- หน้าแรก
- เป็นซอมบี้แล้วไง ฉันเป็นลูกรักของทีมแล้วกัน
- บทที่ 10 เธอเป็นซอมบี้จริงๆ
บทที่ 10 เธอเป็นซอมบี้จริงๆ
บทที่ 10 เธอเป็นซอมบี้จริงๆ
บทที่ 10 เธอเป็นซอมบี้จริงๆ
เธอเป็นคนหรือเปล่าเนี่ย?
ถูซานชีเองก็กำลังหาคำตอบอยู่เหมือนกันนะ!
แต่ปฏิกิริยาของเฉิงสือตรงหน้าทำให้เธอเกิดลางสังหรณ์ใจไม่ค่อยดี
"มีอะไรเหรอคะ?" ถูซานชีหัวเราะแห้งๆ หันหน้าไปมองหน้าจอ พยายามจะจับข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากในนั้น
"ถ้าฉันไม่ใช่คนแล้วจะเป็นอะไรได้ล่ะคะ?"
เธอถามแบบทีเล่นทีจริง
เฉิงสือถอดแว่นตาออก ลูบหน้าลูบตาโดยไม่สนภาพลักษณ์เลยสักนิด แล้วก็ขยี้ผมตัวเองด้วย
หลังจากซัดน้ำเย็นไปหนึ่งแก้ว เขาก็สวมแว่นตากลับเข้าไปใหม่ ฟื้นคืนสภาพความเคร่งขรึมในแบบฉบับปัญญาชนระดับสูงกลับมา
"เธอเป็นผีมั้ง" เฉิงสือปล่อยมุกตลกฝืดออกมา
ถูซานชีที่กำลังอกสั่นขวัญแขวน: "..."
ถูซานชี: "หมอเฉิงคะ คราวหน้าเวลาพูดคุณหมออย่าเว้นช่วงให้ลุ้นใจหายใจคว่ำแบบนี้ได้ไหมคะ?"
เฉิงสือถอนหายใจ แล้วชี้ให้ถูซานชีดูข้อมูลสองสามรายการในนั้นตรงๆ
"ตอนนี้มันไม่ใช่ปัญหาที่ว่าเธอมีพลังพิเศษหรือไม่แล้วล่ะ" เฉิงสือดึงข้อมูลของตัวเองออกมาเปรียบเทียบ
"นี่คือข้อมูลของคนปกติ แล้วเธอลองดูของเธอสิ"
สายตาของถูซานชีชะงักไปเล็กน้อย
ปลายนิ้วแกะตะเข็บขากางเกงอย่างไร้สติ เธอถามขึ้น "มีข้อมูลของผู้มีพลังพิเศษไหมคะ?"
เฉิงสือดึงข้อมูลของผู้มีพลังพิเศษแบบไม่ระบุชื่อออกมาอีกหนึ่งชุด
ถูซานชีมองดูข้อมูลสองสามรายการที่เฉิงสือชี้ให้ดูอย่างละเอียด... หัวใจที่แขวนต่องแต่ง ในที่สุดก็ตายสนิทแล้ว
เฉิงสือนวดหว่างคิ้ว พอเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็พบว่าใบหน้าของถูซานชีซีดเผือดลงเล็กน้อย
เฉิงสือ: "...มันก็ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นหรอก"
"ฉันแค่ประเมินข้อมูลของเธอไม่ออก ไม่ได้บอกว่าเธอไม่รอดแล้วสักหน่อย"
ถูซานชีมองเขาด้วยสายตาลึกล้ำ
เฉิงสือชี้ไปที่ข้อมูลด้านล่างอีกครั้ง "เธอประเมินดูสิ ยากินนั่นยังมีประโยชน์อยู่ใช่ไหมล่ะ ร่างกายที่ขาดสารอาหารขั้นรุนแรงของเธอฟื้นฟูกลับมาอยู่ในภาวะขาดสารอาหารแล้ว เป็นไง รู้สึกดีใจขึ้นมาบ้างไหมล่ะ?"
ถูซานชี: "ฮะฮะ ฉันดีใจมากเลยค่ะ"
เฉิงสือ: "..."
เธอช่วยแกล้งฝืนยิ้มให้ความร่วมมือสักหน่อยไม่ได้หรือไง?
"ไม่เป็นไรหรอก ค่อยๆ ปรับสภาพร่างกายไป บางทีอาจจะเป็นเพราะได้รับผลกระทบจากภาวะขาดสารอาหารของเธอก็ได้" เฉิงสือปลอบใจ
"เดี๋ยวฉันจะจัดยาให้เธออีกหน่อย อีกหนึ่งเดือนค่อยมาหาฉันนะ"
ถูซานชีถือใบรายงานผลของตัวเองเดินจากไปด้วยหัวใจที่แตกสลายราวกับเถ้าถ่าน
เธออุ้มยากลับมาที่หอพัก นั่งอยู่บนเตียง แล้วมองดูใบรายงานผลแผ่นนั้นซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ
เมื่อนึกย้อนไปถึงใบรายงานผลของคนปกติและใบรายงานผลของผู้มีพลังพิเศษ... ถูซานชีก็หงายหลังล้มตัวลงนอน ในที่สุดก็เชื่อคำพูดของปลาตัวพ่อแล้ว
เธอติดเชื้อจนกลายเป็นซอมบี้จริงๆ
รายงานของเธอแตกต่างจากคนปกติ และก็แตกต่างจากผู้มีพลังพิเศษด้วย นั่นก็แสดงว่าเธอไม่ใช่ทั้งคนปกติและผู้มีพลังพิเศษ!
เธอเป็นซอมบี้จริงๆ ด้วย!
แถมยังเป็นซอมบี้ระดับสูงซะด้วย!
ส่วนดวงตาที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคตาแดง...
เดิมทีซอมบี้ก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่ติดเชื้อไวรัสอยู่แล้ว แต่บางทีอาจเป็นเพราะระดับสูงเกินไป เธอจึงยังคงถูกระบุว่าเป็นมนุษย์ ดังนั้นการที่ดวงตาถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรค ก็ถือว่าสมเหตุสมผลแล้ว
ถูซานชี: "..."
ช่างเป็นเวรกรรมจริงๆ เล้ย!
พอลองนึกย้อนกลับไปอย่างละเอียด มิน่าล่ะรายงานถึงแสดงว่าเธอขาดสารอาหารขั้นรุนแรง แต่กลับทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในการฝึกสมรรถภาพทางกายทุกครั้ง... ที่แท้แม่งก็คือลักษณะทางชีวภาพของซอมบี้นี่เอง!
เธอควักกระจกบานเล็กที่พกติดตัวออกมาด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง แล้วจ้องมองดวงตาของตัวเอง
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา อาการตาแดงของเธอไม่เคยปรากฏขึ้นมาเลย
ส่วนที่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนหน้านี้ ก็ล้วนอยู่ในสถานการณ์การต่อสู้หรือการตอบสนองต่อความเครียด
ถูซานชีเงียบไปเนิ่นนาน จนกระทั่งมีข้อความของเฟ่ยอวี่เฉิงส่งเข้ามาในเครื่องมือสื่อสาร เธอถึงได้สติกลับมา
ช่างเถอะ
ถึงแม้ว่าทุกคนจะมองอาการตาแดงของเธอว่าเป็นโรคตาแดง แต่เมื่อกินยาจนร่างกายค่อยๆ ฟื้นฟู โรคตาแดงก็คงมีวันที่รักษาหายได้เช่นกัน
วันหลังยังไงก็ต้องระวังตัวให้มากขึ้น จะให้ใครจับได้อีกไม่ได้แล้ว
เฟ่ยอวี่เฉิงเป็นพวกคลั่งไคล้เทคโนโลยี
ข้อเสนอของถูซานชีในครั้งก่อนแทงใจดำเขาเข้าอย่างจัง ทำให้คนกลัวการเข้าสังคมอย่างเขาถึงกับต้องยอมเสี่ยงเพื่อทำความรู้จักกับถูซานชี แล้วก็แบ่งปันแนวคิดของตัวเอง
ส่วนถูซานชีที่ไม่มีภารกิจฝึกซ้อมเพิ่มเติมแล้ว ช่วงสุดสัปดาห์ก็ถูกเขานัดให้ไปที่ห้องปฏิบัติการ
"ฉันหามาได้แล้ว" เฟ่ยอวี่เฉิงหยิบวัสดุชิ้นหนึ่งออกมาด้วยความตื่นเต้น
ถูซานชีรับมาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น มองปราดเดียวก็พบว่าไอ้เจ้านี่เป็นวัสดุชนิดเดียวกับผนังของแคปซูลรักษาเลย
"ของแบบนี้นายก็ยังหามาได้ นายเก่งชะมัดเลย!" ถูซานชีชื่นชมจากใจจริง
เฟ่ยอวี่เฉิงเกาหัว "ปกติฉันชอบสะสมน่ะ... แต่ว่าก็มีแค่นิดเดียวนี่แหละ พวกเราต้องระมัดระวังกันหน่อยนะ อย่าให้เสียของล่ะ"
ถูซานชีทำหน้าจริงจังขึ้นมาเล็กน้อย หลังจากวางวัสดุลงแล้ว ทั้งสองคนก็ตรวจสอบข้อมูลในกระบวนการทฤษฎีกันอีกคนละรอบ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีข้อผิดพลาด ทั้งสองก็เริ่มแบ่งงานกัน
เฟ่ยอวี่เฉิงสวมหน้ากากโลหะ แล้วเริ่มตัดวัสดุ
ถูซานชีสวมถุงมือกลไก แล้วเริ่มถอดลำกล้องปืนใหญ่อยู่ที่โต๊ะปฏิบัติการข้างๆ
ทั้งสองคนง่วนอยู่กับมันถึงสองวันสองคืน
ในที่สุดถูซานชีก็ประกอบเปลือกนอกชิ้นสุดท้ายของลำกล้องปืนใหญ่เข้าด้วยกัน พอก้มลงมองนาฬิกา ก็ใกล้จะห้าโมงเย็นแล้ว
อีกสองชั่วโมงก็ถึงเวลาต้องไปเข้าเรียนแล้ว!
เธอถอดเครื่องมือออก รีบปลุกเฟ่ยอวี่เฉิงที่กำลังสัปหงกอยู่ตรงมุมห้อง ทั้งสองคนอุ้มลำกล้องปืนใหญ่และกระสุนปืนใหญ่ที่สั่งทำพิเศษพุ่งตัวออกไปข้างนอก
ถูซานชีเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้จึงถามว่า "พวกเราจะไปทดลองกันที่ไหนเหรอ?"
เฟ่ยอวี่เฉิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพาถูซานชีวิ่งไปทางด้านหลังของตึกฝึกซ้อม
ไม่นานนัก ทั้งสองก็มาถึงที่ดินรกร้างว่างเปล่าผืนหนึ่ง
"ตรงนี้เดิมทีถูกวางแผนว่าจะสร้างเป็นลานประลอง แต่ก็ยังไม่เริ่มก่อสร้างสักที ตอนนี้ก็เลยยังรกร้างอยู่" เฟ่ยอวี่เฉิงอยากจะลองเต็มแก่แล้ว
"เรามายิงกันตรงนี้แหละ!"
ถูซานชีมองดู ด้านหน้าถ้าไม่ใช่หญ้าก็เป็นดิน แล้วก็ยังมีตาข่ายป้องกันกั้นไว้อยู่ คิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไร เธอจึงตกลงอย่างยินดี
ทั้งสองคนสวมหน้ากากป้องกันและถุงมืออีกครั้ง ถูซานชีเป็นคนแบกลำกล้องปืนใหญ่ด้วยตัวเอง แล้วให้เฟ่ยอวี่เฉิงเป็นคนใส่กระสุน
หนึ่งนาทีต่อมา ลำกล้องปืนใหญ่บนไหล่ก็ส่งเสียงดัง "ตู้ม" ถูซานชียังคงประเมินแรงถีบกลับหลังจากการดัดแปลงนี้ต่ำไป ทำให้ทั้งเธอและเฟ่ยอวี่เฉิงที่อยู่ด้านหลัง ถูกแรงกระแทกจากลำกล้องปืนใหญ่ซัดจนเซถลาล้มลงไปกองกับพื้น
แต่ทั้งสองคนก็ไม่ได้รีบปีนขึ้นมา กลับรีบมองไปยังจุดที่กระสุนปืนใหญ่ตกลงไป
พลังพิเศษที่อยู่ข้างในกระสุนปืนใหญ่คือสิ่งที่เฟ่ยอวี่เฉิงเรียกเพื่อนคนหนึ่งมาปล่อยใส่เข้าไปในกระสุนปืนใหญ่
ตอนนี้กระสุนปืนใหญ่ระเบิด "ตู้ม" ขึ้นในระยะสองร้อยเมตรตรงหน้าของทั้งสองคน ไม่เพียงแต่เศษดินจะปลิวว่อนไปทั่วฟ้า แต่พลังพิเศษที่อยู่ภายในกระสุนปืนใหญ่เมื่อไร้ซึ่งการควบคุม ก็แผ่ซ่านลุกลามไปทั่วทุกทิศทางราวกับสัตว์ป่าที่กำลังเริงร่า
เมื่อมองดูเปลวเพลิงสีม่วงที่อยู่ไกลออกไป ถูซานชีก็ถอดหน้ากากออก รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก
"สำเร็จแล้วเฟ่ยอวี่เฉิง!"
พลังพิเศษถูกยิงออกไปได้จริงๆ ด้วย!
เฟ่ยอวี่เฉิงก็ดีใจมากเช่นกัน เมื่อมองดูเปลวเพลิงที่ลุกโชน เขาก็ตบไหล่ถูซานชีด้วยความชื่นชม "เธอมีพรสวรรค์มากเลยนะซานชี!"
"อยากเข้าแผนกวิศวกรรมด้วยกันกับฉันไหม?"
"แผนกวิศวกรรม?" ถูซานชีเพิ่งเคยได้ยินสามคำนี้เป็นครั้งแรก
"ในโรงเรียนมีที่แบบนี้ด้วยเหรอ?"
"ไม่ใช่ของโรงเรียนหรอก แต่เป็นของเขตพิเศษต่างหาก" เฟ่ยอวี่เฉิงอธิบายง่ายๆ
"ผู้มีพลังพิเศษนั้นสำคัญก็จริง แต่เบื้องหลังเขตพิเศษยังมีนักวิจัยและวิศวกรอยู่อีกมากมาย รถบรรทุกและเครื่องบินขับไล่ที่ถูกดัดแปลงพวกนั้นก็ล้วนมาจากฝีมือของพวกเขานั่นแหละ"
"ถ้าเธอสนใจล่ะก็ เดี๋ยวฉันเอาข้อมูลให้ เราไปสอบด้วยกันเถอะ!"
"เอาสิ! แต่ว่า..." ถูซานชีชี้ไปข้างหน้า
"แต่ว่าพวกเราควรจะดับไฟก่อนไหมเนี่ย?"
เฟ่ยอวี่เฉิงชะงัก หันไปมองก็เห็นว่าไฟจากพลังพิเศษนั่นเผาตาข่ายป้องกันจนเกลี้ยงไปหมดแล้ว
เฟ่ยอวี่เฉิง: "..."
ถูซานชี: "..."
ก่อเรื่องซะแล้ว