- หน้าแรก
- เป็นซอมบี้แล้วไง ฉันเป็นลูกรักของทีมแล้วกัน
- บทที่ 9 โรคตาแดง
บทที่ 9 โรคตาแดง
บทที่ 9 โรคตาแดง
บทที่ 9 โรคตาแดง
ถ้าไม่ใช่เพราะเมื่อวานเพิ่งจะใช้เครื่องมือนี้ไป เฉิงสือในตอนนี้คงต้องสงสัยจริงๆ ว่าเครื่องมือมันพังไปแล้วหรือเปล่า
เฉิงสือพลิกดูข้อมูลก่อนหน้าด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เพื่อตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานของถูซานชี
ส่วนสูง น้ำหนัก ไขมันในร่างกาย ความดันโลหิต น้ำตาลในเลือด โปรตีนในเลือด...
ไล่ดูลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงหกตัวอักษรใหญ่ในตอนท้าย: [ขาดสารอาหารขั้นรุนแรง]
เฉิงสือ: "..."
เฉิงสือหลับตาลง สมองขาวโพลนไปชั่วขณะอย่างที่หาได้ยาก
ความเร็วในการหมุนของโครงเตียงช้าลงแล้ว ถูซานชีถูกปล่อยตัวออกมาด้วยสายตาเหม่อลอย ยังไม่ทันได้ยืนให้มั่นคง ก็ถูกเฉิงสือดึงไปนอนบนเครื่องมือที่สองเสียแล้ว
ถูซานชี: "หมอ... หมอคะ... ฉันอยากจะอ้วก..."
สิ้นเสียง เธอเกาะขอบเตียงแล้วโก่งคอจะอาเจียนลงพื้นตามสัญชาตญาณ
เฉิงสือตาไวรีบคว้าถังขยะมาให้
ผลปรากฏว่าถูซานชีอาเจียนอยู่นานสองนานก็ไม่มีอะไรออกมาเลย
เธอกลับไปนอนลงอีกครั้ง โชคดีที่คราวนี้โครงเตียงไม่หมุนแล้ว เธอจึงหลับตาลงอย่างวางใจ
ทว่าข้างนอกกลับมีเสียงตะโกนของเฉิงสือดังมา: "ลืมตาขึ้น——"
ถูซานชีสะดุ้งตกใจ รีบเบิกตากว้างทันที
สิบนาทีต่อมา ถูซานชีถึงกับตาค้าง: "อะไรนะคะ?!"
"โรคตาแดง???"
เฉิงสือยื่นใบรายงานผลให้เธอ ท่าทางของเขารับไม่ได้ยิ่งกว่าถูซานชีเสียอีก
"ใช่... โรคตาแดง... นอกจากนี้ ร่างกายของเธอยังขาดสารอาหารขั้นรุนแรง เดี๋ยวฉันจะสั่งยาให้หน่อยนะ แล้วในแต่ละวันก็ต้องกินอาหารให้ครบถ้วนและเพียงพอ อีกหนึ่งเดือนให้กลับมาหาฉันเพื่อตรวจซ้ำ"
พูดจบเขาก็ดันตัวถูซานชีออกไปนอกประตู แล้วแจ้งผลให้กับลู่เหยียนที่อยู่ข้างนอกทราบ จากนั้นก็ปิดประตูโลหะลงอย่างเย็นชา
ถูซานชี: "..."
ลู่เหยียน: "?"
ลู่เหยียน: "โรคตาแดง?"
เธอนึกไม่ถึงจริงๆ ว่าผลจะออกมาเป็นแบบนี้ จึงประคองใบหน้าของถูซานชีแล้วพินิจดูอย่างละเอียดอีกครั้ง
ทว่าในตอนนี้ดวงตาของถูซานชีกลับเป็นปกติมาก มองไม่เห็นปัญหาอะไรเลย
ถูซานชีเองก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน
เดิมทีเธอคิดว่าการมาตรวจในวันนี้ ไม่ได้ดีใจก็คงต้องเสียใจ นึกไม่ถึงเลยว่าจะต้องมางุนงงแบบนี้
ลู่เหยียนรับใบรายงานผลในมือเธอมาดู จนกระทั่งเห็นหกตัวอักษรที่ว่า [ขาดสารอาหารขั้นรุนแรง] อารมณ์ของเธอก็ยิ่งประหลาดเข้าไปอีก
เธอจำได้อย่างชัดเจนว่าเด็กคนนี้แสดงสมรรถภาพทางกายและพลังจิตออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมมาก
ตอนเข้าเรียนในรายงานเขียนว่าขาดสารอาหาร ทำไมผ่านไปครึ่งเดือน ถึงกลายเป็นขาดสารอาหารขั้นรุนแรงไปได้ล่ะ???
"ไม่เป็นไรหรอก" ลู่เหยียนตบหลังเธอเบาๆ
"อย่าเพิ่งท้อแท้ไปเลย ฟังหมอเฉิงเถอะ บำรุงร่างกายให้แข็งแรงก่อนค่อยว่ากัน"
ถูซานชีพยักหน้า แล้วก็ถูกลู่เหยียนพาไปที่ชั้นหนึ่ง อุ้มยามาหนึ่งลังก่อนจะจากไป
หลังจากนั้น เฉิงสือก็เป็นฝ่ายเพิ่มเพื่อนในเครื่องมือสื่อสารของถูซานชีเอง
คุณหมอท่านนี้ช่างทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาส่งข้อความมาถามเธอทุกวันอย่างไม่ขาดตกบกพร่องว่ากินยาหรือยัง และตายังแดงอยู่ไหม
ดังนั้น สิ่งแรกที่ถูซานชีทำหลังตื่นนอนทุกเช้าก็คือการกินยา จากนั้นก็ตามด้วยการส่องกระจก
ส่วนแผนการฝึกซ้อมเพิ่มเติมแต่เดิมของเธอ ก็ถูกยกเลิกไปภายใต้คำร้องขออย่างหนักแน่นของเฉิงสือ
หากใช้คำพูดของคุณหมอท่านนี้ก็คือ: "ถ้าไม่กลัวตายก็ฝึกซ้อมไปเลย ฝึกซ้อมให้ตายกันไปข้างนึงนั่นแหละ"
ถูซานชี: "..."
และหลังจากที่ลู่เหยียนกลับมา เธอก็ได้นำเรื่องรายงานผลไปบอกสยงเจี๋ย จากนั้นสยงเจี๋ยก็ไปบอกฮั่วเหวินอู่อีกทอดหนึ่ง ดังนั้น ระดับความเข้มข้นของการฝึกสมรรถภาพทางกายและการฝึกซ้อมต่อสู้ของถูซานชี จึงถูกลดระดับลงอย่างมากภายใต้ความห่วงใยของอาจารย์
แต่ในขณะเดียวกัน วิชาทฤษฎีของเธอก็เพิ่มขึ้นมาอีกหลายวิชา
ซึ่งหนึ่งในนั้นก็รวมถึงวิชาดัดแปลงอาวุธด้วย
วิชานี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่วิชาทฤษฎีเท่านั้น... อาจารย์ผู้สอนเป็นผู้หญิงที่สง่างามมาก แซ่เฉียว
และอาจารย์เฉียวท่านนี้ก็ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งว่านักเรียนจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หรือไม่ ดังนั้นหลังจากจบคาบเรียนทฤษฎีในแต่ละครั้ง เธอจะจัดคาบเรียนปฏิบัติที่สอดคล้องกันให้ด้วย——
ในเวลานี้ถูซานชีที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องปฏิบัติการ มองดูอาวุธนานาชนิดทั้งกระสุนปืนใหญ่ ลำกล้องปืนใหญ่ ปืนกล และอื่นๆ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ข้างใน ภายในใจก็เกิดความตื่นเต้นฮึกเหิมขึ้นมาอย่างที่ไม่ได้เป็นมานาน!
ปืนใหญ่!
ปืนกล!
แล้วยังมีดาบเลเซอร์อีก!
เบื้องหน้า อาจารย์เฉียวผู้สง่างามเดินเข้าไป แบกลำกล้องปืนใหญ่อันหนึ่งแล้วเดินไปที่โต๊ะปฏิบัติการตรงกลาง
"ตามที่พวกเราเพิ่งพูดไปเมื่อครู่ อาจารย์จะสาธิตให้พวกเธอรับชมหนึ่งรอบ"
เฉียวฉินพูดจบ นักเรียนทุกคนก็ล้อมวงเข้าไปอย่างรู้หน้าที่
สิ่งที่เฉียวฉินทำในครั้งนี้คือการถอดประกอบ "หากว่าเจอสถานการณ์พิเศษอยู่ข้างนอก สิ่งของใดๆ ก็ตามสามารถนำมาใช้เป็นกระสุนปืนใหญ่ได้ ขอเพียงแค่ดัดแปลงโครงสร้างของลำกล้องปืนใหญ่ให้สอดคล้องกันสักเล็กน้อย..."
เธออธิบายไปพลางลงมือทำไปพลาง ทุกคนต่างก็จ้องมองอย่างใจจดใจจ่อ
ถูซานชียิ่งมองอย่างละเอียดถี่ถ้วน
เพียงแต่ตอนที่กวาดสายตาไปเห็นโครงนอกที่ถูกถอดออกมา เธอกลับนึกไปถึงแคปซูลรักษาที่เหยียนซวงเคยพาไปนอนก่อนหน้านี้อย่างไม่มีเหตุผล
วัสดุของทั้งสองอย่างดูเหมือนจะคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง
ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว ถูซานชีจึงตั้งคำถามทันที "อาจารย์คะ แล้วพลังพิเศษสามารถนำมาทำเป็นกระสุนปืนใหญ่ได้ไหมคะ?"
สิ้นคำถาม เฉียวฉินและเพื่อนนักเรียนรอบข้างต่างก็หันมามอง
บรรยากาศเงียบงันไปชั่วขณะ
ถูซานชี: "...ไม่ได้เหรอคะ?"
เฉียวฉินไม่เคยคิดถึงความเป็นไปได้นี้มาก่อน และก็ไม่เคยเห็นการคงอยู่ของสิ่งนี้ด้วย
แต่เมื่อกวาดสายตามองนักเรียนรอบๆ ที่กำลังอยากรู้อยากเห็น สุดท้ายก็มาหยุดที่ตัวถูซานชี——เฉียวฉินเองก็ได้รับการบอกกล่าวมาล่วงหน้าแล้วเช่นกัน
นักเรียนโรคตาแดงที่เคยถูกเข้าใจผิดว่าพลังพิเศษกำลังจะตื่นขึ้นคนนี้ เป็นเด็กที่ขาดสารอาหารขั้นรุนแรง
หลังจากระดับความเข้มข้นในการฝึกซ้อมของเธอถูกควบคุมให้ลดลง บรรดาอาจารย์ที่สอนวิชาทฤษฎีหลายท่านต่างก็เคยพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว ว่าเด็กคนนี้ดูหมดความสนใจไปเลย... คาดว่าคงจะยังก้าวผ่านความรู้สึกผิดหวังนั้นออกมาไม่ได้อย่างสมบูรณ์
ทว่าในเวลานี้ ถูซานชีที่ดูหมดความสนใจกลับมีดวงตาที่เป็นประกายสดใส เห็นได้ชัดว่าสนใจเป็นอย่างมาก
ดังนั้น เฉียวฉินจึงตัดสินใจที่จะให้กำลังใจเด็กคนนี้อย่างเต็มที่!
"อาจารย์ก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน แต่ถ้าหากเธอสนใจล่ะก็ สามารถไปลองหาหนังสือเกี่ยวกับวัสดุศาสตร์มาอ่านดูได้นะ บางทีอาจจะเป็นประโยชน์กับเธอก็ได้" เธอส่งรอยยิ้มบางๆ
ถูซานชีไม่รู้ว่าจะไปหาหนังสือจากที่ไหน
เลิกเรียน เธอเดินตรงไปยังโรงอาหาร กำลังจะไปถามถูอวี้ผู้เป็นพี่ชาย แต่ด้านหลังกลับมีเสียงตะกุกตะกักดังขึ้นมา "ถู... ถูซานชี..."
ถูซานชีหันกลับไป สิ่งที่ประจักษ์แก่สายตาคือใบหน้าขาวซีดที่ดูขี้อาย
ตารางเรียนของแต่ละคนล้วนถูกจัดขึ้นตามสมรรถภาพทางกายของแต่ละบุคคล ห้องเรียนที่จะไปในแต่ละวันก็แตกต่างกัน ทุกคนจึงไม่มีเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่ตายตัว
ส่วนเด็กผู้ชายตรงหน้านี้ ถูซานชีคิดทบทวนดู ตัวเองเคยเจอเขาในวิชาเภสัชกรรม แล้วก็เพิ่งจะเจอเขาในห้องปฏิบัติการอาวุธเมื่อครู่นี้ด้วย
"ฉันชื่อเฟ่ยอวี่เฉิง" เด็กผู้ชายมายืนนิ่งอยู่ตรงหน้าเธอ แล้วแนะนำตัวเองด้วยความประหม่าเล็กน้อย
ถูซานชีพยักหน้า แล้วพูดขึ้นหนึ่งประโยคว่า "สวัสดี"
เมื่อเห็นเธอมีสีหน้าสงสัย เฟ่ยอวี่เฉิงก็เป็นฝ่ายอธิบายจุดประสงค์ของตัวเอง "ฉันคิดว่าไอเดียของเธอเมื่อกี้มันยอดเยี่ยมมากเลย!"
คนที่เดิมทีดูขี้อาย พอพูดถึงเรื่องนี้ ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาหลายส่วน
"จริงเหรอ?" ดวงตาของถูซานชีก็เป็นประกายเช่นกัน ในใจของเธอรู้สึกเบิกบานใจ ทว่าใบหน้ายังคงจำต้องถ่อมตัวเอาไว้
"ก็ปกตินะ แค่คิดอะไรขึ้นมาได้กะทันหันเท่านั้นเอง"
"มันยอดเยี่ยมมากจริงๆ!" เฟ่ยอวี่เฉิงยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่า และยังเพิ่มเพื่อนในเครื่องมือสื่อสารของเธออย่างกระตือรือร้น จากนั้นก็ส่งหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มาให้เธอถึงสิบกว่าเล่ม
ถูซานชีดีใจมาก
พวกนี้ล้วนเป็นหนังสือเกี่ยวกับวัสดุศาสตร์ทั้งนั้น!
"นายไปเอามาจากไหนเนี่ย?" ถูซานชีรู้สึกประหลาดใจแกมยินดี
"โรงเรียนมีฐานข้อมูลอยู่น่ะ... เธอเพิ่งมาได้ไม่นานใช่ไหมล่ะ? เดี๋ยวฉันจะบอกให้ฟังนะ..."
"เอาสิเอาสิ!"
หนึ่งเดือนต่อมา
ยาของถูซานชีกินหมดแล้ว คราวนี้ไม่ต้องรบกวนอาจารย์ลู่เหยียน เฉิงสือจัดการทำรายงานยื่นให้เธอโดยตรงเลย
ถูซานชีเข้าไปในเขตพิเศษได้อย่างราบรื่น และเดินตามเส้นทางครั้งที่แล้วจนหาเฉิงสือพบ
จากนั้นก็นอนลงในเครื่องมือที่หมุนได้สามร้อยหกสิบองศาเครื่องนั้นอีกครั้ง เพื่อทำการตรวจสอบอีกรอบ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เฉิงสือมองดูดัชนีชี้วัดทั้งสามรายการที่ยังคงเป็น 1 เท่าเดิม แล้วก็เริ่มสงสัยในชีวิตขึ้นมาตงิดๆ
ทางด้านถูซานชีที่กอดถังขยะอาเจียนอยู่ที่มุมห้องจนเสร็จ ก็ถือแก้วน้ำมายืนตัวสั่นเทาอยู่ด้านหลังเฉิงสือ แล้วถามด้วยความกระวนกระวายใจ "...หมอคะ ทำไมถึงทำหน้าเหมือนฉันไม่รอดแล้วแบบนั้นล่ะคะ?"
เฉิงสือ: "..."
เฉิงสือวางรายงานลง กุมหน้าผากแล้วถอนหายใจออกมายาวๆ จากนั้นก็ล้มตัวลงนอนบนเครื่องด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
"เธอกดปุ่มเริ่มต้นให้ทีสิ" เฉิงสือพูด
ถูซานชีทำตาม
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง เฉิงสือลุกขึ้นนั่งบนเครื่องมือด้วยสีหน้าที่ดูไม่จืดเลย แล้วก็เริ่มกอดถังขยะอาเจียนออกมา
ถูซานชีเข็นเก้าอี้ของเขาเข้ามารับเขาเงียบๆ และยังส่งเขากลับไปที่หน้าจอ
เฉิงสืออดกลั้นความทรมาน มองดูรายงานของตัวเอง——
ทุกอย่างเป็นปกติ
เขาหันหน้าขวับ มองไปที่ถูซานชี แล้วอดไม่ได้ที่จะถามเธอทีละคำทีละคำอย่างชัดเจน "เธอเป็นคนหรือเปล่าเนี่ย?"
หัวใจของถูซานชีเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ ขึ้นมาทันที