เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 23 หาความมั่งคั่ง

บทที่ 23 หาความมั่งคั่ง

บทที่ 23 หาความมั่งคั่ง


บทที่ 23 หาความมั่งคั่ง

หลังจากปรับสภาพจิตใจได้แล้ว เฉินมู่ก็ล้างหน้าล้างตาทำอาหาร

ข้าวสาลีขาว กระต่ายป่าย่างถ่าน และผลไม้ป่ารวมมิตร

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาตั้งใจทำอาหารอย่างพิถีพิถันนับตั้งแต่กลับมายังหมู่บ้านสกุลเฉิน

หลายวันที่ผ่านมาเขามัวแต่จิตใจว้าวุ่น เอาแต่มุดเข้าป่าไปขว้างหินฝึกวิชาตั๊กแตนเหินทั้งวัน

ทักษะนี้ช่วยให้เขารู้สึกถึงความมั่นคงปลอดภัย

พวกพรรณไม้และแมลงงูในป่าแถบนั้นต่างก็ถูกเขาตามล้างตามผลาญจนเดือดร้อนกันไปหมด

เขาเรียกกำแพงสีเทาออกมา

คัดลายมือ: 1445/10000/ขั้นสอง

วาดภาพ: 1353/10000/ขั้นสอง

ขว้างปา: 4623/10000/ขั้นสอง

วิชาฝึกกายเหยี่ยวแดง: 216/10000/ขั้นสอง

ทำอาหาร: 2642/10000/ขั้นหนึ่ง

วิชาฝึกกายดูจะหย่อนยานไปบ้าง เพิ่มขึ้นเพียงวันละสามสิบแต้มประสบการณ์เท่านั้น

ในทางกลับกัน ทักษะขว้างปาถูกเขาผลักดันไปจนเกินครึ่งทางแล้ว

ไม่เพียงแต่ท่าทางในการขว้างปาจะลุ่มลึกยิ่งขึ้น ในหัวของเขายังมีวิธีการสร้างอาวุธลับแปลกๆ เพิ่มขึ้นมาอีกมากมาย

เฉินมู่อดไม่ได้ที่จะหวนนึกถึงตอนนั้น

ตอนที่สังหารเซิ่งหง มีหินก้อนหนึ่งพุ่งตรงไปที่หน้าผากของอีกฝ่าย

หน้าผากของเซิ่งหงฉีกขาดเลือดอาบหน้า แต่กระดูกกลับไม่แตกสลาย

“เมื่อฝึกวิชาฝึกกายถึงขั้นเปลี่ยนกระดูก กระดูกจะแข็งแกร่งขึ้นมาก หินธรรมดาที่กระทบจนแตกกระจายอาจจะไม่สามารถทำอันตรายถึงกระดูกได้”

“ไว้อีกสองวันกลับเข้าเมืองค่อยไปสั่งทำอาวุธลับพิเศษพวกนั้น”

...

สามวันต่อมา เฉินมู่มีความจำเป็นต้องกลับไปยังตัวอำเภอชิงซาน

เขาต้องไปที่ว่าการอำเภอเพื่อวาดภาพหมายจับ

ตลอดทางกลับเมือง เฉินมู่ทำท่าทางสงบนิ่งแต่ภายในใจกลับค่อนข้างประหม่า

เขานึกระแวงว่าจะมีกลุ่มมือปราบพุ่งออกมาจากมุมตึก แล้วรุมจับเขาหมัดตราสังข์เข้าคุก

ทว่าในความเป็นจริงกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

การหายตัวไปของเซิ่งหงช่างเงียบเชียบไร้ร่องรอย และไม่มีใครสนใจ

จนกระทั่งเฉินมู่ออกจากที่ว่าการอำเภอ ก็ยังไม่มีใครมาหาเรื่องเขา

เขายังแกล้งถามเลียบเคียงถึงเหตุการณ์ใหญ่ๆ ในอำเภอ

นอกจากเรื่องตระกูลจั่วที่ถูกผีสิงจนคุณชายใหญ่ตระกูลจั่วต้องสำแดงฤทธิ์ฟันจนดับสิ้นแล้ว ก็ไม่มีเรื่องแปลกใหม่อะไรอีก

“ลมสงบคลื่นนิ่งแบบนี้สิดี” เฉินมู่กลับบ้านด้วยความสบายใจ

ระหว่างทางเขายังแวะไปที่ร้านตีเหล็ก สั่งทำเม็ดบัวเหล็กถุงหนึ่ง เตรียมไว้สำหรับอัปเกรดวิชาตั๊กแตนเหิน

...

เขายังคงสืบข่าวอย่างระมัดระวังต่ออีกสองสามวัน จนมั่นใจว่าไม่มีใครล่วงรู้เรื่องความตายของเซิ่งหงจริงๆ เฉินมู่จึงวางใจได้เสียที

วันเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า อากาศก็เริ่มหนาวเย็นลงเรื่อยๆ

ผู้คนบนท้องถนนต่างก็ห่อตัวจนกลมราวกับบ๊ะจ่าง

เฉินมู่ยังค้นพบข้อดีอีกอย่างหนึ่งของวิชาฝึกกาย นั่นคือการทนต่อความหนาว

เมื่อเขาบรรลุขั้นเปลี่ยนเส้นเอ็น ใต้ผิวหนังคล้ายจะมีเนื้อเยื่อพิเศษชนิดหนึ่งเพิ่มขึ้นมา ไม่เพียงแต่จะเพิ่มการป้องกัน แต่ยังเสริมสร้างความทนทานต่ออุณหภูมิอีกด้วย

เขายังคงรู้สึกถึงความเย็น แต่ไม่ได้กลัวความหนาว

แต่เพื่อให้ดูเป็นปกติเหมือนคนทั่วไป เฉินมู่จึงยังคงห่อตัวเป็นบ๊ะจ่างตามเขาไปด้วย

ร้านขายข้าวในตลาดตะวันออก

เฉินมู่แบกข้าวสาลีขาวถุงหนึ่งเดินออกมา

“หกอีแปะต่อชั่ง ราคาพุ่งขึ้นเท่าตัวเลยนะเนี่ย”

สถานการณ์ความวุ่นวายในแถบภาคกลางของต้าเหลียง ในที่สุดก็ส่งผลกระทบมาถึงเมืองชายแดนเล็กๆ แห่งนี้จนได้

เขาเริ่มคิดในเรื่องการกักตุนอาหารมากขึ้น

จากนั้นก็แวะไปที่แผงของเฝยเจิ้ง เนื้อสัตว์ก็ราคาขึ้นตามระเบียบ

ไม่เพียงแต่ราคาจะขึ้น แต่ภายในเดือนนี้ สินค้ายังขาดตลาดไปหลายครั้งอีกด้วย

“อำเภอชิงซานจะไม่วุ่นวายตามไปด้วยไหมนะ?” เฉินมู่รู้สึกกังวลใจ

...

เมื่อวันเวลาล่วงเลยไป อากาศก็ยิ่งหนาวจัด

ปริมาณคนบนท้องถนนลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

ข่าวคราวความวุ่นวายจากทั่วทุกสารทิศในต้าเหลียง ยิ่งทำให้เมืองเล็กๆ แห่งนี้เงียบเหงาลงไปอีก ทุกคนต่างก็ขดตัวอยู่ในบ้านไม่ออกไปไหน

ทั้งอำเภอดูเหมือนจะสงบเงียบ แต่เบื้องหลังกลับมีกระแสน้ำเชี่ยวพัดวนอยู่

เฉินมู่นั่งอยู่ที่โต๊ะสี่เหลี่ยม ค่อยๆ นับเงินเหรียญทองแดงในมือ

“เงินเก้าสิบเจ็ดตำลึง กับอีกสี่ร้อยสามสิบห้าเหรียญทองแดง”

ค่าใช้จ่ายในการซื้อยาและเนื้อสัตว์เพื่อฝึกวิชาในแต่ละเดือน อย่างน้อยที่สุดก็ต้องใช้ถึงหกสิบตำลึง

หากไม่ลดความเข้มข้นของการฝึกวิชาลง เขาจะสามารถประคองตัวอยู่ได้อีกเพียงเดือนครึ่งเท่านั้น

เฉินมู่สีหน้าดูแย่ลงทันที

ตลอดทั้งเดือนสอง เขาไม่ได้รับงานวาดภาพเหมือนเลยแม้แต่รายเดียว

นายท่านเจินแห่งสำนักมี่ยวฮว่า ตั้งแต่เดินทางไปที่เมืองหนานหยางฟู่ ก็ยังไม่กลับมาเลย

เมื่อไม่มีงานวาดภาพ ชีวิตของเฉินมู่ก็ดิ่งลงเหวทันที

งานศิลปะการวาดภาพเหมือนเช่นนี้ ต้องอาศัยพื้นฐานของสภาพแวดล้อมที่สงบและมั่นคง

เมื่อเข้าสู่ยุคกลียุค อุตสาหกรรมภาพเขียนย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ต้องหาทางเปิดทางสว่างเพื่อหารายได้เพิ่ม”

ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากประหยัด แต่มันไม่มีทางประหยัดได้จริงๆ

หากต้องการฝึกวิชาฝึกกายให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ยาลับเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

เขาเคยคิดที่จะไม่ให้เจี้ยเจี่ยช่วยซื้อยาให้อีก

ครั้งหนึ่งยี่สิบตำลึง ทุกครั้งที่เห็นตาแก่นี่เขาก็รู้สึกปวดใจเหลือเกิน

ทว่าในปัจจุบันเส้นทางหลักถูกพวกโจรป่าตัดขาด ร้านขายยาต่างก็ขาดแคลนสมุนไพรไปเกินครึ่ง

นอกจากช่องทางของเจี้ยเจี่ยแล้ว เขาก็ไม่มีที่อื่นจะไปซื้อยาได้เลย

“หรือว่า... จะขายตำราลับนี้ทิ้งดีนะ?” เฉินมู่เงยหน้ามองภาพวาดที่แขวนอยู่บนผนัง ซึ่งบันทึกวิชาฝึกกายเหยี่ยวแดงเอาไว้อย่างละเอียด

ในใจเขารู้สึกไม่ค่อยยินยอมนัก มักจะมีความรู้สึกอยากเก็บสิ่งนี้ไว้คนเดียว

แต่พอนึกถึงว่าวิชาฝึกกายนี้ไม่รู้ว่าเซิ่งหงแอบสอนใครไปกี่คนแล้ว ตนเองก็คงเรียกได้ว่าไม่ได้ครอบครองมันไว้คนเดียวเสียทีเดียว

และถึงแม้คนอื่นจะเรียนไป แต่หากไม่มีระบบเพิ่มระดับความชำนาญเหมือนเขา ก็ไม่มีใครสามารถฝึกได้เร็วและดีเท่าเขาแน่นอน

พอคิดได้แบบนี้ ในใจก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง

เปลี่ยนมันเป็นเงินก้อนโต จะได้ช่วยให้เขาฝึกได้ดียิ่งขึ้นและเร็วยิ่งขึ้น!

“ตัดสินใจแล้ว หาโอกาสขายเจ้านี่ทิ้งเพื่อแลกเงิน!”

...

สิ้นเดือนสอง ยามโพล้เพล้

เฉินมู่ทำอาหารไว้เต็มโต๊ะที่บ้าน

ไม่นานนัก เจี้ยเจี่ยก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างลึกลับเหมือนเช่นเคย

ด้วยระดับขั้นเปลี่ยนเส้นเอ็นของเฉินมู่ในตอนนี้ เขาก็ทำได้เพียงแค่มองเห็นเงาร่างของอีกฝ่ายอย่างเลือนลางเท่านั้น

ตาแก่นี้ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นยอดฝีมือขั้นเปลี่ยนไขกระดูกเลยก็ได้

“ท่านผู้เฒ่าเจี้ย ทานด้วยกันไหม?” เฉินมู่เอ่ยปากชวนอย่างกระตือรือร้น

เจี้ยเจี่ยพินิจดูอาหารบนโต๊ะ ดวงตาขยับจ้องมองไปที่เฉินมู่: “ว่ามา”

“ว่าอะไรหรือ?” เฉินมู่แกล้งเซ่อ

“เงินค่าสินค้า” เจี้ยเจี่ยโยนถุงใส่ยาลงแล้วพูดนิ่งๆ

ไม่พูดก็ไม่พูดสิ

เฉินมู่ฝืนยิ้ม ตาแก่นี่ยังคงเด็ดขาดและตรงไปตรงมาเหมือนเดิม

“ข้าอยากจะขายวิชาฝึกกายสักชุดหนึ่ง ไม่ทราบว่าท่านพอจะมีช่องทางบ้างไหม” เฉินมู่ไม่ปกปิดเจตนา

ใช่แล้ว เฉินมู่เล็งเป้าหมายไปที่ตัวของเจี้ยเจี่ย

อีกฝ่ายเป็นนักฆ่าที่มีฐานะลึกลับ ย่อมต้องมีช่องทางที่โดดเด่น

“สองส่วน” เจี้ยเจี่ยกล่าวเรียบๆ

“หมายความว่าอย่างไร?” เฉินมู่ชะงักไป

จากนั้นก็คิดได้ทันที นี่คือจะขอส่วนแบ่งสองส่วนเป็นค่าตอบแทนงั้นรึ?!

ตาแก่สารเลว ช่างละโมบจริงๆ!

“ตกลง!” เฉินมู่กล่าวอย่างเกือบจะกัดฟัน

วิชาฝึกกายนั้นแข็งแกร่ง คนธรรมดาก็ซื้อไม่ไหว หากไม่มีช่องทางก็คงขายออกยากจริงๆ!

“เย็นวันพรุ่งนี้ ตลาดมืด” เจี้ยเจี่ยพยักหน้าอย่างพอใจ

ตาแก่นี่ถึงกับรู้จักตลาดมืด แสดงว่ามีช่องทางจริงๆ!

เฉินมู่ใช้ชีวิตอยู่ในอำเภอชิงซานมาครึ่งปี ได้ยินข่าวลือมาไม่น้อย

ตลาดมืดก็เป็นหนึ่งในนั้น

เห็นว่ามีทุกอย่างขาย และกล้าขายทุกอย่าง!

“รีบเอาเงินค่าสินค้ามาให้ข้า ข้าจะกลับไปช่วยประสานงานที่ตลาดมืดให้” เจี้ยเจี่ยเร่งรัด

“ได้ๆๆ” เฉินมู่มีสีหน้ายินดี

การขายวิชาฝึกกายได้ จะช่วยต่อลมหายใจให้เขาได้ก้อนใหญ่ ทำให้เขาฝึกวิชาต่อได้อย่างมั่นคงไปอีกพักใหญ่ๆ

ขณะที่กำลังจะหยิบเงินออกมา จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ

เร่งเอาเงินค่าสินค้า?

เฉินมู่มองไปที่ห่อยาสมุนไพรเหล่านั้น แล้วก็เหลือบไปมองเจี้ยเจี่ยที่นั่งนิ่งเป็นรูปปั้น

เขาเดินเข้าไปเปิดถุงยาและตรวจสอบดูทีละห่ออย่างละเอียด

ผ่านไปพักใหญ่ เฉินมู่หยิบสมุนไพรกำหนึ่งออกมาจากก้นถุง แล้วนำมาเทียบกับสมุนไพรที่อยู่ด้านบนอย่างพินิจพิเคราะห์

ทั้งสองอย่างดูภายนอกแทบจะเหมือนกันทุกประการ แต่ทว่า...

เฉินมู่มองไปที่เจี้ยเจี่ยด้วยใบหน้าสุดระอา

โชคดีที่ช่วงนี้ข้าว่างจนเบื่อเลยอ่านตำราแพทย์ไปสองสามเล่ม จนได้ทักษะปรุงยาออกมา ไม่อย่างนั้นคงถูกท่านหลอกเข้าให้จริงๆ แล้ว!

ฝีมือการปลอมปนยาของท่านนี่มันอัปเกรดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย?!

“ไอ้คนขายยาปลอมเฮงซวย” เจี้ยเจี่ยกล่าวเรียบๆ ความผิดหวังพาดผ่านดวงตาไปเพียงแวบเดียว

เฉินมู่จ้องเขม็งไปที่เจี้ยเจี่ย

คนอื่นพูดประโยคนี้ หมายถึงด่าคนขายยาที่เอายาปลอมมาขาย

แต่เจี้ยเจี่ยพูดประโยคนี้ แม่งคือบ่นว่ายาของคนขายยามันยังปลอมไม่เนียนพอ!

จบบทที่ บทที่ 23 หาความมั่งคั่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว