทะเลผืนนี้กลับไม่สามารถสังหารอสูรพาหนะตัวเดียวได้!
คลื่นพลังที่แผ่ออกมาจากร่างของอาชาเพลิงตัวนี้กดดันจนเขาแทบจะหายใจไม่ออก เดิมทีเขาคิดว่าเขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวาลนี้ แต่สุดท้ายกลับยังมีคนที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า
‘ผั้วะ’
อาชาเพลิงดุร้ายอย่างมาก ร่างของมันขยายใหญ่ขึ้นนับหมื่นว่าพร้อมกับไล่ทุบตีชายชราอย่างบ้าคลั่ง ดูเหมือนสติของมันจะเลอะเลือนไปหมดแล้ว
“ด้วยความสามารถของเจ้ายังคิดจะให้อาจารย์ของข้าขออนุญาตเจ้าตั้งสำนักอีกหรือ? ดูสภาพเจ้าสิ แม้แต่ตัวข้าเจ้ายังสู้ไม่ได้เจ้าจะเอาอะไรไปสู้กับอาจารย์?”
อาชาเพลิงเงยหน้าขึ้นอย่างภูมิใจ เขาที่แหลมคมบนศีรษะของมันปลดปล่อยเปลวเพลิงสีแดงฉาน ฟันเข้าไปที่ร่างใหญ่ของชายชราทำให้ร่างของอีกฝ่ายแยกออกจากกันทันที
“ท่านทั้งหลาย จงหมอบกราบต่อหน้าอาจารย์ของข้าไม่เช่นนั้นพวกเจ้าทุกคนจะตายอยู่ที่นี่!”
อาชาเพลิงเป็นเหมือนอสูรร้ายมันออกคำสั่งเสียงดังก้องด้วยท่าทางยิงผยองอย่างมาก
จางชิงหยางอยากถามเย่ฟ่านว่านี่คืออาชาเพลิงคนเดิมใช่หรือไม่ เขาสัมผัสได้ถึงพลังของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อันแข็งแกร่งระเบิดออกมาจากร่างของมัน ทำให้เขารู้สึกหวั่นเกรงอย่างมาก
หวงเทียนอวี่หัวเราะเบาๆ แล้วบอกว่าคนชั่วร้ายต้องเผชิญหน้ากับคนชั่วร้าย อาชาเพลิงตัวนี้ถือได้ว่ายืนอยู่บนจุดสูงสุดแห่งความชั่วร้ายแล้ว
อาชาเพลิงร้องโหยหวนทิ้งร่องรอยแห่งเปลวไฟไว้ตามเส้นทางที่มันเหยียบย่ำ ทุกก้าวของมันบดขยี้กลุ่มชายชราที่ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างโหดร้าย
ในตอนนี้ชายชราพี่รอดชีวิตทั้งหวาดกลัวและสับสน เกิดอะไรขึ้นกับโลกนี้ ยุคสิ้นสุดธรรมจบลงไปแล้วหรือไม่ เหตุใดอาชาเพลิงตัวนี้จึงมีความแข็งแกร่งมากกว่าผู้อื่น!
จากนั้นเย่ฟ่านก็คว้าวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของชายชราขึ้นมาพร้อมกับทำการค้นวิญญาณทันที
“เจ้า…”
ชายชราตกใจกลัว เย่ฟ่านปฏิบัติต่อเขาราวกับเป็นเศษขยะ แม้ว่าเขาจะพยายามปิดกั้นอย่างเต็มที่แต่สุดท้ายพลังวิญญาณของเย่ฟ่านยังคงบุกรุกเข้าสู่จิตสำนึกของเขาอย่างง่ายดาย
“ข้าได้คัมภีร์โบราณมาแล้ว มีคนในเผิงไหลหลายคนได้บ่มเพาะคัมภีร์นี้”
เย่ฟ่านขมวดคิ้ว คัมภีร์โบราณที่เขาได้รับมานั้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อีกต่อไป เย่ฟ่านสำรวจวิญญาณของชายชราทุกคนที่ปรากฏตัวขึ้นและมั่นใจว่าเป็นคัมภีร์โบราณที่ตรงกันอย่างไม่ผิดเพี้ยน
“เข้าไปดูในภูเขากันเถอะ!”
เย่ฟ่านบดขยี้วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของชายชราทุกคนจนกลายเป็นฝุ่นผง จากนั้นเขาก็นั่งอยู่บนหลังของอาชาเพลิงและพุ่งทะยานไปยังภูเขาขนาดใหญ่เบื้องหน้า
นี่คือที่ตั้งของดินแดนเผิงไหล เมื่อมาถึงที่นี่ก็ได้พบกับกลุ่มยอดฝีมือมากมายที่ถูกส่งออกมาสกัดเย่ฟ่าน ผู้นำขบวนคือชายวัยกลางคนสวมชุดสีม่วงทองคล้ายกับฮ่องเต้ยุคโบราณ
ที่ด้านหลังของเขามียอดฝีมืออีกหลายคนสวมชุดเกราะแข็งแกร่งพร้อมกับอาวุธครบมือ พวกเขาสามารถจู่โจมกลุ่มเย่ฟ่านได้ทันทีที่ใช้วัยกลางคนออกคำสั่ง
“โลกใบนี้ยังคงอุดมสมบูรณ์ นักพรตแห่งเผิงไหลเหล่านี้ดูไม่ธรรมดาจริงๆ”
เย่ฟ่านกล่าว เมื่อมองดูชายวัยกลางคนระดับราชาผู้ยิ่งใหญ่ปรากฏตัวขึ้น เขารู้สึกว่าในดินแดนนี้ดูเหมือนจะมีราชาผู้ยิ่งใหญ่มากมายนับไม่ถ้วน
“ข้ามาจากเผิงไหล เจ้าเป็นใคร?”
ชายผู้นั้นที่เป็นผู้นำกลุ่มถามออกมา เขาคือเจ้าเมืองเผิงไหลซึ่งเป็นผู้มีอำนาจอย่างแท้จริงของดินแดนนี้
“ข้าคือจักรพรรดิสวรรค์ ข้าได้ยินมาว่าเผิงไหลคือดินแดนแห่งสวรรค์โบราณ ดังนั้นข้าจึงเดินทางมาจากที่ห่างไกลเพื่อขอคำชี้แนะ” เย่ฟ่านกล่าว
“ตั้งแต่ที่ปราชญ์โบราณจากไป พวกเขาได้ออกคำสั่งให้เราทำหน้าที่ปกป้องโลกมนุษย์ ข้าไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นกับโลกนี้ เจ้าก่อตั้งวังสวรรค์ขึ้นมาซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่ตรงไปตามเจตจำนงของสวรรค์ เจ้าจงยกเลิกการกระทำของตัวเองเสีย”
เจ้าเมืองเผิงไหลกล่าวอย่างเคร่งขรึม เขาไม่ได้มีท่าทางข่มขู่หรือคุกคามใดๆ เห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้ต้องการเจรจาเย่ฟ่านอย่างอารยชน
อาชาเพลิงไมได้สนใจฝ่ายตรงข้าม มันส่งเสียงคำรามดังกล้อง
“เจตจำนงค์ของสวรรค์ใดล้วนเป็นสิ่งที่ไร้สาระ หากมันมีจริงๆ ข้าย่อมเคยได้ยินเช่นกัน ใครเป็นคนสมมุติเรื่องนี้ขึ้นมา!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ก็มีเสียงโห่ร้องด้วยความโกรธดังมาจากกองทัพข้างหน้า เห็นได้ชัดว่าเจ้าเมืองเผิงไหลนั้นไม่พอใจมาก
ชายชราคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านข้างของเจ้าเมืองเผิงไหลชี้หน้าเย่ฟ่านพร้อมกับคำรามด้วยความโกรธ
“เหตุใดเจ้าถึงปล่อยให้สัตว์เลี้ยงของเจ้ากล่าวเรื่องไร้สาระเช่นนี้?”
เย่ฟ่านลงจากหลังอาชาเพลิง ในขณะนี้ทั้งสองฝ่ายกลายเป็นศัตรูกันแล้วมันไม่มีความจำเป็นอะไรที่เขาจะเจรจากับฝ่ายตรงข้าม
“ข้าจะสังหารพวกเจ้าให้ตาย”
อาชาเพลิงส่งเสียงคำรามเหมือนมังกร จากนั้นน้ำมันก็พุ่งเข้าหาชายชราที่ชี้หน้าเย่ฟ่านก่อนที่ทั้งสองคนจะเริ่มลงมือโจมตีกันอย่างบ้าคลั่ง
อาชาเพลิงแสดงความแข็งแกร่งอย่างที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้ออกมา มันเพียงตัวเดียวสามารถทำลายกองทัพขนาดใหญ่พร้อมกับทำให้เหล่านักรบที่สวมชุดเกราะแข็งแกร่งถูกทุบกลายเป็นเนื้อบดอย่างง่ายดาย
เจ้าเมืองเผิงไหลโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมาก ทันใดนั้นแสงศักดิ์สิทธิ์ได้ระเบิดออกมาจากศีรษะของเขา พร้อมกับการปรากฏขึ้นของกระบี่ห้าสีเล่มใหญ่!
“ในเมื่อเจ้ากล้ามาอาละวาดที่เผิงไหล เช่นนั้นเราก็มาสู้กันให้ตายไปข้าง!”
กระบี่เล่มนี้เป็นกระบี่ไม้ มันถูกสร้างขึ้นจากต้นไม้ระดับเซียนดังนั้นพลังการโจมตีของมันจึงไม่เป็นรองครึ่งก้าวอาวุธเต๋าสุดขั้วแม้แต่น้อย
แม้แต่อาชาเพลิงที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งก็ยังทำได้เพียงหลบเลี่ยงการโจมตีของกระบี่ไม้ มันอาศัยความเร็วหลบหลีกการโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า
และในเวลาอันรวดเร็วสถานการณ์ของมันก็ตกอยู่ในความสิ้นหวังอย่างง่ายดาย
เกาทัณฆ์สีดำปรากฏขึ้นในมือของเย่ฟ่าน ภายใต้แสงสีดำที่พาดผ่านท้องฟ้า เกาทัณ์ของเขาพุ่งเข้าปะทะกับอาวุธครึ่งก้าวเต๋าสุดขั้วทำที
‘บูม’
แสงศักดิ์สิทธิ์หายไปและกระบี่ไม้ก็ตกลงบนพื้น เจ้าเมืองเผิงไหลลอยละลิ่วกลับไปทางด้านหลัง ทวารทั้งเจ็ดบนใบหน้าของเขามีเลือดไหลทะลักออกมาอยู่ตลอดเวลา
………..