เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 32 ความมั่นคง

บทที่ 32 ความมั่นคง

บทที่ 32 ความมั่นคง


บทที่ 32 ความมั่นคง

เบื้องหลังร้านเทียนอีไจ๋ โดยมีเพียงกำแพงกั้นกลาง

เจี้ยเจี่ยคีบหมูสามชั้นน้ำแดงชิ้นหนึ่งเข้าปากแล้วเคี้ยวอย่างละเอียด รสชาติเค็มมันที่กลมโกล่อมเข้าจู่โจมต่อมรับรส ทำให้น้ำลายสอออกมาจนเปลือกตาของเขาต้องเลิกขึ้นเล็กน้อย

เขามองเฉินมู่อย่างแปลกใจ

ไอ้บัณฑิตนี่มีฝีมือขนาดนี้เชียวหรือ?

"ถ้าท่านชอบก็ทานให้เยอะๆ เลยนะขอรับ!" เฉินมู่กล่าวด้วยท่าทางกระตือรือร้น

"ตอนกลางคืนข้าไม่ได้นอนที่เทียนอีไจ๋" เจี้ยเจี่ยเอ่ยเสียงเรียบ

หากคิดจะให้ข้าช่วยคุ้มครองละก็ เจ้าคงคำนวณผิดพลาดแล้ว!

"ไม่เป็นไรขอรับ ตอนกลางคืนข้าก็ไม่ได้นอนที่นี่เหมือนกัน" เฉินมู่ตอบนิ่งๆ

ขอแค่ตอนกลางวันท่านอยู่ที่นี่ก็พอแล้ว

ตาเฒ่าเจี้ยเจี่ยพูดถึงเรื่องวิญญาณหยินได้โดยสีหน้าไม่เปลี่ยน

เฉินมู่คาดการณ์ไว้นานแล้วว่าตาแก่นี่ต้องมีวิธีรับมือกับวิญญาณหยินแน่นอน

เขาจึงยอมควักเงินก้อนโตเช่าบ้านหลังที่อยู่ติดกับเทียนอีไจ๋หลังนี้ทันที

สิ่งที่ต่างจากเรื่องเล่าในหมู่ชาวบ้านก็คือ

พวกวิญญาณหยินไม่ได้กลัวแสงแดด เพียงแค่พวกมันไม่ชอบแสงแดดเท่านั้น ดังนั้นตอนกลางวันก็ยังมีความเสี่ยงอยู่

เจี้ยเจี่ปรายตามองเฉินมู่อย่างประหลาดใจ

เหตุใดจึงดูมั่นอกมั่นใจขนาดนี้?

ช่างเถอะ เลิกคิดแล้วกินข้าวดีกว่า จะได้ไม่เสียของอร่อย

หลังจากซดน้ำซุปลูกชิ้นปลาคำสุดท้าย เจี้ยเจี่ยก็เรอออกมาด้วยความพึงพอใจ

ให้ไอ้บัณฑิตนี่มาอยู่ที่นี่ก็นับว่าไม่เลวเหมือนกัน

ขอเพียงแค่มันไม่ใส่ "เครื่องปรุงพิเศษ" ลงไป อย่างน้อยอาหารสามมื้อก็นับว่าสุนทรีย์ยิ่งนัก

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เก็บเงินมันน้อยหน่อยแล้วกัน "สิบตำลึง ต่อเดือน"

เฉินมู่มองเจี้ยเจี่ยด้วยความประหลาดใจ "อย่าบอกนะว่าบ้านหลังนี้เป็นของท่าน?"

"ไม่ใช่" เจี้ยเจี่ยตอบอย่างไม่เข้าใจ

"ในเมื่อไม่ใช่ แล้วท่านจะมาเก็บค่าเช่ากับข้าได้ยังไงกัน?" เฉินมู่กล่าวด้วยใบหน้าจริงจัง

เจี้ยเจี่ย: "..."

ข้าเรียกเก็บค่าเช่าบ้านที่ไหนกันเล่า?

มันคือค่าคุ้มครองต่างหาก!

"ท่านผู้เฒ่าเจี้ยอาจจะยังไม่รู้ ค่าเช่าบ้านมัดจำหนึ่งเดือนจ่ายล่วงหน้าสามเดือน ข้าจ่ายไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องรบกวนท่านช่วยเก็บหรอกขอรับ" เฉินมู่ยิ้มกริ่ม

ข้าไม่ให้หรอก ถ้าเก่งจริงท่านก็ย้ายบ้านหนีไปสิ

เจี้ยเจี่ย: "..."

...

ยามโพล้เพล้ ท้องฟ้าเริ่มมืดสลัว

เฉินมู่ทานมื้อเย็นเสร็จตั้งแต่หัวค่ำ

เขาล็อคประตูบ้านให้แน่นหนา แล้วเดินมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือของเมืองอย่างไม่เร่งรีบ

ตลอดทางพยายามเดินไปตามถนนสายหลักที่พอจะมีผู้คนสัญจรบ้าง

ไม่นานก็มาถึงหน้าคฤหาสน์หลังหนึ่ง

เขาหยิบกุญแจออกมาไขแม่กุญแจทองแดงที่ยังใหม่เอี่ยม แล้วผลักประตูเข้าไป

นี่คือคฤหาสน์ขนาดสามเรือนล้อม

บ้านทุกหลังที่เขาเคยเช่ามาถ้ารวมกันแล้ว ยังกว้างขวางสู้ที่นี่ไม่ได้เลย

ค่าเช่าเองก็ไม่เบา เดือนหนึ่งต้องจ่ายถึงห้าตำลึง

หากเป็นบ้านหลังเก่าของเขา เช่าทั้งปีเพิ่งจะเสียแค่ตำลึงเดียวเท่านั้น

"แพงแค่ไหนก็ต้องเช่า" เฉินมู่หันไปมองข้างบ้านแล้วรู้สึกอุ่นใจ

ห่างเพียงแค่กำแพงกั้นก็คือคฤหาสน์สกุลจั่ว ที่พำนักของคุณชายจั่วเซิ่งนั่นเอง

คุณชายจั่วนั้นคือยอดคนของจริงที่เคยฟาดฟันกับพวกปิศาจมาแล้ว!

นี่คือข้อมูลที่เขาต้องยอมจ่ายถึงสิบตำลึงเพื่อสืบข่าวมาจากคนขับรถม้า คนสวน คนเคาะยามของบ้านสกุลจั่ว รวมถึงผู้คุ้มกันที่เคยอยู่ในเหตุการณ์จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งข้อมูลของทุกคนล้วนตรงกัน

"มีทั้งเจี้ยเจี่ยและคุณชายจั่วเป็นยันต์กันภัยทางอ้อมให้สองทาง วิกฤตวิญญาณหยินในชั่วคราวคงไม่ต้องกังวลแล้ว" เฉินมู่คิดในใจเงียบๆ

"เสียอย่างเดียวคือค่อนข้างเปลืองเงิน"

เมื่อเดือนสามเขาได้กว้านซื้อสมุนไพรและเสบียงอาหารสะสมไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งใช้เงินไปมหาศาล

ช่วงที่ผ่านมาเพื่อให้ตัวเองปลอดภัย เขาก็ยังต้องหว่านเงินออกไปอีกไม่น้อย

ตอนนี้ในตัวเขามีเงินเหลือเพียงแปดสิบหกตำลึงกับไหใส่เงินอีแปะอีกหนึ่งใบเท่านั้น

"ยังไม่กระทบกับการใช้ชีวิต แต่นานวันไปเงินคงร่อยหรอลงเรื่อยๆ"

เขาเดินเข้าไปในห้องที่อยู่ใกล้กับบ้านสกุลจั่วมากที่สุด

เฉินมู่ปิดประตูห้องจนแน่นหนา ล้างหน้าล้างตาแล้วขึ้นเตียงนอน

"ต้องไปขายปลาให้บ่อยขึ้นหน่อยแล้ว"

เจ้าสำนักและลูกจ้างหลักของสำนักเมี่ยวฮว่าล้วนเดินทางออกจากอำเภอชิงซานไปหมดแล้ว ที่นั่นเหลือเพียงเปลือกนอกที่ว่างเปล่า

ธุรกิจรับวาดภาพเหมือนของเฉินมู่นั้นพังพินาศลงอย่างสิ้นเชิง

การขายปลาจึงกลายมาเป็นรายได้หลักของเขาแทน

เดือนหนึ่งขยันเดินทางหน่อย อย่างไรเสียก็น่าจะเก็บเงินได้สักแปดถึงสิบตำลึง

แม้จะไม่กำไรมหาศาลเหมือนการวาดภาพ

แต่มันดีตรงที่มีรายได้เข้ามาเรื่อยๆ ทั้งยังปลอดภัยและมั่นคง

...

แม่น้ำไป๋ล่าง ทางทิศใต้ของอำเภอชิงซาน

เช้ามืด เฉินมู่ก็เดินทางมาถึงที่นี่พร้อมกับหยาดน้ำค้าง

เขาตั้งใจเลือกคุ้งน้ำลึกที่อยู่ห่างไกลจากตัวอำเภอชิงซาน

เพราะระยะทางที่ไกลเกินไป จึงไม่ค่อยมีใครมาจับปลาที่นี่ ในน้ำจึงชุกชุมไปด้วยสัตว์น้ำ

โปรยเหยื่อ ตักปลา ทุกอย่างทำได้อย่างรวดเร็วในคราวเดียว

เขานำปลาใส่จนเต็มตะกร้าไม้ไผ่ขนาดใหญ่สองใบ แล้วมองดูเหล่าปลาที่เมาค้างลอยคออยู่ในน้ำด้วยความเสียดาย

เฉินมู่ยกคานหาบขึ้น บุกตะลุยเดินมุ่งหน้ากลับไปยังอำเภอชิงซาน

เริ่มแรกเขาก็แค่เดินเร็ว จากนั้นก็เร็วขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็กลายเป็นการวิ่งทะยานไป

ปลายเท้าสะกิดพื้น ดินที่พื้นระเบิดออกเป็นหลุมเล็กๆ

ร่างเงาวูบไหวเพียงครู่เดียวก็พุ่งไปได้ไกลกว่าสิบจั้ง

ตั้งแต่บรรลุขั้นผลัดกระดูก เขาก็รู้สึกราวกับว่าในตัวมีจักรกลขนาดใหญ่ติดตั้งเอาไว้

ขอเพียงเริ่มวิ่งได้ที่แล้ว ก็จะมีแรงส่งมหาศาลติดตัวมาด้วย ใช้กำลังเพียงเล็กน้อยก็สามารถพาเขาวิ่งทะยานไปข้างหน้าได้

เซิ่งหงเคยบอกว่าวิชาฝึกกายเหยี่ยวแดงสามารถทำให้คนวิ่งได้เร็วกว่าม้าฝีเท้าจัด

หากอ้างอิงจากข้อมูลในชาติก่อน ม้าทั่วไปวิ่งด้วยความเร็วปกติประมาณสามสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง หากเป็นระยะสั้นจะวิ่งได้เร็วถึงห้าสิบห้ากิโลเมตร และถ้าเร่งสุดกำลังอาจพุ่งไปถึงเจ็ดสิบกิโลเมตรเลยทีเดียว

เฉินมู่เหลือบมองป่าไม้ที่ถอยรั้งไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว

"ความเร็วอย่างน้อยต้องมีหกสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง!"

แถมเขายังรู้สึกว่ายังมีแรงเหลือพอที่จะเร่งความเร็วได้อีก

ในชาติก่อน โบลต์มีความเร็วสูงสุดเพียงแค่ประมาณสี่สิบห้ากิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น และนั่นก็เป็นเพียงการวิ่งระยะสั้น

ส่วนเฉินมู่นั้น... เขารู้สึกว่าเขาสามารถวิ่งแบบนี้ได้ทั้งวัน!

เสียงลมหวีดหวิวอยู่ข้างหู ความรู้สึกประดุจสายฟ้าฟาดนี้ ยิ่งวิ่งเขาก็ยิ่งรู้สึกฮึกเหิม

ในตอนนี้เองที่เฉินมู่สัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาของวิชาฝึกกาย

มันทำให้เฉินมู่ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์เดินดินทั่วไปอย่างแท้จริง

เฉินมู่หาบตะกร้าใส่ปลาสองใบไว้บนบ่า ใช้วิชาฝึกกายเหยี่ยวแดงท่าทะยานวิ่งตรงไปยังอำเภอชิงซานทันที

...

ตลาดตะวันออก

"ปลาแม่น้ำสดๆ จ้า สามสิบอีแปะต่อตัว ใครมาก่อนได้ก่อน มาช้าอดนะจ๊ะ!"

เสียงทุ้มห้าวตะโกนก้องดังสนั่นอยู่ที่ถนนในตลาดตะวันออก

"เจ้าคนขายปลา หายหน้าหายตาไปตั้งหลายวันเลยนะ!"

"วันนี้ข้าอารมณ์ดี!"

เฉินมู่ยังคงสวมงอบไม้ไผ่และชุดสีเทา ใช้สีทาหน้าปลอมตัวเป็นหยางจื้อเช่นเดิม

"โอ้โฮ มีเรื่องดีอะไรเกิดขึ้นงั้นรึ?"

"จะซื้อหรือไม่ซื้อ ข้าไม่มีเวลามานั่งคุยเล่นกับเจ้าหรอกนะ จ่ายเงินมา!"

"เหอะ! ไอ้คนถ่อยนี่..."

ปลาหนึ่งตะกร้าถูกจับจองจนหมดอย่างรวดเร็ว

ก่อนที่พระอาทิตย์จะตรงหัว เฉินมู่ก็สะพายตะกร้าเปล่าเก็บร้านกลับไปยังบ้านใหม่ที่ตลาดตะวันตก

ตั้งแต่เช่าเรือนหลังนี้มา ในช่วงกลางวันเขาจะใช้เวลาที่นี่เพื่อฝึกฝนเพิ่มความชำนาญ

ส่วนบ้านหลังเก่าเขาก็ไม่ได้คืนไป

หลังจากขนย้ายเสบียงและสมุนไพรบางส่วนออกมาแล้ว เขาก็ปิดตายเอาไว้เพื่อใช้เป็นคลังลับ

เมื่อวิกฤตวิญญาณหยินคลี่คลายลงชั่วคราว เฉินมู่ก็เริ่มใช้ชีวิตอย่างสงบมั่นคง

แม้จะมีความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับพวกวิญญาณหยินอยู่บ้าง แต่เขาก็ข่มใจไม่ไปสืบเสาะหาเรื่องใส่ตัว

ด้วยกำลังของเขาในตอนนี้ หากสอดรู้สอดเห็นมากไปคงไม่ต่างจากการรนหาที่ตาย

อีกอย่างเขามีระบบความชำนาญติดตัวอยู่ ไม่ช้าก็เร็วเขาต้องฝึกวิชาฝึกกายจนถึงขั้นความสำเร็จขั้นสูงแน่นอน

รอจนถึงวันที่ไม่ต้องเกรงกลัววิญญาณหยิน เมื่อนั้นจะสืบหายังไงก็ไม่กลัว เผลอๆ อาจจะจับกลับมาเฝ้าบ้านสักสองสามตัวก็ยังได้

หลังจากนั้น ตอนกลางวันเขาจะคลุกตัวอยู่หลังร้านเทียนอีไจ๋เพื่อฝึกวิชา ส่วนตอนกลางคืนจะกลับไปนอนที่บ้านข้างคฤหาสน์สกุลจั่ว

ทุกๆ สามหรือสี่วัน เขาจะออกไปจับปลาหนึ่งครั้ง

ช่วงแรกที่ทำก็เพื่อกินเนื้อและหาเงิน

แต่ต่อมาเขากลับเริ่มหลงใหลในความรู้สึกยามที่วิ่งด้วยความเร็วสูงท่ามกลางทุ่งกว้าง

ความตื่นเต้นเร้าใจปานสายฟ้านั้นทำให้เลือดในกายสูบฉีดได้จริงๆ

และการที่ใช้เพียงสองขาแต่วิ่งได้เร็วถึงหกสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็นับเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจยิ่งนัก!

เขาจึงยิ่งมุ่งมั่นกับการสะสมความชำนาญอย่างไม่หยุดหย่อนทั้งวันทั้งคืน

ผ่านไปครึ่งเดือน ในคืนหนึ่ง เฉินมู่ก็สามารถฝึกวิชากระบี่ในแขนเสื้อจนถึงระดับสองได้สำเร็จ

การเขียน: 1576/10000/ระดับ 2

การวาดภาพ: 1443/10000/ระดับ 2

การขว้างปา: 5753/10000/ระดับ 3

วิชาฝึกกายเหยี่ยวแดง: 409/10000/ระดับ 3

การทำอาหาร: 6226/10000/ระดับ 1

วิชาปรุงยา: 2152/10000/ระดับ 2

กระบี่ในแขนเสื้อ: 16/10000/ระดับ 2

เขากวาดสายตามองตัวเลขบนกำแพงสีเทา พลางสะบัดข้อมือเบาๆ กระบี่สั้นเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ เมื่อสะบัดอีกครั้ง กระบี่สั้นก็หายวับไป

เขาขยับความคิดเพียงนิด

เสาไม้ที่อยู่ข้างกายก็พลันปรากฏรูขึ้นรูหนึ่ง

ลึกลับ รวดเร็ว และจู่โจมด้วยพลังทั้งหมดในคราวเดียว

วิชากระบี่ในแขนเสื้อระดับสองทำให้เขาสามารถสะบัดกระบี่ แทงทะลุเสาไม้ และเก็บกระบี่ซ่อนไว้ได้อย่างแนบเนียนในชั่วพริบตา

จบบทที่ บทที่ 32 ความมั่นคง

คัดลอกลิงก์แล้ว