เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 - พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก

บทที่ 11 - พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก

บทที่ 11 - พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก


บทที่ 11 - พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก

★★★★★

"กระหม่อมเสิ่นเฮ่อเจิง รับสั่งจากองค์รัชทายาทให้มาเยี่ยมเยียนองค์ชายเก้า ขอให้องค์ชายเก้าทรงหายประชวรโดยเร็วพ่ะย่ะค่ะ นี่คือโสมภูเขาที่องค์รัชทายาททรงตั้งพระทัยหามาให้ ถือเป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ พ่ะย่ะค่ะ"

เสิ่นเฮ่อเจิงถวายบังคมพระสนมเสียน น้ำเสียงของเขาฟังดูห่างเหินและเย็นชา

พระสนมฝืนยิ้ม ส่งสัญญาณให้นางกำนัลไปรับของขวัญมา "ฝากขอบพระทัยองค์รัชทายาทที่ทรงห่วงใยด้วย และลำบากคุณชายเสิ่นที่ต้องเดินทางมาแล้ว"

เสิ่นเฮ่อเจิงก้มหน้าลง "นี่เป็นหน้าที่ของกระหม่อมอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ"

เมื่อพูดจบเขาถึงได้เงยหน้าขึ้น สายตากวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะหยุดชะงักอยู่ที่ใบหน้าของเสิ่นเจาเยว่ทันที

สบตากัน

เสิ่นเจาเยว่มองเห็นความตกตะลึงและงุนงงที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาของเสิ่นเฮ่อเจิง

เพียงแค่แวบเดียว เสิ่นเฮ่อเจิงก็เกือบจะเผลอตัวก้าวออกไปข้างหน้าครึ่งก้าว ริมฝีปากที่ซีดเซียวขยับไปมา แต่ก็พยายามข่มกลั้นเอาไว้ไม่ให้เปล่งเสียงใดๆ ออกมา

พระสนมเสียนที่ประทับอยู่ไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของเสิ่นเฮ่อเจิงเลยแม้แต่น้อย ความสนใจทั้งหมดของพระองค์ยังคงอยู่ที่พระโอรสที่กำลังประชวร

"แม่นาง เมื่อครู่เจ้าบอกว่าลูกของเปิ่นกงไม่ได้เป็นโรคลมชัก แต่เป็นโรคหอบอะไรสักอย่าง แล้ว... ตกลงมันคือโรคอะไรกันแน่ แล้วจะต้องรักษาอย่างไรล่ะ"

เสียงของพระสนมเสียนดึงสติของเสิ่นเจาเยว่ให้กลับมา

นางรีบข่มความรู้สึกที่กำลังพลุ่งพล่านในใจ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วหันกลับไปทูลพระสนม "ทูลพระสนม องค์ชายมีอาการหอบหืดกำเริบเฉียบพลัน หลอดลมหดเกร็งอย่างรุนแรง ทำให้หายใจไม่สะดวก หากปล่อยไว้อาจทำให้เกิดอาการชักเพราะขาดอากาศหายใจได้เพคะ ตอนนี้แม้จะทุเลาลงบ้างแล้ว แต่อาการก็ยังไม่หายขาด ลมหายใจยังคงอ่อนแรง จำเป็นต้องรีบคลายการหดเกร็งของหลอดลมโดยด่วนเพคะ"

พูดจบนางก็กวาดสายตามองไปรอบๆ มองผ่านกล่องยาที่พวกหมอหลวงนำมาด้วยอย่างรวดเร็ว

"ดังนั้นจึงต้องใช้ของที่มีกลิ่นฉุนรุนแรงเพื่อเปิดทางเดินหายใจ อย่างเช่น... สุราแรงๆ หัวหอมขาว หรือไม่ก็ผงมัสตาร์ด..."

ยังไม่ทันที่นางจะพูดจบ องค์ชายเก้าที่นอนอยู่บนเตียงก็เกิดอาการชักกระตุกอย่างรุนแรงขึ้นมาอีกครั้ง

ใบหน้าเล็กๆ นั้นเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำในพริบตา ในลำคอก็ส่งเสียงครืดคราดน่ากลัว ดูราวกับกำลังจะขาดใจตายอยู่รอมร่อ

"รุ่ยเอ๋อร์ รุ่ยเอ๋อร์ เจ้าอย่าทำให้แม่ตกใจสิลูก!" พระสนมเสียนตกใจจนแทบสิ้นสติ ถลันเข้าไปที่หน้าเตียงพร้อมกับร้องเรียกชื่อเล่นขององค์ชายเก้าไม่หยุด

ภายในตำหนักวุ่นวายขึ้นมาทันที

เหล่าหมอหลวงที่ได้ยินเสียงและตามเข้ามาต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ยาที่พวกเขามีติดตัวส่วนใหญ่เป็นยาบำรุงประสาทให้สงบ ในเวลาฉุกเฉินเช่นนี้จะไปหาของที่มีกลิ่นฉุนรุนแรงแบบนั้นได้จากที่ไหนกัน

ในตอนนั้นเอง เสิ่นเฮ่อเจิงที่ยืนแข็งทื่ออยู่ด้านข้างก็พลันได้สติกลับมา

เขาล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อตามสัญชาตญาณ หยิบกล่องหยกสลักลายประณีตขนาดเล็กกว่าฝ่ามือออกมา

"สิ่งนี้... ใช้ได้หรือไม่"

เขารีบก้าวเข้าไปข้างหน้า ยื่นกล่องหยกให้เสิ่นเจาเยว่ น้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อยเนื่องจากความตึงเครียดและตกใจ "ข้างในเป็นยาหม่องที่ผสมเกล็ดสะระแหน่กับพิมเสน กลิ่นฉุนมาก เดิมที... เดิมทีข้าเอาไว้ใช้ดมเพื่อทำให้ตาสว่าง"

เสิ่นเจาเยว่อึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบรับมาทันที

เมื่อเปิดฝากล่องออก กลิ่นหอมเย็นฉุนกึกก็พวยพุ่งออกมาเตะจมูกทันที!

นี่แหละคือของที่มีฤทธิ์ทะลวงเปิดทวารตามที่นางต้องการอย่างเร่งด่วน

"อันนี้แหละ" เสิ่นเจาเยว่พยักหน้า ก่อนจะยื่นมือออกไปตบไหล่ของเสิ่นเฮ่อเจิงสองทีอย่างเป็นธรรมชาติ

มันเป็นท่าทีที่รวดเร็วมาก แต่กลับแฝงไปด้วยความรู้สึกชื่นชมที่ยากจะอธิบาย

เหมือนกับตอนเด็กๆ ทุกครั้งที่เขายอมกินยาขมๆ จนหมด พี่สาวของเขาก็จะเอามือมาแตะไหล่เขาเบาๆ แบบนี้ พร้อมกับส่งยิ้มชื่นชมให้

ผู้หญิงคนนี้หรือว่า...

เสิ่นเฮ่อเจิงเบิกตากว้าง มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อเผลอกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว

เสิ่นเจาเยว่ไม่ได้สังเกตเห็นรายละเอียดเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย หลังจากรับกล่องหยกมา นางก็ใช้นิ้วป้ายยาหม่องก้อนใหญ่ นำไปทาบริเวณรอบจมูกขององค์ชายเก้าอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้กลิ่นหอมเย็นฉุนนั้นกระตุ้นการหายใจของเขา

จากนั้นนางก็เชิดคางขององค์ชายเก้าขึ้นอย่างชำนาญ เพื่อให้ทางเดินหายใจโล่ง พร้อมกับออกแรงนวดคลึงจุดฝังเข็มหลายจุดบนหน้าอกของเขา

หัวใจของทุกคนในตำหนักเต้นระทึกจนแทบจะหลุดออกมาจากอก

พระสนมเสียนกำผ้าเช็ดหน้าแน่นจนเล็บแทบจะจิกเข้าไปในเนื้อ

เสิ่นเฮ่อเจิงยืนอยู่ด้านข้าง สายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าด้านข้างอันมุ่งมั่นของเสิ่นเจาเยว่อย่างซับซ้อน

ในที่สุด ภายใต้การกระตุ้นของกลิ่นที่รุนแรงและการนวดกดจุดเพื่อบรรเทาอาการของเสิ่นเจาเยว่ อาการหดเกร็งในลำคอขององค์ชายเก้าก็เริ่มค่อยๆ ทุเลาลง

ผ่านไปสักพัก หลังจากมีเสียงสูดหายใจเข้าแผ่วเบาแต่ชัดเจน เขาก็ไอออกมาอย่างแรง สีหน้าเขียวคล้ำก็เริ่มค่อยๆ จางลง

"โล่ง... โล่งแล้ว!" หมอหลวงที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดร้องอุทานออกมาเบาๆ

พระสนมเสียนถึงกับร้องไห้ด้วยความดีใจ โผเข้ากอดพระโอรสที่ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา พลางพร่ำเรียกลูกรักด้วยความโล่งอก

เสิ่นเจาเยว่ถึงได้ยกมือขึ้นปาดเหงื่อบางๆ บนหน้าผากแล้วลุกขึ้นยืน ปิดฝากล่องหยกแล้วส่งคืนให้เสิ่นเฮ่อเจิง

"ขอบคุณคุณชายมาก ของชิ้นนี้มีประโยชน์มากเลยเจ้าค่ะ"

เสิ่นเฮ่อเจิงหลุบตาลง ผ่านไปครู่ใหญ่เขาถึงได้ยื่นมือออกไปรับกล่องหยกช้าๆ

วินาทีนั้น ปลายนิ้วที่เย็นเฉียบของเขาก็สัมผัสเข้ากับชีพจรอุ่นๆ ที่กำลังเต้นตุบๆ ของเสิ่นเจาเยว่

ยังมีชีวิตอยู่...

เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของนาง แวบหนึ่ง สุดท้ายก็เก็บกล่องหยกเข้าไว้ในอกเสื้อโดยไม่พูดอะไรสักคำ

ที่ข้างเตียง หลังจากปลอบโยนพระโอรสจนสงบลงแล้ว พระสนมเสียนก็หันมามองเสิ่นเจาเยว่ ตรัสด้วยความซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง "ดี ดีมาก! แม่นางช่างมีฝีมือล้ำเลิศนัก เจ้าช่วยชีวิตลูกของเปิ่นกงเอาไว้ เด็กๆ รีบพาแม่นางท่านนี้ไปพักผ่อนที่ตำหนักข้างที ประทานรางวัลให้อย่างงาม!"

"ขอบ... ขอบพระทัยเพคะ..."

เสิ่นเจาเยว่ชะงักไปเล็กน้อย เพิ่งจะย่อตัวลงเตรียมจะกล่าวขอบพระทัย ก็ถูกนางกำนัลเข้ามาประคองให้เดินไปทางตำหนักข้างเสียแล้ว

"พระสนม..." เสิ่นเจาเยว่ยังพูดไม่ทันจบประโยคด้วยซ้ำ และยังไม่ทันได้หันกลับไปมองเสิ่นเฮ่อเจิงที่ถูกพวกหมอหลวงบังเอาไว้อีกสักครั้งเลย

บรรยากาศภายในตำหนักเริ่มเงียบสงบลงเล็กน้อย

เสิ่นเฮ่อเจิงเห็นดังนั้นจึงประสานมือถวายบังคมพระสนมเสียน "พระสนม ในเมื่อองค์ชายไม่เป็นอะไรแล้ว กระหม่อมก็ขอตัวลากลับไปทูลรายงานองค์รัชทายาทก่อนนะพ่ะย่ะค่ะ"

ตอนนี้พระสนมเสียนกำลังอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก พระองค์จึงทรงอนุญาตทันที

เสิ่นเฮ่อเจิงรีบก้าวเท้าออกจากตำหนักฉางเล่อ แต่ที่ระเบียงทางเดินด้านนอกกลับว่างเปล่าไร้ผู้คน หญิงสาวที่มีหน้าตาเหมือนกับพี่สาวที่จากไปราวกับฝาแฝดคนนั้นหายไปเสียแล้ว

เสิ่นเฮ่อเจิงเหม่อลอยไปชั่วขณะ ฝีเท้าที่ก้าวเดินช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ภายในหัวมีเรื่องราวมากมายตีกันยุ่งเหยิง

ทันใดนั้น ขันทีน้อยท่าทางลุกลี้ลุกลนคนหนึ่งที่กำลังประคองถาดใส่ชุดน้ำชาเดินจ้ำอ้าวมา ก็เกือบจะชนเข้ากับเขาอย่างจัง

"โอ๊ย!" ขันทีน้อยตกใจจนแทบสิ้นสติ พอเห็นชัดเจนว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคือใคร หน้าตาก็เปลี่ยนเป็นสีขาวซีดราวกับกระดาษ ถาดในมือแทบจะร่วงหล่นลงพื้น "คะ... คุณชายเสิ่นไว้ชีวิตด้วย! บ่าวสมควรตาย! บ่าวไม่มีตา! ขอคุณชายโปรดประทานอภัยด้วยขอรับ!"

ใครในวังบ้างที่ไม่รู้ว่า คุณชายเสิ่น พระสหายร่วมศึกษาขององค์รัชทายาทผู้นี้ แม้จะอายุยังน้อย แต่นิสัยกลับเย็นชาแปลกประหลาด วิธีการจัดการคนก็คาดเดาไม่ได้ แม้แต่ขันทีหรือนางกำนัลที่มีหน้ามีตาหน่อยก็ยังต้องเกรงใจเขา ไม่กล้าเข้าไปตอแยง่ายๆ เพราะกลัวจะนำภัยมาสู่ตัว

ขันทีน้อยคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้น กลัวว่าวันนี้ตนเองจะดวงตกครั้งใหญ่เสียแล้ว

ทว่าเสียงตวาดด่าทอที่คิดว่าจะต้องได้ยินกลับไม่เกิดขึ้น

เสิ่นเฮ่อเจิงเพียงแค่ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ภาพในหัวกลับนึกถึงเงาร่างอันเด็ดเดี่ยวตอนที่กำลังช่วยคนและใบหน้าที่คุ้นเคยจนเกินไปของผู้หญิงคนนั้นในตำหนักเมื่อครู่นี้

ในชั่วขณะนั้น มุมปากของเสิ่นเฮ่อเจิงกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

"ไม่เป็นไร วันนี้... ข้าเจอเรื่องที่ทำให้รู้สึกอารมณ์ดีเข้าพอดี ก็เลยจะไม่เอาเรื่องเจ้าก็แล้วกัน วันหลังเวลาเดินก็หัดมองทางซะบ้าง!"

พูดจบ เสิ่นเฮ่อเจิงก็เดินผ่านขันทีน้อยมุ่งหน้าไปยังทางออกของวังทันที

ขันทีน้อยคุกเข่าอ้าปากค้างอยู่กับที่ แทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง

คุณชายเสิ่นผู้มืดมนและเดาใจยากคนนั้น... รูัจักยิ้มด้วยหรือเนี่ย

นี่พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรือเปล่าเนี่ย!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 11 - พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก

คัดลอกลิงก์แล้ว