- หน้าแรก
- กำเนิดเจดีย์กลืนเทพ สังหารล้างโคตรตระกูลทรยศ
- บทที่ 5 - ผู้อาวุโสสำนักเซียน
บทที่ 5 - ผู้อาวุโสสำนักเซียน
บทที่ 5 - ผู้อาวุโสสำนักเซียน
บทที่ 5 - ผู้อาวุโสสำนักเซียน
หน้าประตูเมืองชิงอวิ๋น
ระดับสูงของสามตระกูลใหญ่พากันมารวมตัวกันจนครบถ้วน เพื่อรอต้อนรับผู้อาวุโสประเมินศิษย์จากสำนักเซียน
วิ้ง!
แม้จะยืนอยู่ห่างออกไปไกลลิบ แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวของผู้อาวุโสจากสำนักเซียน
ภาพเงารางๆ ของร่างที่เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายเซียนค่อยๆ เคลื่อนใกล้เข้ามาจากที่ไกลๆ เพียงชั่วพริบตาก็มาถึงหน้าประตูเมือง
"ขอต้อนรับผู้อาวุโสหลี่" ทุกคนพากันประสานมือทำความเคารพ
"ทุกท่านลำบากแล้ว" ผู้อาวุโสหลี่ยิ้มรับ
จากนั้น ท่ามกลางการห้อมล้อมของเหล่ายอดฝีมือ ผู้อาวุโสหลี่ก็เดินเข้าสู่เมืองชิงอวิ๋น
ไม่นาน คณะเดินทางก็มาถึงลานกว้างชิงอวิ๋น
ผู้อาวุโสหลี่บอกกล่าวจุดประสงค์ในการมาเยือน
"ทุกท่าน ข้าได้รับมอบหมายจากทางสำนัก ให้มาที่เมืองชิงอวิ๋นแห่งนี้เพื่อประเมินรับศิษย์ คนรุ่นเยาว์ทุกคนล้วนมีสิทธิ์เข้าร่วมการทดสอบ" ผู้อาวุโสหลี่เอ่ย
ทว่า โควตานั้นมีเพียงแค่หนึ่งเดียวเท่านั้น
เมื่อได้ยินดังนั้น คนในตระกูลฉินต่างก็โห่ร้องดีใจ ส่วนอีกสองตระกูลใหญ่กลับแอบส่ายหน้าอยู่เงียบๆ
"ผู้อาวุโสหลี่"
ชายหนุ่มสวมชุดเกราะ มีกลิ่นอายแห่งความยิ่งใหญ่แผ่ซ่านออกมาจางๆ วิ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นดังนั้น บนใบหน้าของผู้อาวุโสหลี่ก็ประดับไปด้วยรอยยิ้ม
"เป็นอย่างไรบ้าง? ทะลวงระดับแล้วหรือยัง?"
ฉินเช่อ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาคนรุ่นเยาว์ของตระกูลฉินในยามนี้
หลังจากได้รับชีพจรสวรรค์ของฉินอี้มา ความแข็งแกร่งของเขาก็ยิ่งก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด ใกล้จะก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมชีพจรเต็มทีแล้ว
การมาเยือนของผู้อาวุโสสำนักเซียนในครั้งนี้ แม้จะบอกว่าเป็นการประเมินศิษย์ใหม่ แต่แท้จริงแล้วก็มาเพื่อฉินเช่อโดยเฉพาะ
"ใกล้แล้วขอรับ" ฉินเช่อตอบ
นายท่านผู้เฒ่าฉินจิงเจ๋อที่ยืนอยู่ข้างๆ ค้อมตัวลง ยิ้มแย้มเอ่ยว่า "ผู้อาวุโสหลี่ เช่อเอ๋อร์ครอบครองชีพจรสวรรค์ การก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมชีพจรก็เป็นเพียงเรื่องของเวลา หากได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของสำนักเซียน ย่อมต้องก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน"
ก่อนหน้านี้
ตั้งแต่วินาทีแรกที่ฉินเช่อได้รับชีพจรสวรรค์มา ตระกูลฉินก็แอบติดต่อกับทางสำนักเซียนอย่างลับๆ แล้ว
"แม้ว่าฉินเช่อจะมีชีพจรสวรรค์ แต่... การประเมินรับศิษย์ของสำนักเซียน ก็ยังต้องเป็นไปตามกฎระเบียบ"
ผู้อาวุโสหลี่หัวเราะเบาๆ ก่อนจะส่งสัญญาณให้เริ่มการประเมินได้เลย
รูปแบบการประเมินนั้นง่ายแสนง่าย นั่นก็คือให้เหล่าศิษย์รุ่นเยาว์ประลองแลกเปลี่ยนวิชากัน ผู้ใดที่แข็งแกร่งที่สุด ก็จะได้เข้าร่วมสำนักเซียน
ฉินเช่อยืนอยู่กลางลานกว้าง กลิ่นอายบนร่างซัดสาดดั่งเกลียวคลื่น เขามองตรงไปข้างหน้า สีหน้าเรียบเฉย
วิ้ง!
ชีพจรสวรรค์ที่หน้าอกปรากฏให้เห็นชัดเจน กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่าน ทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดหวั่น
ระดับสูงของอีกสองตระกูลใหญ่ ใบหน้าเคร่งเครียดลงทันที
เดิมทีฉินเช่อก็บรรลุถึงขอบเขตควบแน่นปราณระดับเก้าอยู่แล้ว ตอนนี้ยังมีชีพจรสวรรค์เสริมเข้ามาอีก ยิ่งเหมือนพยัคฆ์ติดปีก แล้วคนรุ่นเยาว์คนไหนจะสู้เขาได้?
แน่นอนว่า มีคนไม่ยอมรับ กระโดดออกไปท้าประลองกับฉินเช่อ
ตู้ม!
ฉินเช่อเอาชนะไปได้ในกระบวนท่าเดียว
"ยังมีใครอีกไหม?"
ฉินเช่อกวาดสายตามองไปรอบๆ เผยให้เห็นรัศมีความยิ่งใหญ่เหนือผู้ใด
บนแท่นสูง นายท่านผู้เฒ่าฉินจิงเจ๋อยิ้มจนหุบปากไม่ลง ฉินเทียนหลงและฉินเทียนหู่ก็หันมาสบตาแล้วยิ้มให้กัน
"หากไม่มีใครกล้าลงมือ งั้นการประเมินครั้งนี้ก็ถือว่าสิ้นสุดลงแล้ว" ผู้อาวุโสหลี่กล่าวอย่างเรียบเฉย
ฝูงชนที่มุงดูอยู่รอบลานกว้างต่างพากันถอนหายใจด้วยความทึ่ง
สมกับที่เป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในหมู่คนรุ่นเยาว์ของตระกูลฉิน ยิ่งตอนนี้ครอบครองชีพจรสวรรค์ด้วยแล้ว ยิ่งน่าเกรงขาม ไร้ผู้ต่อกร
เมื่อมองดูฉินเช่อที่ยืนตระหง่านอยู่กลางลานกว้าง เหล่าคนรุ่นเยาว์ของอีกสองตระกูลใหญ่ก็หม่นหมองลง ไม่มีใครกล้าขึ้นไปท้าประลองเลย
เพราะยังไงเสีย
นั่นก็คือชีพจรสวรรค์เชียวนะ!
ก่อนหน้านี้ ตอนที่ฉินอี้มีชีพจรสวรรค์ พลังของเขาช่างน่าสะพรึงกลัวสักเพียงใด?
เขากดข่มคนรุ่นเยาว์ในเมืองชิงอวิ๋นมานานนับสิบปี ทิ้งห่างชั้นคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่น
"หึ ช่างเป็นคนที่โชคดีเสียจริง"
"ควักชีพจรสวรรค์ของคนอื่นมา จะนับประสาอะไร? ถ้าแน่จริงก็ต้องพึ่งพาตัวเองสิ"
บางคนแอบอิจฉาตาร้อน
จักรวรรดิหลัวอวิ๋นมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล แบ่งออกเป็นเก้าแคว้นใหญ่ เมืองชิงอวิ๋นก็ตั้งอยู่ในเขตแดนของแคว้นเจียงโจว
ทั่วทั้งแคว้นเจียงโจว มีเพียงสองสำนักเท่านั้นที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นสำนักเซียน
ขุมกำลังอื่นๆ แม้จะแข็งแกร่งเพียงใด แต่รากฐานก็ยังไม่ลึกซึ้งพอ
ผู้อาวุโสหลี่เป็นคนของสำนักดาบสวรรค์ ความใฝ่ฝันอันสูงสุดของผู้ฝึกตนทุกคน ก็คือการได้เข้าร่วมสำนักเซียน
และในยามนี้
ทั่วทั้งเมืองชิงอวิ๋นอันกว้างใหญ่ มีเพียงฉินเช่อคนเดียวที่ผ่านเกณฑ์ ใครบ้างเล่าจะไม่อิจฉา?
ผู้อาวุโสหลี่มองดูชีพจรสวรรค์ที่หน้าอกของฉินเช่อ ใบหน้าเผยให้เห็นรอยยิ้มบางๆ
นายท่านผู้เฒ่าฉินจิงเจ๋อที่อยู่ข้างๆ ยิ่งเบิกบานใจ ฉินเช่อสร้างชื่อเสียงให้ตระกูลฉินแล้ว "ขอบคุณผู้อาวุโสหลี่ที่คอยดูแลขอรับ"
ผู้อาวุโสหลี่โบกมือ "ฉินเช่อเด็กคนนี้ ครอบครองชีพจรสวรรค์ หากได้เข้าร่วมสำนักดาบสวรรค์แล้ว ย่อมต้องก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว อีกไม่นานก็คงจะแซงหน้าข้าไปแล้วล่ะ"
คนตระกูลฉินต่างลอบดีใจ
ทว่า
ในขณะที่ผู้อาวุโสหลี่กำลังจะประกาศผล จู่ๆ ก็มีเสียงที่ไม่เข้าพวกดังขัดขึ้นมา
"ข้าเอง"
น้ำเสียงนั้นอัดแน่นไปด้วยพลังอันเด็ดขาด ทั้งยังแฝงความโกรธเกรี้ยวเอาไว้เต็มอก
ฝูงชนแหวกทางออกเป็นช่องทางให้ ชายหนุ่มในชุดดำนามฉินอี้ ค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามา
"ฉินอี้!"
เมื่อเห็นฉินอี้ สีหน้าของฉินเช่อก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ชีพจรสวรรค์ที่หน้าอกของเขาดูเหมือนจะเริ่มมีความเคลื่อนไหวเช่นกัน
สะกดกลั้น!
ฉินเช่อฝืนสะกดข่มชีพจรสวรรค์เอาไว้ และใช้พลังของตนเองปกปิดกลิ่นอายของชีพจรสวรรค์
ว่ากันตามตรงแล้ว ชีพจรสวรรค์ไม่ได้เป็นของเขามาตั้งแต่แรก แม้การหลอมรวมจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี แต่ก็ยังมีความต่อต้านอยู่เล็กน้อย
แต่ฉินเช่อเชื่อว่า สักวันหนึ่ง เขาจะต้องทำให้ชีพจรสวรรค์หลอมรวมเข้ากับร่างกายของเขาได้อย่างสมบูรณ์
"ฉินอี้ แกฆ่าฉินซ่ง แล้วยังกล้ามาที่นี่อีกงั้นหรือ? คิดว่าข้าไม่กล้าฆ่าแกจริงๆ ใช่ไหม?" ฉินเทียนหู่ใบหน้าดุร้าย ตวาดด้วยความโกรธจัด
ฉินเทียนหลงรีบดึงน้องรองเอาไว้
ผู้อาวุโสหลี่แห่งสำนักดาบสวรรค์ยังอยู่ตรงนี้ จะให้เขาเห็นเรื่องขบขันไม่ได้
นายท่านผู้เฒ่าฉินจิงเจ๋อมองฉินอี้ด้วยรอยยิ้ม เอ่ยถามว่า "ฉินอี้ เจ้าฟื้นฟูระดับการฝึกตนได้แล้วหรือ?"
เรื่องราวที่เกิดขึ้นหน้าประตูจวนตระกูลฉินก่อนหน้านี้ นายท่านผู้เฒ่าฉินจิงเจ๋อทราบเรื่องแล้ว
ฉินอี้ไม่พูดไม่จา ดวงตาจ้องเขม็งไปที่ฉินเช่อ
ลึกลงไปในดวงตาของฉินจิงเจ๋อ เปล่งประกายจิตสังหารอันเย็นเยียบ ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า "เจ้าฟื้นฟูระดับการฝึกตนได้ ปู่ย่อมดีใจมาก แต่วันนี้เป็นวันมงคลที่ฉินเช่อ ลูกพี่ลูกน้องของเจ้า จะได้เข้าร่วมสำนักดาบสวรรค์ เจ้าอย่ามาก่อกวนเลย"
ในน้ำเสียง แฝงไปด้วยเจตนาข่มขู่คุกคาม
"ปู่งั้นหรือ?"
ฉินอี้แค่นเสียงหัวเย็น "ข้ายังเป็นหลานของท่านอยู่อีกหรือ?"
"ย่อมต้องเป็นสิ เทียนเป้า พ่อของเจ้าแม้จะตายจากอุบัติเหตุ แต่ในร่างของเจ้าก็ยังมีสายเลือดของตระกูลฉินไหลเวียนอยู่..." ฉินจิงเจ๋อตอบ
หึหึ!
ฉินอี้หัวเราะ หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
เขาตั้งคำถามแทงใจดำออกไปติดๆ กันถึงสามข้อ
"ตอนที่ข้าถูกควักชีพจรสวรรค์ ท่านไปมุดหัวอยู่ที่ไหน?"
"ตอนที่น้องสาวข้าถูกรุมทุบตี ท่านไปมุดหัวอยู่ที่ไหน?"
"แล้วตอนที่คนตระกูลฉินตีน้องสาวข้าจนตาย แล้วเอาศพไปทิ้งไว้ที่สุสานไร้ญาติ ท่านไปมุดหัวอยู่ที่ไหน?"
ตู้ม!
ฝูงชนที่มองดูอยู่ ต่างตกตะลึงจนตาค้าง
อีกสองตระกูลใหญ่มองหน้ากัน เผยให้เห็นรอยยิ้มที่มีความหมายแฝง
"สารเลว"
เดิมทีฉินจิงเจ๋อตั้งใจจะพูดจาหว่านล้อมให้ฉินอี้เลิกก่อกวนไปก่อน รอจนกว่าผู้อาวุโสหลี่จะกลับไป แล้วค่อยจัดการกับเขา
แต่ทว่า การที่เขาเอาเรื่องน่าอับอายในครอบครัวมาแฉต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้ ทำให้บรรดาระดับสูงของตระกูลฉินเดือดดาลขึ้นมาทันที
ผู้อาวุโสหลี่ขมวดคิ้ว รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก
ฉินจิงเจ๋อเหลือบมองเขา ก่อนจะเอ่ยว่า "ผู้อาวุโสหลี่ เด็กคนนี้ไม่มีชีพจรยุทธ์ หากว่าตามกฎแล้ว เขาไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้าร่วมการประเมินรับศิษย์ของสำนักเซียนขอรับ"
ผู้อาวุโสหลี่ฉวยโอกาสให้บันไดตระกูลฉินก้าวลง ตอบกลับว่า "เช่นนั้นก็ไล่ตะเพิดออกไปเสีย"
ฉินจิงเจ๋อประกาศต่อหน้าทุกคนว่า ฉินอี้ทำร้ายพี่น้องร่วมสายเลือด นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เขาถูกขับไล่ออกจากตระกูลฉินอย่างเป็นทางการ
ส่วนเรื่องการตายของฉินซ่ง เขาจะต้องชดใช้ด้วยเลือด
สำหรับเรื่องนี้ ฉินอี้ไม่แยแสแม้แต่น้อย
ตั้งแต่วินาทีที่น้องสาวสิ้นลม เขาก็ไม่ใช่คนของตระกูลฉินอีกต่อไปแล้ว
"หากไม่มีพวกตาแก่ใกล้ตายเหล่านี้คอยคุ้มกะลาหัวแก ข้าคงทุบกะโหลกแกให้แหลกไปนานแล้ว" ฉินอี้มองฉินเช่อด้วยสายตาเย็นชา
"หึ เรียกร้องความสนใจแบบนี้สนุกนักหรือไง?" ฉินเช่อเลิกคิ้วขึ้น
ผู้อาวุโสหลี่ลุกขึ้นยืน โบกมือให้ฉินเช่อ ก่อนจะกล่าวว่า "วันนี้ยังต้องเดินทางกลับไปรายงานตัวที่สำนักอีก"
ทว่า หลังจากพูดจบ เขาก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อว่า "ทุกๆ เดือน ทางสำนักจะอนุญาตให้ลางานได้หนึ่งครั้ง เพื่อให้เหล่าศิษย์กลับมาจัดการเรื่องส่วนตัวที่บ้าน..."
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉินเช่อก็เข้าใจเจตนาในทันที
เขาชี้หน้าฉินอี้ แล้วเอ่ยเสียงเย็นว่า "อีกหนึ่งเดือนให้หลัง ข้าจะกลับมาจากสำนักเซียน มาเอาชีวิตหมาๆ ของแก!"
ฉินอี้ไม่ได้ลงมือ เพราะมีผู้อาวุโสสำนักเซียนอยู่ เขาจึงไม่อาจสังหารฉินเช่อได้
สายตาอันเย็นชาของเขากวาดมองคนตระกูลฉินทุกคน
หนึ่งเดือนให้หลัง เขาจะล้างบางทั้งตระกูล!