- หน้าแรก
- นารูโตะ : พลิกชะตาอุจิวะ ยุคสมัยแห่งพระเจ้าโลกนินจา !
- บทที่ 4: การประชุมตระกูลฉุกเฉิน ชิซุยปรากฏตัว
บทที่ 4: การประชุมตระกูลฉุกเฉิน ชิซุยปรากฏตัว
บทที่ 4: การประชุมตระกูลฉุกเฉิน ชิซุยปรากฏตัว
บทที่ 4: การประชุมตระกูลฉุกเฉิน ชิซุยปรากฏตัว
บ้านพักของหัวหน้าตระกูลอุจิวะ
ในลานบ้านสไตล์ญี่ปุ่นอันกว้างขวาง กระบอกไม้ไผ่ใส่น้ำตกลงกระทบหินเสียงดัง "ตุ๊บ" กังวานขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ
ภายในห้องโถงนั้น แสงไฟค่อนข้างสลัว
ฟุงาคุนั่งไขว่ห้างอยู่บนตำแหน่งประธานในห้อง มือถือถ้วยชาอุ่นๆ เอาไว้ พลางขมวดคิ้วเข้าหากันจนแทบเป็นปม
ช่วงนี้สถานการณ์ภายในตระกูลเริ่มตึงเครียดขึ้นทุกที พวกสายฮาร์ดคอร์ต่างพากันส่งเสียงเรียกร้องรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้หัวหน้าตระกูลอย่างเขาแทบจะหายใจไม่ทั่วท้อง
" พ่อครับ"
ประตูบานเลื่อนถูกเปิดออกเบาๆ อิทาจิถอดรองเท้าแล้วเดินเข้ามาในห้องอย่างสำรวม เขานั่งคุกเข่าลงตรงหน้าฟุงากุด้วยท่าทางเป็นทางการ
ฟุงากุวางถ้วยชาลงแล้วเงยหน้ามองลูกชายคนโตที่เป็นความภาคภูมิใจของเขา คิ้วที่ขมวดอยู่เมื่อครู่คลายลงไปเล็กน้อย
"อิทาจิ เรื่องลงเรียนของซาสึเกะเป็นยังไงบ้าง?"
"เรียบร้อยดีครับ ซาสึเกะได้อยู่ห้อง A"
อิทาจิรายงานตามจริง
"ดีมาก"
ฟุงากุพยักหน้าอย่างพอใจ แต่ในขณะที่กำลังจะพูดให้กำลังใจเพิ่ม เขากลับสังเกตเห็นว่าสีหน้าของลูกชายดูแปลกไป
คนเป็นพ่อมีหรือจะไม่รู้ใจลูก เขาสัมผัสได้ทันทีว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ
"มีอะไรหรือเปล่า? ทำไมทำหน้าแบบนั้น?"
อิทาจิเงียบไปอึดใจใหญ่ ในหัวของเขายังคงคิดถึงคำพูดที่เร็นพูดกับซาสึเกะรวมถึงแผ่นหลังของชายคนนั้นตอนที่เดินจากไป
" พ่อครับ ระหว่างทางกลับบ้าน พวกเราบังเอิญเจอพี่เร็นครับ"
อิทาจิเงยหน้าขึ้น สบตากับฟุงากุตรงๆ
พอได้ยินชื่อของเร็น นิ้วมือของฟุงากุที่จับโต๊ะอยู่ก็ชะงักไปทันที
"เร็นงั้นหรอ? หมอนั่นพูดอะไรกับเธอบ้างล่ะ?"
สำหรับฟุงากุแล้ว ความรู้สึกที่มีต่อเร็นนั้นมันซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบายได้
เพราะบารมีของชายหนุ่มคนนี้ในตระกูลมันสูงส่งเกินไป ในใจของพวกนินจารุ่นใหม่ คำพูดของเร็นยังดูขลังและมีอิทธิพลมากกว่าคำสั่งของเขาที่เป็นหัวหน้าตระกูลเสียอีก
"พี่เร็นช่วยซาสึเกะไว้จากสถานการณ์ลำบากครับ"
อิทาจิเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนถนนอย่างละเอียด ก่อนที่น้ำเสียงจะเปลี่ยนเป็นจริงจังและเคร่งขรึมขึ้น
"แต่ว่า... พี่เร็นบอกกับซาสึเกะว่า ให้ใช้พลังของตัวเองพิสูจน์ศักดิ์ศรีของตระกูลอุจิวะให้คนในโคโนฮะเห็น เพื่อแสดงให้รู้ว่าพวกเราคือตระกูลอันดับหนึ่งที่แท้จริง"
"แถมยังสัญญาอีกว่า ถ้าซาสึเกะได้ที่หนึ่ง จะมอบอาวุธจักระที่ทำขึ้นเป็นพิเศษให้ด้วยครับ"
พอฟุงากุฟังจบ สีหน้าของเขาก็ถอดสีและนิ่งสนิทไปในทันที
" พ่อครับ"
อิทาจิจ้องมองปฏิกิริยาของพ่อ
"คำพูดของพี่เร็นอาจฟังดูเหมือนการให้กำลังใจรุ่นน้องทั่วไป แต่ผมสัมผัสได้ถึงรังสีบางอย่างที่อันตรายมากจากตัวเขา"
"ความคิดของเขา... มันเริ่มจะรุนแรงเกินไปแล้ว"
"ผมกลัวว่า... เขาจะเลือกเข้าพวกกับพวกยาชิโระและหัวรุนแรงคนอื่นๆ"
ปัง!
ฟุงากุตบโต๊ะน้ำชาอย่างแรงจนน้ำชากระเด็นกระดอนออกมา
สิ่งที่เขากลัวที่สุด มันกำลังจะเกิดขึ้นแล้วจริงๆ
"เร็น..."
ฟุงากุกัดฟันกรอด ความรู้สึกไร้กำลังพุ่งเข้าจู่โจมหัวใจจนชาไปหมด
เขาเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้ดีกว่าใคร
การที่เบื้องบนของโคโนฮะพยายามกดดันตระกูลอุจิวะนั้นเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แถมพวกชาวบ้านก็พากันร้องเรียนเรื่องกรมตำรวจไม่เว้นแต่ละวัน
พวกหัวรุนแรงในตระกูลก็เอาแต่ตะโกนปาวๆ ทุกวันว่าจะใช้กำลังยึดอำนาจ ส่วนตัวเขาที่อยู่ตรงกลางทำได้แค่เพียงเหนี่ยวรั้งความสัมพันธ์อันเปราะบางนี้ไว้อย่างสุดความสามารถ
ฟุงากุรู้ดีว่ารากฐานของโคโนฮะน่ะแข็งแกร่งขนาดไหน ทั้งหน่วยอันบุ หน่วยราก แล้วยังมีพวกตระกูลนินจาใหญ่อีกเพียบ ตระกูลไหนจะไปสู้ด้วยได้ง่ายๆ กัน
ถ้าตระกูลอุจิวะคิดจะก่อรัฐประหารขึ้นมาจริงๆ ละก็
มันก็มีแต่ต้องตาย ไม่มีทางรอด และจะพาคนทั้งตระกูลดิ่งลงเหวแห่งความพินาศไปด้วย
ที่ผ่านมาเขาซะกดพวกหัวรุนแรงเอาไว้ได้ ก็เพราะคนพวกนั้นไม่มีแกนนำระดับสูงที่เก่งพอจะนำทัพได้จริงๆ
พวกยาชิโระหรืออินาบิก็ดีแต่ส่งเสียงดังโวยวาย แต่ฝีมือยังไม่ถึงขั้นที่จะทำให้ทุกคนยอมสยบได้
แต่กับเร็นนั้นมันคนละเรื่องเลย
หมอนั่นคือตัวอันตรายระดับสัตว์ประหลาดที่เคยสู้จนซึจิคาเงะรุ่นที่สามต้องล่าถอยในสนามรบด้วยคาถาสายฟ้าขั้น S มาแล้ว แถมยังเป็นผู้ช่วยชีวิตนินจาอุจิวะเอาไว้นับไม่ถ้วน
ถ้าเกิดเร็นหมดความอดทน ลุกขึ้นมาสลัดคราบเดิมแล้วเป็นแกนนำให้พวกสายฮาร์ดคอร์ก่อการกบฏขึ้นมาจริงๆ ตระกูลอุจิวะทั้งตระกูลต้องหลุดจากการควบคุมแน่ และอำนาจหัวหน้าตระกูลของเขาก็คงจะหมดความหมายไปในทันที!
"ฉันจะยอมให้สถานการณ์มันแย่ไปถึงขั้นนั้นไม่ได้เด็ดขาด..."
ฟุงากุกำผ้าขนนูที่เข่าตัวเองแน่น เหงื่อเม็ดเป้งเริ่มผุดขึ้นมาบนหน้าผาก
ในขณะที่ในหัวของฟุงากุกำลังตีกันวุ่นวายนั้นเอง
ฟุ่บ!
เงาร่างหนึ่งก็โผล่พรวดเข้ามาที่ลานบ้านด้านนอกประตูอย่างรวดเร็ว
นินจาอุจิวะในชุดเครื่องแบบกรมตำรวจคุกเข่าลงข้างหนึ่ง รายงานด้วยน้ำเสียงกระหืดกระหอบ
"ท่านหัวหน้าตระกูลครับ! ท่านผู้อาวุโสสูงสุดเพิ่งออกคำสั่งฉุกเฉินครับ!"
หัวใจของฟุงากุดิ่งวูบไปที่ตาตุ่ม ลางสังหรณ์ใจคอไม่ดีแล่นพล่านไปทั้งตัว
เขาเลื่อนประตูเปิดออกทันทีแล้วจ้องมองนินจาคนนั้น
"คำสั่งของผู้อาวุโสสูงสุดงั้นหรอ? เรื่องอะไร?!"
"ท่านผู้อาวุโสสูงสุดสั่งให้สมาชิกตระกูลทุกคนที่เบิกเนตรวงแหวนได้แล้ว ไปรวมตัวกันที่ศาลเจ้านากะครับ!"
นินจาคนนั้นก้มหน้าลงรายงาน แต่น้ำเสียงกลับปิดความตื่นเต้นเอาไว้ไม่มิด
"ท่านบอกว่ามีเรื่องคอขาดบาดตายที่เกี่ยวกับความอยู่รอดของตระกูล จำเป็นต้องเปิดประชุมตระกูลเดี๋ยวนี้ครับ!"
ฟุงากุยืนเซไปเล็กน้อยราวกับถูกฟ้าผ่า ร่างกายของเขาแข็งทื่อจนขยับไม่ได้
การประชุมด่วนของตระกูลเพื่อชี้ชะตากรรมเนี่ยนะ...
แต่เขาที่เป็นถึงหัวหน้าตระกูล กลับเป็นคนสุดท้ายที่รู้เรื่อง!
ฟุงากุเริ่มหายใจติดขัด
การที่ผู้อาวุโสสูงสุดกล้าข้ามหน้าข้ามตาเขาแล้วสั่งระดมพลโดยตรงแบบนี้ แสดงว่าข้างในนั้นต้องเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้วแน่ๆ
"เข้าใจแล้ว เดี๋ยวฉันตามไป"
ฟุงากุพยายามสะกดความตื่นตระหนกในใจเอาไว้ ก่อนจะก้าวเท้าเดินออกจากห้องไป
...
ศาลเจ้านากะตั้งอยู่บริเวณชายขอบหมู่บ้านโคโนฮะ
ศาลเจ้าเก่าแก่แห่งนี้ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในป่าทึบ ถือเป็นเขตหวงห้ามของตระกูลอุจิวะ และเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประดิษฐานป้ายวิญญาณของบรรพบุรุษ
ปกติแล้ว ประตูที่นี่จะถูกปิดตายเอาไว้ตลอดเวลา
ถ้าไม่ใช่หัวหน้าตระกูล ก็ไม่มีสิทธิ์ย่างกรายเข้าไปข้างในเด็ดขาด
ศาลเจ้านากะจะเปิดก็ต่อเมื่อมีการประชุมใหญ่เพื่อตัดสินทิศทางและอนาคตของตระกูลเท่านั้น
และห้องใต้ดินของศาลเจ้านี้เอง ก็คือห้องประชุมลับที่กว้างขวางและลึกลับที่สุด
ในอดีต อุจิวะ มาดาระ เคยใช้อำนาจและพลังในการจัดการทุกอย่างในตระกูลอุจิวะจนทุกคน
แต่หลังจากที่มาดาระถอนตัวออกจากหมู่บ้านโคโนฮะไป ตระกูลอุจิวะก็ได้ทำการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจขนานใหญ่ เพื่อไม่ให้เกิดผู้นำที่บ้าอำนาจแบบนั้นขึ้นมาอีก เพราะอาจจะพาทั้งตระกูลไปลงเหวได้
อำนาจของหัวหน้าตระกูลถูกริดรอนลงไปเยอะมาก และการตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ จำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้อาวุโสและการประชุมตระกูลร่วมกัน
พอมาถึงรุ่นของฟุงากุ เขาเลยรู้สึกว่าตำแหน่งหัวหน้าตระกูลของตัวเองมันค่อนข้างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เขาไม่ได้มีพลังไร้เทียมทานแบบมาดาระที่จะกดทุกคนให้เงียบได้ สิ่งที่เขาใช้ประคับประคองตำแหน่งไว้มีเพียงแค่ความสุขุมและผลงานในอดีตเท่านั้น
ส่วนอำนาจบริหารที่แท้จริงน่ะ ถูกพวกตาแก่ในสภาผู้อาวุโสแบ่งเค้กกันไปตั้งนานแล้ว
เงาร่างของนินจาหลายคนทยอยเดินผ่านบันไดหินดิ่งลึกขยับลงไปยังใต้ดินของศาลเจ้านากะอย่างไม่ขาดสาย
สมาชิกตระกูลอุจิวะจากทุกสารทิศพากันเดินทางมาที่นี่
"เปิดใช้งานเนตรวงแหวน!"
ที่ทางเข้าห้องใต้ดิน นินจาเฝ้ายามสองคนยืนกอดอก จ้องมองคนที่มาเข้าร่วมด้วยสายตาเย็นชา
เงื่อนไขเดียวที่จะลงไปในห้องใต้ดินของศาลเจ้านากะเพื่อร่วมประชุมตัดสินชะตากรรมของตระกูลได้ก็คือ... ต้องเป็นผู้ที่เบิกเนตรวงแหวนได้แล้วเท่านั้น!
ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!
นินจาที่มาถึงไม่มีใครพูดพร่ำทำเพลง พวกเขาเบิกเนตรขึ้นมาทีละคน ดวงตาที่เคยเป็นสีดำสนิทเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับโลหิต
เนตรวงแหวนหนึ่งโทโมเอะ สองโทโมเอะ สามโทโมเอะ... ดวงตาเนตรวงแหวนนับร้อยคู่ส่องประกายสีแดงวาบประกายความเย็นเยียบขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืน
หลังจากยามเฝ้าประตูตรวจเช็กความเรียบร้อยแล้ว จึงยอมปล่อยให้เข้าไปข้างในห้องใต้ดินได้
ภายในห้องใต้ดินนั้นกว้างขวางสุดๆ
ตอนนี้มียอดฝีมือของตระกูลอุจิวะกว่าร้อยคนที่เบิกเนตรวงแหวนได้แล้วมารวมตัวกันจนแน่นขนัด
ผู้คนพากันจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ บรรยากาศภายในห้องมันอึดอัดซะจนแทบจะสำลัก
"เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย? ทำไมอยู่ๆ ผู้อาวุโสสูงสุดถึงสั่งรวมพลกะทันหันแบบนี้?"
นินจาที่มีเนตรวงแหวนสองโทโมเอะคนหนึ่งลดเสียงต่ำถามด้วยความงุนงง
"ต้องให้บอกอีกหรือไง?!"
อุจิวะ ยาชิโระ ที่ยืนอยู่ใจกลางฝูงชน ตวาดขึ้นมา ดวงตาเนตรวงแหวนสามโทโมเอะของหมอนั่นหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง พลางชูกำปั้นขึ้นฟ้าด้วยสีหน้าสุดโต่ง
"สภาผู้อาวุโสคงทนไอ้พวกเบื้องบนกดหัวไม่ไหวแล้วน่ะสิ! พวกเรากำลังจะเตรียมบุกโจมตีอาคารโฮคาเงะแล้ว! ถึงเวลาที่ตระกูลอุจิวะจะเอาคืนซะที!"
"ใช่แล้ว! ให้พวกเรามาคอยเดินตรวจตราต้อนรับชาวบ้านเหมือนสุนัขเฝ้าบ้านอยู่ได้ทุกวัน ฉันเองก็ทนไม่ไหวมานานแล้วเหมือนกัน!"
เสียงของอุจิวะ อินาบิ ดังเสริมขึ้นมาจากด้านข้าง มือของเขาเอื้อมไปแตะที่ด้ามดาบนินจาเรียบร้อยแล้ว
"ขอแค่ผู้อาวุโสสูงสุดสั่งมาคำเดียว คืนนี้ฉันจะเป็นคนไปปลิดหัวไอ้แก่ดันโซเอง!"
พวกหัวรุนแรงพากันฮึกเหิมยกใหญ่ แต่ละคนกำหมัดแน่น อยากจะวิ่งออกไปฟาดฟันศัตรูใจจะขาด
ในขณะเดียวกัน พวกสายกลางที่นั่งจับกลุ่มอยู่ตรงมุมห้องกลับหน้าซีดเผือดไปตามๆ กัน
"พวกแกบ้าไปแล้วหรือไง?! คิดจะก่อกบฏกับหมู่บ้านงั้นหรอ?พวกแกอยากตายรึไง !"
นินจารุ่นเก่าคนหนึ่งชี้หน้าด่าพวกยาชิโระอย่างเหลืออด
"พวกแกกำลังจะพาตระกูลอุจิวะไปตายกันหมด! ถ้าสงครามภายในเริ่มขึ้นเมื่อไหร่ พวกอันบุกับหน่วยรากของหมู่บ้านได้แห่มาล้อมฆ่าพวกเราแน่!"
"ไอ้พวกขี้ขลาด! ก็เพราะมีคนปอดแหกอย่างพวกแกอยู่ในตระกูลไง ไอ้พวกเบื้องบนมันถึงได้กล้าเหยียบหัวพวกเราอยู่แบบนี้!"
ยาชิโระตวาดสวนกลับทันควัน
ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครยอมใคร เสียงด่าทอโต้เถียงกันดังก้องจนห้องใต้ดินโกลาหลวุ่นวายไปหมด
ทุกคนต่างพากันคาดเดาไปต่างๆ นานาถึงเหตุผลในการเรียกรวมพลครั้งนี้
แต่ไม่ว่าจะเป็นพวกสายฮาร์ดคอร์หรือพวกสายกลาง ในใจของทุกคนต่างรู้ดีอยู่เรื่องหนึ่ง... ว่าหลังจากผ่านพ้นคืนนี้ไป ตระกูลอุจิวะจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป
ตึก... ตึก... ตึก...
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าอันหนักแน่นและสม่ำเสมอก็ดังก้องมาจากทางบันไดหินตรงทางเข้า
ห้องใต้ดินที่เคยส่งเสียงดังโวยวายเมื่อครู่ กลับเงียบกริบลงในพริบตา
ทุกคนรีบหันไปมอง ดวงตาเนตรวงแหวนสีแดงฉานนับร้อยคู่จับจ้องไปยังทางเข้าเป็นจุดเดียว
"ผู้อาวุโสสูงสุดมาแล้วงั้นหรอ?"
"หรือว่าเป็นท่านหัวหน้าตระกูลกันแน่?"
ในใจของทุกคนต่างลุ้นระทึก
ทว่า พอร่างนั้นก้าวพ้นบันไดหินลงมาปรากฏตัวต่อหน้าฝูงชน ทุกคนในห้องใต้ดินต่างก็ต้องเบิกตาโพลงและอุทานออกมาอย่างไม่เชื่อสายตา
เพราะคนที่เดินเข้ามา ไม่ใช่ทั้งผู้อาวุโสสูงสุด และไม่ใช่ฟุงาคุ
แต่เป็นชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดเสื้อคอสูงแขนสั้นสีเข้มอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมกับดาบสั้นที่สะพายอยู่ข้างหลัง
อุจิวะ ชิซุย!
พอเห็นชัดๆ ว่าเป็นใคร เสียงฮือฮาก็ดังลั่นขึ้นมาทันทีอย่างกักเก็บไม่อยู่
"ชิซุยงั้นหรอ?! ทำไมถึงเป็นหมอนี่ได้!"
"บ้าน่า! ชิซุยเนี่ยนะ จะมาเข้าร่วมประชุมตระกูลกับเขาด้วย?"
"ปกติหมอนี่ไม่เคยสนใจเรื่องแย่งชิงอำนาจภายในตระกูลเลยด้วยซ้ำ วันๆ แทบไม่เคยโผล่หัวมาที่ศาลเจ้านากะเลย แล้วทำไมวันนี้ถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะเนี่ย!"
พวกยาชิโระและอินาบิต่างหันมามองหน้ากันเลิกลัก ความฮึกเหิมบ้าคลั่งในดวงตาเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นความตกตะลึงทันที
ถ้าตัดเรื่องฝีมือของเร็นออกไป...
ชิซุยก็คือสุดยอดขุมกำลังรบอันดับหนึ่งของตระกูลอุจิวะอย่างไม่ต้องสงสัย!
นอกจากเขาจะมีวิชาเคลื่อนย้ายพริบตาที่เลื่องชื่อไปทั่วโลกนินจาแล้ว เขายังเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่สามารถเบิกเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาในตำนานได้อีกด้วย!
นินจาระดับสูงขนาดนี้ ปกติจะรับเฉพาะภารกิจลับระดับสูงสุดจากทางหมู่บ้านเท่านั้น ขนาดหัวหน้าตระกูลเรียกตัวยังไม่ค่อยจะมาเลย แต่คืนนี้เขากลับยอมมาปรากฏตัวในการประชุมตระกูลเป็นครั้งแรก!
ชิซุยไม่ได้สนใจสายตาหรือเสียงนินทาของคนรอบข้างเลยสักนิด
เขาเดินตรงเข้ามาในห้องใต้ดินด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าทุกก้าวที่เขาเหยียบลงพื้น...
แรงกดดันจักระอันมหาศาลและน่ากลัวที่แผ่ออกมาจากตัวเขา ทำเอาพวกนินจาที่ยืนขวางทางอยู่ถึงกับต้องลอบกลืนน้ำลายแล้วรีบก้าวถอยหลังหลบทางให้โดยไม่รู้ตัว จนกลายเป็นช่องทางเดินยาวผ่ากลางฝูงชน
เมื่อเห็นสีหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึกของชิซุย นินจาอุจิวะทุกคนในที่นั้นต่างรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ในที่สุดพวกเขาก็เริ่มตระหนักได้แล้วว่า จะต้องมีเรื่องสำคัญจะเกิดขึ้นในคืนนี้แน่นอน