- หน้าแรก
- ดวงจันทร์สีครามกับตำนานมังกรสวรรค์
- บทที่ 8: นามของฉันคือลั่วฉีซี มิกรูเดีย
บทที่ 8: นามของฉันคือลั่วฉีซี มิกรูเดีย
บทที่ 8: นามของฉันคือลั่วฉีซี มิกรูเดีย
บทที่ 8: นามของฉันคือลั่วฉีซี มิกรูเดีย
"อ๊ะ เป็นคุณนั่นเอง!" ลั่วฉีซีเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่เดินเข้ามาและอุทานด้วยความประหลาดใจ นางจำชายหนุ่มที่เคยยื่นมือเข้าช่วยเหลือตนเองเมื่อไม่นานมานี้ได้ทันที
"อ๋อ ที่แท้ก็คือท่านมังกรฟ้าหน้าตายผู้โด่งดังนี่เอง หากท่านเป็นผู้รับรองให้แม่นางผู้นี้ เช่นนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร พวกเราจะมอบค่าธรรมเนียมผ่านทางให้แก่นาง" พนักงานหญิงเปลี่ยนสีหน้าในฉับพลัน จากใบหน้าที่เรียบเฉยไร้ความรู้สึกเมื่อครู่ แปรเปลี่ยนเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความหลงใหลคลั่งไคล้
จากนั้นนางจึงหยิบเหรียญเงินมิลลิสสองเหรียญออกมาแล้วยื่นให้แก่ลั่วฉีซี
"หากไม่มีปัญหาอื่นใดแล้ว ข้าขอตัวก่อน" ตันเฟิงกล่าวกับลั่วฉีซีด้วยสีหน้าเรียบเฉยเช่นเดิม ก่อนจะหมุนตัวเตรียมจากไป
ตามหลักเหตุและผลแล้ว ตันเฟิงไม่ได้อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยว กับเรื่องราวทำนองนี้ ทว่าในเมื่อผู้ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากอยู่ตรงหน้าเป็นเพียงเด็กสาวจากเผ่าปีศาจที่ดูมีอายุเพียงสิบสี่หรือสิบห้าปีเท่านั้น ลักษณะของสถานการณ์จึงแตกต่างออกไป
ทว่า แขนเสื้อของตันเฟิงกลับถูกดึงไว้ด้วยมือเล็กๆ อันบอบบางและขาวผ่องคู่หนึ่ง
"หืม? มีเรื่องอื่นอีกอย่างนั้นหรือ?" ตันเฟิงก้มศีรษะลงเล็กน้อยพลางเอ่ยถามลั่วฉีซีด้วยความฉงน
ลั่วฉีซีใช้มือข้างหนึ่งจับแขนเสื้อของตันเฟิงไว้ ส่วนหัวก็เอียงเล็กน้อยพลางใช้นิ้วม้วนปอยผมสีฟ้าน้ำทะเลของตนเล่นไปด้วย
"คือว่า... ขอบคุณที่ช่วยฉันไว้ในครั้งนี้และครั้งก่อนๆ นะคะ หากเป็นไปได้ พวกเราจะทำความรู้จักกันหน่อยได้ไหม..." น้ำเสียงอันอ่อนหวานของลั่วฉีซีเจือไปด้วยความเขินอายและความขลาดกลัวเล็กๆ
"คือ... ฉันชื่อลั่วฉีซี มิกรูเดีย เป็นคนจากเผ่ามิกูร์ด และยังเป็นจอมเวทด้วยค่ะ" ลั่วฉีซีรวบรวมความกล้าเอ่ยคำเหล่านี้ออกมา เพราะเขาเป็นเพียงคนเดียวที่นางนึกอยากเป็นมิตรด้วยนับตั้งแต่เดินทางมาถึงมิลิเซียน ชายผู้นี้ไม่ได้มองนางด้วยสายตาแปลกๆ เหมือนอย่างที่พวกผู้ใหญ่ในเมืองมองเลยสักนิด
ตันเฟิงทอดสายตามองเด็กสาวตัวน้อยที่กำลังจับแขนเสื้อของตนอยู่พลางครุ่นคิด
ในเมื่อเขาเคยช่วยเหลือรวมถึงหยิบยื่นความมีน้ำใจให้ นางก็คงเพียงแค่อยากจะแสดงความขอบคุณและทำความรู้จักไว้เท่านั้น
"ได้สิ ไม่มีปัญหา ข้าชื่อตันเฟิง เป็นนักรบ" ตันเฟิงเอ่ยปากอย่างช้าๆ น้ำเสียงของเขาเปี่ยมไปด้วยความมั่นคงหนักแน่น
"ตายจริง ตันเฟิงเกี้ยวพาราสีเด็กสาวเป็นแล้วอย่างนั้นหรือเนี่ย" น้ำเสียงอันยั่วยวนสายหนึ่งดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของตันเฟิง
ตันเฟิงถึงกับสะดุ้งโหยงเมื่อถูกศอกกระทุ้งเข้าที่สีข้างอย่างจัง
"เมย์เบีย เจ้ากำลังทำอะไรของเจ้าน่ะ?" ตันเฟิงหันไปมองสมาชิกเผ่าปีศาจผู้มีเขาอันแสนน่ารำคาญที่เพิ่งจะแกล้งเขาเสร็จอย่างหมดคำจะกล่าว
"โอ้โฮ เด็กสาวคนนี้ต้องเป็นคนจากเผ่ามิกูร์ดแน่ๆ เลย มีเส้นผมสีฟ้าน้ำทะเลที่งดงามเหลือเกิน" เมย์เบียยื่นหน้าเข้าไปใกล้ใบหน้าของลั่วฉีซีเพื่อพินิจพิจารณา จากนั้นก็คว้าปอยผมสีฟ้าน้ำทะเลของลั่วฉีซีขึ้นมาดม
"อืม~ แถมยังมีกลิ่นหอมเป็นพิเศษเสียด้วย" เมย์เบียเอ่ยเย้าแหย่ลั่วฉีซี ซึ่งกำลังตกใจกับการกระทำอันอุกอาจนั้น
"อะ... อะ ทำอะไรของคุณน่ะคะ?" ลั่วฉีซีรีบถอยฉากหนีไปหลายก้าวพลางจ้องมองเมย์เบียด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีแดงระเรื่อ ซึ่งเป็นรอยแดงที่ยังคงหลงเหลืออยู่จากการพูดคุยกับตันเฟิงเมื่อครู่นี้
"เอ๋~ นี่เจ้าถึงกับต้องถอยหนีอย่างจริงจังขนาดนั้นเลยหรือ? แล้วเจ้ามาจากที่ไหนในทวีปปีศาจกันล่ะ? ตัวข้าน่ะมาจากเมืองลิคาลิส" เมื่อได้เห็นเด็กสาวที่น่ารักน่าเอ็นดูเช่นนี้ ก็ยิ่งโหมกระพือความต้องการที่จะเย้าแหย่ของเมย์เบียให้รุนแรงยิ่งขึ้น
"ฉันมาจากดินแดนที่อยู่ห่างไกลออกไปทางตอนเหนือค่ะ"
"เจ้ามาจากเมืองลิคาลิสอย่างนั้นหรือ? ถ้าเช่นนั้นเจ้ารู้จักโรงเตี๊ยมกีบแกะหรือไม่?"
"ฉันจำได้ว่าที่นั่นเป็นร้านขายเสื้อผ้านะคะ"
"เอาเถอะ เมย์เบีย เลิกแกล้งเด็กสาวคนนี้ได้แล้ว" ตันเฟิงเอ่ยเตือนขึ้นอย่างช้าๆ จากด้านข้าง
"ฉันไม่ใช่เด็กนะคะ ปีนี้ฉันอายุยี่สิบสี่ปีแล้ว และบรรลุนิติภาวะมาได้เก้าปีแล้วด้วยค่ะ" ลั่วฉีซีอธิบายความจริงเรื่องที่นางเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วให้ตันเฟิงฟัง
"ข้าเพิ่งจะอายุสิบเก้าเอง แล้วเหตุใดเจ้าจึงดูตัวเล็กกระจ้อยร่อยถึงเพียงนี้เล่า?" สีหน้าอันตื่นตะลึงของตันเฟิงปรากฏสู่สายตาของหญิงสาวทั้งสองคน
ลั่วฉีซีอ้าปากเตรียมจะอธิบาย ทว่ากลับถูกเมย์เบียเอ่ยขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
"นี่ตันเฟิงไม่รู้หรอกหรือว่าคนของเผ่ามิกูร์ดจะหยุดเจริญเติบโตเมื่อพวกเขามีอายุได้สิบสี่หรือสิบห้าปีน่ะ?" เมย์เบียยกมือขึ้นป้องปากพลางหัวเราะคิกคัก น้ำเสียงและท่าทางของนางดูราวกับกำลังเยาะเย้ยในความเบาปัญญาของตันเฟิง
"ที่แท้ก็มีเรื่องราวเช่นนี้อยู่ด้วย" ตันเฟิงได้เรียนรู้สิ่งใหม่ในวันนี้ ดูท่าว่าเผ่าปีศาจบางเผ่าจะมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวเช่นนี้เอง
"แล้วคืนนี้ลั่วฉีซีจะไปพักที่ไหนล่ะ?" เมย์เบียเอ่ยถามขึ้นมาทันควัน
"ฉันยังหาโรงเตี๊ยมที่ยินยอมให้ฉันเข้าพักไม่ได้เลยค่ะ"
เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ ลั่วฉีซีก็แสดงสีหน้าผู้น่าสงสารออกมา ทันทีที่ผู้คนได้เห็นเส้นผมสีฟ้าน้ำทะเลของนาง พวกเขาก็ตบแต่งขับไล่นางให้ออกไปในทันที
"เจ้ายังหาที่พักไม่ได้อย่างนั้นหรือ?! เยี่ยมไปเลย มากับข้าสิ!" ทันทีที่เมย์เบียได้ยินว่าลั่วฉีซียังไม่มีที่ซุกหัวนอน นางก็ตัดสินใจคว้าตัวลั่วฉีซีแล้วออกวิ่งไปทันที
"เอ๋ เอ๋???" ลั่วฉีซีมีสีหน้ามึนงงอย่างถึงที่สุดที่จู่ๆ ก็ถูกเมย์เบียฉุดกระชากลากถูไปเช่นนั้น
"แย่แล้ว! ฉันต้องถูกเอาไปขายแน่ๆ เลย!" ลั่วฉีซีคิดคร่ำครวญอยู่ในใจ
"นี่ นี่ เมย์เบีย เจ้าคงไม่ได้จะทำเรื่องแบบนั้นอีกแล้วใช่ไหม?" ตันเฟิงรีบวิ่งไล่ตามพวกนางไปอย่างรวดเร็ว... "เรื่องมันเป็นอย่างนี้ค่ะ ลั่วฉีซีตัวน้อยคนนี้ถูกจับตัวไปและต้องเผชิญกับการทดลองในมนุษย์ ซึ่งเป็นการทดลองที่โหดร้ายทารุณอย่างแท้จริง! ลั่วฉีซีตัวน้อยผู้แสนน่าสงสาร ต้องทนทุกข์ทรมานมามากมายเหลือเกิน! นางเพิ่งจะหลบหนีออกมาจากสถานที่อันน่ากลัวแห่งนั้นได้ทว่าเยียวยาใจตนเองไม่ได้ ประกอบกับไม่มีที่ไป จึงจำต้องซุกหัวนอนอยู่ตามซอกตึกของเมืองมิลิเซียน" เมย์เบียเอ่ยวาจาพลางใช้มือปาดน้ำตา ซึ่งเป็นภาพที่ชวนให้ผู้พบเห็นรู้สึกสะเทือนใจและใจสลายอย่างยิ่ง
ตันเฟิงและลั่วฉีซีทำได้เพียงยืนอยู่ด้านข้าง เฝ้ามองการแสดงอันทุ่มเทสุดตัวของเมย์เบียด้วยมุมปากที่กระตุกโดยมิได้นัดหมาย
พวกเขาทั้งสองต่างรู้ดีแก่ใจว่าเมย์เบียกำลังละเล่นละครตบตาอยู่ และนางก็แสดงได้สมบทบาทแนบเนียนเสียจนคนฟังไม่อาจข่มใจไม่ให้ชื่นชมในทักษะการแสดงอันล้ำเลิศของนางได้เลย
ทว่า เจ้าของร้านหญิงกลับอินไปกับเรื่องราวของเมย์เบียอย่างลึกซึ้ง
ดวงตาของนางค่อยๆ รื้นไปด้วยหยาดน้ำตา และหยดน้ำใสๆ ก็เอ่อคลอจวนเจียนจะร่วงหล่นลงมาได้ทุกเมื่อ
"เมย์เบีย เลิกพูดเถอะ! ลั่วฉีซีตัวน้อยช่างน่าเวทนาเหลือเกิน นางถึงกับต้องระเหเร่ร่อนมายังมิลิเซียน เมืองที่จงเกลียดจงชังเผ่าปีศาจแห่งนี้ ชีวิตของนางคงจะยากลำบากสาหัสสากรรจ์มากใช่ไหม?" เจ้าของร้านหญิงเอ่ยสะอื้น น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจและนึกสงสารจับใจ
เมื่อกล่าวจบ เจ้าของร้านหญิงก็รีบคว้ามือของลั่วฉีซีขึ้นมาพินิจพิจารณาดูอย่างใกล้ชิด
ลั่วฉีซีมองเจ้าของร้านหญิงอย่างทำตัวไม่ถูก ทำได้เพียงส่งยิ้มแห้งๆ อันแสนกระอักกระอ่วนกลับไป
อย่างไรก็ตาม เจ้าของร้านหญิงไม่ได้ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้น นางเพียงแต่มองลั่วฉีซีด้วยสายตาอันเปี่ยมล้นไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู ราวกับกำลังมองบุตรสาวของตนเองก็ไม่ปาน
"ในอดีต ยามที่ลูกสาวของข้ามีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเจ้า นางช่างซุกซนเหลือเกิน! วิ่งเล่นไปทั่วราวกับเด็กผู้ชายตลอดทั้งวัน แต่เจ้ากลับดูเป็นเด็กผู้หญิงที่เรียบร้อยและเชื่อฟังยิ่งนัก เจ้าช่างผ่านความทุกข์ยากมามากมายจริงๆ!" เจ้าของร้านหญิงทอดถอนหายใจ และในที่สุดหยาดน้ำตาที่เอ่อคลออยู่ในดวงตาก็หลั่งไหลลงมาจนได้
"นับจากนี้ไปเจ้าก็ตั้งรกรากอยู่ที่นี่เสียเถอะ พักผ่อนในห้องของลูกสาวข้าได้เลย ตั้งแต่นางแต่งงานออกเรือนไปก็ไม่ได้กลับมาอาศัยอยู่ที่นี่อีกแล้ว" เจ้าของร้านหญิงกล่าวพรางจูงมือลั่วฉีซีเดินขึ้นบันไดไป
ก่อนจะเดินพ้นไป นางยังไม่ลืมหันมากำชับให้เมย์เบียช่วยดูแลความเรียบร้อยของร้านให้ดีด้วย
"ความสามารถในการเล่าเรื่องของเจ้านี่มันอยู่ในระดับแถวหน้าเลยทีเดียว" ตันเฟิงยกนิ้วโป้งให้เมย์เบียเพื่อแสดงความชื่นชมจากใจจริง
"มันก็แน่อยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าคราวนั้นข้าจะทำให้เจ้าของร้านยอมรับเจ้าเข้าพักได้อย่างไรกันเล่า?" สีหน้าอันเศร้าสร้อยของเมย์เบียมลายหายไปในพริบตา หลงเหลือไว้เพียงความพึงพอใจในตนเองและความภาคภูมิใจในทักษะการแสดงอันยอดเยี่ยม
"ว่าแต่ เจ้าไปพบกับลั่วฉีซีได้อย่างไรกัน? ข้าเห็นพวกเจ้าพูดคุยกันอยู่ที่สมาคมนักผจญภัย"
"เปล่าหรอก วันนี้ข้าเพิ่งจะพบนางเพียงสองครั้งเท่านั้น นางถูกพวกอัศวินกักตัวไว้ที่ประตูเมือง ข้าก็แค่เข้าไปช่วยเหลือนางเฉยๆ"
"อ้อ~ เป็นอย่างนี้นี่เอง" เมย์เบียพยักหน้ารับรู้
"จะว่าไปแล้ว กาดารุฟหายไปไหนเสียล่ะ?"
"เขาบอกว่าพบเขาวงกตแห่งใหม่ เลยเดินทางไปสำรวจพื้นที่โดยรอบก่อนน่ะ"