เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16 - คมมีดจ่อคอ

บทที่ 16 - คมมีดจ่อคอ

บทที่ 16 - คมมีดจ่อคอ


บทที่ 16 - คมมีดจ่อคอ

"ผู้อำนวยการหลี่คะ แล้วเด็กคนนี้ตอนนี้ควรจะดูแลรักษายังไงดีคะ?" จางหว่านตบหลังฝูชิงไต้เบาๆ แล้วรีบถามต่อ

ซูจิ้นมองตรงไปที่อีกฝ่าย "จะว่าไปเรื่องการรักษาก็ทำได้ง่ายๆ ครับ แต่ก่อนจะพูดเรื่องนั้น คงต้องมาคุยถึงต้นตอของปัญหากันก่อน สำหรับเด็กวัยนี้ สาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ไม่ใช่แค่เพราะเรื่องที่โรงเรียนหรอกนะครับ แต่ยังเป็นเพราะพวกคุณสองคนด้วย"

"พฤติกรรมของคุณเมื่อกี้ก็ถือเป็นการซ้ำเติมปัญหาของเธอให้หนักขึ้นไปอีก"

"เอ๊ะ?" จางหว่านทำหน้าลำบากใจ "เด็กสมัยนี้ก็สำออยกันแบบนี้แหละค่ะ สมัยพวกเราน่ะ..."

"ประโยคนี้ก็ด้วยครับ"

"...."

ซูจิ้นถอนหายใจ "วลาดิเมียร์ สวีคุน เคยกล่าวไว้ประโยคหนึ่งว่า ปัญหาทางปรัชญาที่จริงจังที่สุดมีเพียงข้อเดียวเท่านั้น นั่นก็คือการฆ่าตัวตาย มนุษย์คือสัตว์ที่ต้องการความหมายเพื่อการมีชีวิตอยู่"

สองสามีภรรยาตระกูลฝูตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ

"การที่เธอถูกกระทบกระเทือนจิตใจที่โรงเรียนก็ทำให้สูญเสียความหมายของการมีชีวิตอยู่มากพอแล้ว พอกลับมาบ้านยังต้องมาถูกพวกคุณสองคนเข้าใจผิดอีก ปัญหามันก็ย่อมต้องรุนแรงขึ้นเป็นธรรมดา ถึงขั้นอาจมีแนวโน้มการฆ่าตัวตายและเกิดภาพหลอนอย่างรุนแรงด้วยซ้ำ อาศัยช่วงที่เด็กยังไม่ถึงขั้นเห็นภาพหลอน ปัญหายังไม่รุนแรงเกินไป พวกคุณก็รีบดูแลฟื้นฟูจิตใจเธอเถอะครับ อย่าไปกระตุ้นเธออีกเลย"

"แกเห็นภาพหลอนไปแล้วค่ะผู้อำนวยการหลี่! แล้วแบบนี้จะทำยังไงดีคะ? แล้วแกจะกลับไปเรียนได้เมื่อไหร่?" จางหว่านหน้าถอดสี ฝูหู่เองก็หน้าซีดเผือดตามไปด้วย

"ฮือ~~~~!" ฝูชิงไต้ปล่อยโฮออกมา เสียงร้องไห้ดังลั่นราวกับสัญญาณเตือนภัยไฟไหม้

"เลิกพูดเรื่องไปโรงเรียนสักทีได้ไหมครับ? นี่คุณเผลอทำร้ายจิตใจเธอไปกี่ครั้งแล้ว?" ซูจิ้นปรายตามองจางหว่าน "อาการรุนแรงถึงขั้นนี้แล้ว ทำไมพวกคุณไม่รีบจัดการตั้งแต่เนิ่นๆ? พอรุนแรงจนเกิดภาพหลอน ในเมืองหลงซานก็แทบจะไม่มีจิตแพทย์คนไหนช่วยเธอได้แล้วล่ะครับ เรื่องพวกนี้ในประเทศเรายังล้าหลังอยู่มาก"

"งะ.. งั้นคุณพอจะมีใครแนะนำไหมครับ?" ฝูหู่กลืนน้ำลายแล้วถาม

"ผมเพิ่งกลับมาหลงซาน จะไปรู้รายละเอียดสถานการณ์ที่นี่ได้ยังไงล่ะครับ" ซูจิ้นส่ายหน้า "อาจารย์ของผมเขาก็เก่งอยู่หรอก น่าเสียดายที่ท่านจากไปตั้งแต่ปีที่แล้ว"

"งั้นคุณช่วยรักษาให้ได้ไหมคะ!" จางหว่านโพล่งถามออกไปตรงๆ

"อย่าพูดจาเหลวไหลน่า! ผู้อำนวยการหลี่ไม่ใช่หมอนะ จะเอาเวลาที่ไหนมารักษาโรค!" ฝูหู่ตวาดภรรยา ก่อนจะหันกลับมาถามเสียงอ่อน "เอ่อ... ผู้อำนวยการหลี่ครับ คุณพอจะช่วยชี้แนะหน่อยได้ไหมครับ ว่าพวกเราควรจะทำยังไงดี?"

"จะทำยังไงน่ะเหรอ... เรื่องนี้อธิบายสองสามประโยคไม่จบหรอกครับ" ซูจิ้นถอนหายใจ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง "เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ในเมื่อพวกเราก็อยู่ห้องตรงข้ามกัน ตอนกลางวันผมก็ต้องออกไปทำธุระ ส่วนตอนกลางคืนเวลาที่ผมอยู่บ้านก็พอๆ กับพวกคุณ ช่วงกลางคืนผมไม่ค่อยยุ่งเท่าไหร่ ให้เด็กไปหาผมที่ห้องก็ได้ หรือจะให้ผมมาหาที่นี่ก็ได้ครับ คนกันเองเป็นเพื่อนบ้านกันไม่ต้องเกรงใจหรอก"

"วันหนึ่งผมจะช่วยพูดคุยคลายเครียดให้เธอสักสองชั่วโมง สักเจ็ดวันเธอก็น่าจะกลับไปเรียนได้แล้วล่ะครับ ปกติก็ให้แกออกกำลังกาย ร้องรำทำเพลงบ้าง หลังจากนี้เวลาพวกคุณช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจแกก็จะง่ายขึ้นเยอะ"

"โอ้โห จริงเหรอคะเนี่ย!!" จางหว่านลุกพรวดขึ้นด้วยความตื่นเต้น "ขอบพระคุณมากเลยค่ะ ผู้อำนวยการหลี่ ฉันนี่..."

"ผู้อำนวยการอะไรกัน! ต้องเรียก ผอ.หลี่ สิ!" ฝูหู่ลุกขึ้นด้วยความตื่นเต้นไม่แพ้กัน เขาถลึงตาใส่จางหว่าน ก่อนจะยกแก้วเหล้าขึ้น "ผอ.หลี่ ผมมันคนหยาบกระด้าง ความรู้สึกทั้งหมดขอฝากไว้ในเหล้าแก้วนี้แล้วกันครับ!"

พูดจบ เขาก็กระดกเหล้าหมดแก้วในรวดเดียว!

ฝูชิงไต้ก้มหน้างุด อับอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี

"อย่าเพิ่งเรียกแบบนั้นเลยครับ รอให้ผ่านไปสักครึ่งเดือน ค่อยเรียก ผอ.หลี่ ก็ยังไม่สาย" ซูจิ้นยิ้มบางๆ แล้วหันไปมองฝูชิงไต้ "อีกอย่าง พวกเราก็ต้องเคารพความสมัครใจของเจ้าตัวด้วยใช่ไหมล่ะครับ?"

"ชิงไต้ ตอนกลางคืนเธอเต็มใจจะสละเวลามานั่งคุยกับฉันไหม? ไม่ต้องห่วงนะ อย่ากดดันไปเลย มันก็แค่การพูดคุยกันธรรมดาน่ะ"

ฝูชิงไต้เม้มริมฝีปาก พยักหน้ารับคำ

"งั้นก็ตกลงตามนี้!" ซูจิ้นผายมือ ยิ้มให้สองสามีภรรยา "พรุ่งนี้ผมจะแวะมาใหม่ ตอนนี้อยากจะคุยอะไรก็คุยกันต่อเถอะครับ"

.....

บทละครถูกเขียนไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว และเป้าหมายก็เดินตกลงไปในหลุมพรางอย่างง่ายดาย

บทสนทนาหลังจากนั้นซูจิ้นเป็นคนคุมเกมทั้งหมด แค่งัดเอาเสี่ยวหมี่ 6 สุดล้ำออกมาโชว์ ก็ทำให้คนพื้นเมืองที่นี่ทึ่งจนตาค้างแล้ว

แถมยังมีฝูชิงไต้คอยรับส่งมุก โยนคำถามที่เตรียมไว้ล่วงหน้ามาให้เป็นระยะๆ ยิ่งช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ที่เขาสร้างขึ้นมาได้อย่างแนบเนียน

ส่วนคำถามไหนที่ตอบไม่ได้น่ะเหรอ.. แน่นอนว่าต้องมีอยู่แล้ว แต่คำตอบก็มีเพียงประโยคเดียว

【ความลับระดับชาติ ขออนุญาตไม่เปิดเผยครับ】

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป กินอิ่มหนำสำราญ

ซูจิ้นเก็บของเตรียมตัวกลับบ้าน ในกระเป๋าเสื้อมีเงินสองร้อยสามสิบเอ็ดหยวนกับอีกห้าเหมาที่ฝูชิงไต้แอบยัดใส่มือมาให้

ฝูหู่ยืนส่งอยู่ที่ประตู ใบหน้าคล้ำแดดนั้นแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด

รอยยิ้มบนใบหน้าบ่งบอกชัดเจนว่ามื้อนี้โดนกรอกเหล้าไปไม่น้อย

"ผู้อำนวยการหลี่ วันนี้ดีใจจริงๆ ที่ได้พบคุณ โธ่เอ๊ย.... ถ้าไม่ได้เจอกุณ ผมคงคิดไปเองว่าตอนที่ผมปลดประจำการออกมา ทุกคนก็แค่พูดตามมารยาท นึกไม่ถึงเลยว่าเบื้องบนกับเพื่อนทหารจะประเมินผมไว้สูงขนาดนี้!"

"แล้วก็เรื่องลูกสาวผมด้วย ครั้งนี้ผมไม่รู้จะขอบคุณคุณยังไงดี ถ้ามีอะไรให้ผมช่วย ตรงไหนที่ผมพอจะทำได้ คุณสั่งมาได้เลยไม่ต้องเกรงใจ!"

ซูจิ้นโบกมือปฏิเสธ "หลังจากนี้คงมีเรื่องให้คุณช่วยแน่ๆ ครับ แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร อย่ากดดันไปเลย ปิดประตูเถอะครับ ผมกลับล่ะ"

"เดี๋ยวครับ ผู้อำนวยการหลี่!" ฝูหู่ร้องเรียกเสียงดัง

"มีอะไรอีกเหรอครับ?"

"ผู้อำนวยการหลี่... ผม.." ฝูหู่อึกอัก ลิ้นเริ่มพันกัน "คือผม... เรื่องสำนักปฏิบัติการความเสี่ยงฯ นั่น..."

อึกอักอยู่นาน คำว่า 'งาน' ก็ยังไม่กล้าหลุดปากออกมา

ซูจิ้นทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ ก่อนจะหัวเราะออกมา "เหล่าฝูเอ๊ย... ไม่ต้องเกรงใจผมหรอก คนเราอยากมีความก้าวหน้ามันไม่ใช่เรื่องน่าอาย คุณอยากจะให้ผมแนะนำงานให้ใช่ไหมล่ะ?"

ฝูหู่พยักหน้าด้วยความเขินอาย

อุตส่าห์ตีสนิทมาได้ขนาดนี้แล้ว! แถมอีกฝ่ายก็มีฝีมือของจริง เป็นยอดคนตัวจริงเสียงจริง! ภูมิหลังไม่มีอะไรให้ต้องสงสัย

ถึงแม้เขาจะเอาเปรียบอีกฝ่ายมาเยอะแล้ว แต่งานเงินเดือนเริ่มต้นหลักหมื่นแบบนี้... เขาก็อยากได้เหมือนกันนี่นา~~

"เหล่าฝู ผมไม่ปิดบังคุณหรอกนะ ผมน่ะมีอำนาจพอจะช่วยได้ แต่ไม่กล้ารับประกันร้อยเปอร์เซ็นต์ ปัญหาหลักๆ คือผมไม่ค่อยรู้ว่าในสำนักมีตำแหน่งไหนว่างบ้าง เอาอย่างนี้ คุณรอฟังข่าวจากผม พรุ่งนี้ผมจะให้คำตอบคุณ ตกลงไหม?"

"ได้เลยครับ! ขอบคุณมากครับผู้อำนวยการหลี่ คุณรีบไปพักผ่อนเถอะครับ!" ฝูหู่กล่าวขอบคุณยกใหญ่

ซูจิ้นโบกมือลา ประตูเหล็กบานใหญ่ถูกปิดลง

เขาหันหลังเดินกลับไปที่ห้องของตัวเอง ล้วงกุญแจเตรียมจะไขประตู

เสียงพูดคุยด้วยความตื่นเต้นดีใจจากหลังประตูบ้านตระกูลฝู ดังแว่วมาให้ได้ยินอย่างไม่ชัดเจนนัก แต่มันช่างบาดหู

เสียงนั้นดังก้องไปทั่วโถงทางเดินที่ว่างเปล่า

ตึก! ไฟเซ็นเซอร์บนเพดานดับลง โถงทางเดินตกอยู่ในความมืดมิด เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่ค่อยๆ หอบถี่ขึ้นของซูจิ้น

มือที่ถือกุญแจร่วงหล่นลงข้างลำตัวอย่างกะทันหัน ร่างของเขาโงนเงนไปมา ก่อนจะทิ้งศีรษะพิงกับประตูเหล็กอย่างหมดเรี่ยวแรง เขาหลับตาลงและพรูลมหายใจยาวออกมา

หัวใจรู้สึกโหวงเหวงอย่างประหลาด

คิดถึงบ้าน.....

ปกติช่วงปีใหม่เขายังไม่อยากกลับบ้านเลย

แต่ครั้งนี้เขาคิดถึงบ้านจริงๆ คิดถึงแทบขาดใจ...

ซูจิ้นพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาสองสามครั้ง ยกมือขึ้นปาดหางตา แล้วไขกุญแจเข้าห้องไป

....

เมฆดำทะมึนปกคลุมทั่วฟ้า ลมหนาวพัดกระหน่ำ

พายุฝนโหมกระหน่ำสาดซัดไปตามซอกตึก

ท้องถนนกลายเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า... เหลือเพียงซากศพเดินได้

ร่างเน่าเปื่อยผุพังเดินเตร็ดเตร่ไปตามถนนอย่างไร้จุดหมาย

ซูจิ้นสวมเสื้อกันฝนนั่งยองๆ อยู่ตรงมุมถนน คอยสังเกตความเคลื่อนไหวเบื้องหน้า

วินาทีนั้นเอง ซอมบี้ตัวหนึ่งด้านหลังก็ส่งเสียงร้อง และพุ่งเข้ามาจู่โจมอย่างกะทันหัน!

ซูจิ้นหันขวับ ปากที่เต็มไปด้วยเลือดสดๆ พุ่งตรงเข้ามาหาหน้าเขา

"เชี่ยเอ๊ย!!" ซูจิ้นตาเบิกโพลง อ้าปากกว้างเตรียมจะกัดสวนกลับไปที่หน้าของซอมบี้...

"เฮือก!!!!"

ซูจิ้นสะดุ้งตื่นจากความฝัน เหงื่อแตกพลั่กไปทั้งตัว เขากุมลำคอหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ร่างกายอ่อนปวกเปียกราวกับโคลนตม

ตอนนี้ลำคอของเขาแห้งผากราวกับถูกยัดด้วยใบมีดโกน

บนที่นอนด้านหลัง ปรากฏรอยคราบเหงื่อรูปคนให้เห็นอย่างชัดเจน

เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ติดต่อกันหลายครั้ง จังหวะการเต้นของหัวใจเริ่มกลับมาเป็นปกติ ซูจิ้นใช้มือถูหน้าแรงๆ

ฝันไปนี่เอง... ดูเหมือนว่าประสาทจะตึงเครียดเกินไป..

เขาเอื้อมมือไปควานหาสมุดโน้ตทางขวามือ เมื่อเจอแล้วก็รีบเปิดดูทันที

คืนนี้ร้านขายข้าวสารจะมาส่งข้าว ตอนกลางวันยังต้องไปซื้อของใช้เพิ่มอีก...

ต้องไปโรงฆ่าสัตว์เพื่อฝึกมือให้ชินก่อน ส่วนเรื่องอื่นค่อยจัดการตอนบ่าย

ต้องรีบ ต้องรีบปรับตัวให้ชินกับความกดดันให้เร็วที่สุด ต้องลดความอ่อนไหวให้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

เขาจะสติแตกไม่ได้เด็ดขาด! ถ้าสติแตก ทุกอย่างก็จบเห่!

หลังจากให้กำลังใจตัวเองในใจอยู่หลายครั้ง ซูจิ้นก็เงยหน้าขึ้นมา

ดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยแดงก่ำ จ้องมองไปที่ปฏิทินบนผนังฝั่งตรงข้ามซึ่งมีกากบาทสีแดงขีดทับไว้เป็นแถว

ระยะเวลาที่เหลือจนถึงวันสิ้นโลก... เหลือเพียงสามวันเท่านั้น!

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 16 - คมมีดจ่อคอ

คัดลอกลิงก์แล้ว