- หน้าแรก
- ข้าก็แค่อยากฝึกยุทธ์เงียบๆเท่านั้นเอง
- บทที่ 20 ทะลวง
บทที่ 20 ทะลวง
บทที่ 20 ทะลวง
บทที่ 20 ทะลวง
ดวงตะวันคล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตก หมู่เมฆบนท้องฟ้าแดงฉานราวกับถูกเปลวเพลิงแผดเผา
สายลมเย็นเริ่มพัดโชยเข้ามาภายในลานบ้าน
เฉินมู่นั่งอยู่หน้าโต๊ะสี่เหลี่ยมภายในห้อง เขามองออกไปนอกประตูที่เปิดกว้าง ดูเส้นขอบฟ้าที่ค่อยๆ มืดสลัวลงพลางคีบหมูสามชั้นทอดกรอบชิ้นหนึ่งเข้าปาก
สัมผัสที่กรอบนอกนุ่มในกับรสชาติเค็มเผ็ดที่สมดุลกันอย่างลงตัว ทำให้เฉินมู่ถึงกับต้องพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
นี่ขนาดฝีมือทำอาหารอยู่แค่ระดับหนึ่งเท่านั้นนะ
ในชาติก่อนใครๆ ก็บอกว่าไม่อาจปล่อยให้ของอร่อยหลุดมือไปได้ แต่คนส่วนใหญ่กลับกินเพื่อให้อิ่มท้องเท่านั้น เพราะต้องเสียพลังงานไปกับการทำงานที่ยุ่งเหยิง ชีวิตที่เร่งรีบทำให้ผู้คนไม่มีเวลาใส่ใจเรื่องอื่น
“วันหลังต้องหาเวลาปั๊มค่าความชำนาญการทำอาหารให้หนักหน่อยแล้ว”
ในเมื่อทะลุมิติมาแล้ว จะสละเวลามาละเมียดละไมกับอาหารเลิศรสบ้างจะเป็นไรไป?
ตอนนี้มีสำนักเมี่ยวฮว่าช่วยติดต่อประสานงานเรื่องรับวาดภาพให้ เรื่องรายได้จึงไม่ต้องเป็นกังวล
อีกสักพักพอเรียกตัวระดับรองเท้าเงินมาช่วยซื้อสมุนไพรให้ เรื่องการฝึกวรยุทธ์ก็ไม่มีอุปสรรคอีกต่อไป
พอนึกถึงชีวิตที่ยากลำบากของเจ้าของร่างเดิมเทียบกับตอนนี้แล้ว เฉินมู่ก็คีบผักใบเขียวคลุกซอสมาเคี้ยวอย่างสบายอารมณ์
แต่พอเงยหน้าขึ้น เขาก็เห็นเงาดำร่างหนึ่งพลิกตัวลงจากกำแพงอย่างเงียบเชียบ
ระดับรองเท้าเงินงั้นหรือ?
ตนบอกว่าไม่อยากให้ใครรู้ ฝ่ายนั้นเลยแอบปีนกำแพงเข้ามาเลยอย่างนั้นหรือ?
มืออาชีพจริงๆ!
เฉินมู่กำลังจะลุกขึ้นต้อนรับ แต่พอเงยหน้าสบตาอีกฝ่ายเข้า...
ผมและเคราสีเงินขาว ดวงตาที่หรี่เล็กลงจนเป็นเส้นเดียว ใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก...
นั่นมันนักฆ่าจากหมู่บ้านสกุลเฉินไม่ใช่หรือไงกัน?!
เฉินมู่เหมือนถูกกดปุ่มหยุดนิ่ง เขายืนค้างอยู่ครึ่งตัวพลางจ้องตาค้างอยู่กับที่
เจี้ยเจี่ย: “...”
ช่างมีวาสนาต่อกันจริงๆ!
“เอ่อ... จะลองชิมด้วยกันสักคำไหม?” เฉินมู่ค่อยๆ นั่งลง แสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือ
“ข้ากลัวโดนพิษตาย” เจี้ยเจี่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยโดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง
“ท่านผู้เฒ่า ดูเหมือนท่านจะเข้าใจข้าผิดไปไกลมากเลยนะ” เฉินมู่ส่ายหน้าด้วยความจนใจ
ลูกตาทั้งสองข้างของเจี้ยเจี่ยค่อยๆ เคลื่อนมาหยุดนิ่งที่แขนเสื้อของเฉินมู่
เข้าใจผิดงั้นหรือ? ต้องฝึกวิชาหนังทองแดงหนาแค่ไหนกัน ถึงได้โปรยผงพิษไปพร้อมกับพูดว่าเข้าใจผิดได้หน้าตาเฉยแบบนี้
“ตามหาระดับรองเท้าเงินทำไม?” เจี้ยเจี่ยถามเสียงเรียบ
ระดับรองเท้าเงิน?
ตาแก่นักฆ่าคนนี้คือระดับรองเท้าเงินของโรงเตี๊ยมสกุลเซวี่ยอย่างนั้นหรือ?
นักฆ่าหันมาทำงานรับจ้างส่งของเนี่ยนะ?
สายตาของเฉินมู่เริ่มดูแปลกไป
อาชีพนักฆ่ามันตกอับขนาดนี้เลยหรือไง?
“ข้าอยากซื้อสมุนไพรชุดหนึ่งน่ะขอรับ” ตราบใดที่ไม่ได้มาฆ่าเขาก็ถือว่าโอเค
“รายการล่ะ” เจี้ยเจี่ยพูดสั้นกระชับ
“อยู่นี่ขอรับ” เฉินมู่รีบหยิบรายการสมุนไพรที่เตรียมไว้ออกมา
นอกจากสมุนไพรที่จำเป็นสำหรับวิชาฝึกกายเหยี่ยวแดงแล้ว เขายังใส่ชื่ออย่างอื่นเพิ่มเข้าไปอีกเพียบเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
“ค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ขอรับ?” เฉินมู่เอ่ยถาม
“สิบ... ยี่สิบตำลึง” เจี้ยเจี่ยตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เฉินมู่: “...”
เมื่อกี้ท่านจะพูดว่าสิบตำลึงใช่ไหม?!
นี่มันกรรโชกทรัพย์กันชัดๆ! รังแกกันเกินไปแล้ว!
เฉินมู่พูดด้วยความฮึดฮัด “ตกลงขอรับ นี่ค่าจ้าง ส่วนนี่คือค่ามัดจำสินค้าครึ่งหนึ่ง รับไว้ด้วยขอรับ”
“หึ...” เจี้ยเจี่ยกลอกตามามองค้อนเฉินมู่ มุมปากกระตุกเล็กน้อยก่อนจะหยิบเงินบนโต๊ะแล้วหายวับไปในพริบตา
เฉินมู่จ้องมองจุดที่อีกฝ่ายหายตัวไปอยู่นานกว่าจะดึงสติกลับมาได้
บ้าเอ๊ย! ข้าแค่หาคนส่งของ ทำไมถึงได้นักฆ่ามาแทนล่ะเนี่ย?!
แต่ดูเหมือนชายคนนี้จะไม่มีเจตนาฆ่าเขาแล้ว
การที่เขาปรากฏตัวต่อหน้าเฉินมู่ ไม่ใช่ในฐานะนักฆ่า แต่เป็นระดับรองเท้าเงินของโรงเตี๊ยมสกุลเซวี่ย
เฉินมู่รู้สึกโล่งอกขึ้นมาบ้าง
อีกอย่าง ฝ่ายนั้นเป็นถึงนักฆ่า ดูจากความเร็วปานผีหลอกเมื่อครู่ ฝีมือย่อมต้องสูงส่งมากแน่นอน
ที่เขาหาคนซื้อยาแทนก็เพราะกลัวคนสืบข่าวไม่ใช่หรือ?
คราวนี้มีนักฆ่าระดับรองเท้าเงินไปซื้อให้ ใครจะกล้ามาสืบเรื่องของเขากัน?
สรุปแล้ว นี่ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่เหนือความคาดหมายใช่ไหมนะ?
“ติดตรงที่แพงไปหน่อย!”
ยี่สิบตำลึงเงิน ตาแก่นี่กล้าเรียกเก็บได้ลงคอ!
เฉินมู่รู้สึกปวดใจจนตัวสั่น
“ช่างเถอะ ถือว่าเสียเงินซื้อความปลอดภัยก็แล้วกัน” เฉินมู่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ก่อนจะยกสำรับอาหารที่ถูกเขาสาดพิษงูใส่ไปขุดหลุมฝังที่มุมกำแพง
“วู่วามไปหน่อยแฮะ เสียดายกับข้าวดีๆ ทั้งโต๊ะเลย”
...
ปีต้าเหลียงที่ 638 วันที่ 23 เดือน 12 อากาศเริ่มเย็นลง
เฉินมู่ตื่นขึ้นมาท่ามกลางแสงสลัวยามเช้าเหมือนเช่นทุกวัน
เขาสวมเสื้อคลุมตัวหนาแล้วเปิดประตูออกมา ลมหนาวพัดวูบเข้าใส่หน้า ความรู้สึกเหมือนฤดูใบไม้ร่วงตอนปลายในแถบภาคเหนือของชาติก่อน
เขามาอยู่ที่โลกนี้ได้เจ็ดเดือนกว่าแล้ว ไม่มีมือถือหรือคอมพิวเตอร์ การนอนหัวค่ำตื่นเช้าจึงกลายเป็นเรื่องปกติ
เฉินมู่กระโดดจากเรือนฝั่งตะวันตกสุดไปยังเรือนฝั่งตะวันออกสุดเพื่อล้างหน้าล้างตาและทำอาหาร
เขาเริ่มจุดไฟต้มน้ำ ซาวข้าวสาลีขาว เด็ดผักล้างผักอย่างคล่องแคล่วเป็นลำดับขั้นตอน
ด้วยโบนัสจากทักษะการทำอาหาร ทำให้การเข้าครัวกลายเป็นเรื่องง่ายดาย
เขาหั่นใบผักเป็นชิ้นเล็กๆ ผสมกับเมล็ดหญ้าที่ตั้งใจซื้อมา แล้วเทลงในเล้าไก่ใต้กำแพงฝั่งตะวันตก
แม่ไก่ห้าตัวส่งเสียงกระต๊ากพลางแย่งกันจิกกินอาหาร เฉินมู่อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู
เขาเลี้ยงไก่มาเดือนกว่าแล้ว ซึ่งพวกมันก็ช่วยผลิตไข่ให้เขาได้ไม่น้อยเลย
...
เขากลับมาเติมฟืนที่หน้าเตา เมื่อกะดูว่าข้าวสาลีขาวคงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะสุก เฉินมู่จึงถอดเสื้อคลุมที่ดูเทอะทะออก: “พอดีเลย มีเวลาหาอะไรทำแก้เมื่อยสักหน่อย”
เขาใช้เวลาไม่กี่อึดใจวอร์มอัพข้อต่อทั่วร่างกาย จากนั้นเริ่มกระโดดและวิ่งสั้นๆ ภายในลานบ้าน
เริ่มจากท่วงท่าที่นุ่มนวลค่อยๆ เร่งความเร็วขึ้น จนกระทั่งถึงระดับความเร็วของการวิ่งร้อยเมตร
ทุกครั้งที่ปลายเท้าแตะพื้น เขาจะรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังจะพุ่งทะยานออกไปจนเกือบเสียการควบคุม นั่นคือแรงเฉื่อยอันมหาศาลที่เกิดจากความเร็วสูงสุด
ทว่าในชั่วอึดใจที่ปลายเท้าสัมผัสพื้น กล้ามเนื้อทั่วร่างจะขยับขับเคลื่อนอย่างรุนแรง พลังมหาศาลระเบิดออกมาจากปลายเท้า
ไม่ว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลัง ร่างกายที่จวนเจียนจะเสียหลักกลับสามารถเร่งความเร็ว หยุดนิ่ง หรือแม้แต่เปลี่ยนทิศทางกะทันหันได้ตามใจนึก
นี่คือวิชาฝึกกายเหยี่ยวแดง วิชาฝึกกายที่โดดเด่นเรื่องการเคลื่อนไหวหลบหลีกและการวิ่ง
ผ่านไปหนึ่งเค่อ เงาร่างที่ต่อเนื่องกันเป็นสายในลานบ้านก็หยุดกะทันหัน
เฉินมู่สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วค่อยๆ พ่นออกมา เคล็ดการหายใจของวิชาฝึกกายครบรอบวงจรพอดี
เหงื่อเม็ดเล็กผุดซึมจากหน้าผาก ความรู้สึกโปร่งสบายแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย
การออกกำลังกายช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเอนดอร์ฟินทำให้รู้สึกมีความสุข
ชาติก่อนเขาเคยได้ยินเรื่องนี้มาตลอด แต่ในฐานะคนติดบ้านที่ชอบกินจุ เขาไม่เคยสัมผัสความรู้สึกนี้เลย
แต่ตอนนี้เขาได้สัมผัสแล้ว และดูเหมือนจะเสพติดมันเสียด้วย
ในขณะที่กำลังยืดเหยียดร่างกายอย่างช้าๆ ความเข้าใจแจ้งบางอย่างก็พลันวาบเข้ามาในหัว
ทันใดนั้น กระแสความร้อนอันเชี่ยวกรากก็พุ่งออกมาจากทั่วทุกส่วนของร่างกาย
กล้ามเนื้อทั่วร่างบิดม้วนไปมาเองโดยอัตโนมัติ ราวกับมีหนูตัวเล็กๆ วิ่งพล่านอยู่ใต้ผิวหนัง
ความรู้สึกคันยิบๆ แผ่ซ่านไปทั่วตัว เนื้อเยื่อพิเศษบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นใต้ผิวหนัง
เนิ่นนานกว่าเฉินมู่จะดึงสติกลับมาได้
เขาสัมผัสถึงความรู้สึกที่ยังหลงเหลืออยู่ในหัวก่อนจะหลุดยิ้มกว้างออกมา: “ทะลวงระดับแล้วเหรอ?!”
การคัดลายมือ: 1445/10000/ระดับสอง
การวาดภาพ: 1353/10000/ระดับสอง
การขว้างปา: 3316/10000/ระดับสอง
วิชาฝึกกายเหยี่ยวแดง: 8/10000/ระดับสอง
การทำอาหาร: 2642/10000/ระดับหนึ่ง
เขาถลกแขนเสื้อซ้ายขึ้นแล้วลองบีบผิวหนังดู
สัมผัสที่ได้เหมือนกับความเหนียวแต่ยึดหยุ่นของหนังแท้
“เหมือนใส่ชุดเกราะหนังบางๆ ไว้ชั้นหนึ่งเลย”
เขาลองออกหมัดกลางอากาศ เสียงลมแหวกอากาศดังหวีดหวิว
“พละกำลังก็แข็งแกร่งขึ้นด้วย”
ปลายเท้าถีบพื้น พลังทั่วร่างระเบิดออกทันที ร่างของเขาหายวับไปจากจุดเดิม
กำแพงดินสีเหลืองที่อยู่ห่างไปเจ็ดแปดเมตรขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วต่อหน้าต่อตา
วินาทีต่อมา ร่างของเขาหยุดกะทันหันในสภาพที่เกือบจะประชิดกำแพง
พอออกแรงอีกครั้ง เพียงพริบตาก็กลับมาอยู่ที่เดิม
“ความเร็วและการตอบสนองไวขึ้นมาก! อย่างน้อยก็ทิ้งห่างตัวเองเมื่อกี้ไปหลายช่วงตัวเลย!”
“ทั้งการป้องกัน พลัง ความเร็ว และการตอบสนอง สมรรถภาพทางกายยกระดับขึ้นทุกด้าน!”
“นี่สินะวิชาฝึกกาย!”
ในตอนนี้พอนึกถึงมือปราบลู่ที่เคยกระโดดได้ไกลถึงห้าหกจั้งในตอนนั้น เขาก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป
“ก็แค่ปั๊มค่าความชำนาญไม่ใช่เหรอ?”
เขานึกอะไรบางอย่างออกจึงก้มลงหยิบหินขึ้นมาลูกหนึ่ง
วูบ!
ฉึก!
รูโหว่ขนาดเท่านิ้วชี้ปรากฏขึ้นบนกำแพงดิน
มองลอดผ่านรูนั้นไป ถึงขั้นเห็นถนนใหญ่ที่อยู่นอกกำแพงได้เลยทีเดียว
“แถมยังช่วยเพิ่มอานุภาพของตั๊กแตนเหินด้วยงั้นหรือ?”
“เยี่ยม!”
ตอนนั้นเอง กลิ่นหอมกรุ่นก็โชยมาเข้าจมูก ข้าวสาลีขาวหุงสุกพอดี
“วิชาฝึกกายทะลวงสู่ระดับสอง สำเร็จขั้นเปลี่ยนเส้นเอ็น แบบนี้ต้องรางวัลให้ตัวเองเสียหน่อย”
“หมูทอด ผักคลุกซอส แล้วก็เนื้อเค็มตากแห้งรสเด็ด... สวรรค์ชัดๆ!”