- หน้าแรก
- อำพรางสวรรค์
- 1370 ภูเขาคุนหลุน
1370 ภูเขาคุนหลุน
1370 ภูเขาคุนหลุน
1370 ภูเขาคุนหลุน
ลูกศิษย์ของเย่ฟ่านไม่ได้มีความรู้ในเรื่องการบ่มเพาะมากนัก พวกเขาพอจะทราบว่าในยุคยุคหนึ่ง สามารถมีจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ได้เพียงคนเดียวเท่านั้น
อย่างไรก็ตามเย่ฟ่านอาจกล่าวได้ว่าเป็นผู้บ่มเพาะจากดินแดนเป่ยโต้วบางทีที่นั่นอาจมีวิธีการบางอย่างที่ทำให้มีจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ได้หลายคน
เย่ฟ่านไม่ได้พูดอะไรออกไปเขาเพียงมองไปที่สุดขอบฟ้าและรำพึงกับตัวเองเบาๆ
“เกิดอะไรขี้นกับเต๋าของข้า”
เย่ฟ่านมองดูท้องฟ้าเขาสัมผัสได้ว่าความรู้แจ้งในเต๋าของเขามีทีท่าว่าจะทะลวงผ่าน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้เลย
ภัยพิบัติหยุดลงแล้ว แต่แสงสว่างของท้องฟ้ายังไม่จางหายไป ในการโจมตีเมื่อครู่นี้สายฟ้าได้ทำลายภูเขาไปหลายสิบลูกและเปลี่ยนให้ดินแดนอันกว้างใหญ่กลายเป็นที่ราบทันที
ในที่สุดโลกก็กลับคืนสู่ความสงบ โดยมีกองขี้เถ้าเล็กๆ อยู่บนพื้น
“ไม่!”
โหย่วเหวยอวี้และคนอื่นๆ ทนที่จะเห็นความโหดร้ายไม่ได้อีกต่อไป กองขี้เถ้าสีม่วงบนพื้นไม่ต้องบอกก็ทราบได้ว่ามันเป็นร่างกายของเสี่ยวซงอย่างแน่นอน
พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมเย่ฟ่านถึงไม่สนใจชีวิตของลูกศิษย์ตัวเอง เย่ฟ่านจะปล่อยให้กระรอกน้อยตายไปแบบนี้จริงหรือ?
เสี่ยวซงผู้น่าเวทนากลายเป็นเพียงกองขี้เถ้าที่สงบนิ่งเห็นได้ชัดว่าตายไปอย่างสมบูรณ์แล้ว
หลายคนนึกถึงรูปลักษณ์ที่น่ารักของมัน แต่เมื่อเห็นเช่นนี้แล้วเหล่าหญิงสาวถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความเศร้าโศก
“มันยังไม่ตาย”
เย่ฟ่านกล่าว ไม่ใช่ว่าเขาไร้หัวใจ แต่ถ้าหากเข้าไปช่วยมัน การเผชิญหน้ากับทัณฑ์สายฟ้าครั้งนี้จะกลายเป็นสิ่งที่ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง และเส้นทางในอนาคตของมันจะยากลำบากมากกว่านี้หลายเท่า
ในความเป็นจริงเขามีความคาดหวังอย่างยิ่งว่ากระรอกน้อยจะมีโอกาสเดินบนเส้นทางแห่งการเป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ ดังนั้นเขาจะไม่ช่วยเหลืออย่างเด็ดขาดเว้นแต่ว่ามันจะเผชิญกับความตายอย่างแท้จริง
กระรอกน้อยดิ้นครวญครางอยู่ในกองขี้เถ้าชั่วครู่ กลิ่นเหม็นไหม้อบอวนไปทั่วทั้งตัวของมัน
เมื่อทุกคนเห็นว่ามันยังมีชีวิตอยู่ เอี๋ยนเสี่ยวอวี้และคนอื่นๆ จึงรีบวิ่งเข้าไปหามันด้วยความกังวลใจ
อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่กล้าสัมผัสกับร่างกายของกระรอกน้อย เพราะกลัวว่าการสัมผัสแม้เพียงแผ่วเบาอาจทำให้ร่างกายของมันพังทลายลงทันที
ร่างกายของกระรอกน้อยเป็นเหมือนกองขี้เถ้าที่ประกอบกันเป็นรูปร่างของกระรอก สภาพของมันเลวร้ายอย่างยิ่ง มันลืมตาขึ้นมาอย่างน่าสงสารในร่างกายที่เกือบจะเป็นเถ้าถ่าน
มันครวญครางออกมาด้วยความเจ็บปวด เย่ฟ่านกรีดนิ้วของเขาและใช้เลือดสีทองชโลมไปทั่วร่างกายของมัน
ในเวลาต่อมาร่างกายของกระรอกน้อยก็เริ่มฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เลือดของเย่ฟ่านถือว่าเป็นยาอายุวัฒนะอันล้ำค่า
“ครั้งแรกข้าก็เป็นเช่นนี้ เมื่อตอนที่เผชิญหน้ากับสายฟ้าในขั้นปรมาจารย์ศักดิ์สิทธิ์มันยังเลวร้ายยิ่งกว่า อย่างไรก็ตามข้าไม่ยอมสยบต่อเต๋า ข้าจะไม่ตัดพวกมันทิ้งและจะปราบปรามจนกระทั่งพวกมันยอมสย”
เย่ฟ่านกล่าวด้วยความมุ่งมั่นทำให้ลูกศิษย์ของเขามีสีหน้ายกย่องอย่างจริงใจ
เสี่ยวซงส่งเสียงครวญครางไม่กี่ครั้งเพราความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่ร่างกาย ในเวลาต่อมาเมื่อร่างกายของมันเริ่มฟื้นฟูกลับคืนสู่ความปกติมันก็ตะเกียกตะกายลุกขึ้นอีกครั้ง
“ได้เวลาที่จะรวมผลไม้เต๋าเข้าด้วยกันแล้ว เจ้าต้องใช้โอกาสที่ความรู้สึกของเจ้ายังสดใหม่อยู่รีบทำให้เสร็จสิ้น” เย่ฟ่านพูดอย่างจริงจัง
ในวันธรรมดาเขาสามารถที่จะปล่อยผ่านหรือใจอ่อนได้ แต่เมื่อกล่าวถึงเรื่องการฝึกฝนเขานับได้ว่าเป็นอาจารย์ผู้เข้มงวดอย่างแท้จริง
ถึงแม้ว่าเสี่ยวซงจะดูไร้เดียงสา แต่มันก็รู้ดีว่าเย่ฟ่านทำเพื่อประโยชน์ของมันเอง มันพยายามฟื้นฟูร่างกายที่ได้รับบาดเจ็บ และรวบรวมเต๋าที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วเนื้อหนังเปลี่ยนให้เป็นผลไม้เต๋าเพื่อก้าวเข้าสู่อาณาจักรสี่สุดขั้ว
ยังคงมีสายฟ้าไหลไปทั่วร่างกายของมัน หลังจากที่ผ่านไปหลายชั่วยาม เสี่ยวซงก็มีความแข็งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจน
ผิวหนังเลือดเนื้อ กระดูกและไขกระดูกของมันดูเหมือนจะถูกสร้างขึ้นใหม่จนเปล่งประกายด้วยแสงสีทองเจิดจ้า
ร่างกายของมันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก กลับมาเป็นขนสีม่วงเช่นเดิม แม้ว่าร่างกายจะยังคงมีขนาดเท่าฝ่ามือ แต่ดวงตาของมันกลับเปล่งประกายราวกับอัญมณีที่งดงามที่สุด
ศิษย์ทุกคนของเย่ฟ่านเต็มไปด้วยความตื่นเต้นเมื่อมองดูร่างกายของเสี่ยวซง พวกเขาทุกคนกลายเป็นผู้บ่มเพราะอาณาจักรแปลงมังกรแล้วดังนั้นพวกเขาจึงพลาดโอกาสในขั้นตอนที่สำคัญนี้ไปอย่างน่าเสียดาย
“เสี่ยวซง เจ้าฝึกฝนเต๋ามนานเท่าใดแล้ว?” จ้านปี้ฟ่านถาม
คนอื่นๆ ก็อยากรู้เรื่องนี้เช่นกัน
กระรอกน้อยนับนิ้วด้วยความงุนงง เมื่อนิ้วมือของมันไม่พอมันก็เริ่มนับนิ้วเท้าของตัวเองด้วย
เย่ฟ่านเองและคนอื่นๆ หัวเราะออกมาเมื่อเห็นท่าทางอันน่ารักของมัน
“มันเป็นเลขคี่ จริงๆ ข้าก็ไม่รู้ว่าตัวเองฝึกฝนมานานแค่ไหน?”
เสี่ยวซงชูห้านิ้วขึ้นมาด้วยความไม่แน่ใจ เมื่อเห็นทุกคนหัวเราะออกมามันก็มีความเขินอายเป็นอย่างมาก
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เสี่ยวซงมีความแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น สติปัญญาของมันยังเพิ่มขึ้นอย่างมากและทำให้มันสามารถสื่อสารด้วยภาษามนุษย์ได้แล้ว
คุนหลุนเริ่มต้นจากทางตะวันตกระหว่างซินเจียงและทิเบต ยาวไปถึงชิงไห่ ถือเป็นภูเขาที่มีความเกี่ยวข้องกับเทพโบราณของจีนมากที่สุด
ตามตำนานการสร้างโลกของจีน ต้นกำเนิดของโลกอยู่ในภูเขาคุนหลุน จากนั้นผู้คนจึงได้อพยพไปทางทิศตะวันตก ข้อมูลนี้มีการศึกษากันอย่างกว้างขวางและได้รับการยอมรับอย่างมาก
และด้วยเหตุนี้เองชาวจีนส่วนมากจึงเชื่อว่าบรรพชนของพวกเขาได้ทิ้งสมบัติที่เกี่ยวข้องกับเทพเจ้าไว้ในภูเขาคุนหลุน
เมื่อมองคุนหลุนจากระยะไกล ความยิ่งใหญ่และสง่างามของมันดูเหมือนจะมีประวัติศาสตร์ที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง
จากนั้นพวกเขาก็เข้าไปในเทือกเขาคุนหลุน เพื่อส่งปรมาจารย์เสวี่ยเฉินกลับสำนัก ที่นี่พวกเขาได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่เย่ฟ่านถูกยกย่องเป็นแขกผู้มีเกียรติจนเขารู้สึกว่ามันน่าตลกเล็กน้อย
ในคุนหลุนมีจุกชมทิวทัศน์นับไม่ถ้วน สถานที่แห่งนี้ถูกเรียกว่าภูเขาอมตะในยุคโบราณ แม้ไม่มีใครรู้ว่าเง็กเซียนฮ่องเต้และซีหวังหมู(พระแม่ตะวันตก)เป็นสิ่งมีชีวิตอมตะจริงหรือไม่ แต่พวกเขาก็ยังรู้สึกว่านี่คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง
“อาจมีผู้อมตะอยู่ในภูเขานี้จริงๆ ก็ได้ เพราะพี่ชายของจักรพรรดินีผู้โหดเหี้ยมมีความเกี่ยวข้องกับสถานที่แห่งนี้อย่างลึกซึ้ง” เย่ฟ่านพูดกับตัวเองเบาๆ
เมื่อมาถึงสถานที่แห่งนี้แล้วพวกเขาก็อยู่ไม่ห่างจากเยรูซาเลมมากนัก แต่เย่ฟ่านยังไม่ออกเดินทางทันทีแต่พาลูกศิษย์ของเขาท่องเที่ยวไปทั่วภูเขาคุนหลุน
มีตำนานเกิดขึ้นมากมายที่นี่ แต่น่าเสียดายหลังจากที่พวกเขาสำรวจมาหลายวันก็ยังไม่พบอะไรเลย
เย่ฟ่านคิดว่าผู้อมตะที่แท้จริงคนนั้นอาจมีค่ายกลปกป้องไว้อย่างแน่นหนา ต่อให้ตัวเขาไม่ได้รับอันตรายแต่ลูกศิษย์ของเขายากจะเอาตัวรอดได้
ในตอนกลางคืน กองไฟกำลังลุกโชนอยู่ในเทือกเขาคุนหลุน จางชิงหยางล่าสัตว์และย่างมันบนเตาไฟ
“เจ้ามันปีศาจ ฮือๆ..”
ในระยะไกลมีเสียงกรีดร้องโหยหวนของหญิงสาวดังขึ้น นางวิ่งเข้ามาที่ค่ายพักของเย่ฟ่านพร้อมกับชี้หน้าจางชิงหยางด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างถึงที่สุด
ตอนนี้ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าได้นำทายาทกิเลนศักดิ์สิทธิ์ของนางมาย่างเป็นอาหารเพื่อรับประทาน จะให้นางทนต่อเรื่องนี้ได้อย่างไร
“เจ้ากินกิเลนของข้า พี่สาวของข้าจะไม่มีวันปล่อยเรื่องนี้ไป?” นางร้องไห้เสียงดัง
“น้องสาว เจ้าเคยอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับนักรบสังหารมังกรหรือไม่ สัตว์เหล่านี้ล้วนเป็นอสูรทั้งสิ้น เราควรกำจัดมันให้หมดไปจากโลก” จ้านปี้ฟ่านส่ายหน้าและยิ้มออกมา
“แม้ว่ากิเลนตัวนี้จะไม่ใช่กิเลนสายพันธุ์แท้แต่เนื้อของมันก็ค่อนข้างมีรสหวานและเป็นยาชูกำลังชั้นดี” จางชิงหยางกล่าวอย่างยียวน
ภูเขาคุนหลุนตอนกลางคืนมีหมอกปกคลุมหนาแน่น ในขณะนี้มีคนสองสามคนกำลังย่างเนื้อของสิ่งมีชีวิตที่ลักษณะคล้ายกวางอยู่บนเตาไฟ
โหย่วเหวยอวี้รู้สึกว่าการรับประทานเช่นนี้ค่อนข้างจืดชืดดังนั้นนางจึงแยกตัวไปที่เขตชินเจียงเพื่อซื้อเครื่องเทศ
และในขณะที่ทุกคนกำลังรับประทานอาหารอยู่นั้นอยู่ดีๆ ก็มีเด็กสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาในค่ายพักพร้อมกับชี้หน้าด่าทุกคน
…….