- หน้าแรก
- เกมออนไลน์ กวาดล้างปฐพีด้วยพรสวรรค์วิวัฒนาการสุดโกง
- บทที่ 3.1: เศรษฐีสายเปย์ตกม้าตายออนไลน์
บทที่ 3.1: เศรษฐีสายเปย์ตกม้าตายออนไลน์
บทที่ 3.1: เศรษฐีสายเปย์ตกม้าตายออนไลน์
บทที่ 3.1: เศรษฐีสายเปย์ตกม้าตายออนไลน์
แผ่นหินสีครามเหนือเพดานห้องใต้ดินยังคงปิดสนิทไร้การเคลื่อนไหว ฝ่ามือของมู่ชิงเฉินที่กำดาบไม้เริ่มต้นเอาไว้เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ แสงสว่างสลัวจากฟังก์ชันไฟฉายบนหน้าต่างสถานะสาดส่องให้เห็นตะไคร่น้ำสีเขียวครึ้มที่เกาะกินผนังศิลา และแผ่นหินที่สลักคำว่า 'เครื่องสังเวย' ซึ่งกำลังสะท้อนแสงเย็นเยียบชวนขนลุก
บรรยากาศอันน่าอึดอัดนี้ ผนวกกับข้อความแจ้งเตือนสีแดงฉานบนหน้าต่างสถานะที่ระบุว่า [หมีพันลมกรดทมิฬ อยู่ห่างจากหมู่บ้านเริ่มต้นไม่ถึง 3 กิโลเมตร] ได้ผลักดันความรู้สึกสิ้นหวังของเขาให้พุ่งทะยานจนถึงขีดสุด
แต่คนอย่างเขาไม่มีทางยอมจำนน เขายังเชื่อมั่นว่าเบาะแสที่จี้เหยียนซีให้มาจะไม่มีทางนำไปสู่ทางตัน มู่ชิงเฉินกวาดสายตามองไปทั่วทุกซอกทุกมุมของห้องใต้ดินอย่างรวดเร็ว ในที่สุดสายตาของเขาก็หยุดลงที่ก้นหีบไม้ใบเก่า บริเวณนั้นมีลวดลายสลักรูปจันทร์เสี้ยวที่เหมือนกับบนแผ่นหินปิดปากทางลงทุกประการ ทว่าเส้นสายของมันดูซับซ้อนกว่ามาก และที่กึ่งกลางของลวดลายนั้นมีหินสีดำก้อนหนึ่งฝังนูนขึ้นมา
"หรือว่ามันต้องใช้พรสวรรค์ในการกระตุ้นกลไก?" มู่ชิงเฉินคิดในใจอย่างรวดเร็ว
พลังงานอุกกาบาตที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายถูกถ่ายทอดลงไปตามท่อนแขนและส่งผ่านไปยังดาบไม้ในมือ ภายใต้การห่อหุ้มของออร่าสีทองเจิดจรัส รอยร้าวบนตัวดาบที่เคยแตกปริก็เริ่มสมานตัวและซ่อมแซมตัวเองอย่างช้าๆ เขาง้างดาบขึ้นและฟาดฟันลงไปที่หินสีดำก้อนนั้นอย่างสุดแรง
ไม่มีเสียงระเบิดกึกก้องอย่างที่คิด มีเพียงเสียงดังกริ๊กเบาๆ ดังขึ้น วินาทีที่หินสีดำถูกกดจมลงไป วงแหวนลวดลายฟันเฟืองก็ปรากฏขึ้นที่ขอบของแผ่นหินสีครามเหนือหัว จากนั้นแผ่นหินที่หนักอึ้งก็เริ่มขยับและเลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ
ในขณะเดียวกัน ที่ด้านนอกของร้านตีเหล็ก ความโกลาหลได้ปะทุขึ้นจนถึงขีดสุดแล้ว
แสงสีเขียวที่ปลายคทาพิทักษ์โลกของหร่วนซิงเหมียนริบหรี่จนแทบจะดับมอด หลอดเลือดของเธอลดต่ำลงเหลือเพียงสามสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น เธอถูกล้อมกรอบโดยผู้เล่นจากกิลด์ซิงถูนับสิบคน นำโดยสมาชิกระดับแกนนำของกิลด์ที่ปลุกพรสวรรค์ควบคุมไฟระดับบีได้สำเร็จ
"คุณหนูหร่วน ทำตัวว่าง่ายแล้วเลิกขัดขืนซะเถอะน่า ไปอยู่เสวยสุขกับคุณชายเยี่ยนของเราไม่ดีกว่าหรือไง?" ชายคนนั้นแสยะยิ้มชั่วร้ายพร้อมกับสะบัดมือเบาๆ ส่งลูกศรเพลิงหลายดอกพุ่งแสกหน้าเข้าใส่หร่วนซิงเหมียนทันที
หร่วนซิงเหมียนกัดฟันกรอดและเบี่ยงตัวหลบออกด้านข้าง แต่เปลวเพลิงก็ยังคงเฉี่ยวแผ่นหลังของเธอจนไหม้เกรียม ส่งผลให้หลอดเลือดของเธอลดฮวบลงไปอีก เธอรู้ตัวดีว่าคงจะต้านทานเอาไว้ได้อีกไม่นานนัก
ทว่าในจังหวะนั้นเอง หางตาของเธอก็เหลือบไปเห็นความวุ่นวายที่ปากทางเข้าตรอก พร้อมกับเสียงฝีเท้าม้าดังกึกก้อง เยี่ยนจู๋กวงกำลังขี่ 'อาชาเหินหิมะ' ซึ่งเป็นสัตว์ขี่ระดับลิมิเต็ดประจำหมู่บ้านเริ่มต้น บุกตะลุยฝ่าเข้ามากลางวงล้อม ด้านหลังของเขามีผู้เล่นระดับหัวกะทิของกิลด์ตามมาอีกกว่ายี่สิบคน ทุกคนล้วนสวมใส่อุปกรณ์ครบครัน และถืออาวุธที่อย่างน้อยก็อยู่ในระดับสีม่วง
"หลีกทางไปให้หมด!" เยี่ยนจู๋กวงตวาดลั่นจากบนหลังม้าที่สูงตระหง่าน ชุดเกราะที่ประดับด้วยทองคำและหยกของเขาสะท้อนแสงแดดจนแสบตา 'ดาบเพลิงผลาญ' ที่ห้อยอยู่ข้างเอวคืออาวุธระดับแรร์ที่เขาประมูลมาด้วยเงินสูงถึงหนึ่งล้านเครดิตรัฐบาลกลาง
เดิมทีเขาวางแผนจะรอให้หมีพันลมกรดทมิฬจัดการกับมู่ชิงเฉินให้เสร็จสิ้นเสียก่อนแล้วค่อยมาชุบมือเปิบ แต่จู่ๆ ช่องแชตโลกก็เต็มไปด้วยข้อความเยาะเย้ยว่ากิลด์ซิงถูไร้น้ำยา แค่ผู้เล่นหญิงตัวคนเดียวยังจัดการไม่ได้ ด้วยความโกรธจัด เขาจึงทุบคีย์บอร์ดทิ้งคาที่และนำทีมหัวกะทิบุกมาที่ร้านตีเหล็กด้วยตัวเอง
"คุณชายเยี่ยน! ในที่สุดท่านก็มาถึง!" ผู้เล่นสายควบคุมไฟรีบประจบประแจงทันที มันชี้หน้าหร่วนซิงเหมียนแล้วรายงาน "นังผู้หญิงคนนี้มันคอยคุ้มกันผู้เล่นที่มีพรสวรรค์พิเศษครับ พวกเรากำลังวางแผนจะจับตัวมันไว้ เพื่อบีบให้อีกคนเผยตัวออกมา"
เยี่ยนจู๋กวงไม่แม้แต่จะปรายตามองมัน สายตาของเขาจับจ้องไปยังสวนหลังบ้านของร้านตีเหล็ก รอยยิ้มหยิ่งผยองปรากฏขึ้นบนมุมปาก "ไม่จำเป็นต้องบีบอะไรทั้งนั้น ไอ้ขยะนั่นมันติดกับดักถูกขังอยู่ในห้องใต้ดินเรียบร้อยแล้ว รอให้หมีพันลมกรดทมิฬมาถึง พวกเราก็แค่ยืนดูงิ้วฉากเด่นไปก่อน ถ้าไอ้ขยะนั่นมันยังไม่ตายสนิท พวกเราค่อยลงมือปิดฉากและชิงพรสวรรค์ของมันมา... จับตัวผู้หญิงคนนี้ไว้ อย่าปล่อยให้มันมาทำลายแผนการของฉัน!"
ทว่าทันใดนั้นเอง แผ่นหินสีครามก็เลื่อนเปิดออกจนสุด ร่างของมู่ชิงเฉินที่อาบไล้ไปด้วยออร่าสีทองเจิดจรัสพุ่งทะยานขึ้นมาจากห้องใต้ดิน และร่อนลงมายืนอยู่เคียงข้างหร่วนซิงเหมียนอย่างสง่างาม เขาคว้าแขนดึงเธอมาหลบอยู่ด้านหลัง ปลายดาบไม้ในมือชี้ตรงไปที่หน้าของเยี่ยนจู๋กวง
"ถ้าแกคิดจะแตะต้องเธอ ก็ต้องข้ามศพฉันไปก่อน"
"โอ้? แกหาทางหนีรอดออกมาได้งั้นเรอะ?" เยี่ยนจู๋กวงแสร้งทำเป็นประหลาดใจ ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะเยาะ "ด้วยดาบไม้ผุๆ พังๆ ในมือแกนั่นน่ะนะ? จะบอกอะไรให้เอาบุญนะ อุปกรณ์แค่ชิ้นเดียวบนตัวฉัน ก็ซื้อไอ้ขยะอย่างแกได้เป็นสิบคนแล้ว!"
เขาตบแผงคออาชาเหินหิมะเบาๆ "ทำตัวให้มันว่าง่ายแล้วส่งมอบพรสวรรค์ของแกมาซะดีๆ ฉันอาจจะเมตตาแต่งตั้งให้แกเป็นผู้ใช้พลังประจำกิลด์ซิงถู รับรองว่าชีวิตนี้แกจะสุขสบายไปจนตาย"
มู่ชิงเฉินขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงกับคนพรรค์นี้ เขาหันไปกระซิบกับหร่วนซิงเหมียน "ถอยออกไปอยู่ในเขตปลอดภัยก่อน ทางนี้ฉันจัดการเอง"
หร่วนซิงเหมียนพยักหน้ารับรู้ เธออาศัยจังหวะนั้นรวบรวมพลังงานที่เหลืออยู่น้อยนิดร่ายสกิลฮีลออกมา ภายใต้แสงสีเขียวที่สาดส่อง หลอดเลือดของมู่ชิงเฉินก็ฟื้นฟูกลับมาเต็มเปี่ยมในชั่วพริบตา
"รนหาที่ตายนักนะ!" เยี่ยนจู๋กวงโกรธจัดจนหน้าดำหน้าแดง เขาตวัดมือสั่งการ "ลุย! หักแขนหักขามันซะ! ฉันต้องการตัวมันแบบเป็นๆ!"
สิ้นเสียงคำสั่ง ผู้เล่นระดับหัวกะทิกว่ายี่สิบคนก็กรูกันเข้าไปตีวงล้อมทันที แสงสีจากสกิลนานาชนิดถักทอประสานกันเป็นตาข่ายมฤตยูร่วงหล่นลงมาใส่มู่ชิงเฉิน ผู้เล่นเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนปลุกพรสวรรค์ระดับซีขึ้นไปได้สำเร็จ และสวมใส่อุปกรณ์ระดับสูง หากนับเฉพาะในเขตหมู่บ้านเริ่มต้น พวกมันคือกองกำลังที่แข็งแกร่งจนแทบจะไร้เทียมทาน
แต่ถึงกระนั้น ร่างกายของมู่ชิงเฉินกลับพลิ้วไหวดุจภูตผี เขาก้าวหลบหลีกผ่านช่องโหว่ของสกิลเหล่านั้นได้อย่างไร้ที่ติ พรสวรรค์วิวัฒนาการสิบเท่ากำลังทำงานอย่างเต็มกำลัง ออร่าสีทองที่อาบไล้บนดาบไม้สว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ
ในจังหวะที่เขาเบี่ยงตัวหลบลูกไฟมหึมา เขาก็บิดข้อมือตวัดดาบไม้ฟาดออกไป ดาบไม้ปะทะเข้ากับโล่เหล็กของผู้เล่นคนหนึ่งด้วยพลังทำลายล้างระดับผ่าพสุธา เสียงกร๊อบดังสนั่น โล่เหล็กหนาเตอะแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในพริบตา ร่างของผู้เล่นคนนั้นปลิวกระเด็น กระอักเลือดคำโต ก่อนจะสลายกลายเป็นแสงสีขาวหายไปจากระบบ
บรรดาผู้เล่นกิลด์ซิงถูถึงกับยืนอึ้งเป็นไก่ตาแตก พวกเขาไม่คาดคิดว่าการปะทะกันเพียงกระบวนท่าแรกจะจบลงด้วยการโดนสังหารในดาบเดียว เยี่ยนจู๋กวงเองก็ขมวดคิ้วแน่น เขาไม่คิดว่าความแข็งแกร่งของมู่ชิงเฉินจะน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ แต่เมื่อนึกถึงความได้เปรียบด้านอุปกรณ์ของตนเอง เขาก็กลับมาผยองได้อีกครั้ง
"จะลุกลี้ลุกลนกันไปทำไม! มันก็แค่คนคนเดียว! ถมกำลังคนเข้าไปบดขยี้มันซะ!"
แต่ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ได้บดขยี้ความมั่นใจของเขาจนไม่เหลือชิ้นดี
มู่ชิงเฉินเปรียบเสมือนพยัคฆ์ร้ายที่หลุดเข้าไปในฝูงแกะ ดาบไม้เริ่มต้นในมือของเขาราวกับถูกยกระดับให้กลายเป็นอาวุธเทพ ทุกการตวัดฟาดฟันแฝงไปด้วยพลังทำลายที่เพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า ไม่ว่าจะเป็นดาบเหล็กชั้นดีหรือชุดเกราะหนาตึบ ทุกสิ่งที่ขวางหน้าล้วนแหลกละเอียดเป็นผุยผงเมื่อปะทะกับคมดาบไม้ของเขา
เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งนาที ผู้เล่นระดับหัวกะทิกว่ายี่สิบคนก็ถูกกวาดล้างไปกว่าครึ่ง พวกที่เหลือรอดต่างพากันถอยกรูดด้วยความหวาดผวา ไม่มีใครกล้าก้าวเท้าออกไปข้างหน้าอีกเลย
"ไอ้พวกสวะ! ไม่ได้เรื่องสักคน!" เยี่ยนจู๋กวงเดือดดาลจนแทบคลั่ง เขาชักดาบเพลิงผลาญออกมาและพุ่งทะยานเข้าไปด้วยตัวเอง ดาบถูกฟาดฟันออกไป บังเกิดเป็นคลื่นเพลิงคำรามกึกก้องพุ่งกวาดเข้าใส่มู่ชิงเฉิน นี่คือสกิลระดับสูง 'ทุ่งหญ้าเพลิงผลาญ' ที่เขาทุ่มเงินมหาศาลซื้อมา ว่ากันว่ามันสามารถสังหารผู้เล่นที่มีเลเวลต่ำกว่าสิบได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว
นัยน์ตาของมู่ชิงเฉินหรี่แคบลง แทนที่จะหลบหลีก เขากลับพุ่งทะยานสวนเข้าหาคลื่นเปลวเพลิงนั้นตรงๆ พลังงานอุกกาบาตในร่างกายหลอมรวมเข้ากับดาบไม้ ก่อตัวเป็นโล่สีทองอร่ามขวางกั้นอยู่เบื้องหน้า
ตู้ม!
คลื่นเพลิงปะทะเข้ากับโล่สีทองจนเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ เยี่ยนจู๋กวงสัมผัสได้ถึงแรงกระแทกมหาศาลที่ตีกลับมา ร่างของเขากระเด็นหงายหลังตกลงมาจากอาชาเหินหิมะ ก้นกระแทกพื้นอย่างแรง ในขณะที่ดาบเพลิงผลาญราคาแพงลิบลิ่วก็หลุดลอยไปตกอยู่ข้างๆ
สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกอับอายขายหน้ายิ่งกว่านั้นก็คือ ชุดเกราะประดับทองของเขาถูกไฟเผาจนดำเป็นตอตะโก เส้นผมที่เคยจัดทรงมาอย่างดีบัดนี้ชี้ฟูไม่เป็นทรง สภาพดูไม่จืดราวกับลูกหมาตกน้ำ
ผู้เล่นที่เหลือรอดรอบๆ บริเวณนั้นต่างยืนอ้าปากค้าง ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าคุณชายเยี่ยนจอมเปย์ที่แสนจะหยิ่งยโส จะถูกผู้เล่นเลเวลศูนย์ที่ถือแค่ดาบไม้ทุบตีจนหมดสภาพขนาดนี้
"ก... แกกล้าดียังไงมาทำร้ายฉัน?" เยี่ยนจู๋กวงกุมหน้าอกและตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน แววตาของเขาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อและความเคียดแค้น ตั้งแต่เริ่มเล่นเกมมา มีแต่เขาเท่านั้นที่เป็นฝ่ายรังแกคนอื่น เขาเคยต้องมาทนรับความอัปยศอดสูแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!
มู่ชิงเฉินก้าวเดินเข้าไปหาทีละก้าว ปลายดาบไม้จ่อทะลวงไปที่ลำคอของเยี่ยนจู๋กวง "ถ้าแกยังกล้าคิดตุกติกอะไรอีกล่ะก็ คราวหน้ามันจะไม่จบแค่การหงายหลังล้มตึงแน่"
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายตาอันเย็นเยียบของมู่ชิงเฉิน เยี่ยนจู๋กวงก็สัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวที่แล่นปราดเข้าจับขั้วหัวใจ เขารู้ดีว่าตัวเองสู้ไม่ได้ แต่ทิฐิที่ค้ำคอทำให้เขาไม่อาจเอ่ยปากร้องขอชีวิตได้ จึงทำได้เพียงแข็งใจพูดข่มขู่ "แกอย่าเพิ่งเหลิงไปหน่อยเลยที่เอาชนะฉันได้แค่นี้! รอให้หมีพันลมกรดทมิฬมาถึงก่อนเถอะ แล้วฉันจะคอยดูว่าแกจะตายอีท่าไหน!"