- หน้าแรก
- ระบบประเมินความเสี่ยงวันสิ้นโลก
- บทที่ 17 - แกล้งเป็นหมูกินอาหารหมู
บทที่ 17 - แกล้งเป็นหมูกินอาหารหมู
บทที่ 17 - แกล้งเป็นหมูกินอาหารหมู
บทที่ 17 - แกล้งเป็นหมูกินอาหารหมู
หลังจากตื่นขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟันและจัดการตัวเองอย่างลวกๆ ซูจิ้นก็หยิบเสื้อผ้าสำรองติดมือไปอีกชุดหนึ่ง แล้วพุ่งตรงไปที่โรงฆ่าสัตว์ทันที
โรงฆ่าสัตว์ในท้องถิ่นนี้ เขาเคยแอบถามจากร้านขายเนื้อในตลาดสดมาแล้ว
มีอยู่แห่งหนึ่งตั้งอยู่แถบชานเมือง ฟังจากคำบอกเล่าแล้ว การจัดการภายในไม่ได้เข้มงวดอะไรมากมายนัก และส่วนใหญ่ก็ฆ่า 'หมู' เป็นหลัก
ถึงแม้สัตว์ให้เนื้อกระแสหลักของโลกนี้จะมีรูปร่างหน้าตาคล้ายหมู แต่สายพันธุ์ดูเหมือนจะแตกต่างจากหมูบนโลกมนุษย์อยู่มาก
หน้าตาจะคล้ายๆ หมูป่า หูเล็ก หัวแหลม ดูท่าทางดุร้ายและมีสัญชาตญาณโจมตีไม่เบา
เอามาใช้ฝึกมือก่อนถือว่าเหมาะเจาะทีเดียว
ส่วนเรื่องที่ว่าทางโรงฆ่าสัตว์จะอนุญาตหรือไม่นั้น... คิดว่าคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่หรอก ถ้ามีปัญหาก็แค่ใช้เงินแก้ก็น่าจะจบ
เขานั่งรถแท็กซี่มาถึงโรงฆ่าสัตว์แถวชานเมือง
ยังไม่ทันเดินเข้าไปใกล้ กลิ่นคาวเลือดก็โชยมาเตะจมูก
ซูจิ้นหลับตาลง พยายามสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้ตัวเองอย่างต่อเนื่อง
ไม่เป็นไรน่า ไม่เป็นไร... ตั้งแต่เล็กจนโต เรื่องชกต่อยไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่เขาก็ผ่านมาหมดแล้ว เรื่องใช้มีดใช้ไม้ก็เคยเจอมาสองครั้ง
ครั้งนี้ก็แค่การฝึกซ้อมฆ่าสิ่งมีชีวิต เห็นเลือดนิดหน่อยเอง... มันก็ง่ายพอๆ กับการอาบน้ำนั่นแหละ
หลังจากเตรียมใจอยู่นาน เขาก็สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วก้าวเท้าเดินออกไปอย่างเด็ดเดี่ยว
เดินไปได้ไม่ถึงร้อยเมตร ซูจิ้นก็มายืนอยู่หน้าประตูโรงงานหลังคาเหล็กขนาดมหึมา
โรงงานไม่มีประตู กลิ่นเหม็นสาบของสัตว์ผสมปนเปกับกลิ่นคาวเลือดลอยตลบอบอวลอยู่ในอากาศ
พื้นปูนภายในโรงงานเจิ่งนองไปด้วยเลือดและน้ำ มีแมลงวันบินว่อนเป็นฝูง
คนงานหลายสิบคนสวมรองเท้าบูทยางกำลังทำงานกันอย่างขะมักเขม้น พวกเขาเข็นรถเข็นที่มีถังพลาสติกบรรจุเครื่องในสัตว์ที่เต็มไปด้วยเลือดสดๆ ผ่านไปมา
ดูเหมือนพวกผู้จัดการจะไม่อยู่ คนงานเห็นซูจิ้นแต่งตัวสะอาดสะอ้าน ก็แค่มองด้วยความสงสัยอยู่สองสามแวบ แต่ก็ไม่มีใครเข้ามาซักถามอะไร
บริเวณนี้เป็นจุดจัดการซากสัตว์ ดูจากสถานการณ์แล้ว จุดเชือดน่าจะอยู่ด้านหลังของโรงงาน
ซูจิ้นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงตัดสินใจเดินอ้อมไปทางด้านหลัง
เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ! สถานที่เชือดสัตว์อยู่ตรงนี้...
ใต้เพิงหลังคาเหล็กแบบเปิดโล่ง
มีคนงานหลายคนกำลังทำงานอยู่ บางคนถือเครื่องช็อตไฟฟ้า บางคนถือเครื่องมือด้ามยาว พวกเขาแบ่งหน้าที่กันเชือดสัตว์ที่ถูกต้อนออกมาจากคอก บนพื้นเต็มไปด้วยโคลนเลือด
ซูจิ้นแอบสังเกตการณ์อยู่ในมุมมืดอยู่นาน สายตาก็จับจ้องไปที่ชายคนหนึ่ง
ชายร่างใหญ่ อายุราวๆ ห้าสิบปี มีรอยสักที่แขน
คนอื่นๆ ต่างก็เรียกเขาว่า 'พี่หลิว' ดูจากท่าทางการทำงานก็น่าจะเป็นหัวหน้าของคนกลุ่มนี้
ดูท่าทางแล้ว ขอแค่ติดสินบนชายคนนี้ได้ เรื่องก็น่าจะราบรื่น
เมื่อคิดได้ดังนั้น ซูจิ้นก็เดินตรงเข้าไปหาชายร่างใหญ่
ตอนนี้พี่หลิวกำลังยืนสั่งงานลูกน้องอยู่ พอเห็นว่ามีเงาคนเดินเข้ามาใกล้ เขาก็หยุดพูด แล้วหันไปมองทันที
แค่กวาดตามองซูจิ้นแวบเดียว สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที
"นาย... นายมาทำอะไรที่นี่?" พี่หลิวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบห้าว
"ลูกพี่ อย่าเพิ่งตกใจไปครับ ผมไม่ได้มาตรวจงานหรอก" ซูจิ้นเตรียมคำพูดมาอย่างดี "น้องชายคนนี้ชื่อหลินซื่อหรง... พูดไปแล้วก็น่าอาย แต่เห็นลูกพี่เป็นคนตรงไปตรงมา ผมก็จะพูดตรงๆ เลยแล้วกัน ผมอยากมาเรียนรู้วิธีเชือดสัตว์น่ะครับ"
"ผมตกงานมานานแล้ว เพื่อนพ่อก็เลยแนะนำงานเชือดหมูให้ทำ คนนั้นเขาเป็นเพื่อนเก่าพ่อ ผมกลัวจะทำพ่อขายหน้า ก็เลยอยากหาที่ฝึกซ้อมก่อนสักหน่อย..."
"อ้อ... มาเรียนเชือดหมูนี่เอง" สีหน้าของพี่หลิวผ่อนคลายลง มุมปากยกยิ้มขึ้น "แล้วที่นี่มันใช่ที่สำหรับมาเรียนเชือดหมูไหมล่ะ? พูดจาไร้สาระชะมัด ไสหัวไปเลย!"
ซูจิ้นมองซ้ายมองขวา ก่อนจะหยิบธนบัตรใบละร้อยหยวนออกมาหนึ่งใบ
เขาเดินเข้าไปใกล้พี่หลิวแล้วกระซิบ "ผมไม่ได้มาเรียนฟรีๆ หรอกครับ แค่หาหมูให้ผมลองฝึกสักตัวก็พอ ส่วนเรื่องอื่นผมไม่ขออะไรเลย"
"นาย..." สายตาของพี่หลิวจับจ้องไปที่ธนบัตร น้ำเสียงเริ่มอ่อนลง "ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้อยู่ดี! คนไม่เคยทำ เกิดนายเป็นอะไรขึ้นมา ใครจะจ่ายค่ารักษาพยาบาล... เอาเถอะ นายระวังตัวหน่อยก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันช่วยดูให้"
หลังจากรับเงินสองร้อยหยวนไป พี่หลิวก็เดินนำซูจิ้นเข้าไปตรงกลางลานกว้าง
....
สามชั่วโมงต่อมา
ณ บริเวณที่ร่มข้างโรงงาน ชายสองคนยืนประจันหน้ากัน
ซูจิ้นยืนหอบหายใจ ใบหน้าของเขาแดงเรื่อราวกับเพิ่งเอาซอสมะเขือเทศมาละเลงหน้า แต่เสื้อผ้าที่สวมใส่ถูกเปลี่ยนเป็นชุดใหม่เอี่ยมแล้ว
ตรงข้ามกับเขาคือพี่หลิวที่มีใบหน้าซีดเผือด
พี่หลิวมองสีหน้าของซูจิ้นแล้วพูดตะกุกตะกัก "น้องชาย... สนุกพอหรือยัง?"
ซูจิ้นเม้มริมฝีปาก พยายามกลั้นความรู้สึกอยากอาเจียน แล้วพยักหน้ารับ
"พรุ่งนี้ผมจะมาใหม่..."
"ยังจะมาอีกเรอะ!!" เสียงของพี่หลิวแหลมปรี๊ดขึ้นมาสองระดับ ในใจเริ่มด่าทอสาปแช่ง
ตอนแรกเขาคิดว่าวันนี้ได้เงินพิเศษตั้งสองร้อยหยวน ช่างโชคดีอะไรแบบนี้
แต่ไอ้หนุ่มนี่ ดูภายนอกเรียบร้อยเป็นผู้ดี แต่ที่แท้แม่งเป็นไอ้โรคจิตชัดๆ!
มันไม่ได้มาฝึกฆ่าหมูหรอก ท่าทางเหมือนมาฝึกฟันคนมากกว่า!
ตอนใช้ที่ช็อตหมูมันก็บอกให้เบาไฟลงหน่อย แล้วก็วิ่งไล่ฟันหมูไปทั่วลาน จนก้นหมูลายพร้อยไปหมดเหมือนรอยบั้งมีด
แค่ฟันมั่วๆ ยังไม่พอ พอผ่าท้องหมูเสร็จ มันยังเอามือไปคุ้ยเครื่องในเล่นอีก
เอาไส้เอาพุงมาห้อยคอ เล่นจนตัวเองอ้วกแตกก็ยังไม่ยอมหยุด
นี่มันไม่ใช่โรคจิตธรรมดาๆ แล้ว!
ขืนปล่อยให้ไอ้เด็กนี่มาอีก มีหวังเกิดเรื่องใหญ่แน่!
"พรุ่งนี้นายไม่ต้องมาแล้วนะเว้ย ผู้อำนวยการโรงงานของเราอยู่ที่นี่ เขาไม่อนุญาตหรอก" พี่หลิวพูด ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ น้ำเสียงก็เริ่มสั่น "น้องชาย... บอกความจริงพี่มาเถอะ นายไปเจอเรื่องหนักหนาอะไรมาหรือเปล่า ถึงได้มาฝึกมือที่นี่? เชื่อพี่นะ อย่าก้าวเข้าสู่เส้นทางอาชญากรรมเด็ดขาด!"
พอได้ยินแบบนั้น ซูจิ้นก็ใจหายวาบ!
ซวยแล้ว! เมื่อกี้เราฝึกหนักมือไปหน่อย ตอนนั้นเราพยายามกลั้นความคลื่นไส้ แล้วบังคับให้ตัวเองชินกับความคุ้นเคยของเลือด
ถ้าหมอนี่แจ้งตำรวจขึ้นมาล่ะก็ งานเข้าแน่ๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น ใบหน้าของซูจิ้นก็บิดเบี้ยว เผยให้เห็นสีหน้าที่เจ็บปวดรวดร้าวสุดขีด
เดิมทีในใจก็รู้สึกอึดอัดและคลื่นไส้อย่างรุนแรงอยู่แล้ว แถมยังมีอาการอยากอาเจียนตีตื้นขึ้นมาตลอดเวลา
เขาก้มหน้าลง ปล่อยให้เศษอาหารในกระเพาะที่เหลืออยู่น้อยนิดไหลย้อนขึ้นมาถึงคอหอย แล้วกลืนน้ำย่อยที่ขย้อนขึ้นมาลงไปแรงๆ!
"พี่ชาย..." ซูจิ้นร้องไห้โฮ น้ำมูกน้ำตาไหลพราก "พี่พูดมาขนาดนี้ ผมก็จะไม่ปิดบังพี่แล้ว! ความจริงผมไม่ได้มาฝึกฆ่าหมูหรอก!"
"น้องชาย ค่อยๆ พูดนะ!"
เดาถูกเป๊ะ! ไอ้เด็กนี่มันกะจะไปฆ่าคน ถึงได้มาฝึกความกล้าที่นี่!
สีหน้าของพี่หลิวซีดลงไปอีกระดับ
"อีนังเมียตัวดีของผมมันหนีตามชู้ไปแล้ว ผมอยากจะสับคู่ชายหญิงสารเลวนั่นให้เละเป็นชิ้นๆ!" ซูจิ้นร้องไห้สลับกับด่าทอ
"อย่าเชียวนะ! อย่าทำแบบนั้นเด็ดขาด! นายยังหนุ่มยังแน่น จะหาเมียใหม่ไม่ได้เชียวเหรอ?"
ขืนปล่อยให้ไอ้เด็กนี่ทำเรื่องบ้าๆ ลงไป ตัวเขาเองก็ต้องมีความผิดฐานสมรู้ร่วมคิดด้วยสิ!
พี่หลิวรีบพูดปลอบโยนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "เชื่อพี่นะ เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อย ผู้ชายคนไหนบ้างไม่เคยโดนสวมเขา เอาจริงๆ นะ เขานี้พี่ก็เคยโดนสวมมาแล้ว..."
หลังจากได้รับการปลอบประโลมอยู่นานนับสิบนาที เสียงร้องไห้ของซูจิ้นก็ค่อยๆ เงียบลง เขาปาดน้ำตา
ซูจิ้นพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "พี่ชาย ความจริงพอผมเชือดหมูเสร็จ แล้วได้มาฟังพี่พูดแบบนี้ ผมก็รู้สึกสบายใจขึ้นเยอะ ผมจะไม่ยอมเอาชีวิตตัวเองไปทิ้งเพราะไอ้คู่สารเลวนั่นหรอก"
"ถูกต้อง! คิดได้แบบนี้สิถึงจะถูก!" พี่หลิวโล่งอกสุดๆ รู้สึกซาบซึ้งจนแทบอยากจะเลี้ยงข้าวขาหมูอีกฝ่ายสักสองขา
ฟังจากน้ำเสียงแล้ว น่าจะระบายความโกรธแค้นออกไปได้มากแล้ว คงไม่มีปัญหาอะไรหรอก
ได้ช่วยชีวิตคนไว้ตั้งสองคน แถมตัวเองก็หลุดพ้นจากข้อหาด้วย ทำบุญใหญ่เลยนะเนี่ยเรา!
จังหวะนั้นเอง ซูจิ้นก็เงยหน้าขึ้นมา แล้วจู่ๆ ก็พูดว่า "นี่พี่... พี่คืนเงินสองร้อยนั่นให้ผมได้ไหม?"
"....."
สีหน้าของพี่หลิวแข็งค้างไปในพริบตา ราวกับโดนเครื่องช็อตไฟฟ้าช็อตจนชาไปทั้งตัว
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขากัดฟันข่มความรู้สึกอยากจะตบหน้าอีกฝ่ายอย่างแรง ล้วงเอาธนบัตรใบละร้อยหยวนยับๆ สองใบออกมาจากกระเป๋า แล้วตบแปะลงบนมือของซูจิ้น
"รับไปเถอะน้องชาย! กลับไปตั้งใจใช้ชีวิตซะ... แล้วอย่ากลับมาที่นี่อีกนะ พี่ล่ะกลัวนายจริงๆ"
"พี่ชาย ผมขอบคุณพี่มาก บุญคุณของพี่ครั้งนี้..." ขณะที่กำลังพูด สายตาของซูจิ้นก็เหลือบไปเห็นถุงกระสอบอาหารสัตว์กองหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล
พอเห็นตัวหนังสือบนกระสอบชัดๆ เขาก็เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ!
เขาเปลี่ยนเรื่องทันที แล้วชี้ไปที่อาหารหมู
"ผมขออาหารหมูนั่นสักสองกระสอบได้ไหม? เงินผมโดนไอ้คู่สารเลวนั่นเชิดไปหมดแล้ว วันนี้ผมอยากกินอาหารหมู! ผมจะต้องจำไว้ให้ขึ้นใจ สักวันหนึ่งพอผมหาเงินได้ ผมจะเอาศักดิ์ศรีที่สูญเสียไปกลับคืนมาให้ได้!"
ไอ้เวรนี่! มันยังจะขอของเพิ่มอีกเหรอ!!
พี่หลิวสูดลมหายใจเข้าลึก เอามือกุมหน้าอก เผยสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าวสุดขีด
เขายกมือขึ้นโบกอย่างอ่อนแรง
"เอาไปเถอะ... ถ้าชอบก็เอาไปเลย..."
(จบแล้ว)