- หน้าแรก
- 1970 เด็กกำพร้าชาวไร่ รับสามีเข้าบ้านแล้วชีวิตก็ปัง
- บทที่ 13 สหายกู้ คุณต้องเข้มแข็งไว้
บทที่ 13 สหายกู้ คุณต้องเข้มแข็งไว้
บทที่ 13 สหายกู้ คุณต้องเข้มแข็งไว้
บทที่ 13 สหายกู้ คุณต้องเข้มแข็งไว้
พนักงานเสิร์ฟเดินไปยังโต๊ะถัดไป
กู้เยว่หลินดันรายการอาหารมาตรงหน้าเฟิงเหมียน "คุณอยากกินอะไรครับ"
"ฉันเป็นคนเลี้ยง เพราะฉะนั้นคุณสั่งเลยค่ะ สั่งอะไรก็ได้ที่คุณชอบ"
"ผมกินอะไรก็ได้ครับ คุณสั่งเถอะ"
เฟิงเหมียนทึกทักเอาเองว่าเขาคงแค่ขัดเขินที่จะสั่ง เธอจึงรับรายการอาหารมา
มันเป็นลายมือเขียนทั้งหมดและไม่มีรูปภาพให้ดูเป็นตัวอย่าง เธอจึงไม่รู้เลยว่าหน้าตาของอาหารจะออกมาเป็นอย่างไร
เธอกดสั่งอาหารไปสุ่มๆ สองสามอย่าง
เนื้อตุ้น ผัดหมูพริกหยิบ ซุปไข่ และมะเขือยาวตุ๋น พร้อมด้วยข้าวเปล่า 2 ถ้วย รวมเป็นเงินทั้งหมด 3 หยวน 5 เหมา
กู้เยว่หลินรับไปดูแล้วเหลือบตาขึ้นมองเฟิงเหมียน
เมื่อเห็นว่าเธออยู่ในอารมณ์ที่ดี เขาจึงไม่ได้พูดอะไรและส่งรายการอาหารคืนให้พนักงานเสิร์ฟโดยตรง
ระหว่างที่รออาหาร เฟิงเหมียนก็เริ่มเข้าเรื่องสำคัญกับกู้เยว่หลิน
"อันที่จริง สำหรับคุณแล้ว มันไม่ได้สำคัญหรอกว่าคุณจะแต่งเข้าบ้านไหน หัวใจสำคัญคือการได้ไปจากครอบครัวนั้น ถูกต้องไหมคะ"
กู้เยว่หลินไม่ได้ตอบ เขา มองเฟิงเหมียนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างใช้ความคิด
"ฉันสามารถช่วยคุณได้ค่ะ ในรูปแบบของการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน"
"การช่วยเหลือซึ่งกันและกันเหรอครับ" กู้เยว่หลินสะดุ้ง ตกใจ คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามเธอว่า "คุณกำลังจะบอกว่า คุณจะช่วยให้ผมออกจากตระกูลกู้ด้วยการแต่งงาน การแต่งงานกำมะลออย่างนั้นเหรอครับ"
เฟิงเหมียนพยักหน้า พลางคิดในใจว่าการคุยกับคนฉลาดนี่มันดีจริงๆ พอเธอเปรยขึ้นมานิดหน่อยเขาก็เข้าใจทันที
"ขอผมคิดดูหน่อยครับ" กู้เยว่หลินกล่าว
เฟิงเหมียนยิ้ม "ตกลงค่ะ คุณคิดดูให้ดีก่อนก็ได้ การแต่งงานแบบร่วมมือกันของเราคือการช่วยชีวิตของกันและกัน มันจะมีประโยชน์ต่อทั้งคุณและฉัน"
กู้เยว่หลินมองเธอด้วยความประหลาดใจอีกครั้ง "ช่วยชีวิตของกันและกันเหรอครับ"
"ใช่ค่ะ ฉันเป็นเด็กกำพร้า มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างฉันที่จะใช้ชีวิตโดยไม่แต่งงาน ฉันจะถูกรังแกได้ง่าย ดังนั้นฉันเองก็ต้องการการแต่งงานนี้เช่นกัน เพราะฉะนั้นเราจึงเรียกว่าการช่วยชีวิตของกันและกัน"
เฟิงเหมียนรู้สึกว่าในเมื่อเขาเป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมาขนาดนี้ เธอเองก็ควรจะเปิดเผยตรงไปตรงมาด้วยเช่นกัน
การทำทุกอย่างให้กระจ่างชัดเจนย่อมดีที่สุดสำหรับทุกคน
กู้เยว่หลินพบว่าคำคำนี้ค่อนข้างแปลกใหม่และแม่นยำมาก
"แล้วคุณจินตนาการถึงการแต่งงานแบบร่วมมือกันนี้ไว้อย่างไรครับ"
เขาค่อนข้างสนใจเรื่องการช่วยชีวิตของกันและกันและการแต่งงานแบบร่วมมือกันที่เธอพูดถึง
เฟิงเหมียนกล่าวว่า "ฉันดูออกว่าคุณไม่ได้พอใจที่จะติดปลักอยู่ในหมู่บ้านไปตลอดชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถูกควบคุมโดยแม่เลี้ยงของคุณ การใช้ป้ายความกตัญญูมาข่มขู่ทางศีลธรรมเพื่อสูบเลือดสูบเนื้อคุณไปตลอดชีวิต"
บางทีคำพูดของเธออาจจะตรงเกินไปจนสะกิดโดนแผลใจของเขา ใบหน้าของเขาจึงซีดลงเล็กน้อย
มือของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะกำแน่นเป็นหมัดอย่างเงียบๆ
"ดังนั้น สิ่งนี้จึงเรียกว่าการข่มขู่ทางศีลธรรมภายใต้ป้ายความกตัญญูซินะ... เฟิงเหมียน สิ่งที่คุณพูดมันมีเหตุผลมากจริงๆ"
เฟิงเหมียนชะงักไป ความรู้สึกสงสารเขาผุดขึ้นมาในใจอีกครั้ง
เธอกุมมือที่กำแน่นของกู้เยว่หลินบนโต๊ะอย่างกล้าหาญ สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วมองเขาด้วยสายตาที่จริงใจ "สหายกู้ คุณต้องเข้มแข็งไว้นะคะ"
กู้เยว่หลินเงยหน้าขึ้น สบตากับสายตาที่ให้กำลังใจของเธอ
"พวกเราคือผู้สืบทอดลัทธิสังคมนิยม พวกปีศาจวัวและอสรพิษคืออะไรกัน? ไม่ต้องห่วงนะคะ สังคมนี้จะเปลี่ยนไปในไม่ช้า วันหนึ่งคุณจะสามารถไปจากที่นี่ได้อย่างเปิดเผย และด้วยความพยายามของคุณเอง คุณจะสามารถใช้ชีวิตที่ดีอย่างที่คุณต้องการได้ และจะไม่มีใครสามารถมาข่มขู่ทางศีลธรรมกับคุณได้อีก"
กู้เยว่หลินมองเธอด้วยความเคลือบแคลงใจเล็กน้อย
น้ำแกงไก่ชามนี้ถูกซดจนหมดสิ้นแล้ว
ในตอนนั้นเอง อาหารจานแรกก็มาเสิร์ฟ ทั้งสองคนจึงหยุดสนทนา
ในฐานะเจ้ามือ เฟิงเหมียนหยิบตะเกียบส่งให้กู้เยว่หลิน และคะยั้นคะยอให้เขากินเนื้อตุ๋น
ชายหนุ่มมีความต้องการอาหารมาก และเขาแทบจะไม่ค่อยได้กินของแบบนี้เลย เขาจึงรีบกินไป 3 ชิ้นติดต่อกันอย่างกระตือรือร้น
เมื่อเขาจะคีบชิ้นที่ 4 เขาก็ตระหนักถึงบางอย่างขึ้นมาได้กะทันหัน
ใบหน้าของเขาขึ้นสีแดงระเรื่อ เขาวางตะเกียบลงด้วยความขัดเขิน พลางดันจานเนื้อตุ๋นไปทางเฟิงเหมียน จนเกือบจะถึงตำแหน่งถ้วยข้าวของเธอ "คุณกินเถอะครับ"
เฟิงเหมียนมองดูเขาด้วยรอยยิ้มตลอดเวลา จากนั้นก็ดันเนื้อตุ๋นกลับไปที่กึ่งกลางโต๊ะ "คุณกินเถอะค่ะ ฉันไม่ได้อยากกินขนาดนั้น"
"ผม..."
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ในเมื่อเราตกลงแต่งงานแบบร่วมมือกันแล้ว เราจะต้องใช้เวลาอยู่ร่วมกันอีกนาน ไม่จำเป็นต้องกักเก็บความอยากอาหารของคุณไว้หรอกค่ะ"
เขาพบว่าเฟิงเหมียนเป็นคนที่พิเศษมาก ไม่เหมือนกับเด็กผู้หญิงคนอื่นๆ ในหมู่บ้านที่เขารู้จักเลย
วิธีพูดและท่าทางของเธอเหมือนกับ... เหมือนกับลูกสาวของพวกนายทุนนิดหน่อย
กู้เยว่หลินคีบอีกชิ้นขึ้นมา เคี้ยวช้าๆ ความเร็วในการกินลดลงกว่าเมื่อก่อนมาก
ในไม่ช้าอาหารอีกจานก็มาเสิร์ฟ ซุปไข่ก็ถูกนำมาเสิร์ฟเช่นกัน และเฟิงเหมียนก็บอกให้พนักงานเสิร์ฟนำข้าวมาให้
พนักงานเสิร์ฟกลอกตา เสิร์ฟข้าว 2 ถ้วยด้วยความไม่พอใจ และแทบจะโยนมันลงบนโต๊ะ
มันเป็นการโยนจริงๆ เหมือนกับว่าเธอซัดไล่ขอทาน ไม่มีอะไรเกินจริงเลย
มุมปากของเฟิงเหมียนกระตุก เธอจำเรื่องที่ผู้ใหญ่เคยเล่าให้ฟังขึ้นมาได้กะทันหันว่า ร้านอาหารของรัฐบางแห่งในยุค 70 และ 80 ถึงกับมีป้ายเตือนใจที่เขียนว่า "ห้ามทุบตีหรือด่าทอลูกค้า"
เมื่อมองใบหน้านั้น ซึ่งดูเหมือนว่าเธอไปติดหนี้อีกฝ่ายไว้ 200 หยวน เธอจึงกลัวจริงๆ ว่าผู้หญิงคนนั้นอาจจะทุบตีคนขึ้นมาจริงๆ
เฟิงเหมียนไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่คะยั้นคะยอให้กู้เยว่หลินกินและดื่มให้อิ่มหนำสำราญ
"เอาอย่างนี้ไหมคะ เราจะแต่งงานแบบร่วมมือกันเป็นเวลา 3 ปี หลังจากผ่านไป 3 ปี คุณจะมีอายุ 26 ปี และมันจะไม่เป็นการฉุดรั้งคุณไว้"
กู้เยว่หลินซึ่งกำลังดื่มซุปไข่อยู่ ได้ยินคำพูดของเธอแล้วก็ตกใจมากจนสำลัก ไอออกมาอย่างรุนแรง
เฟิงเหมียนรีบขอผ้าเช็ดปากจากพนักงานเสิร์ฟอย่างรวดเร็ว
พนักงานเสิร์ฟนำผ้าเช็ดปากมาให้ แต่ในขณะที่ส่งให้ เธอก็ทำหน้าบึ้งตึงและด่าทอพวกเขาทั้งคู่ไปด้วย
หลังจากเธอเดินจากไป เฟิงเหมียนก็ถามเบาๆ "คุณไม่เป็นไรใช่ไหมคะ"
"แค่ก แค่ก ผมไม่เป็นไรครับ ทำไมต้องเป็นเวลา 3 ปีด้วยล่ะครับ"
ทำไมต้องเป็นเวลา 3 ปี? เพราะครอบครัวของเฟิงเหมียนทำธุรกิจมาตั้งแต่รุ่นปู่ของเธอ และเธอถูกจัดว่าเป็นลูกสาวของนายทุน ดังนั้นเธอจึงจำช่วงเวลาของการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจได้
เวลาที่เร็วที่สุดในการยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจคือในอีก 3 ปีต่อมา และชาวนารุ่นแรกที่เข้าไปทำงานในเมืองคือในช่วงต้นทศวรรษที่ 80
เมื่อคนในชนบทได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำงานในเมืองได้ เธอกับกู้เยว่หลินก็สามารถแยกย้ายกันไปตามทางของตนเองได้
"หลังจากผ่านไป 3 ปี การช่วยชีวิตของกันและกันก็จะสิ้นสุดลงค่ะ"
"คุณรู้ได้อย่างไรครับ"
เธอจะอธิบายเรื่องนี้ให้เขาฟังได้อย่างไรกัน?
เธอกล่าวว่า "พวกเราจะลงนามในข้อตกลงการแต่งงานแบบร่วมมือกันเป็นเวลา 3 ปีเป็นอันดับแรก หากเวลาในตอนนั้นยังไม่เพียงพอ พวกเราค่อยลงนามกันใหม่อีกฉบับค่ะ"
เธอทำได้เพียงพยายามพูดให้มันผ่านๆ ไปก่อนในตอนนี้
เฟิงเหมียนหยิบสัญญาที่เธอเขียนไว้เมื่อคืนนี้ออกมาและดันไปตรงหน้าเขา
"ดูซิคะว่ามีปัญหาอะไรตรงไหนไหม ถ้ามีก็นำเสนอขึ้นมาได้เลยค่ะ ฉันจะได้แก้ไขมัน ถ้าไม่มี รบกวนลงนามด้วยค่ะ"
กู้เยว่หลินรับข้อตกลงการแต่งงานแบบร่วมมือกันไปแล้วมองดูเธออยู่หลายครั้ง
เฟิงเหมียนยิ้มโดยไม่พูดอะไร พลางคิดในใจว่าเขาคงจะตกใจเล็กน้อย เพราะเธอถึงกับเตรียมสัญญาไว้พร้อมสรรพ และเขาต้องการเวลาในการย่อยข้อมูล
"ห้องนอนคนละห้อง? ห้ามเข้าห้องนอนของอีกฝ่ายงั้นเหรอครับ"
"ใช่ค่ะ ในเมื่อเป็นการแต่งงานแบบร่วมมือกัน นั่นคือสิ่งพื้นฐานใช่ไหมคะ"
"แต่คุณมีห้องนอนแค่ห้องเดียวไม่ใช่เหรอครับ"
"นั่นไม่ใช่ปัญหาค่ะ กระท่อมมุงจาก 3 หลังของฉันมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ฉันแค่จะกั้นผนังตรงกลางและแบ่งห้องหนึ่งออกเป็นสองห้องค่ะ"
"ผมไม่สามารถแตะต้องสิ่งของส่วนตัวใดๆ ของคุณได้หากไม่ได้รับอนุญาตจากคุณงั้นเหรอครับ"
เฟิงเหมียนยิ้มและพยักหน้า "ข้อตกลงเหล่านี้สำหรับพวกเราทั้งคู่ค่ะ ฉันเองก็จะแต่งต้องสิ่งของของคุณด้วยเช่นกัน"
"คุณคิดทุกอย่างไว้รอบคอบมากครับ ไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ"
หลังจากอ่านจบ กู้เยว่หลินก็หยิบปากกาหมึกซึมขึ้นมาและลงนามในชื่อของเขา
สัญญาทำขึ้นเป็นสองฉบับ โดยแต่ละคนเก็บไว้คนละฉบับ
กู้เยว่หลินกล่าวว่ามันไม่สะดวกสำหรับเขาที่จะเก็บมันไว้ เขาจึงมอบสัญญาทั้งสองฉบับให้แก่เฟิงเหมียน
เฟิงเหมียนรับไว้ทั้งสองฉบับและรู้สึกพึงพอใจอย่างมากกับท่าทีที่ตรงไปตรงมาของเขา