- หน้าแรก
- นารูโตะ : พลิกชะตาอุจิวะ ยุคสมัยแห่งพระเจ้าโลกนินจา !
- บทที่ 2: คำสัญญา 3 ปี ความทะเยอทะยานของเร็น
บทที่ 2: คำสัญญา 3 ปี ความทะเยอทะยานของเร็น
บทที่ 2: คำสัญญา 3 ปี ความทะเยอทะยานของเร็น
บทที่ 2: คำสัญญา 3 ปี ความทะเยอทะยานของเร็น
"ทำไมงั้นเหรอ ?"
เร็นเยาะเย้ยคำพูดของชิซุย ขัดจังหวะจินตนาการโลกสวยของอีกฝ่ายทันที
"ชิซุย นายคิดว่าพวกตาแก่เจ้าเล่ห์ในเบื้องบนที่เล่นเกมการเมืองพวกนั้น จะสะอาดบริสุทธิ์เหมือนที่นายคิดงั้นเหรอ"
"พวกเขาไม่ได้ยกกรมตำรวจให้พวกเราดูแลเพราะความไว้ใจหรอก แต่มันเป็นแผนการร้ายที่วางเอาไว้หลายสิบปีเพื่อบ่อนทำลายเราต่างหาก"
ชิซุยยืนนิ่ง ปากกระตุก แต่กลับเถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว
เร็นยื่นนิ้วออกไปชี้บนอากาศ
"ลองคิดดูสิ ว่าหน้าที่ของตำรวจคืออะไร"
"รักษาความสงบเรียบร้อยในหมู่บ้าน จับกุมผู้ทำความผิด แล้วก็ไกล่เกลี่ยเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง"
"พูดง่ายๆ มันคืองานหาเสี้ยนให้ตัวเอง วันนี้ไปจับนักพนันที่ฝั่งตะวันออก พรุ่งนี้ไปปรับเงินพ่อค้าที่ฝั่งวันตก นานวันเข้าพวกชาวบ้านจะมองเรายังไง"
"แต่ว่า..."
ชิซุยพยายามจะแย้ง แต่กลับพบว่าตัวเองไร้เหตุผลมาหักล้าง
เร็นยื่นนิ้วที่สองออกมาทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้เถียง
"เบื้องบนโยนอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายมาให้เรา แต่กลับเขี่ยเราออกไปจากศูนย์กลางอำนาจของโคโนฮะ"
"ทั้งหน่วยอันบุ ทั้งสภาผู้อาวุโส หรือที่ปรึกษาโฮคาเงะ ตำแหน่งพวกนั้นที่กุมชะตากรรมของโคโนฮะเอาไว้จริงๆ มีคนของอุจิวะอยู่กี่คนล่ะ ไม่มีเลยสักคนเดียว"
"พวกนั้นเห็นเราเป็นแค่หมาเฝ้าบ้าน โยนงานสกปรกน่ารังเกียจมาให้ทำ แล้วก็คอยปล่อยให้ความเกลียดชังของชาวบ้านที่มีต่อเรามันลุกลามไปเรื่อยๆ"
น้ำเสียงของเร็นเย็นยะเยือกขึ้นกว่าเดิม
"ความทระนงในสายเลือดของพวกเรา ผนวกกับการทำงานที่เข้มงวดเกินไป มันก็เป็นปัญหาของคนในตระกูลเราเองด้วยนั่นแหละ"
"แต่ถ้าพวกเบื้องบนยอมรับเราจริงๆ พวกเขาควรจะยื่นมือเข้ามาไกล่เกลี่ยความขัดแย้งนี้ตั้งนานแล้ว"
"แล้วโฮคาเงะรุ่นที่สามทำอะไรล่ะ ดันโซทำอะไรล่ะ พวกเขาไม่ได้ทำอะไรเลย"
"เอาแต่ยืนดูอยู่บนตึกโฮคาเงะ มองดูความขัดแย้งระหว่างอุจิวะกับชาวบ้านรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อย่างเย็นชา แล้วปล่อยให้พวกเรากลายเป็นตัวประหลาดของหมู่บ้าน"
ชิซุยถึงกับหอบหายใจชาไปทั้งศีรษะ
เขาคิดมาตลอดว่าที่ชาวบ้านเกลียดตระกูลอุจิวะ เป็นเพราะคนในตระกูลของเขาทำตัวไม่ดีเอง แต่คำพูดของเร็นกลับกระชากหน้ากากอันแสนอบอุ่นของเบื้องบนโคโนฮะออกจนหมดสิ้น เผยให้เห็นแผนการอันเหี้ยมโหดที่ซ่อนอยู่
"ความระแวงและการกดดันไม่หยุดของเบื้องบน คือสาเหตุหลักที่ทำให้เราตกต่ำแบบนี้ในปัจจุบัน"
เร็นลดมือลงจ้องหน้าชิซุย
"แต่สิ่งที่ทำให้มันแย่ลงไปอีก ก็คือหัวหน้าตระกูล 'แสนดี' ของเรานี่แหละ"
พอพูดถึงชื่อของ อุจิวะ ฟุงาคุ เร็นก็แค่นเสียงหัวเราะอย่างสมเพช
"ในฐานะผู้นำตระกูล ฟุงาคุอ่อนแอเกินไป"
เร็นวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา
"หลังจบศึกคืนเก้าหาง พวกเบื้องบนใช้ความระแวงมาเป็นข้ออ้าง บังคับย้ายเขตอาศัยของตระกูลอุจิวัไปอยู่ชายขอบหมู่บ้าน"
"เจอการกลั่นแกล้งที่ไม่เป็นธรรมขนาดนั้น ฟุงาคุทำยังไงล่ะ เขาไม่กล้าแม้แต่จะอ้าปากก้มหน้ายอมรับคำสั่งย้ายทั้งตระกูลไปแต่โดยดี"
ชิซุยกำหมัดแน่น
เหตุการณ์ย้ายถิ่นฐานครั้งนั้นเป็นตราบาปและความเจ็บปวดที่คนในตระกูลอุจิวะทุกคนไม่มีวันลืม
"โดนบีบขนาดนั้นยังทำได้แค่ประนีประนอมแล้วก็ถอยหนี คิดว่าการยอมสละผลประโยชน์จะแลกมาซึ่งความสงบสุขงั้นเหรอ โง่สิ้นดี"
"ความปอดแหกของเขาทำให้พวกเบื้องบนคิดว่าเราเคี้ยวง่าย และทำให้คนในตระกูลหมดไฟกันไปหมด"
เร็นก้าวไปข้างหน้า ออร่ารอบตัวกดดันจนน่าเกรงขาม
"หน้าที่ของหัวหน้าตระกูลคืออะไร คือการนำพาตระกูลไปสู่ความรุ่งโรจน์และปกป้องเกียรติยศของคนทุกคนในตระกูล"
"ฟุงาคุไม่เคยปกป้องใครได้เลย ความอ่อนแออย่างไร้ขีดจำกัดของเขานั่นแหละที่ทำให้พวกกลุ่มหัวรุนแรงผงาดขึ้นมาในตระกูล เขาเป็นคนผลักอุจิวะลงสู่ทางตันเอง"
รอบข้างเงียบสนิท มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้ไหว
ชิซุยหอบหายใจหนัก เหงื่อเย็นไหลซึมเต็มหน้าผาก คำพูดของเร็นพลิกโลกทัศน์เดิมๆ ของเขาไปหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว
"เร็น นายเล่าเรื่องทั้งหมดนี้ให้ฉันฟัง..."
ชิซุยกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก
"นายคิดจะทำอะไรกันแน่"
เร็นระงับอารมณ์ดุดันลง สีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจังและเด็ดเดี่ยว
"ชิซุย ฉันอยากให้นายมาช่วยฉัน"
เร็นมองลึกเข้าไปในดวงตาของชิซุยแล้วเอ่ยทีละคำ
"ฉันจะเขี่ยฟุงาคุลงจากตำแหน่ง แล้วขึ้นเป็นหัวหน้าตระกูลอุจิวะคนใหม่"
คำพูดนั้นทำให้ชิซุยหน้าซีดด้วยความตกใจ ผงะถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
ปฏิวัติงั้นเหรอ
เร็นคิดจะแย่งชิงตำแหน่งหัวหน้าตระกูลจริงๆ ด้วย
"อย่าพึ่งรีบปฏิเสธ"
เร็นไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้พักหายใจ รีบยื่นข้อเสนอทันที
"ตราบใดที่ฉันได้ขึ้นเป็นผู้นำตระกูล ฉันจะรวมใจของทุกคนให้เป็นหนึ่งเดียว"
"ฉันจะหักเขี้ยวเล็บของพวกหัวรุนแรง และกวาดล้างความขี้ขลาดของพวกสายกลางให้หมด"
"ฉันจะทำให้ทั้งหมู่บ้าน ทั้งโฮคาเงะรุ่นที่สามและดันโซ ได้เห็นพลังและคุณค่าที่แท้จริงของตระกูลอุจิวะอีกครั้ง"
เร็นกางแขนออก น้ำเสียงเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
"ฉันจะหยุดงการกดขี่ของเบื้องบน และกู้ศักดิ์ศรีของอุจิวะกลับคืนมา"
"ทำให้พวกนั้นรู้ซะบ้างว่า ถ้าไม่มีตระกูลอุจิวะ โคโนฮะก็ไม่มีทางยืนหยัดอยู่บนโลกนินจานี้ได้หรอก"
ชิซุยจ้องมองเร็น
เขาไม่พบความบ้าคลั่งในแววตาของชายตรงหน้าเลย มีเพียงความสุขุมและเยือกเย็นถึงที่สุดเท่านั้น
"ฉันจะเชื่อได้ยังไงว่านายทำได้จริง"
ชิซุยถามพลางกัดฟันแน่น
"ด้วยสิ่งนี้"
เร็นชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว
"3 ปี ฉันขอให้สัญญาตรงนี้เลยว่า 3 ปี"
"ขอเวลาฉันแค่ 3 ปี ถ้าฉันทำตามที่พูดในวันนี้ไม่ได้ หรือไม่สามารถนำพาตระกูลอุจิวะหลุดพ้นจากวิกฤตนี้ได้ ฉันจะลงจากตำแหน่งเอง และนายจะจัดการกับฉันยังไงก็เชิญ"
ชิซุยเงียบกริบ ในหัวสับสนปนเปไปหมด
สถานการณ์ในตอนนี้มันเน่าเฟะเกินเยียวยาแล้ว ความอ่อนแอของฟุงาคุไม่มีทางลบความระแวงของเบื้องบนได้ และความคลั่งของพวกหัวรุนแรงก็จะพาตระกูลไปลงนรก
ตัวเขาเองมีฝีมือการต่อสู้ยอดเยี่ยม แต่กลับมืดแปดด้านในการแก้ปัญหาความขัดแย้งนี้
พอมองไปรอบๆ ในตระกูลอุจิวะทั้งหมด มีเพียงชายตรงหน้าคนนี้เท่านั้นที่มองสถานการณ์ทะลุปรุโปร่ง
มันไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้อีกแล้ว แผนการของเร็นคือความหวังเดียวที่จะเซฟตระกูลนี้ได้
ชิซุยค่อยๆ คลายร่างกายที่ตึงเครียดลง เขาหันไปสบตาเร็นแล้วพยักหน้าอย่างหนักแน่น
"ตกลง ฉันจะช่วยนายเอง"
ชิซุยให้คำตอบในที่สุด
"แต่นายต้องรับปากฉันเรื่องนึง ว่าจะไม่ทำให้เกิดสงครามภายในตระกูลเด็ดขาด"
"แน่นอน"
เร็นยิ้มมุมปาก
"บอกแล้วไงว่าฉันจะไม่ใช้กำลังหยาบๆ ในการแย่งชิงอำนาจ สำหรับแผนการจัดการกับฟุงาคุและพวกเบื้องบน ฉันเตรียมการไว้พร้อมแล้ว"
เร็นเผยรอยยิ้มอย่างผู้มีชัย
...
ณ ถนนการค้าอันแสนคึกคักของหมู่บ้านโคโนฮะ
เมื่อยามเย็นมาเยือน ผู้คนต่างพากันออกมาเดินขวักไขว่ เสียงตะโกนเรียกลูกค้าของเหล่าพ่อค้าแม่ค้าดังแว่วมาเป็นระยะ
อุจิวะ ซาสึเกะ เดินก้าวสั้นๆ พลางจับชายเสื้อของพี่ชายอย่าง อิทาจิ ไว้แน่นเพื่อไม่ให้หลงไปกับฝูงชน
พวกเขาทั้งสองพึ่งจะเสร็จสิ้นขั้นตอนการมอบตัวที่โรงเรียนนินจาในวันนี้ และกำลังเดินทางกลับเขตตระกูล
"พี่อิทาจิ เดินช้าๆ หน่อยสิ"
ซาสึเกะกระตุกชายเสื้ออิทาจิพลางหอบน้อยๆ
"เร็วเข้าเถอะซาสึเกะ ใกล้ได้เวลาอาหารเย็นแล้วนะ ถ้ากลับสายพ่อน่ะจะดุเอา"
อิทาจิเร่งฝีเท้าขึ้นโดยไม่ได้หันกลับมามอง
ทว่าตรงหัวมุมถนน
ซาสึเกะที่รีบเดินเกินไปมองไม่เห็นเด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งที่วิ่งพรวดพราดสวนออกมา
ตุ้บ
ทั้งสองชนกันเข้าอย่างจัง
ซาสึเกะยังพอยืนทรงตัวได้ แต่เด็กน้อยคนนั้นกลับล้มก้นกระแทกพื้น ส่งผลให้ดังโงะเคลือบน้ำตาลในมือร่วงลงไปคลุกฝุ่นจนหมด
"แง้"
เด็กน้อยมองดูขนมที่อดกินแล้วปล่อยโฮออกมาเสียงดังลั่น
เสียงร้องไห้ดึงดูดสายตาของคนรอบข้างทันที ฝูงชนเริ่มเข้ามามุงล้อม พลางชี้ไม้ชี้มือและซุบซิบนินทาใส่ซาสึเกะกับอิทาจิ
"แย่จริง ไปเดินชนเด็กได้ยังไงกันนะ"
"ดูตราพัดที่หลังเสื้อสิ คนของตระกูลอุจิวะนี่นา"
"ไม่แปลกใจเลย หยิ่งยโสไม่เห็นหัวใครจนเดินไม่ดูทาง พวกตำรวจชอบทำตัวกร่างอยู่แล้ว ขนาดเด็กยังเป็นไปด้วยเลย"
คำพูดถากถางรอบตัวลอยเข้าหูซาสึเกะ
เด็กหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น
ทั้งที่เขาไม่ได้ตั้งใจแท้ๆ แต่พอคนพวกนั้นเห็นตราประจำตระกูลอุจิวะ ก็พากันรุมตราหน้าว่าเขาเป็นคนผิดทันที
ซาสึเกะกำหมัดแน่น อ้าปากเตรียมจะเถียงกลับ
แต่แล้ว มีมือหนาข้างหนึ่งวางลงบนไหล่ของเขาเบาๆ
ซาสึเกะสะดุ้งหันไปมอง พบว่าเป็นเร็นที่มายืนอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้
"พี่เร็น"
ซาสึเกะกับอิทาจิอุทานออกมาพร้อมกัน
เร็นพยักหน้าให้ทั้งสองเล็กน้อย ก่อนจะเดินผ่านซาสึเกะตรงเข้าไปหาเด็กน้อยที่กำลังร้องไห้อยู่
เขานั่งยองๆ ลงตรงหน้า แล้วยื่นลูกอมห่อสวยงามที่ราวกับเสกออกมาจากกระเป๋าไปให้เด็กชาย
"เจ้าหนู เป็นผู้ชายอย่าร้องไห้กับเรื่องแค่นี้สิ อะ ขนมนี้ฉันให้ หวานกว่าดังโงะเมื่อกี้ตั้งเยอะนะ"
เร็นระบายยิ้มอย่างอ่อนโยน
เด็กชายหยุดร้องไห้ รับลูกอมไปอย่างเขินๆ พลางสะอื้นอีกสองสามที
เร็นลุกขึ้นยืน หันไปหาแม่ของเด็กที่รีบวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา แล้วค้อมตัวขอโทษอย่างมีมารยาท
"ต้องขอโทษด้วยนะครับ พอดีน้องชายผมรีบเดินไปหน่อยเลยชนลูกของคุณเข้า เป็นความผิดของทางเราเองครับ"
ตอนแรกแม่ของเด็กเตรียมจะเหวี่ยงใส่เต็มที่ แต่พอเห็นท่าทางสุภาพนอบน้อมและจริงใจของเร็น ความโกรธที่มีก็มลายหายไปทันที
"เอ่อ... ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ เด็กๆ วิ่งชนกันขูดขีดบ้างเป็นเรื่องธรรมดา"
เธอรีบดึงลูกชายเข้ามาหาพลางตอบอ้อมๆ แอ้มๆ
ชาวบ้านแถวนั้นที่มุงดูอยู่ถึงกับมองหน้ากันเลิกลัก
ปกติพวกเขามักจะเจอแต่คนในตระกูลอุจิวะที่ทำตัวเชิดหยิ่งและใช้อารมณ์อยู่เป็นประจำ พอมาเจอคนที่พูดจาไพเราะและมีมารยาทงามแบบเร็นเข้าให้แบบไม่ทันตั้งตัว ก็พากันพูดไม่ออก ได้แต่แยกย้ายกันไปด้วยความเซ็ง
เร็นหันกลับมามองซาสึเกะและอิทาจิ
"พี่เร็น เด็กนั่นวิ่งทะเล่อทะล่าออกมาเองชัดๆ..."
ซาสึเกะยังคงมุ่ยหน้าด้วยความคาใจ
"ซาสึเกะ"
เร็นเอ่ยขัดขึ้น
"สำหรับคนพวกนี้แล้ว เขาไม่สนหรอกว่าใครถูกใครผิด"
"ในสายตาพวกเขา เห็นแค่ตราอุจิวะที่พวกเราแบกอยู่เท่านั้น ถ้านายอยากเปลี่ยนมุมมองของคนอื่น การไปยืนเถียงปาวๆ มันไม่มีประโยชน์หรอก"
ซาสึเกะก้มหน้าลงเงียบๆ คล้ายจะเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง
เร็นเอื้อมมือไปลูบหัวซาสึเกะเบาๆ ก่อนจะปรายตาไปมองใบแจ้งผลการมอบตัวของโรงเรียนนินจาในมือของทั้งคู่
"พึ่งไปมอบตัวกันมาเสร็จเหรอ" เร็นถาม
"ครับ" ซาสึเกะเงยหน้าตอบอย่างภาคภูมิใจ "ผมได้อยู่ห้อง A ด้วยล่ะ"
เร็นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
ห้อง A คือห้องคัดสรรระดับท็อปของโรงเรียนนินจา
เร็นมองดูเด็กหนุ่มสองคนที่ต้องแบกรับอนาคตของตระกูลอุจิวะเอาไว้ แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมา
ใช้มือทั้งสองข้างกดลงบนบ่าของซาสึเกะแล้วสบตากับเด็กหนุ่มตรงๆ
"ซาสึเกะ ฟังให้ดีนะ"
เร็นเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
"ในเมื่อเธอได้เข้าไปอยู่ในห้อง A ของโรงเรียนนินจาแล้ว เธอก็ไม่ใช่เด็กธรรมดาอีกต่อไป"
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเธอต้องแบกรับชื่อเสียงและเกียรติยศของตระกูลอุจิวะในโรงเรียนแห่งนั้นไว้ด้วยตัวเอง"
ซาสึเกะยืดอกพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น
"ในหมู่บ้านนี้มีคนอคติกับเราเยอะแยะ และมีอีกหลายคนที่อยากเห็นเราล้มเหลว"
เร็นย้ำเตือน
"สิ่งที่คุณต้องทำ ไม่ใช่การไปนั่งทะเลาะกับพวกเขา แต่เธอต้องใช้ความสามารถและผลการเรียนในโรงเรียน พิสูจน์ให้คนทั้งโคโนฮะได้เห็นถึงความแข็งแกร่งของอุจิวะ แสดงให้เห็นว่าเราคือตระกูลอันดับหนึ่งอย่างแท้จริง"
คำพูดนั้นจุดไฟในใจของซาสึเกะให้ลุกโชน เด็กหนุ่มตะโกนตอบรับเสียงดังฟังชัด
"เข้าใจแล้วครับพี่เร็น ผมจะไม่ทำให้ตระกูลอุจิวะต้องขายหน้าเด็ดขาด"
อิทาจิที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็กำหมัดแน่น แววตาฉายแววมุ่งมั่นไม่แพ้กัน
เร็นมองดูสองพี่น้องที่กำลังฮึกเหิมแล้วยิ้มออกมาด้วยความพอใจ
เขายืดตัวตรงพร้อมโยนข้อเสนอสุดพิเศษตบท้าย
"มีความตั้งใจน่ะมันดี แต่ของแบบนี้มันต้องมีรางวัลล่อใจซักหน่อย"
"เอาเป็นว่า ถ้าพวกเธอสองคนสามารถคว้าอันดับหนึ่งในการสอบปลายภาคปีนี้มาครองได้ล่ะก็ ฉันจะมอบอาวุธจักระที่สั่งทำขึ้นมาเป็นพิเศษให้คนละชิ้นเลย เป็นไง"