- หน้าแรก
- ข้าก็แค่อยากฝึกยุทธ์เงียบๆเท่านั้นเอง
- บทที่ 18 หัวหน้าจิตรกร
บทที่ 18 หัวหน้าจิตรกร
บทที่ 18 หัวหน้าจิตรกร
บทที่ 18 หัวหน้าจิตรกร
ภายในกระท่อมพรานป่า
เฉินมู่จ้องมองชายชราผมขาวที่อยู่ด้านนอกผ่านช่องหน้าต่างอย่างไม่วางตา
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินทอดน่องทว่าหายตัวไปอย่างรวดเร็วราวกับเดินเล่น เฉินมู่จึงค่อยลอบระบายลมหายใจออกมา
เขาปาดเหงื่อที่ซึมกบเต็มหน้าผาก
"ตาแก่นั่นเป็นนักฆ่าหรือ?"
"ใครคิดจะฆ่าข้า?"
"แล้วที่ว่าผู้จ้างวานตายไปแล้วหมายความว่าอย่างไร?"
"หรือจะเป็นการหลอกให้ข้าตายใจ พอข้าประมาทแล้วค่อยย้อนกลับมาฆ่า?"
จิตใจของเฉินมู่สับสนวุ่นวายไปหมด
เขาแค่ตั้งหน้าตั้งตาฝึกคัดอักษรฝึกวาดภาพ หาเงินเลี้ยงชีพด้วยหยาดเหงื่อแรงงานอย่างซื่อสัตย์ กลับมีคนคิดจะปลิดชีวิตเขาเชียวหรือ?!
โลกช่างอยู่ยาก ใจคนช่างโหดเหี้ยม!
"ข้าต้องรีบครอบครองความแข็งแกร่งให้เร็วที่สุด!"
เงาร่างของชายชราผมขาวหายลับไปโดยสิ้นเชิงแล้ว
เฉินมู่หยิบถุงน้ำที่บรรจุพิษงูหลายชนิดผสมกันมัดไว้ที่เอว
จัดแจงผงปูนขาวในแขนเสื้อให้เข้าที่
มือขวากำกรวดหินแหลมคมนับสิบก้อนไว้แน่น
ด้านหลังพกมีดพร้าถางป่าเอาไว้
เขาดึงกระต่ายป่าที่จัดการเรียบร้อยแล้วขึ้นมา เร่งเร้าวิชาฝึกกายเหยี่ยวแดงจนถึงขีดสุด พุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังป่าอีกด้านหนึ่ง
นั่นเป็นทิศทางที่ตรงกันข้ามกับทางที่ชายชราคนนั้นจากไปโดยสิ้นเชิง
แม้จะต้องเดินอ้อมไกลกว่าเดิม แต่เขากลับรู้สึกสบายใจกว่า
เขาไม่อยากเผชิญหน้ากับตาแก่ผมขาวคนนั้นอีกเป็นอันขาด
...
ตลอดทางเขาดำเนินไปด้วยความระแวดระวัง
เฉินมู่เป็นดั่งนกที่ตื่นธนู เพียงแค่เสียงลมพัดใบไม้ไหวก็ทำให้เขาใจสั่นขวัญผวา
จนกระทั่งยามโพล้เพล้จึงลอบกลับเข้าบ้านในอำเภอชิงซานได้อย่างเงียบเชียบ
"ในเมื่อฝ่ายนั้นหาหมู่บ้านตระกูลเฉินพบ ก็มีโอกาสสูงที่จะหาที่นี่พบเช่นกัน"
"ต้องรีบย้ายบ้าน!"
เหตุการณ์ที่พบเจอในวันนี้ทำให้เฉินมู่รู้สึกขาดความมั่นคงอย่างรุนแรง
เขาเก็บข้าวของแล้วรีบทานมื้อค่ำอย่างรวดเร็ว โดยไม่คิดจะพักผ่อนอยู่ในบ้าน
เขาหอบผ้าห่มแล้วปีนกำแพงหนีไปยังบ้านที่อยู่ติดกัน
หลังจากอาศัยอยู่ที่นี่มานาน เฉินมู่สืบทราบมาดีแล้ว
บ้านทางทิศตะวันตกหลังนี้ร้างมานาน
เขาตัดสินใจว่าคืนนี้จะงีบหลับที่นี่ไปก่อนหนึ่งคืน
"ต้องหาทางเช่าบ้านหลังนี้ไว้ด้วย"
"ไม่สิ มันยังอยู่ใกล้กันเกินไปหน่อย" เฉินมู่มองไปทางทิศตะวันตก
"บ้านหลังโน้นดูท่าจะเข้าทีไม่เลว"
...
วันต่อมาเฉินมู่ตรงไปยังสำนักงานจัดหาที่พักในตลาดทิศตะวันออก เพื่อเช่าบ้านที่อยู่ติดกันเพิ่มอีกสองหลัง
ค่าเช่าปีหนึ่งเพียงหนึ่งตำลึงเงิน ซึ่งตอนนี้เฉินมู่มีกำลังพอที่จะจ่ายได้อย่างสบาย
เมื่อลงกลอนประตูเรียบร้อย เขาก็เริ่มปีนกำแพงขนย้ายปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตไปยังบ้านใหม่
เขาใช้บ้านหลังที่อยู่ทิศตะวันตกสุดสำหรับนอนพักผ่อน
บ้านหลังกลางใช้สำหรับฝึกยุทธ์
ส่วนบ้านหลังเก่าเขาก็ยังไม่คืนกุญแจ ตั้งใจจะใช้เป็นที่พักหลอกตาผู้คน
หลังจากนั้นเขาก็ออกไปซื้อของยกใหญ่ กว้านซื้อสมุนไพรมาจำนวนมาก แล้วเริ่มหมกตัวฝึกวิชาอย่างหนัก
วิชาฝึกกายเหยี่ยวแดงมีตัวยาลับที่ช่วยปรับปรุงสภาพร่างกายและสมานอาการบาดเจ็บ
แต่ก่อนเขาทานเพียงแค่วันละครั้ง
ทว่าตอนนี้เฉินมู่กระหายในพลังอย่างยิ่ง เขาจึงเพิ่มเป็นวันละสองครั้ง พร้อมกับพักผ่อนในระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้ฝึกได้บ่อยขึ้น
เมื่อก่อนเขาฝึกวิชากายบริหารเพียงหกเจ็ดครั้ง ร่างกายก็ปวดร้าวอ่อนล้าจนทำต่อไม่ไหว
แต่ตอนนี้เมื่อมีตัวยาลับคอยฟื้นฟู ร่างกายเขาสามารถฝึกได้ถึงวันละแปดเก้าครั้ง
ระดับความชำนาญพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว
เขาสัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งขึ้น ความเร็วและการตอบสนองที่ว่องไวขึ้น ทำให้เฉินมู่ยิ่งทุ่มเทแรงกายแรงใจมากขึ้นไปอีก
ถึงขั้นจงใจลดจำนวนครั้งที่ออกไปรับจ้างวาดภาพลงด้วยซ้ำ
...
หนึ่งเดือนต่อมา
คัดอักษร: 1336/10000/ระดับ 2
วาดภาพ: 1034/10000/ระดับ 2
ขว้างปา: 2465/10000/ระดับ 2
วิชาฝึกกายเหยี่ยวแดง: 5352/10000/ระดับ 1
"อีกไม่นานแล้ว อย่างมากก็ไม่เกินสองเดือนคงจะบรรลุขั้นเปลี่ยนเอ็น"
วิชาฝึกกายมีลำดับการเปลี่ยนแปลงสามระดับคือ เปลี่ยนเอ็น เปลี่ยนกระดูก และเปลี่ยนไขกระดูก
ชื่อเรียกเหล่านั้นเป็นเพียงการเปรียบเทียบคร่าวๆ
ตามคำกล่าวของเซิ่งหง การเปลี่ยนแปลงทั้งสามระดับคือการที่มนุษย์ทลายขีดจำกัดของร่างกายสามครั้ง เพื่อยกระดับสมรรถภาพโดยรวมให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การเปลี่ยนแปลงในแต่ละครั้งถือเป็นความก้าวหน้าอย่างพลิกฟ้าพลิกดิน
หากไม่ฝึกฝนสะสมเป็นเวลาแรมปีก็ยากที่จะสำเร็จ
ทว่าเมื่อการเปลี่ยนแปลงเสร็จสมบูรณ์ ก็จะสามารถเหนือกว่าคนทั่วไปได้อย่างง่ายดาย
"หากสามารถฝึกฝนแบบนี้ไปได้เรื่อยๆ ก็คงจะดี" เฉินมู่ขมวดคิ้ว
ตลอดหนึ่งเดือนที่เขาหมกตัวฝึกวิชา ค่าสมุนไพรและค่าอาหารพุ่งสูงขึ้นมาก
ในขณะที่การออกไปรับวาดภาพลดน้อยลง ทำให้เงินเก็บในมือหดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด
เขาเทกระปุกดินเผาเพื่อตรวจนับเงินทั้งหมด ทั้งเงินเหรียญทองแดงและเงินเศษตำลึง
สี่สิบสามตำลึง...
"เดือนนี้คงต้องออกไปวาดภาพให้บ่อยขึ้นหน่อยแล้ว"
การเพิ่มปริมาณการใช้ยาลับทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นมหาศาล
แม้การซื้อหญ้าพันหนวดโดยตรงจากคนเก็บสมุนไพรจะช่วยประหยัดต้นทุนไปได้มาก
แต่สมุนไพรตัวอื่นๆ ที่เหลือนั้นยังคงมีราคาแพง
หากไม่มีรายได้เข้ามาเพิ่ม เขาคงประคองตัวเองไปได้อีกเพียงแค่เดือนเดียวเท่านั้น
"ยังจนอยู่ดี"
ในช่วงวันต่อมา เขาจึงชะลอจังหวะการฝึกยุทธ์ลง และเริ่มกลับไปรับงานวาดภาพตามปกติเหมือนแต่ก่อน
โชคดีที่ทักษะการวาดภาพของเขาพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ทำให้วาดได้เร็วขึ้น การวาดภาพเหมือนให้คนอื่นใช้เวลาเพียงครึ่งวันเท่านั้น
เวลาที่เหลืออีกครึ่งวัน เขาก็ยังสามารถนำมาใช้เก็บแต้มความชำนาญได้
...
วันหนึ่งขณะที่เฉินมู่เดินกลับจากการไปวาดภาพ
เขาก็พบชายวัยกลางคนรูปร่างผอมบางยืนอยู่ที่หน้าประตูบ้าน
อีกฝ่ายยืนรออยู่ที่นั่นพร้อมกับชายฉกรรจ์อีกสองคน
เขาจำชายฉกรรจ์เหล่านั้นได้ดี พวกเขาคือผู้คุ้มกันของอาจารย์เหยียน
หากไม่ใช่เพราะคนทั้งสองนี้ เขาคงบุกไปคุยกับอาจารย์เหยียนเป็นการส่วนตัวตั้งนานแล้ว
"สำนักเมี่ยวฮว่า!"
"อาจารย์เหยียนนั่นคิดจะหาเรื่องอะไรอีก"
"ดูท่าของขวัญที่ส่งไปคราวก่อนจะยังน้อยไปสินะ!"
เขาไม่อยากจะข้องเกี่ยวกับพวกเจ้าถิ่นพวกนี้เลยจริงๆ
ทว่าก่อนที่เขาจะหันหลังเดินหนี ชายผอมบางในชุดสีเทาก็สังเกตเห็นเขาเสียก่อน
"คุณชายเฉิน โปรดหยุดรอก่อน!"
เฉินมู่เหลือบมองท่อนแขนของชายฉกรรจ์ทั้งสองที่ดูจะหนากว่าต้นขาของเขาเสียอีก จึงจำต้องล้มเลิกความคิดที่จะฟาดทั้งสามคนให้สลบไปอย่างน่าเสียดาย
"มีธุระอะไร"
"เจ้าสำนักเจิน เจ้าสำนักแห่งสำนักเมี่ยวฮว่าต้องการเชิญท่านไปพบ โปรดตามเรามาด้วย" ชายผอมบางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
เฉินมู่เหลือบมองชายฉกรรจ์หน้าตายทั้งสองคนอีกครั้ง
เขารู้ดีว่าตนเองไม่มีทางเลือก
"รอประเดี๋ยว ข้าขอเข้าไปเก็บของก่อน" เฉินมู่ประสานมือกล่าว
"โปรดรีบหน่อย เจ้าสำนักเจินไม่ชอบรอนาน" ชายผอมบางยังคงยิ้มแย้ม
เฉินมู่เปิดประตูเข้าไปภายใต้สายตาจับจ้องของทั้งสามคน
ขณะที่เขากำลังจะปิดประตู ชายฉกรรจ์คนหนึ่งก็ใช้มือยันบานประตูไว้
"คุณชายเฉิน โปรดรีบเข้าเถอะ" ชายชุดเทายังคงรอยยิ้มเดิม
เฉินมู่พยักหน้าอย่างไร้อารมณ์
เมื่อเดินเข้ามาในห้อง เฉินมู่ยืนอยู่ใต้หน้าต่างทิศตะวันตก จ้องมองคนทั้งสามที่หน้าประตูผ่านรูตะแกรงหน้าต่าง พลางลอบซุกห่อผงปูนขาวสองห่อไว้ในแขนเสื้อ
หลังจากคิดทบทวนดู เขาก็หยิบขวดกระเบื้องขนาดเล็กบนขอบหน้าต่างมากำไว้ในมือแน่น
สุดท้ายเขายังคว้ากรวดหินจำนวนหนึ่งใส่ลงในถุงเงินด้วย
...
หรูอี้ไจ๋ ณ ย่านอันเล่อ
เฉินมู่เงยหน้ามองอาคารไม้สามชั้นหลังนี้
ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงวันพอดี กิจการภายในอาคารกำลังรุ่งเรือง มีผู้คนสัญจรเข้าออกไม่ขาดสาย
"เชิญคุณชาย นายท่านรออยู่ที่ห้องรับรองชั้นสาม" ชายผอมบางเดินนำเฉินมู่นำขึ้นไปข้างบน
หรูอี้ไจ๋มีพื้นที่กว้างขวางและมีแขกเหรื่อมากมาย
ชั้นแรกของห้องโถงเต็มไปด้วยความคึกคัก แต่ห้องรับรองบนชั้นสามกลับเงียบสงบ
เฉินมู่ตามชายผอมบางมาจนถึงชั้นสาม
ชายวัยกลางคนที่มีท่าทางภูมิฐานนั่งรออยู่ในห้องรับรองแล้ว ด้านหลังของเขามีผู้คุ้มกันร่างสูงใหญ่ยืนอยู่อีกสองคน
นี่หรือคือท่านเจินผู้นั้น? แล้วเหตุใดไม่เห็นอาจารย์เหยียน?
"นี่คือคุณชายเฉินใช่หรือไม่" นายท่านเจินยิ้มทักทาย
"เป็นข้าเอง" เฉินมู่ตอบกลับอย่างสงบ
"มาๆๆ เชิญนั่งก่อน" นายท่านเจินท่าทางกระตือรือร้น
"ได้ยินกิตติศัพท์มานานว่าคุณชายเฉินมีฝีมือการวาดภาพที่น่าทึ่ง ข้าอยากพบท่านมาตลอด วันนี้ได้เจอตัวจริงเสียที" นายท่านเจินกล่าวชม
"นายท่านเจินชมเกินไปแล้ว" เฉินมู่ตอบรับสั้นๆ
นายท่านเจินผู้นี้สมกับที่เป็นนักธุรกิจ เขามีวาทศิลป์เป็นเลิศและช่างพูดช่างคุยอย่างยิ่ง
ครู่หนึ่งเขาก็เล่าเรื่องสนุกๆ ในย่านอันเล่อ อีกครู่หนึ่งก็เยินยอฝีมือการวาดภาพของเฉินมู่
เฉินมู่ตอบโต้ไปตามน้ำบ้างเป็นครั้งคราว ในใจลอบระบายลมหายใจอย่างโล่งอก ดูท่าคงจะไม่ใช่งานเลี้ยงนองเลือด
"ข้าจะไม่พูดอ้อมค้อม ข้าอยากเชิญคุณชายเฉินมาเป็นหัวหน้าจิตกรของสำนักเมี่ยวฮว่าเรา" นายท่านเจินเข้าประเด็นทันที
"สำนักเมี่ยวฮว่าจะทำหน้าที่หาลูกค้าให้คุณชายเฉิน ส่วนค่าจ้างวาดภาพนั้นเราจะไม่หักค่าหัวคิวแม้แต่แดงเดียว นอกจากนี้เรายังมีเบี้ยเลี้ยงรายเดือนให้อีกสิบตำลึง" นายท่านเจินกล่าวด้วยสีหน้าจริงใจ
ให้ข้าเป็นหัวหน้าจิตกรหรือ? เฉินมู่รู้สึกประหลาดใจ
แล้วอาจารย์เหยียนล่ะ?
มีคนช่วยหางานให้ แถมยังมีเงินเดือนเพิ่มอีกสิบตำลึง ดูเหมือนจะเป็นข้อเสนอที่ดีไม่น้อย
เงื่อนไขดีขนาดนี้ จะมีลับลมคมในอะไรหรือเปล่านะ?
"ในฐานะหัวหน้าจิตกร คุณชายเฉินเพียงแค่ต้องวาดภาพสำคัญบางภาพให้สำนักเมี่ยวฮว่ายามที่จำเป็นเท่านั้น" นายท่านเจินหัวเราะร่า
เฉินมู่เข้าใจในทันที
ฝีมือการวาดภาพของเขาที่ผสมผสานเทคนิคสมัยใหม่นั้นยากที่คนในยุคนี้จะเลียนแบบได้
สำนักเมี่ยวฮว่าต้องการใช้เขาเป็นป้ายประกาศเกียรติคุณ
ตัวเขาได้เงินใช้อย่างมั่นคง ส่วนอีกฝ่ายก็ได้ชื่อเสียงที่โด่งดังขึ้น
"ตกลง! ข้ารับคำ" เฉินมู่ไม่ลังเลอีกต่อไป
ส่วนเรื่องอาจารย์เหยียนนั้น
ถ้ากล้ามาหาเรื่องอีกล่ะก็ เขาจะส่งของขวัญชิ้นใหญ่ไปให้ถึงที่เลย!
หลังจากนั้นก็มีการเลี้ยงสังสรรค์กันต่อ จนกระทั่งถึงยามโพล้เพล้ เฉินมู่จึงลาจากย่านอันเล่อมา
...
ภายในห้องรับรองของหรูอี้ไจ๋
นายท่านเจินพิงหน้าต่างชื่นชมแสงไฟที่เริ่มสว่างไสวในย่านอันเล่อ พลางแทะเมล็ดแตงโมอย่างใจเย็น "ส่งเขากลับไปแล้วหรือ?"
"นายท่าน กลับไปเรียบร้อยแล้วขอรับ" ชายผอมบางเดินถือถ้วยน้ำชาโสมเข้ามาตอบ
"มีคุณชายเฉินผู้นี้อยู่ สำนักเมี่ยวฮว่าของเราก็มั่นคงแล้ว นายท่านช่างมีแผนการที่ยอดเยี่ยมจริงๆ" ชายผอมบางกล่าวชื่นชม
นายท่านเจินคายเปลือกเมล็ดแตงโมทิ้ง "ไม่รู้ว่าตาแก่เหยียนนั่นตายไปที่ไหน พอไม่มีชื่อเสียงของคนคนนั้น งานหลายอย่างก็โดนหอไม้แดงทางฝั่งตะวันตกแย่งไปหมด"
"หรือจะเป็นพวกหอไม้แดงที่ลอบทำร้ายท่านอาจารย์เหยียน?" ชายผอมบางกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"ยัยผู้หญิงแพศยานั่นทำได้ทุกอย่างจริงๆ!" นายท่านเจินสะบัดเปลือกเมล็ดแตงโมทิ้งพลางกล่าวเสียงเย็น
"เอาอย่างนี้ พรุ่งนี้หาคนฝีมือดีไปคุ้มกันเฉินมู่ อย่าให้เกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นอีก"
"ขอรับ"
...
ภายนอกหน้าต่างอาคารไม้ มีเงาดำสายหนึ่งเกาะชายคาห้อยตัวอยู่กลางอากาศอย่างเงียบเชียบ
"ที่แท้ก็อยากจ้างข้าเป็นหัวหน้าจิตกรจริงๆ สินะ" เฉินมู่โล่งอก
เขาสะบัดมือขว้างกรวดหินออกไปก้อนหนึ่ง พุ่งตรงไปยังถ้วยชาโสมในมือของชายผอมบาง
"ในเมื่อเป็นเถ้าแก่ตัวจริง ก็คงปล่อยให้ถูกพิษตายไม่ได้"
"เสียดายพิษงูเข้มข้นขวดนั้นของข้าจริงๆ"
จากนั้นเขาไม่ได้สนใจความวุ่นวายภายในห้อง ทะยานขึ้นสู่หลังคาอย่างคล่องแคล่ว
เพียงไม่กี่ก้าวก็กระโดดลงไปในซอยเปลี่ยวและหายลับไปจากสายตา