- หน้าแรก
- ข้าก็แค่อยากฝึกยุทธ์เงียบๆเท่านั้นเอง
- บทที่ 34 เคลิบเคลิ้ม
บทที่ 34 เคลิบเคลิ้ม
บทที่ 34 เคลิบเคลิ้ม
บทที่ 34 เคลิบเคลิ้ม
เช้าตรู่ ตรอกซินโหย่ว
เหมียวไป๋ หัวหน้าย่อยของพรรคไป๋ล่างเดินเข้ามาในตรอกด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ ด้านหลังมีชายฉกรรจ์หน้าดำสองคนเดินตามมาฟ้องร้องด้วยท่าทางลนลาน
“ยังหาเจ้าคนขายปลานั่นไม่เจออีกหรือ?” เหมียวไป๋น้ำเสียงไม่สบอารมณ์
“เจ้านั่นลื่นไหลเหมือนปลาน่ะสิขอรับ เผลอแป๊บเดียวก็หายตัวไปแล้ว สองวันนี้พวกเราสองคนตระเวนหาทั่วเมืองชิงซานไม่ต่ำกว่าห้ารอบ ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาหัวมันเลย”
“ไอ้ไร้ประโยขน์เอ้ย!” เหมียวไป๋หน้าดำคร่ำเครียด
ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งไปบอกหัวหน้าพรรคว่าเจอช่องทางหาเงินเข้ากระเป๋า แต่จนป่านนี้กลับยังไม่มีผลงาน สองสามวันมานี้หัวหน้าพรรคมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปแล้ว
“พี่ไป๋ ใช่ว่าจะไม่มีเบาะแสเลยนะขอรับ”
“เจ้าซุ่นลิ่วที่คลุกคลีอยู่แถวประตูเมืองบอกว่า คนขายปลานั่นพักอยู่ในเมืองนี่แหละ มันเคยเห็นเขาแบกตะกร้าเปล่าเดินออกจากเมืองไป”
เหมียวไป๋สีหน้าอ่อนลง
ถ้าเป็นคนในเมืองก็จัดการง่าย พรรคไป๋ล่างหูตาและข่าวสารว่องไว ตราบใดที่เขายังขายปลาอยู่ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะจับตัวไม่ได้
“เดี๋ยวตอนไปพบหัวหน้าพรรค พวกเจ้าจงเล่ารายละเอียดให้ชัดเจน เราจะขอให้หัวหน้าพรรคส่งคนมาช่วย ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะหาไอ้คนขายปลาคนเดียวไม่เจอ!” เหมียวไป๋รู้สึกเจ็บปวดลึกๆ ในใจ
เรื่องนี้เมื่อรายงานขึ้นไป ต่อให้สุดท้ายเรื่องจะทำสำเร็จ แต่ความชอบของเขาก็ต้องถูกแบ่งปันออกไป ทั้งที่ตอนแรกมันควรจะเป็นผลงานของเขาคนเดียวแท้ๆ... เหมียวไป๋ถลึงตาใส่ชายฉกรรจ์สองคนข้างหลังอย่างแรง
ทั้งสามคนเดินลัดเลาะเข้าไปในตรอกซินโหย่วด้วยความคุ้นเคย
“พี่ไป๋ ทำไมมันเงียบเชียบแบบนี้ล่ะขอรับ?” ชายฉกรรจ์ข้างหลังถามขึ้นอย่างสงสัย
หัวใจของเหมียวไป๋กระตุกวูบ
ปกติแล้วตรอกซินโหย่วจะคึกคักมาก ตอนเช้าพวกหัวหน้าย่อยและหัวหน้าหอต้องมาเกาะกลุ่มกันที่นี่เพื่อรอรับคำสั่ง จึงมักจะมีเสียงจ้อกแจ้กจอแจอยู่เสมอ มันจะเงียบเหงาแบบนี้ได้อย่างไร
พอเดินมาถึงหน้าฐานที่มั่นของพรรคไป๋ล่าง ก็เห็นประตูใหญ่เปิดกว้าง แต่กลับไม่มีชายฉกรรจ์เฝ้าประตูอยู่เลย
ทั้งสามคนสีหน้าเปลี่ยนไปทันที
“ฐานที่มั่นเราคงไม่ถูกพรรคอื่นถล่มไปแล้วหรอกนะ?”
ทั้งสามค่อยๆ เดินผ่านประตูเข้าไปอย่างระมัดระวัง
“พี่ไป๋ หรือเราจะหนีกันก่อนดีขอรับ?” ชายฉกรรจ์อีกคนกระซิบบอก
“จะกลัวอะไร! เข้าไปดูให้ชัดๆ ก่อน!” เหมียวไป๋รวบรวมความกล้าเดินอ้อมกำแพงหน้าประตูเข้าไป
ภาพที่เห็นคือกลางลานกว้างขนาดใหญ่ มีคนนอนระเกะระกะอยู่เต็มพื้น!
หัวใจของเหมียวไป๋เต้นโครมคราม “ฉิบหายแล้ว!”
เขากำลังจะหันหลังหนี แต่พลันสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง
ไม่ไกลนักมีชายอยู่คนหนึ่ง เป็นหัวหน้าย่อยที่ไม่ค่อยกินเส้นกับเขานัก ตอนนี้อีกฝ่ายกำลังนอนน้ำลายฟูมปาก ตาเหล่ไปมา แต่ลูกตายังขยับได้อยู่
ยังไม่ตายงั้นหรือ?
เขากำลังจะก้าวเข้าไปดูอาการ แต่จู่ๆ ก็รู้สึกหน้ามืดตาลาย
พึ่บ! ทั้งสามคนล้มตึงลงกับพื้นทันที
ก่อนที่สติจะดับวูบ เหมียวไป๋เหลือบมองไปทางห้องโถงใหญ่ในเรือนด้านใน เห็นหัวหน้าพรรคและหัวหน้าหอทั้งสามต่างก็นอนระทดระทวยอยู่บนเก้าอี้ในห้องโถง แต่ละคนหน้าแดงก่ำ แววตาเคลิบเคลิ้ม เหมือนแมวเมาเหล้าไม่มีผิด
พรรคไป๋ล่างของพวกเขา ถูกยกเค้าถล่มราบคาบในคราวเดียวเลยหรือนี่!
...
ด้านนอกตรอกซินโหย่ว
เฉินมู่นั่งยองๆ อยู่บนกิ่งไม้ใหญ่
ตอนนี้เขาอยู่ในชุดผ้าสีเทา สวมงอบปิดบังใบหน้า และมีผ้าปิดปากปิดจมูกไว้อย่างหนาแน่น ในมือถือน้ำเต้าสีเหลืองใบหนึ่ง มีควันสีเขียวลอยกรุ่นออกมาจากปากน้ำเต้าที่เปิดอยู่
ควันสีเขียวนั้นกระจายตัวเร็วมาก พอหลุดจากน้ำเต้าก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับสายลมเอื่อยๆ ที่พัดพามันเข้าไปในตรอกซินโหย่ว
“ความเข้มข้นน่าจะพอแล้ว” เฉินมู่คำนวณปริมาณการปล่อยกำยานมึนเมาอย่างคร่าวๆ แล้วรีบเก็บน้ำเต้าทันที
“คงพอให้พวกเขาเมาไปได้สักวันหนึ่ง” เฉินมู่กระโดดลงจากต้นไม้ใหญ่
เขามองเข้าไปในตรอกซินโหย่วที่เงียบสงัด พลางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “ชาวบ้านตาสีตาสาจะทำมาหากินเลี้ยงชีพนี่มันไม่ง่ายเลยจริงๆ”
“พรรคไป๋ล่างนี่ก็ช่างกร่างเหลือเกิน เบื้องหลังก็มีผู้มีอำนาจหนุนหลัง แล้วข้าจะทำอย่างไรได้ล่ะ?”
“อยากจะขายปลาอย่างสงบสุข ถ้าไม่เลี้ยงเหล้าพวกนักเลงพวกนี้สักน้ำเต้าก็คงไม่ได้”
“โลกช่างโหดร้าย ชีวิตความเป็นอยู่ช่างยากลำบากเสียนี่กะไร”
...
ตลาดตะวันออก
เฉินมู่ในชุดสีเทาสวมงอบหยางเดินเข้ามาอย่างคล่องแคล่ว เขาวางหาบปลาที่หนักอึ้งลง แล้วตะโกนก้องออกมาคำหนึ่ง
“ปลาสดๆ จ้า ตัวละสามสิบอีแปะ ใครมาก่อนได้ก่อน!”
“ดูท่าคนขายปลาจะอารมณ์ดีนะเนี่ย”
“จะซื้อไหม? ไม่ซื้อก็ไสหัวไป!”
“เฮ้ย!”
...
สามวันต่อมา ณ ฐานที่มั่นพรรคไป๋ล่าง ตรอกซินโหย่ว
เหล่านักเลงในพรรคแบ่งกลุ่มออกเป็นหลายชุด จูงสุนัขเฝ้าบ้านเดินตรวจตราไปรอบกำแพงเรือนอย่างไม่ขาดสาย
ภายในห้องโถงเรือนใน
จางเยี่ย หัวหน้าพรรคไป๋ล่างผู้มีหนวดเครารุงรัง นั่งสงบนิ่งอยู่ที่ตำแหน่งประธาน ด้านขวาบนโต๊ะมีดาบหัวผีวางพิงอยู่ และบนโต๊ะยังมีกล่องยาสีน้ำตาลวางเตรียมไว้
“ยาถอนพิษพกติดตัวกันหมดแล้วใช่ไหม?” จางเยี่ยเอ่ยถาม
“พกติดตัวทุกคนขอรับ” หัวหน้าหอเจี่ยต๋ากุมมือรายงาน
“วางกำลังดักซุ่มไว้เรียบร้อยแล้วใช่ไหม?” จางเยี่ยถามต่อ
“เจ้านั่นน่าจะอาศัยทิศทางลมในการปล่อยพิษ ตำแหน่งเหนือลมมีมือสังหารติดอาวุธลับซุ่มรออยู่หมดแล้วขอรับ” หัวหน้าหออีซื่ออันตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“แล้วพรรคเสือดำล่ะ?” จางเยี่ยซักต่อ
“ส่งพี่น้องไปจับตาดูแล้วขอรับ สองวันนี้พวกมันสงบเสงี่ยมมาก” เจิ้นฝาน หัวหน้าหอคนสุดท้ายรายงานอย่างนอบน้อม
“ทุกอย่างพร้อมสรรพ รอแค่เจ้าหัวขโมยนั่นติดกับเท่านั้น” แววตาของจางเยี่ยฉายประกายเย็นเยียบ
ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้านั่นเป็นเทพเซียนมาจากไหน ถึงได้วางยาพิษคนทั้งพรรคจนสลบเหมือดแล้วก็จากไปเฉยๆ ถ้ามีความแค้นกันจริงๆ ตอนนั้นปรากฏตัวออกมาฆ่าพวกเขาทิ้งเสียไม่ดีกว่าหรือ? เพราะตอนนั้นพวกเราไม่มีปัญญาขัดขืนเลยสักนิด
สาเหตุของเรื่องนี้ทำให้เขาขบคิดเท่าไหร่ก็ไม่แตก
แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร
“จับตัวได้เมื่อไหร่ ก็จะได้รู้ความจริงทุกอย่างเอง” จางเยี่ยยื่นมือไปหมายจะคว้าด้ามดาบหัวผี
ตั้งแต่เขามาตั้งหลักแหล่งเปิดพรรคอยู่ที่เมืองชิงซาน ไม่เคยต้องมาเจอเรื่องอัปยศอดสูขนาดนี้มาก่อน ใครก็ตามที่กล้าเป็นศัตรูกับเขา ล้วนถูกดาบหัวผีเล่มนี้บั่นคอมานักต่อนักแล้ว
ครั้งนี้ก็ต้องไม่มีข้อยกเว้น!
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น เขากลับพบว่ามือขวาคว้าไปในอากาศ
พอหันไปมอง ภาพเบื้องหน้ากลับพร่าเลือน ด้ามดาบเล่มเดียวกลายเป็นสองเล่ม เขาพยายามยื่นมือไปคว้าอีกครั้ง แต่ก็ยังคว้าได้เพียงความว่างเปล่า
หัวใจเริ่มเต้นแรง เลือดลมพลุ่งพล่านขึ้นสู่ใบหน้า น้ำตาซึมออกมาเองโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกเหมือนคนเมาเหล้าไม่มีผิด
ลางสังหรณ์ไม่ดีจู่โจมเข้ามาในใจ
เขาเงยหน้าขึ้นมองอย่างสะลึมสะลือ เห็นหัวหน้าหอทั้งสามคนที่เพิ่งจะรับคำเป็นมั่นเหมาะเมื่อครู่ ตอนนี้กลับนอนระทดระทวยอยู่บนเก้าอี้ แต่ละคนหน้าตาบิดเบี้ยว ทำท่าจะมุดลงไปใต้โต๊ะอยู่รอมร่อ
หัวหน้าหอเจี่ยต๋าพยายามจะล้วงเข้าไปในอกเสื้อ แต่กลับมือสั่นจนแม้แต่ขวดยาก็ยังจับไม่อยู่ เห็นขวดกระเบื้องเคลือบใบเล็กกลิ้งหลุนๆ ไปหยุดอยู่กลางห้องโถง แต่เขากลับไม่มีปัญญาทำอะไรได้เลย
จางเยี่ย: “...”
มารดามันเถอะ! โดนอีกแล้ว!
...
ที่ใต้หน้าต่างนอกห้องโถง เฉินมู่ยืนอยู่ในเงามืดพลางเก็บน้ำเต้าสีเหลืองอย่างเงียบๆ
“พวกเจ้าช่างปรนนิบัติยากเย็นเสียจริง อยากจะเลี้ยงเหล้าสักน้ำเต้าก็ต้องให้ข้าถ่อมาถึงที่”
“เฮ้อ ช่วยไม่ได้ การจะขอให้คนช่วยงานก็ต้องนอบน้อมแบบนี้แหละนะ”
“ก็ใครใช้ให้ข้าเป็นแค่คนขายปลาตัวเล็กๆ กันเล่า?”
เฉินมู่พกน้ำเต้าไว้ที่เอว แล้วเดินย่องตามหลังหน่วยตรวจตราชุดหนึ่งไปอย่างแผ่วเบา
ทุกที่ที่เขาเดินผ่าน สมาชิกพรรคแต่ละคนต่างก็ล้มตึงลงพื้นเหมือนคนเมามาย ไม่นานนัก ตรอกซินโหย่วทั้งตรอกก็กลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง
...
ด้านหลังร้านเทียนอีไจ๋ ทางทิศตะวันตกของเมือง
เฉินมู่ฮัมเพลงไปพลางทำอาหารเสียงดังโครมคราม
วันนี้ขายปลาได้เกลี้ยงทั้งสองหาบ มีเงินเข้ากระเป๋าถึงสองตำลึง เขาแวะไปที่แผงของเฝยเจิ้ง นึกไม่ถึงว่าวันนี้จะเปิดเขียงพอดี
เฉินมู่จึงซื้อขาหมูมาสองขาอย่างไม่ลังเล ขาหนึ่งกำลังตุ๋นอยู่ในหม้อดินมาสองเค่อแล้ว
ไม่นานนัก ขาหมูน้ำแดงหอมฉุยก็ถูกยกขึ้นโต๊ะ
ที่โต๊ะหินใต้ซุ้มต้นองุ่น
เจี้ยเจี่ยกำลังคลึงเม็ดเงินให้เป็นลูกกลมๆ ข้างๆ มีกองเงินย่อยวางอยู่ ไม่ต่ำกว่าสองร้อยตำลึงแน่นอน
“วงการนักฆ่าของพวกเจ้านี่หาเงินง่ายขนาดนี้เลยหรือ?” เฉินมู่อิจฉาตาร้อน
“แล้วแต่ช่วงน่ะ” เจี้ยเจี่ยตั้งหน้าตั้งตาคลึงเม็ดเงินต่อไป
“ดูท่าช่วงนี้จะขาขึ้นสินะ” เฉินมู่พูดประชดประชัน
เจี้ยเจี่ยปรายตามองเฉินมู่ “นี่ข้าเก็บได้ต่างหาก”
เฉินมู่เบิกตากว้าง
จะไปเก็บเงินได้มากมายขนาดนี้ที่ไหนกัน? ทำไมข้าไม่ยักกะเจอโชคดีแบบนี้บ้าง?
ราวกับรู้ว่าเฉินมู่กำลังสงสัย เจี้ยเจี่ยเก็บเม็ดเงินที่คลึงเสร็จแล้ว แล้วกวาดเงินย่อยที่เหลือใส่ถุงผ้าผูกไว้ที่เอว
จากนั้นก็พูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “เก็บได้ในตรอกซินโหย่วน่ะ”
ทำไมชื่อตรอกนี้มันฟังดูคุ้นหูพิกล?
“ในตรอกนั้นมีคฤหาสน์หลังใหญ่อยู่หลังหนึ่ง ในนั้นมีถุงเงินหล่นเกลื่อนพื้นไม่มีคนเอา ข้าเลยหยิบติดมือกลับมาด้วย” เจี้ยเจี่ยใช้ตะเกียบคีบหนังหมูนุ่มๆ เข้าปาก แล้วเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย
เฉินมู่: “...”
มารดามันเถอะ! นั่นมันควรจะเป็นของข้าทั้งหมดเลยนะ!
“ข้าก็สงสัยอยู่เหมือนกัน เจ้าทำให้พวกเขาสลบไปหมดแล้ว ทำไมไม่เข้าไปตรวจค้นตัวเสียหน่อยล่ะ?” เจี้ยเจี่ยถามด้วยความสงสัยอย่างจริงใจ
“ข้าลืมโว้ย!”