เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 18 หัวหน้าจิตรกร

บทที่ 18 หัวหน้าจิตรกร

บทที่ 18 หัวหน้าจิตรกร


บทที่ 18 หัวหน้าจิตรกร

ภายในกระท่อมพรานป่า

เฉินมู่จ้องมองชายชราผมขาวที่อยู่ด้านนอกผ่านช่องหน้าต่างอย่างไม่วางตา

เมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินทอดน่องทว่าหายตัวไปอย่างรวดเร็วราวกับเดินเล่น เฉินมู่จึงค่อยลอบระบายลมหายใจออกมา

เขาปาดเหงื่อที่ซึมกบเต็มหน้าผาก

"ตาแก่นั่นเป็นนักฆ่าหรือ?"

"ใครคิดจะฆ่าข้า?"

"แล้วที่ว่าผู้จ้างวานตายไปแล้วหมายความว่าอย่างไร?"

"หรือจะเป็นการหลอกให้ข้าตายใจ พอข้าประมาทแล้วค่อยย้อนกลับมาฆ่า?"

จิตใจของเฉินมู่สับสนวุ่นวายไปหมด

เขาแค่ตั้งหน้าตั้งตาฝึกคัดอักษรฝึกวาดภาพ หาเงินเลี้ยงชีพด้วยหยาดเหงื่อแรงงานอย่างซื่อสัตย์ กลับมีคนคิดจะปลิดชีวิตเขาเชียวหรือ?!

โลกช่างอยู่ยาก ใจคนช่างโหดเหี้ยม!

"ข้าต้องรีบครอบครองความแข็งแกร่งให้เร็วที่สุด!"

เงาร่างของชายชราผมขาวหายลับไปโดยสิ้นเชิงแล้ว

เฉินมู่หยิบถุงน้ำที่บรรจุพิษงูหลายชนิดผสมกันมัดไว้ที่เอว

จัดแจงผงปูนขาวในแขนเสื้อให้เข้าที่

มือขวากำกรวดหินแหลมคมนับสิบก้อนไว้แน่น

ด้านหลังพกมีดพร้าถางป่าเอาไว้

เขาดึงกระต่ายป่าที่จัดการเรียบร้อยแล้วขึ้นมา เร่งเร้าวิชาฝึกกายเหยี่ยวแดงจนถึงขีดสุด พุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังป่าอีกด้านหนึ่ง

นั่นเป็นทิศทางที่ตรงกันข้ามกับทางที่ชายชราคนนั้นจากไปโดยสิ้นเชิง

แม้จะต้องเดินอ้อมไกลกว่าเดิม แต่เขากลับรู้สึกสบายใจกว่า

เขาไม่อยากเผชิญหน้ากับตาแก่ผมขาวคนนั้นอีกเป็นอันขาด

...

ตลอดทางเขาดำเนินไปด้วยความระแวดระวัง

เฉินมู่เป็นดั่งนกที่ตื่นธนู เพียงแค่เสียงลมพัดใบไม้ไหวก็ทำให้เขาใจสั่นขวัญผวา

จนกระทั่งยามโพล้เพล้จึงลอบกลับเข้าบ้านในอำเภอชิงซานได้อย่างเงียบเชียบ

"ในเมื่อฝ่ายนั้นหาหมู่บ้านตระกูลเฉินพบ ก็มีโอกาสสูงที่จะหาที่นี่พบเช่นกัน"

"ต้องรีบย้ายบ้าน!"

เหตุการณ์ที่พบเจอในวันนี้ทำให้เฉินมู่รู้สึกขาดความมั่นคงอย่างรุนแรง

เขาเก็บข้าวของแล้วรีบทานมื้อค่ำอย่างรวดเร็ว โดยไม่คิดจะพักผ่อนอยู่ในบ้าน

เขาหอบผ้าห่มแล้วปีนกำแพงหนีไปยังบ้านที่อยู่ติดกัน

หลังจากอาศัยอยู่ที่นี่มานาน เฉินมู่สืบทราบมาดีแล้ว

บ้านทางทิศตะวันตกหลังนี้ร้างมานาน

เขาตัดสินใจว่าคืนนี้จะงีบหลับที่นี่ไปก่อนหนึ่งคืน

"ต้องหาทางเช่าบ้านหลังนี้ไว้ด้วย"

"ไม่สิ มันยังอยู่ใกล้กันเกินไปหน่อย" เฉินมู่มองไปทางทิศตะวันตก

"บ้านหลังโน้นดูท่าจะเข้าทีไม่เลว"

...

วันต่อมาเฉินมู่ตรงไปยังสำนักงานจัดหาที่พักในตลาดทิศตะวันออก เพื่อเช่าบ้านที่อยู่ติดกันเพิ่มอีกสองหลัง

ค่าเช่าปีหนึ่งเพียงหนึ่งตำลึงเงิน ซึ่งตอนนี้เฉินมู่มีกำลังพอที่จะจ่ายได้อย่างสบาย

เมื่อลงกลอนประตูเรียบร้อย เขาก็เริ่มปีนกำแพงขนย้ายปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตไปยังบ้านใหม่

เขาใช้บ้านหลังที่อยู่ทิศตะวันตกสุดสำหรับนอนพักผ่อน

บ้านหลังกลางใช้สำหรับฝึกยุทธ์

ส่วนบ้านหลังเก่าเขาก็ยังไม่คืนกุญแจ ตั้งใจจะใช้เป็นที่พักหลอกตาผู้คน

หลังจากนั้นเขาก็ออกไปซื้อของยกใหญ่ กว้านซื้อสมุนไพรมาจำนวนมาก แล้วเริ่มหมกตัวฝึกวิชาอย่างหนัก

วิชาฝึกกายเหยี่ยวแดงมีตัวยาลับที่ช่วยปรับปรุงสภาพร่างกายและสมานอาการบาดเจ็บ

แต่ก่อนเขาทานเพียงแค่วันละครั้ง

ทว่าตอนนี้เฉินมู่กระหายในพลังอย่างยิ่ง เขาจึงเพิ่มเป็นวันละสองครั้ง พร้อมกับพักผ่อนในระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้ฝึกได้บ่อยขึ้น

เมื่อก่อนเขาฝึกวิชากายบริหารเพียงหกเจ็ดครั้ง ร่างกายก็ปวดร้าวอ่อนล้าจนทำต่อไม่ไหว

แต่ตอนนี้เมื่อมีตัวยาลับคอยฟื้นฟู ร่างกายเขาสามารถฝึกได้ถึงวันละแปดเก้าครั้ง

ระดับความชำนาญพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว

เขาสัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งขึ้น ความเร็วและการตอบสนองที่ว่องไวขึ้น ทำให้เฉินมู่ยิ่งทุ่มเทแรงกายแรงใจมากขึ้นไปอีก

ถึงขั้นจงใจลดจำนวนครั้งที่ออกไปรับจ้างวาดภาพลงด้วยซ้ำ

...

หนึ่งเดือนต่อมา

คัดอักษร: 1336/10000/ระดับ 2

วาดภาพ: 1034/10000/ระดับ 2

ขว้างปา: 2465/10000/ระดับ 2

วิชาฝึกกายเหยี่ยวแดง: 5352/10000/ระดับ 1

"อีกไม่นานแล้ว อย่างมากก็ไม่เกินสองเดือนคงจะบรรลุขั้นเปลี่ยนเอ็น"

วิชาฝึกกายมีลำดับการเปลี่ยนแปลงสามระดับคือ เปลี่ยนเอ็น เปลี่ยนกระดูก และเปลี่ยนไขกระดูก

ชื่อเรียกเหล่านั้นเป็นเพียงการเปรียบเทียบคร่าวๆ

ตามคำกล่าวของเซิ่งหง การเปลี่ยนแปลงทั้งสามระดับคือการที่มนุษย์ทลายขีดจำกัดของร่างกายสามครั้ง เพื่อยกระดับสมรรถภาพโดยรวมให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การเปลี่ยนแปลงในแต่ละครั้งถือเป็นความก้าวหน้าอย่างพลิกฟ้าพลิกดิน

หากไม่ฝึกฝนสะสมเป็นเวลาแรมปีก็ยากที่จะสำเร็จ

ทว่าเมื่อการเปลี่ยนแปลงเสร็จสมบูรณ์ ก็จะสามารถเหนือกว่าคนทั่วไปได้อย่างง่ายดาย

"หากสามารถฝึกฝนแบบนี้ไปได้เรื่อยๆ ก็คงจะดี" เฉินมู่ขมวดคิ้ว

ตลอดหนึ่งเดือนที่เขาหมกตัวฝึกวิชา ค่าสมุนไพรและค่าอาหารพุ่งสูงขึ้นมาก

ในขณะที่การออกไปรับวาดภาพลดน้อยลง ทำให้เงินเก็บในมือหดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด

เขาเทกระปุกดินเผาเพื่อตรวจนับเงินทั้งหมด ทั้งเงินเหรียญทองแดงและเงินเศษตำลึง

สี่สิบสามตำลึง...

"เดือนนี้คงต้องออกไปวาดภาพให้บ่อยขึ้นหน่อยแล้ว"

การเพิ่มปริมาณการใช้ยาลับทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นมหาศาล

แม้การซื้อหญ้าพันหนวดโดยตรงจากคนเก็บสมุนไพรจะช่วยประหยัดต้นทุนไปได้มาก

แต่สมุนไพรตัวอื่นๆ ที่เหลือนั้นยังคงมีราคาแพง

หากไม่มีรายได้เข้ามาเพิ่ม เขาคงประคองตัวเองไปได้อีกเพียงแค่เดือนเดียวเท่านั้น

"ยังจนอยู่ดี"

ในช่วงวันต่อมา เขาจึงชะลอจังหวะการฝึกยุทธ์ลง และเริ่มกลับไปรับงานวาดภาพตามปกติเหมือนแต่ก่อน

โชคดีที่ทักษะการวาดภาพของเขาพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ทำให้วาดได้เร็วขึ้น การวาดภาพเหมือนให้คนอื่นใช้เวลาเพียงครึ่งวันเท่านั้น

เวลาที่เหลืออีกครึ่งวัน เขาก็ยังสามารถนำมาใช้เก็บแต้มความชำนาญได้

...

วันหนึ่งขณะที่เฉินมู่เดินกลับจากการไปวาดภาพ

เขาก็พบชายวัยกลางคนรูปร่างผอมบางยืนอยู่ที่หน้าประตูบ้าน

อีกฝ่ายยืนรออยู่ที่นั่นพร้อมกับชายฉกรรจ์อีกสองคน

เขาจำชายฉกรรจ์เหล่านั้นได้ดี พวกเขาคือผู้คุ้มกันของอาจารย์เหยียน

หากไม่ใช่เพราะคนทั้งสองนี้ เขาคงบุกไปคุยกับอาจารย์เหยียนเป็นการส่วนตัวตั้งนานแล้ว

"สำนักเมี่ยวฮว่า!"

"อาจารย์เหยียนนั่นคิดจะหาเรื่องอะไรอีก"

"ดูท่าของขวัญที่ส่งไปคราวก่อนจะยังน้อยไปสินะ!"

เขาไม่อยากจะข้องเกี่ยวกับพวกเจ้าถิ่นพวกนี้เลยจริงๆ

ทว่าก่อนที่เขาจะหันหลังเดินหนี ชายผอมบางในชุดสีเทาก็สังเกตเห็นเขาเสียก่อน

"คุณชายเฉิน โปรดหยุดรอก่อน!"

เฉินมู่เหลือบมองท่อนแขนของชายฉกรรจ์ทั้งสองที่ดูจะหนากว่าต้นขาของเขาเสียอีก จึงจำต้องล้มเลิกความคิดที่จะฟาดทั้งสามคนให้สลบไปอย่างน่าเสียดาย

"มีธุระอะไร"

"เจ้าสำนักเจิน เจ้าสำนักแห่งสำนักเมี่ยวฮว่าต้องการเชิญท่านไปพบ โปรดตามเรามาด้วย" ชายผอมบางกล่าวด้วยรอยยิ้ม

เฉินมู่เหลือบมองชายฉกรรจ์หน้าตายทั้งสองคนอีกครั้ง

เขารู้ดีว่าตนเองไม่มีทางเลือก

"รอประเดี๋ยว ข้าขอเข้าไปเก็บของก่อน" เฉินมู่ประสานมือกล่าว

"โปรดรีบหน่อย เจ้าสำนักเจินไม่ชอบรอนาน" ชายผอมบางยังคงยิ้มแย้ม

เฉินมู่เปิดประตูเข้าไปภายใต้สายตาจับจ้องของทั้งสามคน

ขณะที่เขากำลังจะปิดประตู ชายฉกรรจ์คนหนึ่งก็ใช้มือยันบานประตูไว้

"คุณชายเฉิน โปรดรีบเข้าเถอะ" ชายชุดเทายังคงรอยยิ้มเดิม

เฉินมู่พยักหน้าอย่างไร้อารมณ์

เมื่อเดินเข้ามาในห้อง เฉินมู่ยืนอยู่ใต้หน้าต่างทิศตะวันตก จ้องมองคนทั้งสามที่หน้าประตูผ่านรูตะแกรงหน้าต่าง พลางลอบซุกห่อผงปูนขาวสองห่อไว้ในแขนเสื้อ

หลังจากคิดทบทวนดู เขาก็หยิบขวดกระเบื้องขนาดเล็กบนขอบหน้าต่างมากำไว้ในมือแน่น

สุดท้ายเขายังคว้ากรวดหินจำนวนหนึ่งใส่ลงในถุงเงินด้วย

...

หรูอี้ไจ๋ ณ ย่านอันเล่อ

เฉินมู่เงยหน้ามองอาคารไม้สามชั้นหลังนี้

ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงวันพอดี กิจการภายในอาคารกำลังรุ่งเรือง มีผู้คนสัญจรเข้าออกไม่ขาดสาย

"เชิญคุณชาย นายท่านรออยู่ที่ห้องรับรองชั้นสาม" ชายผอมบางเดินนำเฉินมู่นำขึ้นไปข้างบน

หรูอี้ไจ๋มีพื้นที่กว้างขวางและมีแขกเหรื่อมากมาย

ชั้นแรกของห้องโถงเต็มไปด้วยความคึกคัก แต่ห้องรับรองบนชั้นสามกลับเงียบสงบ

เฉินมู่ตามชายผอมบางมาจนถึงชั้นสาม

ชายวัยกลางคนที่มีท่าทางภูมิฐานนั่งรออยู่ในห้องรับรองแล้ว ด้านหลังของเขามีผู้คุ้มกันร่างสูงใหญ่ยืนอยู่อีกสองคน

นี่หรือคือท่านเจินผู้นั้น? แล้วเหตุใดไม่เห็นอาจารย์เหยียน?

"นี่คือคุณชายเฉินใช่หรือไม่" นายท่านเจินยิ้มทักทาย

"เป็นข้าเอง" เฉินมู่ตอบกลับอย่างสงบ

"มาๆๆ เชิญนั่งก่อน" นายท่านเจินท่าทางกระตือรือร้น

"ได้ยินกิตติศัพท์มานานว่าคุณชายเฉินมีฝีมือการวาดภาพที่น่าทึ่ง ข้าอยากพบท่านมาตลอด วันนี้ได้เจอตัวจริงเสียที" นายท่านเจินกล่าวชม

"นายท่านเจินชมเกินไปแล้ว" เฉินมู่ตอบรับสั้นๆ

นายท่านเจินผู้นี้สมกับที่เป็นนักธุรกิจ เขามีวาทศิลป์เป็นเลิศและช่างพูดช่างคุยอย่างยิ่ง

ครู่หนึ่งเขาก็เล่าเรื่องสนุกๆ ในย่านอันเล่อ อีกครู่หนึ่งก็เยินยอฝีมือการวาดภาพของเฉินมู่

เฉินมู่ตอบโต้ไปตามน้ำบ้างเป็นครั้งคราว ในใจลอบระบายลมหายใจอย่างโล่งอก ดูท่าคงจะไม่ใช่งานเลี้ยงนองเลือด

"ข้าจะไม่พูดอ้อมค้อม ข้าอยากเชิญคุณชายเฉินมาเป็นหัวหน้าจิตกรของสำนักเมี่ยวฮว่าเรา" นายท่านเจินเข้าประเด็นทันที

"สำนักเมี่ยวฮว่าจะทำหน้าที่หาลูกค้าให้คุณชายเฉิน ส่วนค่าจ้างวาดภาพนั้นเราจะไม่หักค่าหัวคิวแม้แต่แดงเดียว นอกจากนี้เรายังมีเบี้ยเลี้ยงรายเดือนให้อีกสิบตำลึง" นายท่านเจินกล่าวด้วยสีหน้าจริงใจ

ให้ข้าเป็นหัวหน้าจิตกรหรือ? เฉินมู่รู้สึกประหลาดใจ

แล้วอาจารย์เหยียนล่ะ?

มีคนช่วยหางานให้ แถมยังมีเงินเดือนเพิ่มอีกสิบตำลึง ดูเหมือนจะเป็นข้อเสนอที่ดีไม่น้อย

เงื่อนไขดีขนาดนี้ จะมีลับลมคมในอะไรหรือเปล่านะ?

"ในฐานะหัวหน้าจิตกร คุณชายเฉินเพียงแค่ต้องวาดภาพสำคัญบางภาพให้สำนักเมี่ยวฮว่ายามที่จำเป็นเท่านั้น" นายท่านเจินหัวเราะร่า

เฉินมู่เข้าใจในทันที

ฝีมือการวาดภาพของเขาที่ผสมผสานเทคนิคสมัยใหม่นั้นยากที่คนในยุคนี้จะเลียนแบบได้

สำนักเมี่ยวฮว่าต้องการใช้เขาเป็นป้ายประกาศเกียรติคุณ

ตัวเขาได้เงินใช้อย่างมั่นคง ส่วนอีกฝ่ายก็ได้ชื่อเสียงที่โด่งดังขึ้น

"ตกลง! ข้ารับคำ" เฉินมู่ไม่ลังเลอีกต่อไป

ส่วนเรื่องอาจารย์เหยียนนั้น

ถ้ากล้ามาหาเรื่องอีกล่ะก็ เขาจะส่งของขวัญชิ้นใหญ่ไปให้ถึงที่เลย!

หลังจากนั้นก็มีการเลี้ยงสังสรรค์กันต่อ จนกระทั่งถึงยามโพล้เพล้ เฉินมู่จึงลาจากย่านอันเล่อมา

...

ภายในห้องรับรองของหรูอี้ไจ๋

นายท่านเจินพิงหน้าต่างชื่นชมแสงไฟที่เริ่มสว่างไสวในย่านอันเล่อ พลางแทะเมล็ดแตงโมอย่างใจเย็น "ส่งเขากลับไปแล้วหรือ?"

"นายท่าน กลับไปเรียบร้อยแล้วขอรับ" ชายผอมบางเดินถือถ้วยน้ำชาโสมเข้ามาตอบ

"มีคุณชายเฉินผู้นี้อยู่ สำนักเมี่ยวฮว่าของเราก็มั่นคงแล้ว นายท่านช่างมีแผนการที่ยอดเยี่ยมจริงๆ" ชายผอมบางกล่าวชื่นชม

นายท่านเจินคายเปลือกเมล็ดแตงโมทิ้ง "ไม่รู้ว่าตาแก่เหยียนนั่นตายไปที่ไหน พอไม่มีชื่อเสียงของคนคนนั้น งานหลายอย่างก็โดนหอไม้แดงทางฝั่งตะวันตกแย่งไปหมด"

"หรือจะเป็นพวกหอไม้แดงที่ลอบทำร้ายท่านอาจารย์เหยียน?" ชายผอมบางกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"ยัยผู้หญิงแพศยานั่นทำได้ทุกอย่างจริงๆ!" นายท่านเจินสะบัดเปลือกเมล็ดแตงโมทิ้งพลางกล่าวเสียงเย็น

"เอาอย่างนี้ พรุ่งนี้หาคนฝีมือดีไปคุ้มกันเฉินมู่ อย่าให้เกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นอีก"

"ขอรับ"

...

ภายนอกหน้าต่างอาคารไม้ มีเงาดำสายหนึ่งเกาะชายคาห้อยตัวอยู่กลางอากาศอย่างเงียบเชียบ

"ที่แท้ก็อยากจ้างข้าเป็นหัวหน้าจิตกรจริงๆ สินะ" เฉินมู่โล่งอก

เขาสะบัดมือขว้างกรวดหินออกไปก้อนหนึ่ง พุ่งตรงไปยังถ้วยชาโสมในมือของชายผอมบาง

"ในเมื่อเป็นเถ้าแก่ตัวจริง ก็คงปล่อยให้ถูกพิษตายไม่ได้"

"เสียดายพิษงูเข้มข้นขวดนั้นของข้าจริงๆ"

จากนั้นเขาไม่ได้สนใจความวุ่นวายภายในห้อง ทะยานขึ้นสู่หลังคาอย่างคล่องแคล่ว

เพียงไม่กี่ก้าวก็กระโดดลงไปในซอยเปลี่ยวและหายลับไปจากสายตา

จบบทที่ บทที่ 18 หัวหน้าจิตรกร

คัดลอกลิงก์แล้ว