- หน้าแรก
- ข้าก็แค่อยากฝึกยุทธ์เงียบๆเท่านั้นเอง
- บทที่ 19 การว่าจ้าง
บทที่ 19 การว่าจ้าง
บทที่ 19 การว่าจ้าง
บทที่ 19 การว่าจ้าง
ย่านผิงอัน
เฉินมู่ปีนกำแพงกระโดดลงสู่ลานบ้านทางทิศตะวันตกสุด
เขาจัดการเปลี่ยนชุดสีดำและหน้ากากออก
เขานั่งลงที่โต๊ะสี่เหลี่ยม ค่อยๆ ดื่มน้ำเปล่าเย็นช่ำเพื่อสงบจิตใจที่ยังคงเต้นระทึก
"เกือบไปแล้ว เกือบไปจริงๆ..." เมื่อคืนเขาเกือบจะได้ฆ่าคนเข้าจริงๆ เสียแล้ว!
"ทั้งหมดเป็นเพราะโลกที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายใบนี้แท้ๆ" เฉินมู่คิดอย่างเคียดแค้น
คิดดูเถิด ชาติก่อนเขาเป็นเพียงพวกเก็บตัวกลัวสังคม แต่ตอนนี้กลับกล้าถึงขั้นวางยาฆ่าคนเชียวหรือ?!
"ข้าก็แค่อยากใช้ชีวิตไปตามประสา ตั้งหน้าตั้งตาฝึกวิชาอย่างสงบสุขเท่านั้นเอง" เฉินมู่คิดอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ
"ยังคงต้องทำตัวให้เรียบง่ายเข้าไว้ เรื่องทุกอย่างปลอดภัยไว้ก่อนย่อมไม่ผิดพลาด"
เพียงแค่ทักษะการวาดภาพระดับ 2 ยังชักนำความประสงค์ร้ายมาไม่ขาดสาย
หากความลับเรื่องที่เขาฝึกวิชาฝึกกายสำเร็จอย่างรวดเร็วถูกเปิดเผยออกไป ไม่รู้ว่าจะนำพาหายนะแบบไหนมาให้อีก
"เรื่องฝึกยุทธ์จะให้ใครล่วงรู้ไม่ได้เป็นอันขาด" เฉินมู่ยิ่งเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น
...
ครึ่งเดือนต่อมา
ย่านผิงอัน
มื้อเที่ยงของเฉินมู่ประกอบด้วย ยำผักใบเขียว ขาหมูเอ็นแก้ว และข้าวสาลีขาว
เขาคีบขาหมูเอ็นแก้วขึ้นมาเคี้ยวช้าๆ พลางเผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ
"ช่างเป็นรางวัลที่นึกไม่ถึงจริงๆ"
เมื่อไม่นานมานี้ เฉินมู่พบว่าบนกำแพงสีเทามีทักษะใหม่ปรากฏขึ้นมา นั่นคือ—ทักษะการทำอาหาร
หลังจากทักษะนี้ติดอันดับได้ไม่นาน เขาก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน
เมื่อก่อนเวลาจะกินเนื้อ เขาทำได้เพียงต้มในน้ำเปล่า
ถึงจะพอกินได้ แต่เรื่องรสชาตินั้นบอกได้เพียงว่ามีรสเค็มเท่านั้น
ทว่าตอนนี้เขากลับเข้าถึงรสชาติของสิ่งที่เรียกว่า "ความอร่อย" อย่างแท้จริง
เมื่อมีความสามารถนี้ เฉินมู่ย่อมไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องลำบาก
เขาขุดเอาตำราอาหารที่เคยได้ยินได้ฟังมาจากชาติก่อน ออกมาลองทำดูหลายต่อหลายเมนู
ขาหมูเอ็นแก้วจานนี้ก็คือหนึ่งในผลงานจากการทดลองของเขา
"ต่อจากนี้ไปคงได้ลิ้มรสของอร่อยจนเปรมปรีแล้วล่ะ"
...
หลังมื้ออาหาร เมื่อเก็บกวาดถ้วยชามเรียบร้อย เฉินมู่ก็นั่งดื่มน้ำเก๊กฮวยเปรี้ยวหวานเพื่อช่วยย่อยที่โต๊ะสี่เหลี่ยม
เขาเป็นจิตกรประจำสำนักเมี่ยวฮว่ามาครึ่งเดือนแล้ว
ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดที่สุดคือ ค่าจ้างงานวาดภาพของเขาเพิ่มสูงขึ้น โดยขยับขึ้นเป็นเท่าตัว อย่างน้อยที่สุดภาพละยี่สิบตำลึง
แต่จำนวนภาพที่วาดก็ลดน้อยลงตามไปด้วย
เมื่อก่อนครึ่งเดือนเขาต้องวาดอย่างน้อยสามถึงสี่ภาพ แต่ตอนนี้วาดไปเพียงสองภาพเท่านั้น
ทว่าลูกค้ากลับยิ่งกระหายและต้องการผลงานของเขามากขึ้นไปอีก
"นี่มันการตลาดแบบ 'ของขาดตลาด' ฉบับย้อนยุคชัดๆ"
สำนักเมี่ยวฮว่ามีความสามารถในการจัดการจริงๆ ไม่น่าแปลกใจที่สามารถครองส่วนแบ่งในวงการเขียนภาพของอำเภอชิงซานได้ถึงครึ่งค่อนเมือง
"นอกจากงานอาสาที่ที่ว่าการอำเภอแล้ว ในแต่ละเดือนข้าจะมีรายได้ราวแปดสิบถึงหนึ่งร้อยตำลึง"
เงินจำนวนนี้เพียงพอที่จะจรรโลงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของเขาในปัจจุบัน
เมื่อกินอิ่มหนำสำราญ เฉินมู่ก็เปลี่ยนมาสวมชุดบัณฑิตยาวสีเทาขาว
นี่คือการแต่งกายมาตรฐานของเหล่าบัณฑิตยากจนในยุคนี้ เดินตามท้องถนนแล้วไม่เป็นที่สะดุดตาแม้แต่น้อย
เพื่อการนี้ เขาถึงกับยอมเสียเวลาสังเกตการแต่งกายของสามัญชนในอำเภอชิงซานอย่างละเอียด
"ข้าก็อยากแต่งตัวให้ดูหล่อเหลาบ้างหรอกนะ แต่ว่า..."
หากเขาขืนสวมเสื้อผ้าแพรพรรณโอ่อ่าเผยความมั่งคั่ง คืนนั้นคงมีโจรขโมยขึ้นบ้านเป็นแน่!
เขาจัดแจงความเรียบร้อยหน้าอ่างน้ำที่สะท้อนเงาจนพอใจ แล้วเตรียมตัวออกไปข้างนอก
วันนี้เขามีนัดต้องไปช่วยเหล่ามือปราบวาดภาพประกาศจับ
เฉินมู่ไม่ได้หยุดงานอาสาเพียงเพราะเข้าร่วมกับสำนักเมี่ยวฮว่า
การช่วยงานที่ว่าการอำเภอแม้จะไม่ได้ค่าตอบแทน แต่กลับมอบผลประโยชน์ที่มองไม่เห็นให้แก่เขา
อย่างน้อยพวกนักเลงหัวไม้ตามท้องถนนก็ไม่กล้าเข้ามาหาเรื่องเขาอย่างโจ่งแจ้ง
รายได้สูงขึ้น ไม่มีใครมารบกวน เฉินมู่จึงใช้ชีวิตตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมาได้อย่างสบายอกสบายใจ
หากจะบอกว่ามีเรื่องอะไรที่ไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง ก็คงจะเป็นชายฉกรรจ์สองคนที่หน้าประตูนั่นแหละ
เฉินมู่ผลักประตูออกไป ชายร่างกำยำสองคนยืนเฝ้าแหนอยู่หน้าบ้านราวกับทวารบาล
นี่คือผู้คุ้มกันที่สำนักเมี่ยวฮว่าจัดหามาให้
เฉินมู่ไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะมันช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้เขาได้จริงๆ
แต่การที่มีคนคอยตามติดตลอดทั้งวันแบบนี้ ทำให้หลายอย่างไม่สะดวก
เช่น การฝึกวิชาฝึกกาย หรือการออกไปหาซื้อยาลับ
"โชคดีที่ก่อนหน้านี้กักตุนสมุนไพรไว้ชุดใหญ่"
ตอนที่เขาหมกตัวฝึกวิชา เขาซื้อยามาตุนไว้มากครั้งเดียว ตอนนี้จึงยังพอใช้ไปได้อีกสักพัก
"แต่มันก็ต้องมีวันหมด"
"ต้องหาทางเลี่ยงคนทั้งสองเพื่อไปซื้อสมุนไพรให้ได้" เฉินมู่ลอบวางแผนในใจ
...
อีกครึ่งเดือนต่อมา เฉินมู่วิ่งพล่านไปทั่วลานบ้านด้วยความเร็วประหนึ่งการวิ่งเต็มฝีเท้าในระยะร้อยเมตร ทว่าเสียงเท้าที่กระทบพื้นกลับเงียบกริบจนแทบไม่ได้ยิน
หนึ่งเค่อต่อมา เฉินมู่หยุดวิ่ง เขาพ่นลมหายใจยาวเพื่อปรับจังหวะการหายใจที่เริ่มหอบถี่
เขียนอักษร: 1342/10000/ระดับ 2
วาดภาพ: 1079/10000/ระดับ 2
ขว้างปา: 2598/10000/ระดับ 2
วิชาฝึกกายเหยี่ยวแดง: 7231/10000/ระดับ 1
ทำอาหาร: 1326/10000/ระดับ 1
ผ่านไปหนึ่งเดือน วิชาฝึกกายเหยี่ยวแดงเพิ่มระดับความชำนาญขึ้นมาสองพันกว่าแต้ม
เมื่อเทียบกับเดือนที่แล้ว ถือว่าลดลงไปมาก
"นี่คือข้อเสียของการเข้าสำนักเมี่ยวฮว่า" เฉินมู่มองไปทางประตูอย่างเหนื่อยหน่าย
มีชายฉกรรจ์ยืนอยู่หน้าประตู ทุกครั้งที่ฝึกวิชาเขาจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
ด้วยเหตุนี้เขาจึงตั้งใจศึกษาทักษะวิชาฝึกกายเหยี่ยวแดงเพิ่มเติม เพื่อลดเสียงรบกวนจากการวิ่งทะยาน
จนตอนนี้เขาสามารถวิ่งได้อย่างเงียบสงัดไร้สำเนียง ถือเป็นผลพลอยได้ที่นึกไม่ถึง
แต่ทว่าเขาก็ยังไม่กล้าฝึกอย่างเต็มที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเร็วในการเก็บแต้มความชำนาญจริงๆ
"ยาลับก็หมดแล้ว ผลลัพธ์หลังจากนี้คงจะยิ่งแย่ลงไปอีก"
เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกพบเห็น เฉินมู่ไม่รังเกียจที่จะชะลอความเร็วในการฝึกฝนลง
แต่ถ้าขาดตัวยาลับ ประสิทธิภาพจะลดลงทันทีถึงครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจยอมรับได้
"ต้องหาทางซื้อสมุนไพรให้ได้"
ทันใดนั้นก็มีเสียงพูดคุยดังมาจากหน้าประตู
เฉินมู่เดินไปเปิดประตู
"คุณชายเฉิน ของพวกนี้ให้ข้านำไปวางไว้ที่ใดขอรับ?" ชายวัยสี่สิบเศษที่มีใบหน้ากร้านแดดเอ่ยถามอยู่หน้าประตู
เสื้อผ้าของเขามีรอยปะชุน มือหยาบกร้านหนาเตอะ ดูท่าจะเป็นแรงงานรับจ้างที่ทำงานหนักมาอย่างโชกโชน
เขารัดตัวตะแคงข้าง เผยให้เห็นตะกร้าไม้ไผ่ขนาดใหญ่บนหลัง ภายในบรรจุเนื้อสดหนักกว่าสิบชั่ง
"เหล่าหลี่ ช่วยแบกเข้าไปวางในห้องให้ข้าหน่อยเถิด" เฉินมู่ยิ้มกล่าว
คนผู้นี้คือแรงงานจากโรงเตี๊ยมสกุลเซวี่ยในตลาดทิศตะวันออก
เมื่อวางเนื้อสดเรียบร้อย เฉินมู่ก็ยื่นเหรียญทองแดงสิบเหรียญให้เหล่าหลี่
"ขอบพระคุณคุณชายมากขอรับ" เหล่าหลี่รับไปพร้อมรอยยิ้ม
"ครั้งก่อนได้ยินว่า คนรับใช้ส่งของในโรงเตี๊ยมพวกเจ้ามีการแบ่งระดับด้วยหรือ?" เฉินมู่ถามขึ้น
"ใช่ขอรับ อย่างข้าเป็นระดับรองเท้าฟาง สูงขึ้นไปก็มีรองเท้าทองแดง รองเท้าเหล็ก แล้วยังมีรองเท้าทองกับรองเท้าเงินด้วย คุณชายเฉินถามถึงเรื่องนี้..." เหล่าหลี่มองเฉินมู่อย่างไม่เข้าใจ
"ข้าต้องการว่าจ้างระดับรองเท้าเงินสักคนหนึ่ง กลับไปบอกเถ้าแก่ของพวกเจ้าด้วย ให้เขาส่งคนมาเจรจาในยามค่ำวันนี้" เฉินมู่กล่าวเสียงเบา
เขาแอบสืบเรื่องนี้มานานแล้ว โรงเตี๊ยมสกุลเซวี่ยดำเนินกิจการคุ้มกันและส่งสินค้าเป็นหลัก
โดยระดับรองเท้าทองนั้นเป็นระดับสูงสุด มีระบบรักษาความลับดีที่สุด ถึงขั้นได้รับมอบหมายให้คุ้มกันเงินภาษีของที่ว่าการอำเภอ
แต่ระดับรองเท้าทองนั้นเป็นการทำงานแบบเป็นทีม ครั้งหนึ่งต้องใช้คนมากกว่าสิบคน
ระดับรองเท้าเงินรองลงมา ความปลอดภัยและความลับก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน อีกทั้งยังสามารถว่าจ้างเป็นรายบุคคลหรือกลุ่มเล็กได้
เขาตั้งใจจะให้คนของโรงเตี๊ยมสกุลเซวี่ยช่วยจัดซื้อยาลับสำหรับฝึกวิชาให้
"ได้เลยขอรับ! ท่านวางใจได้!" เหล่าหลี่ดีใจเป็นล้นพ้น
ขอเพียงเขานำข่าวนี้ไปบอกเถ้าแก่ หากมีการเซ็นสัญญาว่าจ้างเกิดขึ้นจริง เขาก็จะได้ส่วนแบ่งจำนวนมากด้วย
"ให้คนมาหาข้าตอนค่ำ ข้าไม่อยากให้คนล่วงรู้เรื่องนี้มากนัก" เฉินมู่กำชับ
"ได้เลยขอรับ ท่านวางใจได้" เหล่าหลี่รีบรับคำเสียงเบา
หลังจากส่งเหล่าหลี่กลับไป เฉินมู่ก็ปิดประตูจัดการกับเนื้อสด
"ให้โรงเตี๊ยมซื้อยาให้แทน แม้จะไม่สามารถปิดบังได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็ไม่ใช่ข้าที่ออกหน้าเอง ย่อมช่วยบดบังสายตาจากผู้คนในที่แจ้งได้บ้าง" เฉินมู่ลอบมองไปทางประตูใหญ่
เขาไม่อยากให้สำนักเมี่ยวฮว่ารู้ว่าเขาฝึกวรยุทธ์
"แล้วยังมีมือปราบลู่คนนั้นอีก"
อีกฝ่ายเป็นเจ้าถิ่น หากเขาออกหน้าซื้อยาเอง ย่อมมีโอกาสถูกล่วงรู้ได้ง่าย
เมื่อมือปราบลู่รู้ ท่านอาจารย์เซิ่งหงก็ย่อมต้องรู้ด้วย
คนผู้นั้นมักใช้พื้นฐานวิชาฝึกกายเหยี่ยวแดงเป็นเหยื่อล่อเพื่อกอบโกยเงินทอง
หากเฉินมู่ไปฝึกเพียงครั้งเดียวก็เข้าถึงแก่นวิชา อีกฝ่ายอาจเกิดความไม่ยินยอมพร้อมใจขึ้นมาได้
และความไม่ยินยอมนั้นอาจนำมาซึ่งการขัดแข้งขัดขาได้ในภายหลัง
เฉินมู่ยอมเสียเงินเพื่อตัดปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
"ไม่มีใครรู้ว่าข้าฝึกยุทธ์ สามารถเก็บไว้เป็นไพ่ตายได้" เฉินมู่คิดอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง
"แถมข้ายังย้ายเวลาฝึกไปตอนกลางคืนได้ด้วย"
ในยามวิกาล ผู้คุ้มกันทั้งสองที่หน้าประตูจะกลับไป เขาจึงสามารถฝึกวิชาได้อย่างเต็มที่
"แบบนี้ก็ไม่มีใครรู้ว่าข้าสำเร็จวิชาฝึกกายแล้ว!" เฉินมู่คิดอย่างมีความสุข
เขาล้างเนื้อสามชั้นจนสะอาด สะบัดน้ำออกแล้วตัดเป็นก้อนสี่เหลี่ยม จากนั้นใช้เกลือและเครื่องเทศทาถูเพื่อหมักไว้
ต่อมาเขาใช้เครื่องเทศตามสูตรที่เพิ่งนึกออกนำมาต้มเนื้อจนสุกเจ็ดส่วน แล้วจึงนำไปทอดด้วยน้ำมันพืช
กรรมวิธีเหล่านี้ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาเนื้อสดได้นานขึ้น และยังมีรสชาติที่ดียิ่งขึ้นด้วย
กว่าจะจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น ท้องฟ้าก็เริ่มมืดสลัว
เขาหยิบเนื้อที่ทำเสร็จแล้วสองชิ้นมอบให้ผู้คุ้มกันหน้าประตู เมื่อเห็นทั้งคู่รับไปด้วยความยินดีและกล่าวขอบคุณ เขาก็ฉวยโอกาสไล่ทั้งสองคนให้กลับไปพักผ่อนก่อนเวลา
เฉินมู่ทำยำผักสดเพิ่มอีกจาน ต้มข้าวสาลีขาวอีกหนึ่งถัง แล้วนั่งลงที่โต๊ะสี่เหลี่ยมทานเนื้อที่เพิ่งขึ้นจากเตา พลางรอคอยคนจากโรงเตี๊ยมสกุลเซวี่ยที่กำลังจะมาถึง