- หน้าแรก
- ข้าก็แค่อยากฝึกยุทธ์เงียบๆเท่านั้นเอง
- บทที่ 35 ของหาย
บทที่ 35 ของหาย
บทที่ 35 ของหาย
บทที่ 35 ของหาย
เฉินมู่รู้สึกขึ้นมาทันทีว่าขาหมูน้ำแดงนี่มันช่าง... อื้ม ขาหมูก็ยังหอมมากจริงๆ
แต่ความรู้สึกเสียดายนั้นก็เป็นของจริง
เขามัวแต่คิดจะเลี้ยงเหล้าอีกฝ่ายสักน้ำเต้าหนึ่ง
อีกฝ่ายดื่มจนสำราญใจ
แต่ตัวเองดันลืมของตอบแทนไว้ที่นั่นเสมอนี่สิ
ไม่ได้ส่งของกำนัลเสียนาน ฝีมือเลยชักจะสนิมเกาะเสียแล้ว
เฉินมู่มองไปยังถุงเงินของเจี้ยเจี่ยด้วยความอิจฉา
“มองอีกสักสองสามทีเถอะ เดี๋ยวพอไม่มอง อีกพักเดียวเจ้าก็จะไม่ได้เห็นมันแล้ว” เจี้ยเจี่ยจิบซุปปลาอย่างสบายอารมณ์
เฉินมู่รู้สึกจุกอกขึ้นมาทันควัน
...
สี่วันต่อมา ณ ตรอกหลานเจี่ย ย่านตลาดตะวันออก ภายในเรือนสามชั้นหลังหนึ่ง
สมาชิกพรรคสามสี่สิบคนนอนแผ่หลับปุ๋ยอยู่บนพื้น
ภายในห้องของเรือนชั้นใน
จางเยี่ยใช้ด้ามดาบยันพื้นกึ่งคุกเข่าอยู่
เขาสะบัดศีรษะอย่างแรง พยายามจะลืมตาที่หนักอึ้งให้ขึ้น
ผลก็คือสะบัดแรงเกินไปจนหน้าทิ่มลงกับพื้น จมูกกระแทกจนเลือดกำเดาไหลโชก
เขาดิ้นขลุกขลักอยู่กับที่สองสามที ไม่นานนักก็ส่งเสียงกรนสนั่นหลับไป
เฉินมู่เดินออกมาจากตรอกเล็กๆ หลังบ้าน แล้วอ้อมมาที่ประตูหน้า
“ต่อให้พวกเจ้าจะย้ายบ้าน ข้าก็หาเจออยู่ดี!”
เขาสวมงอบ สวมชุดสีเทา ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกทาสีเขียว แต่งกายเลียนแบบยอดบุรุษแห่งเขาเหลียงซาน
เขายืนมองเข้าไปในห้องจากประตู แล้วเอื้อมมือไปปิดประตูให้มิดชิด “ไม่เข้าไปข้างในดีกว่า เผื่อพวกนั้นแกล้งหลับ”
เขาเดินกึ่งวิ่งเข้ามาในลานบ้าน มองดูสมาชิกพรรคไป๋ล่างที่นอนระเนระนาดอยู่เต็มพื้นด้วยรอยยิ้ม
ในเมื่อสวมบทเป็นยอดบุรุษเหลียงซานแล้ว ก็ต้องทำเรื่องที่คนเหลียงซานควรทำเสียหน่อย
จากนั้นเขาก็เริ่มลงมือค้นตัวทีละคน
ผ่านไปสองเค่อ เฉินมู่ก็เขย่าถุงผ้าในมือด้วยความผิดหวัง
“มาเร็วไปหน่อยแฮะ”
เขาค้นจนทั่ว ได้เงินมารวมกันแค่ยี่สิบกว่าตำลึงเท่านั้น
คงเป็นเพราะเจี้ยเจี่ยลงมือหนักเกินไป จนเจ้าพวกนี้ไม่กล้าพกเงินติดตัวในช่วงนี้แน่ๆ
เขาเหลือบมองประตูห้องที่ปิดสนิท เจ้าพวกที่อยู่ข้างในนั้นน่าจะมีเงินเยอะพอดูใช่ไหมนะ?
แต่แล้วเขาก็ส่ายหน้า
“ช่างเถอะๆ ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า”
“ยังไงก็เป็นถึงหัวหน้าพรรคและหัวหน้าสาขา เผื่อมีไม้ตายก้นหีบอะไรซ่อนอยู่”
“ข้ากลับไปขายปลาของข้าต่อดีกว่า”
คิดได้ดังนั้น เฉินมู่ก็ค่อยๆ เลี่ยงไปทางกำแพงด้านหลัง แล้วกระโดดข้ามกำแพงหายไปจากตรอกหลานเจี่ยอย่างรวดเร็ว
...
ด้วยวิชาปรุงยาขั้นสอง กำยานมึนเมาจึงมีฤทธิ์ร้ายกาจมาก
ต่อให้พรรคไป๋ล่างจะดิ้นรนเพียงใด แค่เพียงน้ำเต้าเดียวก็ล้มตึงได้ทั้งบาง
หลังจากนั้นหลายครั้ง จางเยี่ยหัวหน้าพรรคไป๋ล่างก็พยายามหาวิธีแก้ไขสารพัด
เขาทดลองใช้ของวิเศษแก้พิษมากมาย
แต่น่าเสียดายที่เฉินมู่เองก็ไม่ได้อยู่เฉย เขาใช้วิชาปรุงยาปรับปรุงกำยานมึนเมาอยู่ตลอด
พรรคไป๋ล่างจึงทำได้เพียงนอนหลับปุ๋ยต่อไป
จนสุดท้ายไม่มีทางเลือก พรรคไป๋ล่างจำต้องกระจายฐานที่มั่นออกไป
เฉินมู่เองก็ไม่ได้คิดจะจัดการให้ล้มพับไปทั้งหมด
วันไหนว่างจากการขายปลา เขาก็จะสุ่มไปที่ฐานที่มั่นของพรรคไป๋ล่างสักแห่ง แล้วเลี้ยงกำยานทุกคนในนั้นสักน้ำเต้าหนึ่ง
พรรคไป๋ล่างถูกเขาปั่นหัวจนขวัญผวา ไม่มีกะจิตกะใจจะมาหาเรื่องชาวประมงอย่างเขาอีก
เพียงแต่ของตอบแทนที่เก็บได้ก็น้อยลงเรื่อยๆ ทำให้เฉินมู่รู้สึกเสียดายอยู่ไม่น้อย
...
นอกจากจะออกไปขายปลาและประลองปัญญาชิงไหวชิงพริบกับพรรคไป๋ล่างทุกๆ สองสามวันแล้ว
เวลาที่เหลือเฉินมู่มักจะเก็บตัวเงียบๆ อยู่แต่ในบ้าน
เขาฝึกฝนวิชาฝึกกายเหยี่ยวแดงอย่างขะมักเขม้นทุกวัน
หลังจากบรรลุขั้นผลัดกระดูก วิธีการหายใจของวิชาฝึกกายก็ซับซ้อนขึ้น ต้องใช้การหายใจถึงหนึ่งร้อยยี่สิบครั้งต่อหนึ่งรอบ
ท่าเท้าและท่ายืนก็เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว
สิ่งนี้ทำให้การฝึกแต่ละรอบอย่างเต็มกำลังต้องใช้เวลาและพลังงานมากขึ้น
ค่าความชำนาญที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวันจึงน้อยกว่าตอนอยู่ขั้นเปลี่ยนเส้นเอ็นอยู่พอสมควร
แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังก้าวหน้าอย่างมั่นคง เฉินมู่จึงไม่รีบร้อน เขายังคงฝึกฝนไปตามลำดับขั้นตอนในทุกๆ วัน
การฝึกขว้างเมล็ดเหล็กดอกบัวก็เริ่มยากขึ้นเช่นกัน
เมื่อถึงขั้นสาม หากต้องการขว้างเมล็ดเหล็กให้มีอานุภาพรุนแรงขึ้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องมีสภาพร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าเดิมด้วย
เขารู้สึกได้ว่าการขว้างแต่ละครั้งเป็นการปรับเปลี่ยนกล้ามเนื้อทั่วร่างไปอย่างช้าๆ
ในทางกลับกัน ค่าความชำนาญของกระบี่ในแขนเสื้อกลับเพิ่มขึ้นได้ง่ายกว่า
หนึ่งเป็นเพราะมันยังอยู่ในขั้นสอง ยังไม่ถึงขั้นระดับสูง
อีกเหตุผลหนึ่งก็น่าจะเป็นเพราะตอนนี้กระบี่ในแขนเสื้อเน้นไปที่ทักษะการใช้กระบี่เป็นหลัก
แม้จะมีการปรับกล้ามเนื้อร่างกายเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของเทคนิคการซ่อนกระบี่และการใช้กระบี่เสียมากกว่า
เฉินมู่จึงลดการฝึกขว้างเมล็ดเหล็กลงบ้าง แล้วหันมาเทเวลาและพลังกายให้กับกระบี่ในแขนเสื้อแทน
...
การจมดิ่งอยู่กับการฝึกวิชาทำให้เฉินมู่แทบไม่รู้สึกถึงวันเวลาที่ผ่านไป
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก สองเดือนผ่านไปในพริบตา
เดือนแปดเดือนเก้า เป็นช่วงที่อำเภอชิงซานร้อนระอุที่สุด
ภายในลานหลังร้านเทียนอีไจ๋
มีอิฐสีเขียวก้อนหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะหิน
เฉินมูยืนสงบนิ่งอยู่ข้างๆ
ฉับ! ชึด!
เสียงเบาๆ ดังขึ้นเพียงครั้งเดียว
บนอิฐสีเขียวพลันปรากฏรูโหว่ขึ้นมาหนึ่งรู
เฉินมู่เอื้อมมือไปสัมผัส
ขอบรูนั้นเรียบลื่นและมีความร้อนหลงเหลืออยู่
เมื่อครู่นี้เพียงชั่วพริบตา เขาออกกระบี่ไปถึงเก้าครั้ง
และทุกครั้งล้วนทิ่มแทงลงไปที่จุดเดิมบนก้อนอิฐ
การปะทะและแทงย้ำอย่างรวดเร็วไม่เพียงแต่ทะลวงก้อนอิฐเท่านั้น แต่ยังสร้างความร้อนสะสมขึ้นมาเป็นจำนวนมากด้วย
“สนใจเข้าร่วมหอจูอีไหม?” เจี้ยเจี่ยที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะหินอดไม่ได้ที่จะเหลือบมอง “ข้าแนะนำให้ได้นะ”
วิชากระบี่ในแขนเสื้อนี้ช่างเหมาะกับการลอบสังหารเสียจริง
“ค่านายหน้าที่แนะนำข้าไป แบ่งให้ข้าครึ่งหนึ่งไหมล่ะ?” เฉินมู่ตอบกลับเรียบๆ
เขาสะบัดข้อมือเพียงครั้งเดียว กระบี่สั้นก็หายวับเข้าไปในแขนเสื้อ
“กินแตงโมเถอะ” เจี้ยเจี่ยหยิบแตงโมแช่เย็นมาทานคำเล็กๆ แล้วไม่พูดเรื่องชวนเข้าหอจูอีอีกเลย
แตงโมนี้เฉินมู่เพิ่งซื้อมา
เพื่อให้ได้กินของเย็นๆ ท่ามกลางอากาศร้อนจัด เขาถึงกับยอมทุ่มเวลาฝึกวิชาปรุงยาอยู่หลายวัน จนกระทั่งพบแร่ธาตุธรรมชาติชนิดหนึ่งที่คล้ายกับดินประสิวในชาติก่อน
เขานำมันมาใช้ทำน้ำแข็งโดยอาศัยหลักการดูดความร้อนเมื่อสัมผัสน้ำ
“บอกข้าหน่อยได้ไหมว่าตอนนั้นใครเป็นคนจ้างวานให้ฆ่าข้า?” เฉินมู่นั่งลง แล้วกัดแตงโมเย็นฉ่ำคำโต
“บอกได้” เจี้ยเจี่ยตอบเสียงเรียบ
“พวกนักฆ่าไม่ต้องรักษาความลับของนายจ้างหรอกหรือ?” เฉินมู่ถามด้วยความแปลกใจ
เจี้ยเจี่ยกลอกตาเหลือบมองเฉินมู่ทีหนึ่ง
เฉินมู่เข้าใจทันทีและพยักหน้า “ขอแค่จ่ายเงินหนักพอก็ได้แล้วใช่ไหมล่ะ?”
“อยากรู้ไหม?” เจี้ยเจี่ยว่างแตงโมลง จ้องหน้าเฉินมู่แล้วถาม
“ไม่อยาก” เฉินมู่ตอบทันควัน พลางกัดแตงโมเย็นๆ อีกคำด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้ม
เจี้ยเจี่ย “...” ไม่อยากรู้แล้วจะถามหาหอกอะไร
เฉินมู่กินแตงโมอย่างอารมณ์ดี
ยังไงคนพวกนั้นก็ตายไปแล้ว รู้หรือไม่รู้ก็ไม่ต่างกัน
หลังจากกินแตงโมเสร็จและเก็บกวาดโต๊ะเรียบร้อย พักผ่อนครู่หนึ่ง เฉินมู่ก็เข้าไปหลบใต้ร่มเพิงเพื่อฝึกกระบี่ในแขนเสื้อต่อ
วิชาฝึกกายทำให้เขาเริ่มทนต่อสภาพอากาศที่หนาวจัดหรือร้อนจัดได้บ้าง อากาศร้อนขนาดนี้เขายังพอทนไหว
แต่การกระโดดโลดเต้นกลางแสงแดดจ้า ไม่เพียงแต่ภายนอกจะร้อนจัด ภายในร่างกายยังเกิดความร้อนมหาศาลอีกด้วย
ร้อนทั้งนอกร้อนทั้งในแบบนั้นมันทรมานเกินไป
หลบมาฝึกกระบี่ในแขนเสื้อใต้ร่มไม้นี้แหละสบายกว่าเยอะ
รอให้พระอาทิตย์ตกดินตอนเย็นค่อยไปฝึกวิชาฝึกกายก็ยังไม่สาย
“ช่วงนี้เรื่องวิญญาณหยินอาละวาดในเมืองดูเหมือนจะเยอะขึ้นเรื่อยๆ นะ” กระบี่สั้นในมือเฉินมู่ปรากฏขึ้นและหายไปอย่างรวดเร็วซ้ำๆ “ท่านรู้สาเหตุไหม?”
“ไม่น่าเป็นไปได้” มือของเจี้ยเจี่ยที่กำลังถูลูกคิดเงินชะงักลง ใบหน้ามีความฉงน “มีคันฉ่องสยบมารอยู่ ไม่น่าจะมีพวกที่หลุดรอดมาได้เยอะขนาดนี้”
แต่ในความเป็นจริง ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เหตุการณ์ประหลาดจากสิ่งชั่วร้ายแม้จะไม่ได้เกิดขึ้นต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน แต่ก็มีมาให้เห็นอยู่ตลอด
เฉินมู่ชะงักท่าร่างฝึกกระบี่ลงทันที
“หรือว่าคันฉ่องสยบมารจะมีปัญหา” เฉินมู่ถามด้วยความกังวล
“เป็นไปได้มาก” เจี้ยเจี่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “เมื่อสิบกว่าปีก่อน ข้าเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ที่อำเภอจิ่วหยาง มณฑลเยี่ยนซาน คันฉ่องสยบมารในเมืองถูกขโมยไป ผลก็คือจำนวนวิญญาณหยินที่ออกมาอาละวาดพุ่งสูงขึ้นทันที”
“แล้วหลังจากนั้นแก้ปัญหายังไง?” เฉินมู่รีบถามต่อ
“ง่ายมาก ทางการระดับบนก็แค่ส่งคันฉ่องสยบมารบานใหม่ลงมาให้” เจี้ยเจี่ยตอบอย่างไม่แยแส
เฉินมู่ขมวดคิ้วมุ่น
ตอนนี้ทั่วทั้งอาณาจักรต้าเหลียงเต็มไปด้วยภัยธรรมชาติและกบฏวุ่นวายไปหมด
ขนาดเจ้าเมืองอำเภอชิงซานหายตัวไปครึ่งปีแล้วยังไม่มีใครสนใจ
จะบอกว่าอำเภอชิงซานเป็นส่วนหนึ่งของต้าเหลียง ก็คงสู้บอกว่าเป็นพื้นที่ของตระกูลหลี่ที่เป็นผู้ช่วยเจ้าเมืองไม่ได้เลย!
จะไปหวังทางการระดับบนที่ไหนได้อีก
เขามองดูเจี้ยเจี่ยที่ยังมีท่าทีสงบนิ่ง เฉินมู่ก็ยิ่งมั่นใจว่า ตาลุงคนนี้ต้องมีวิธีรับมือกับวิญญาณหยินแน่ๆ
แต่พอมองดูลูกคิดเงินในมืออีกฝ่าย เฉินมู่ก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
บอดี้การ์ดระดับเทพคนนี้ เขาคงจ้างไม่ไหวหรอก